สงครามที่ไม่อาจพ่ายแพ้ของชาวเคิร์ด - National Geographic Thailand

สงครามที่ไม่อาจพ่ายแพ้ของชาวเคิร์ด

เรื่อง นีล ชี
ภาพถ่าย ยูริ โคซืยเรฟ

ในวันที่เมืองโมซุลตกอยู่ในเงื้อมมือของกลุ่มไอซิส โบตาน  ชาร์บาร์เซรี ตัดสินใจว่า เขาพร้อมแล้วที่จะสละชีวิต

หนุ่มนักศึกษาวัย 24 ปียิ้มแย้มตอนออกจากบ้านพ่อแม่ในซเลมานี เมืองหนึ่งในเคอร์ดิสถานของอิรัก เขารวมกลุ่มเด็กหนุ่มที่มีอุดมการณ์เดียวกันขึ้นมาได้ไม่ยาก ทุกคนยินยอมพร้อมใจที่จะสละชีวิตเพื่อแผ่นดินเกิด ซึ่งไม่ใช่เพื่ออิรัก แต่เพื่อเคอร์ดิสถาน พวกเขายอมตายเพื่อปกป้องครอบครัวจากศัตรูผู้โหดเหี้ยม เฉกเช่นที่บิดาของพวกเขาเคยทำมาแล้วกับกองทัพของซัดดัม ฮุสเซน

ก่อนกองกำลังรัฐอิสลามหรือที่เรียกสั้นๆว่าไอซิส  (Islamic State: IS) หรือไอเอส จะรุกรานเข้ามาในอิรัก ชาร์บาร์เซรีกำลังร่ำเรียนปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์อย่างเกียจคร้าน  เด็กหนุ่มรักดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ และเครื่องดนตรีที่เขาเล่นคืออูด (Oud)  เครื่องสายคล้ายกีตาร์

ชาร์บาร์เซรีแสดงดนตรีตามที่สาธารณะ เข้าร่วมคลับนักดนตรี และฝันว่าจะได้บันทึกเสียงเป็นนักดนตรีอาชีพ แต่วงการดนตรีเคอร์ดิสถานอิรักนั้นเล็กนัก แม้แต่ในยุครุ่งเรือง พ่อผู้เป็นครูจึงส่งเสริมให้ชาร์บาร์เซรีเลือกอาชีพที่มีโอกาสในการทำงานมากกว่า เช่น งานก่อสร้างสะพาน ชาร์บาร์เซรีรู้สึกมืดแปดด้าน เศรษฐกิจอิรักระส่ำระสาย ไม่ว่าอาชีพใดๆก็ดูจะไร้อนาคตด้วยกันทั้งสิ้น เด็กหนุ่มคนอื่นๆอาจก้มหน้ารับสภาพและเอ่ยเพียงว่า เอราดัตอัลลอฮ์  ซึ่งหมายถึงเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า  แต่ชาร์บาร์เซรีผู้ไม่เชื่อในพระเจ้าและต่อต้านพวกคลั่งศาสนาทุกรูปแบบ  พระประสงค์ของพระเจ้ามีความหมายต่อเขาน้อยกว่าการบ้านที่ลืมทำเสมอมา  กระทั่งสัปดาห์นั้นในเดือนมิถุนายน ปี 2014

แม้แนวรบจะอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสามชั่วโมง แต่ชาวเคิร์ดจำนวนมากยังยืนกรานที่จะจัดปิกนิกกับครอบครัวกันต่อไป

