ภาพนี้ต้องขยาย : สะพานศักดิ์สิทธิ์ - National Geographic Thailand

ภาพนี้ต้องขยาย : สะพานศักดิ์สิทธิ์

ภาพโดย : ฮิวจ์ สตีเวนส์ เบลล์, NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE

เนิ่นนานก่อนที่กลุ่มนักสำรวจผิวขาวจะมาพบเห็นเข้าเมื่อปี 1909 หมวดหินสีแดงในสถานที่ซึ่งปัจจุบันคือรัฐยูทาห์นี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่านาวาโฮ โฮปี ซูนี ไพยูต และชนพื้นเมืองอเมริกันเผ่าอื่นๆ พวกเขามาสวดภาวนาและเซ่นสรวงใต้สะพานหินสูง 90 เมตร ซึ่งทางน้ำสลักเสลาขึ้นเมื่อนานแสนนานมาแล้ว

เมื่อปี 1910 รัฐบาลสหรัฐฯก่อตั้งอนุสรณ์สถานแห่งชาติเรนโบว์บริดจ์ขึ้นเพื่ออนุรักษ์สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาตินี้ไว้ เป็นเวลาหลายทศวรรษที่นักท่องเที่ยวสามารถปีนป่ายขึ้นไปด้านบนและรอบๆสะพานหิน ดังที่เห็นในภาพถ่ายเมื่อปี 1927 ภาพนี้ของฮิวจ์ สตีเวนส์ เบลล์ “ใครคนหนึ่งกำลังสาธิตว่าสามารถแสดงกายกรรมได้อย่างปลอดภัยหายห่วง” บนสะพานแห่งนี้ คือคำบรรยายภาพของเบลล์

ไม่ว่าจะเป็นการปลอดภัยหรือเป็นผลดีสำหรับสถานที่สำคัญแห่งนี้หรือไม่ ป้ายที่กรมอุทยานแห่งชาติประกาศไว้เมื่อปี 1995 ก็ขอให้นักท่องเที่ยวงดเดินข้างใต้หรือขึ้นไปบนสะพาน เพื่อเป็นการแสดงความเคารพประเพณีวัฒนธรรมของชนเผ่าที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเว็บไซต์ของกรมอุทยานแห่งชาติยังขอให้นักท่องเที่ยวเดินเข้าไป “แบบเดียวกับเวลาเข้าโบสถ์”

เรื่องแนะนำ

มนุษย์ปริศนาหน้าใหม่ (First Human)