เมื่อกองกำลังที่อ้างตนว่าเป็นกองทัพของพระเจ้าบุกเข้ามาเผาทำลาย และเข่นฆ่าภายใต้ธงสีดำ ก็ทำให้ชาร์บาร์เซรี มีจุดมุ่งหมายขึ้นมาทันใด ในสงคราม  เขาค้นพบความมุ่งมั่นอย่างที่เคยสัมผัสได้ยามเล่นดนตรีเท่านั้น ชาร์บาร์เซรีไม่มีอาวุธในครอบครอง  เขาตั้งใจจะขายอูดสุดรักสุดหวงเพื่อซื้อปืนอาก้ามาสักกระบอกหนึ่ง   ความที่ไม่เคยผ่านการฝึกทางทาหารใดๆมาก่อน ดังนั้นเขาจะเข้าร่วมกับกลุ่มนักรบผู้คร่ำหวอด  ชาร์บาร์เซรีไม่มีหญิงคนรัก  จึงไม่มีใครห้ามปราม ส่วนพ่อแม่นั้นเล่า ถ้ารู้เข้าก็คงพยายามทัดทาน บาทีอาจถึงขั้นเสียน้ำตาอ้อนวอนไม่ให้เขาไป แต่บางอย่างก็เป็นหน้าที่ของลูกผู้ชาย และเป็นสิ่งที่เขามักไม่บอกให้แม่รู้

เด็กหนุ่มชาวเคิร์ดส่วนใหญ่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดสงครามขึ้นอีก อย่างน้อยก็ไม่ใช่สงครามจากกลุ่มไอซิส เพียงสองปีก่อนหน้านั้น  เคอร์ดิสถานกำลังรุ่งเรือง อเมริกันโค่นล้มซัดดัม ฮุสเซน ศัตรูที่ชาวเคิร์ดจงเกลียดจงชังกว่าใครลงได้เมื่อปี 2003 เป็นการเปิดทางให้ชาวเคิร์ดได้ครองอำนาจเหนืออาณาเขตที่เต็มไปด้วยเทือกเขาเนื้อที่พอๆกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แม้จะยังเป็นส่วนหนึ่งของอิรัก แต่ความจริงแล้วพวกเขาได้สร้างรัฐกึ่งปกครองตนเองขึ้นมา ในไม่ช้าการลงทุน การพัฒนา และความหวังจากการค้าน้ำมัน (เคอร์ดิสถานตั้งอยู่เหนือแหล่งน้ำมันกว้างใหญ่) ก็แปรเปลี่ยนโฉมหน้าของภูมิภาคนี้ไป ตึกระฟ้าผุดขึ้นเหนือเมืองซเลมานีซึ่งได้ชื่อว่า “ปารีสแห่งเคอร์ดิสถาน” และฮิวเลอร์ เมืองหลวงของเคอร์ดิสถาน ก็ตั้งตระหง่านเคียงข้างห้างสรรพสินค้า ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์หรู และร้านขายไอศกรีม  ขณะที่ดินแดนส่วนต่างๆของชาวอาหรับในอิรักถูกรุมเร้าด้วยปัญหามากมาย ชาวเคิร์ดราวห้าล้านคนกลับก้าวเข้าสู่ยุคที่หลายคนเรียกว่าทศวรรษอันรุ่งโรจน์ ในยุคที่ปราศจากความหวาดกลัวและหล่อเลี้ยงด้วยความหวังนี่เองที่โบตาน ชาร์บาร์เซรี เติบโตขึ้นมา

ทางใต้ของคีร์คุก ทหารเคิร์ดที่เรียกกันว่า เพชเมอร์กา เล่นวอลเลย์บอลอยู่หลังแนวหน้า ตอนที่กลุ่มนักรบไอซิสซึ่งเชื่อกันว่า มีอดีตนายทหารอิรักรวมอยู่ด้วย เปิดฉากบุกเข้ายึดเมืองต่างๆของอิรักเมื่อปี 2014 นักรบเพชเมอร์กาเป็นหนึ่งในไม่กี่กองกำลัง ที่หยุดยั้งพวกเขาไว้ได้

“อะไรก็ดูเป็นไปได้ทั้งนั้นละครับ” เขาบอกผม “อย่างน้อยก็ชั่วระยะหนึ่ง คุณเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น คุณเห็นชีวิตทุกคนเปลี่ยนไป ตอนนั้นผมยังเด็ก แต่ก็ดูออกนะครับ พ่อแม่ผมและเราทุกคนรู้สึกโล่งใจไปตามๆกัน” เขาบอกผม

ผมพบชาร์บาร์เซรีเมื่อต้นปี 2015 ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในสเลมานี ซึ่งเขากลับมาเรียนต่อ เขาตัวเล็ก หน้าตาหล่อเหลา และมักไว้เคราแพะบางๆ

เขาเดินกะเผลกเล็กน้อยมาที่โต๊ะของเรา ชาร์บาร์เซรีถูกยิงขณะรี่เข้าหาศัตรูระหว่างการสู้รบเมื่อหลายเดือนก่อนหน้านั้น กระสุนนัดหนึ่งพุ่งทะลุน่องเขาไป เด็กหนุ่มหลายคนในร้านลุกขึ้นทักทายเขา ขณะที่เด็กสาวพากันจ้องมองแล้วซุบซิบกัน ในวัฒนธรรมของชาวเคิร์ด แทบไม่มีเครื่องหมายแห่งเกียรติยศใดทรงค่ายิ่งกว่าการบาดเจ็ดเพื่อเคอร์ดิสถานอีกแล้ว

“อย่างหนึ่งที่แปลกคือเดี๋ยวนี้ผมไม่ต้องเข้าแถวเลย” ชาร์บาร์เซรีบอก พูดจบทหารผ่านศึกหนุ่มก็หน้าแดงเรื่อขึ้นมาจนต้องเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

“ผมไม่มีสมาธิกับการเรียนน่ะครับ” เขาบอก  “วิศวกรรมศาสตร์น่ะครับ … น่าเบื่อชะมัด”

ชาร์บาร์เซรีก็เหมือนชาวเคิร์ดในอิรักส่วนใหญ่ คืออายุต่ำว่า 30 ปีและมีความหวังกับอนาคต แม้ความหวังนั้นจะกำลังลดฮวบก็ตาม สำหรับเขาและคนรุ่นเดียวกันอีกจำนวนมาก ความหวังและสันติภาพกำลังมลายหายไป ไอซิสนั้นอันตรายก็จริง แต่กองกำลังเหล่านี้เป็นภัยคุกคามจากภายนอก

มัสอูด บาร์ซานี ประธานาธิบดีรัฐบาลระดับภูมิภาคเคอร์ดิสถาน เยี่ยมเยียนนักเรียนนายร้อยหญิงที่โรงเรียนเตรียมทหาร แห่งหนึ่งในเมืองซาโค

ขณะที่ภายใน พรรคการเมืองของชาวเคิร์ดซึ่งเคยต่อสู้ในสงครามกลางเมืองอันโหดร้ายในช่วงทศวรรษ 1990 ยังคงแย่งชิงอำนาจและเงินตรากันอยู่ อีกทั้งความสัมพันธ์กับกรุงแบกแดดซึ่งอยู่ใต้อำนาจชาวอาหรับก็ไม่เคยมั่นคง หนำซ้ำยังย่ำแย่ลงทุกขณะ และผู้นำชาวอาหรับในเมืองหลวงของอิรักยังกักงบประมาณรัฐบาลกลางที่เป็นส่วนของเคอร์ดิสถานไว้ เพื่อตอบโต้กรณีพิพาทเรื่องรายได้จากการขายน้ำมันด้วย ความชื่นมื่นแห่งทศวรรษอันรุ่งโรจน์กำลังเหือดหายไป

ชาร์บาร์เซรีมองไม่เห็นว่า วิชาที่น่าเบื่อเหล่านี้จะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อ้้ไอซิสอาจทำลายทุกสิ่งลง หรือรัฐอิรักซึ่งทั้งฉ้อฉล ไร้ประสิทธิภาพ และง่อนแง่นเต็มที อาจล้มครืนได้ไม่ต่างจากบ้านผุๆ

“ตายกันไปให้หมดเสียยังจะดีกว่า ถ้าจะต้องอยู่กันแบบนี้ไปอีกนาน” เขาบอก

ช่างสำบัดสำนวนสมกับเป็นชาวเคิร์ดโดยแท้ ผู้ชายส่วนใหญ่ในร้านกาแฟแห่งนั้นคงเห็นด้วย และอาจรวมถึงผู้หญิงจำนวนมากด้วย สาวๆทุกคนในร้านล้วนสวมกางเกงยีนส์รัดรูป แต่งหน้าจัด ถ้าคุณยังเป็นคนหนุ่มสาวและได้ลิ้มรสเสรีภาพเข้าแล้ว คุณจะทนสูญเสียมันไปได้อย่างไร