เรื่อง  เจมี ชรีฟ ภาพถ่าย โรเบิร์ต คลาร์ก ขุมทรัพย์ฟอสซิลที่พบลึกเข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่งของแอฟริกาใต้ ก่อให้เกิดคำถามที่ว่า สิ่งใดกันแน่ที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ ตอนนั้นเป็นวันที่ 13 กันยายน ปี 2013 สตีฟ ทักเกอร์ และริก ฮันเตอร์ นักสำรวจถ้ำสมัครเล่นสองคนเดินเข้าสู่ถ้ำหินโดโลไมต์ชื่อ  “ไรซิงสตาร์” (Rising Star)  ตั้งอยู่ห่างจากเมืองโจฮันเนสเบิร์กไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 50 กิโลเมตร   ถ้ำแห่งนี้เป็นที่นิยมในหมู่นักสำรวจถ้ำมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เครือข่ายทางเดินและคูหาน้อยใหญ่อันซับซ้อนของมันล้วนได้รับการสำรวจและทำแผนที่ไว้อย่างดี  ทักเกอร์และฮันเตอร์หวังจะพบเส้นทางที่ยังไม่ค่อยมีใครใช้กันนัก แต่พวกเขามีภารกิจอื่นในใจ  ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ยี่สิบ  มีการค้นพบฟอสซิลบรรพบุรุษมนุษย์  ยุคแรกๆในภูมิภาคแถบนี้มากเสียจนได้รับการขนานนามว่า  “ต้นกำเนิดแห่งมนุษยชาติ”  แม้ยุคทองแห่งการล่าฟอสซิลของที่นี่จะผ่านมานานแล้ว  แต่นักสำรวจถ้ำทั้งสองต่างรู้ดีว่า  นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่มหาวิทยาลัยวิตวอเตอส์แรนด์ในโจฮันเนสเบิร์กกำลังมองหากระดูกอยู่ ลึกเข้าไปในถ้ำ  ทักเกอร์และฮันเตอร์ใช้เส้นทางแคบๆชื่อ “ซูเปอร์แมนส์ครอว์ล” ที่ได้ชื่อนี้เพราะคนส่วนใหญ่จะผ่านไปได้ก็ต่อเมื่อแนบแขนข้างหนึ่งไว้กับลำตัวและชูแขนอีกข้างขึ้นเหนือศีรษะเหมือนท่าบินของซูเปอร์แมน  พวกเขาผ่านคูหาใหญ่แห่งหนึ่ง  แล้วปีนผนังหินขรุขระขึ้นไปจนสุด  ด้านบนเป็นโพรงเล็กๆสวยงามมีหินย้อยประดับ ทักเกอร์ค่อยๆลดตัวลงในรอยแยกที่พื้นถ้ำ  เท้าของเขาสัมผัสแง่งหินเล็กๆแง่งหนึ่ง  ก่อนจะเจออีกแง่งใต้แง่งนั้น และจากนั้นก็พบแต่ความว่างเปล่า เขาหย่อนตัวลงไปและพบว่าตัวเองอยู่ในปล่องถ้ำแคบๆแนวดิ่งที่บางช่วงกว้างเพียง 20 เซนติเมตร  เขาตะโกนเรียกฮันเตอร์ให้ตามลงมา  ทั้งคู่จัดว่ามีรูปร่างผอมบางเป็นพิเศษ  พูดง่ายๆคือมีแต่กล้ามเนื้อกับกระดูก  ถ้าตัวใหญ่กว่านี้อีกหน่อย […]

บทเรียนจากต้นไม้

เรื่อง แคที นิวแมน ภาพถ่าย ไดแอน คุก และเลน เจนเชล ต้นไม้ทุกต้นบอกเล่าเรื่องราว แต่บางเรื่องอาจสะเทือนอารมณ์เกินพรรณนา ไม่ว่าจะเก็บรักษาความทรงจำ โอบอุ้ม  ความเชื่อ หรือเป็นอนุสรณ์ความเศร้า ต้นไม้ยังสร้างแรงบันดาลใจ  เรื่องราวโด่งดังที่สุดเห็นจะไม่พ้นต้นแอ๊ปเปิ้ลในสวนผลไม้ที่มณฑลลิงคอล์นเชียร์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งเล่าขานกันว่า เมื่อปี 1666 แอ๊ปเปิ้ลผลหนึ่งร่วงหล่นจากต้น และกระตุ้นให้ชายหนุ่มนามไอแซก นิวตัน นึกสงสัยว่า ทำไมแอ๊ปเปิ้ลถึงร่วงในแนวดิ่งลงสู่พื้นดินเสมอ ต้นฉบับลายมือสมัยศตวรรษที่สิบแปดบอกเล่าว่า นิวตันซึ่งเดินทางกลับบ้านจากเคมบริดจ์ (หลังกาฬโรคระบาดทำให้ต้องปิดมหาวิทยาลัย) เดินเข้าไปในสวนและครุ่นคิดใคร่ครวญ วิลเลียม สตูกลีย์ เพื่อนและนักเขียนชีวประวัติของเขา บรรยายไว้ว่า “ความคิดเรื่องแรงโน้มถ่วงผ่านเข้ามาในหัว…จากการร่วงสู่พื้นของผลแอ๊ปเปิ้ล ขณะที่เขานั่งนึกตรึกตรองอยู่” นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งการหยั่งรู้ครั้งแรกที่เกี่ยวพันกับต้นไม้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ขณะประทับใต้ต้นโพธิ์มิใช่หรือ ต้นไม้ชวนให้เราเคลิบเคลิ้ม วัฒนธรรมหลากหลายเล่าขานนิทานว่าด้วยนักบวชที่สดับตรับฟังเสียงสกุณาในพงไพรแล้วพบว่า เวลาเพียงชั่วอึดใจกลับกลายเป็นหลายร้อยปีที่ผันผ่าน ต้นไม้เป็นที่เก็บความทรงจำของธรรมชาติ กระทั่งในระดับโมเลกุล เบนจามิน สเวตต์ ผู้เขียนหนังสือ นิวยอร์ก นครแห่งแมกไม้ (New York City of Trees) กล่าวในการสัมภาษณ์ทางวิทยุว่า “เนื้อไม้ในแต่ละชั้นของวงปีประกอบด้วยอากาศบางส่วนของปีนั้นๆ […]