ชาร์บาร์เซรีตัดสินใจว่า จะกลับไปแนวหน้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

เรื่องแนะนำ

ภาพนี้ต้องขยาย : รวมพล คนรักชาติ

ภาพโดย BROWN BROTHERS/NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE ฝูงชนมารวมตัวกันเพื่อชม “ธงชาติผืนใหญ่ที่สุด” โบกสะบัดเหนือไทมส์สแควร์ในมหานครนิวยอร์ก แม้ภาพนี้น่าจะถ่ายในช่วงฤดูร้อนปี 1913  แต่กว่าที่ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก จะได้รับภาพก็ล่วงเข้าเดือนมิถุนายน ปี 1918 พอถึงตอนนั้น นิตยสารก็ได้อุทิศเนื้อหาทั้งฉบับของเดือนตุลาคม ปี 1917 ให้กับเรื่องธงชาติไปแล้ว  “ไม่เคยมีครั้งใดในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ที่ธงชาติจะเป็นที่ต้องการมากเช่นนี้” คำบรรยายภาพภาพหนึ่งในฉบับดังกล่าวเขียนไว้ “ไม่ใช่เพียงแค่ธงชาติสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงธงชาติของประเทศต่างๆในยุโรปซึ่งสหรัฐฯ ได้ร่วมเป็นพันธมิตร เพื่อขจัดระบอบอัตตาธิปไตยให้หมดไปจากโลก” — มาร์กาเร็ต จี.  แซ็กโควิตซ์

จนถึงหยดสุดท้าย

เรื่อง ลอรา ปาร์กเกอร์ ภาพถ่าย แรนดี โอลสัน “โอ๊ะ” บราวนี วิลสัน ร้องเสียงหลงเมื่อเทปวัดระยะทางที่ฉันกำลังหย่อนลงไปในบ่อบาดาลกลางทุ่งหญ้าแพรรี ของรัฐแคนซัสหลุดมือหายวับไปในความลึกเบื้องล่าง บ่อที่กว้างพอจะตกลงไปได้นี้สูบน้ำจากชั้นหินอุ้มน้ำโอกัลลาลา (Ogallala Aquifer) แอ่งน้ำจืดใต้ดินขนาดใหญ่ซึ่งหล่อเลี้ยงชีวิตสมัยใหม่ในหลายรัฐอันแห้งแล้งทางตอนกลางของสหรัฐฯ เรามาที่นี่เพื่อตรวจสอบสภาพชั้นหินอุ้มน้ำมาตรวัดแตะน้ำที่ระดับ 60 เมตร ต่ำกว่าปีที่แล้ว 30 เซนติเมตร ระดับที่ลดลงนี้บ่งชี้ว่าน้ำใกล้แห้งขอดเต็มที “บ่อนี้มีน้ำไม่พอสำหรับการชลประทานตลอดฤดูร้อนนี้แล้วครับ” วิลสันว่า วิลสันเป็นผู้จัดการฝ่ายข้อมูลน้ำของหน่วยสำรวจทางธรณีวิทยาของรัฐแคนซัส และเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่มุ่งหน้ามายังภาคตะวันตกของแคนซัสทุกฤดูหนาวเพื่อเก็บข้อมูลว่า  ชั้นหินอุ้มน้ำแห่งนี้แห้งเหือดไปรวดเร็วเพียงใด น้ำใต้ดิน เบื้องล่างสะสมตัวอยู่ในชั้นหินที่มีรูพรุนมาราว 15,000 ปี หรือก่อนสิ้นสมัยน้ำแข็งครั้งสุดท้าย  ในช่วง 60 ปีที่ผ่านมาน้ำจากชั้นหินอุ้มน้ำโอกัลลาลาถูกสูบขึ้นมาในอัตราเร็วเกินกว่าน้ำฝนและหิมะที่ละลายจะซึมลงไปทดแทนได้ทัน สาเหตุหลักเป็นเพราะเครื่องจักรกลชลประทานแบบที่อยู่ใกล้ๆนั่นเอง  ในบางพื้นที่ทางตะวันตกของแคนซัสชั้นหินอุ้มน้ำ ลดลงกว่าร้อยละ 60  ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว  และในบางพื้นที่ชั้นหินอุ้มน้ำก็แห้งไปแล้ว  ขณะนี้การลดลงเป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่ว่าปีนั้นจะมีน้ำมากหรือน้อย  เช่น เมื่อปี 2015 ฝนตกหนักกว่าปกติถึงร้อยละ 50-100   ทว่าระดับน้ำในบ่อยังลดลงอีก ฉันติดสอยห้อยตามวิลสันมาจนเกือบสิ้นสุดการเดินทางไกล 8,000 กิโลเมตรตามแนวเขตของโอกัลลาลา ซึ่งทอดยาวจากเซาท์ดาโคตาถึงเทกซัส  ฉันขับรถผ่านพื้นที่การเกษตรอันอุดมสมบูรณ์ที่สุดภูมิภาคหนึ่งและเป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าอย่างน้อย 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ […]

วิวัฒน์แห่งดวงตา

เรื่อง เอด ยอง ภาพถ่าย เดวิด ลิตต์ชวาเกอร์ หากลองถามใครต่อใครว่า ดวงตาสัตว์มีไว้ทำอะไร พวกเขาจะตอบคุณว่า  ก็เหมือนดวงตาคนนั่นแหละ แต่นั่นไม่จริงแม้แต่น้อย ในห้องปฏิบัติการที่มหาวิทยาลัยลุนด์ ประเทศสวีเดน แดน-เอริก นิลส์สัน กำลังพินิจพิจารณาดวงตาของแมงกะพรุนกล่อง  ดวงตาสองดวงของนิลส์สันเองมีสีน้ำเงินสดใสและหันไปทางด้านหน้า แต่แมงกะพรุนกล่องมีดวงตาสีน้ำตาลเข้ม 24 ดวงกระจุกอยู่รวมกันเป็นกลุ่มสี่กลุ่มเรียกว่า โรเพเลียม (rhopalium) นิลส์สันให้ผมดูแบบจำลองของโรเพเลียมในห้องทำงาน  มันดูเหมือนลูกกอล์ฟที่มีเนื้องอกและยึดติดอยู่กับก้านที่ยืดหยุ่นได้ฝังอยู่ในตัวแมงกะพรุน “ตอนเห็นมันครั้งแรก ผมไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยครับ ดูประหลาดมาก” นิลส์สันบอก ดวงตาสี่ดวงจากหกดวงในแต่ละโรเพเลียมเป็นตัวรับแสงอย่างง่ายที่มีลักษณะเป็นช่องและหลุม แต่ดวงตาอีกสองดวงมีลักษณะซับซ้อนอย่างน่าประหลาด เหมือนดวงตาของนิลส์สัน กล่าวคือ มีเลนส์สำหรับรวมแสงและมองเห็นภาพได้ แม้ภาพที่เห็นจะมีความคมชัดต่ำก็ตาม นอกจากใช้มองสิ่งๆต่างๆแล้ว  นิลส์สันยังใช้ดวงตาของเขารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความหลากหลายในการมองเห็นของสัตว์  แล้วแมงกะพรุนกล่องล่ะ  มันเป็นสัตว์ที่มีโครงสร้างเรียบง่ายที่สุดจำพวกหนึ่งในอาณาจักรสัตว์ ลำตัวเป็นเพียงก้อนวุ้นที่ยืดหดเป็นจังหวะคล้ายหัวใจเต้นตุ้บๆ และมีมัดหนวดที่เต็มไปด้วยเข็มพิษสี่มัดห้อยลงมา  แมงกะพรุนกล่องไม่มีแม้กระทั่งสมองที่สมบูรณ์  คงมีเพียงเซลล์ประสาทเรียงเป็นวงแหวนอยู่รอบลำตัวรูประฆัง  แล้วมันจะต้องการข้อมูลอะไรกันเล่า เมื่อปี 2007 นิลส์สันและคณะแสดงให้เห็นว่า แมงกะพรุนกล่องชนิด Tripedalia cystophora ใช้ดวงตามีเลนส์ที่อยู่ด้านล่างมองสิ่งกีดขวางที่เข้ามาหา เช่น รากของพืชชายเลนในบริเวณที่มันว่ายน้ำอยู่  พวกเขาใช้เวลาอีกสี่ปีจึงค้นพบว่า ดวงตามีเลนส์ที่อยู่ด้านบนทำหน้าที่อะไร  เบาะแสสำคัญชิ้นแรกได้จากก้อนถ่วงน้ำหนักที่ลอยอย่างอิสระตรงฐานของโรเพเลียม […]

จากสตรีตฟู้ดถึงฟู้ดทรัก

จากสตรีตฟู้ด ถึง ฟู้ดทรัก ลืมเรื่องแคลอรีแล้วกินซะ! ให้สมกับที่รอมาครึ่งชั่วโมง สองมือจับให้มั่น อ้าปากกว้างเข้าไว้ แล้วกัดลงไป ขนมปังนุ่มๆ ประกบหอมใหญ่ทอดกรอบ วางบนไส้เนื้อทอดชิ้นยักษ์สะใจ โปะชีสละลายเยิ้มเต็มแผ่น แซมด้วยผักกาด รองพื้นด้วยเบคอนทอดและขนมปังอีกแผ่น  คุณได้กลิ่นกรุ่นจากชีสอุ่นๆไหม  ไหนจะเนื้อนุ่มติดมันละลายในปากอีก เสียงกรุบๆ จากหอมทอดกรอบเคล้าเบคอนมันเยิ้ม ทำลายมโนธรรมในการควบคุมน้ำหนักของคุณจนราบคาบ จะเลอะเทอะนิดหน่อยก็ช่างปะไร คุณขอตามใจปากตัวเองสักวัน และยอมรับเถิดว่าเบอร์เกอร์ของพวกเขาอร่อยชะมัดยาด เพราะนาทีนี้คุณกำลัง “ฟิน” นี่ไม่ใช่เบอร์เกอร์ที่สั่งมานั่งกินตามร้านจานด่วนขึ้นห้างทั่วไป และคุณไม่ได้อยู่ที่ลอสแอนเจลิสหรือนิวยอร์ก  แต่กำลังนั่งซัดเบอร์เกอร์คำเท่ากำปั้นอยู่ริมฟุตบาทหรือบันไดอาคารสักแห่งในกรุงเทพฯ ไม่ก็ริมรั้วนอกงานคอนเสิร์ตเก๋ๆ หรืองานออกร้านตลาดนัดแบกะดินของเหล่า “ฮิปสเตอร์” กลางกรุงสักงาน เพราะนี่คือเบอร์เกอร์จากรถขายอาหารหรือฟู้ดทรัก (Food Truck) เทรนด์ล่ามาแรงที่กำลังติดลมบนในบ้านเรา ช้าก่อน! คุณเกือบลืมว่าแล้วก็ล้วงกระเป๋าหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมา เปิดแอปยอดฮิต  “อินสตราแกรม” มือซ้ายกระชับเบอร์เกอร์ ถ่ายภาพไส้เนื้อและชีสไหลเยิ้ม  โดยมีรถที่ว่าเป็นฉากหลัง  เลือกใช้ฟิลเตอร์ย้อมสีภาพเสียหน่อย แล้วพิมพ์ข้อความว่า “ตะเตือนใต ในที่สุดก็ได้กิน ฟินคนับ” จากนั้นจึงติดแฮชแท็ก #Mothertrucker #Burger #Fin #อร่อยน้ำตาจิไหล แล้วจึงโพสต์ แน่นอน ยอดไลค์กำลังเดินทางมา […]