จนถึงหยดสุดท้าย

เรื่อง ลอรา ปาร์กเกอร์ ภาพถ่าย แรนดี โอลสัน “โอ๊ะ” บราวนี วิลสัน ร้องเสียงหลงเมื่อเทปวัดระยะทางที่ฉันกำลังหย่อนลงไปในบ่อบาดาลกลางทุ่งหญ้าแพรรี ของรัฐแคนซัสหลุดมือหายวับไปในความลึกเบื้องล่าง บ่อที่กว้างพอจะตกลงไปได้นี้สูบน้ำจากชั้นหินอุ้มน้ำโอกัลลาลา (Ogallala Aquifer) แอ่งน้ำจืดใต้ดินขนาดใหญ่ซึ่งหล่อเลี้ยงชีวิตสมัยใหม่ในหลายรัฐอันแห้งแล้งทางตอนกลางของสหรัฐฯ เรามาที่นี่เพื่อตรวจสอบสภาพชั้นหินอุ้มน้ำมาตรวัดแตะน้ำที่ระดับ 60 เมตร ต่ำกว่าปีที่แล้ว 30 เซนติเมตร ระดับที่ลดลงนี้บ่งชี้ว่าน้ำใกล้แห้งขอดเต็มที “บ่อนี้มีน้ำไม่พอสำหรับการชลประทานตลอดฤดูร้อนนี้แล้วครับ” วิลสันว่า วิลสันเป็นผู้จัดการฝ่ายข้อมูลน้ำของหน่วยสำรวจทางธรณีวิทยาของรัฐแคนซัส และเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่มุ่งหน้ามายังภาคตะวันตกของแคนซัสทุกฤดูหนาวเพื่อเก็บข้อมูลว่า  ชั้นหินอุ้มน้ำแห่งนี้แห้งเหือดไปรวดเร็วเพียงใด น้ำใต้ดิน เบื้องล่างสะสมตัวอยู่ในชั้นหินที่มีรูพรุนมาราว 15,000 ปี หรือก่อนสิ้นสมัยน้ำแข็งครั้งสุดท้าย  ในช่วง 60 ปีที่ผ่านมาน้ำจากชั้นหินอุ้มน้ำโอกัลลาลาถูกสูบขึ้นมาในอัตราเร็วเกินกว่าน้ำฝนและหิมะที่ละลายจะซึมลงไปทดแทนได้ทัน สาเหตุหลักเป็นเพราะเครื่องจักรกลชลประทานแบบที่อยู่ใกล้ๆนั่นเอง  ในบางพื้นที่ทางตะวันตกของแคนซัสชั้นหินอุ้มน้ำ ลดลงกว่าร้อยละ 60  ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว  และในบางพื้นที่ชั้นหินอุ้มน้ำก็แห้งไปแล้ว  ขณะนี้การลดลงเป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่ว่าปีนั้นจะมีน้ำมากหรือน้อย  เช่น เมื่อปี 2015 ฝนตกหนักกว่าปกติถึงร้อยละ 50-100   ทว่าระดับน้ำในบ่อยังลดลงอีก ฉันติดสอยห้อยตามวิลสันมาจนเกือบสิ้นสุดการเดินทางไกล 8,000 กิโลเมตรตามแนวเขตของโอกัลลาลา ซึ่งทอดยาวจากเซาท์ดาโคตาถึงเทกซัส  ฉันขับรถผ่านพื้นที่การเกษตรอันอุดมสมบูรณ์ที่สุดภูมิภาคหนึ่งและเป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าอย่างน้อย 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ […]