๑๐๐ ปี ชาตกาล ป๋วย อึ๊งภากรณ์ - National Geographic Thailand

๑๐๐ ปี ชาตกาล ป๋วย อึ๊งภากรณ์

๑๐๐ ปี ชาตกาล ป๋วย อึ๊งภากรณ์

9 มีนาคม 2559  คือวันครบรอบ 100 ปี ชาตกาล ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (9 มีนาคม 2459 – 9 มีนาคม 2559) ในวาระนี้มีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เตรียมจัดงานฉลองเชิดชูเกียรติของดร.ป๋วยให้เป็นที่รู้จักยิ่งๆขึ้นไป ทว่าการแนะนำให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักกับ “บุคคลสำคัญของโลก” คนล่าสุดของไทยกลับไม่ใช่เรื่องง่าย  ในกิจกรรม “ป๋วยเสวนาสัญจรสู่ภูมิภาค 10 จังหวัด” ซึ่งเป็นวงเสวนาเกี่ยวกับคุณค่าและงานของ ดร.ป๋วยตามมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เพื่อนผู้จัดงานของผมเคยเล่าให้ฟังว่า ก่อนกำหนดการจะเริ่ม นักศึกษาคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบมายังสถานที่จัดงานและสอบถามว่า “อาจารย์ป๋วยจะมาหรือยังคะ นี่ก็ใกล้จะได้เวลาเริ่มงานแล้ว” สิ้นประโยคนั้น ทีมงานได้แต่มองหน้ากันแล้วหัวเราะเบาๆ

หากค้นชื่อของป๋วย อึ๊งภากรณ์จากกูเกิล (Google)  เราจะได้คำตอบคล้ายๆ กันว่า ดร.ป๋วยคือนักเศรษฐศาสตร์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย  อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  สมาชิกเสรีไทย นักพัฒนาชนบท ฯลฯ  ทว่าหากเรียงลำดับเหตุการณ์ในชีวิตของดร.ป๋วยตั้งแต่ถือกำเนิดจนถึงแก่กรรม  ผมอดคิดไม่ได้ว่า  ชีวิตของดร.ป๋วยช่างคล้ายพระเอกในนวนิยายมาก ตั้งแต่ภูมิหลังของครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวยนัก  แต่เรียนเก่งจนได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศ และยังได้ภรรยาเป็นฝรั่งอีก (ในยุคนั้นชายเอเชียมีภรรยาฝรั่งถือว่ามีหน้ามีตามาก)  มีบทบาทในสนามรบ และเป็นตัวแทนเจรจาผลประโยชน์ของประเทศหลังสงคราม  เมื่อกลับมาประเทศไทยก็สร้างคุณูปการไว้มากมาย ต่อมาถูกวิบากกรรมทางการเมืองเล่นงาน จนต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ และถึงแก่กรรมที่นั่น

ดร.ป๋วยถือกำเนิดที่บ้านตรอกโรงสูบน้ำ ย่านตลาดน้อย เป็นบุตรคนที่สี่ในจำนวนพี่น้องทั้งหมดเจ็ดคน  ทว่าแม้ครอบครัวจะไม่ได้ร่ำรวยและยังสูญเสียบิดาผู้เป็นกำลังหลักไปตั้งแต่อายุเพียงเก้าขวบ  เด็กชายป๋วยก็ยังได้ศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก แผนกภาษาฝรั่งเศส ซึ่งถือกันว่าเป็นโรงเรียนที่ดีและค่าเล่าเรียนแพงที่สุดแห่งหนึ่งในยุคนั้น โดยมีมารดาเป็นผู้กัดฟันส่งเสียจนบุตรชายคนนี้เรียนจบ

ป๋วย อึ๊งภากรณ์
บ้านพักของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในซอยอารีย์ กรุงเทพฯ สะท้อนให้เห็นถึงความสมถะของผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว ปัจจุบัน ไมตรี อึ๊งภากรณ์ บุตรชายคนกลางเป็นเจ้าของบ้าน และเหลือเพียงคนดูแลกับ “เจ้ากล้วย” สุนัขของ ใจ อึ๊งภากรณ์ บุตรชายคนสุดท้อง อาศัยอยู่

ป๋วยเข้าศึกษาที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตรุ่นแรก จากนั้นจึงสอบชิงทุนรัฐบาลไปศึกษาต่อด้านเศรษฐศาสตร์ในประเทศอังกฤษ ผลการเรียนของเขาดีเยี่ยมมากจนสามารถศึกษาต่อปริญญาเอกได้ทันที  ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง  ดร.ป๋วยเข้าร่วมขบวนการเสรีไทยซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มคนไทยในต่างประเทศเพื่อต่อต้านฝ่ายญี่ปุ่นที่กำลังพยายามยึดครองเอเชีย  (รัฐบาลไทยในขณะนั้นเข้าร่วมกับญี่ปุ่น) ดร.ป๋วยและขบวนการเสรีไทยกลับมายังประเทศไทย  แทรกซึมทั้งการข่าวและประสานงานให้เครื่องบินของอังกฤษทิ้งระเบิดจนมีชัยเหนือญี่ปุ่น ผลจากการต่อต้านในครั้งนั้นทำให้ไทยไม่ตกเป็นฝ่ายแพ้สงคราม และดร.ป๋วยเองก็เป็นผู้เจรจาร้องขอ ให้อังกฤษปล่อยเงินตราสำรองที่รัฐบาลไทยฝากไว้อีกด้วย

หลังกลับมาถึงประเทศไทย ดร.ป๋วยเข้ารับราชการในกระทรวงการคลัง และคลุกคลีในแวดวงเศรษฐศาสตร์ ทั้งการดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยยาวนานที่สุด 12 ปี เป็นคณบดีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  เป็นที่ปรึกษารัฐบาลด้านเศรษฐกิจ ฯลฯ นอกจากนี้ยังเป็นผู้ริเริ่มโครงการอีกมากมาย อาทิ การก่อตั้ง “มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย” ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจในชนบท

ว่ากันว่า ดร.ป๋วยได้รับอิทธิพลทางความคิดจากมารดาอย่างมาก  สะท้อนได้จากบทความและงานเขียนที่เขามักเขียนถึงแม่บ่อยๆ เช่น บทความเรื่อง “ผู้หญิงในชีวิตของผม – แม่”  ครั้งหนึ่งดร.ป๋วยพูดถึงคาถาของแม่ว่า “แม่มีความมานะเด็ดเดี่ยว แม่รักเสรีภาพ แม่มีความใจกว้างเมตตากรุณา และแม่เน้นเรื่องความซื่อสัตย์” สิ่งเหล่านี้ทำให้ดร.ป๋วยซึมซับมาโดยไม่รู้ตัว

ป๋วย อึ๊งภากรณ์
คนไร้บ้านอาศัยห้องใต้สะพานย่านรังสิตเป็นที่คุ้มแดดฝน ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ วาดภาพสังคมอุดมคติไว้ในบทความเรื่อง “คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ทว่าจนถึงปัจจุบัน คนไร้บ้านยังเป็นกลุ่มคนผู้ด้อยโอกาสทางสังคมที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการของรัฐ อันเป็นผลพวงจากความเหลื่อมล้ำ และการพัฒนาที่ไม่ทั่วถึง

นักประวัติศาสตร์วิเคราะห์กันว่า  ข้อเขียนอันลือลั่น “คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ของดร.ป๋วยมีน้ำเสียง “ผู้หญิง” ปะปนอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะความรู้สึกของความเป็นเพศแม่ที่อยากดูแลผู้อื่น นายแพทย์สงวน นิตยารัมพงษ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ผู้วางรากฐานโครงการหลักประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค  (ปัจจุบันล่วงลับไปแล้ว)  เคยบันทึกไว้ว่า  บทความจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอนเป็นหนึ่ง   ในแรงบันดาลใจให้เขาผลักดันโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจนสำเร็จและมีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน

ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยยาวนานถึง 12 ปี ดร.ป๋วยได้วางรากฐานทางการเงินและระบบธนาคารไว้อย่างมั่นคง มีความก้าวหน้าในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นโรงพิมพ์ธนบัตร การส่งนักเรียนทุนไปศึกษาต่อด้านเศรษฐศาสตร์ในต่างประเทศ  หรือแม้แต่พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงินซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็มีรากฐานมาจากสมัยดร.ป๋วย   กระทั่งในระดับภูมิภาค ดร.ป๋วยยังเป็นผู้ริเริ่มผลักดัน South East Asian Central Banks หรือ SEACEN ซึ่งเป็นเวทีความร่วมมือระหว่างธนาคารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเป็นรูปธรรมมาตั้งแต่ พ.ศ. 2509

นอกจากการได้รับยกย่องว่าเป็นข้าราชการที่ซื่อตรงแล้ว  วิถีชีวิตของดร.ป๋วยยังขึ้นชื่อเรื่องความสมถะ มีเรื่อง เล่าว่า ในวันแรกที่เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.ป๋วยขับรถส่วนตัวคันเก่าเดินทางมาทำงานด้วยตัวเอง  สร้างความงุนงงให้บรรดาบุคคลสำคัญและเจ้าหน้าที่ของธนาคารที่มารอต้อนรับอย่างมากว่า  ทำไมไม่นั่งรถประจำตำแหน่งที่ทางธนาคารจัดเตรียมไว้ให้  ดร.ป๋วยชี้แจงว่า  รถประจำตำแหน่งใช้เฉพาะในเวลาราชการและเฉพาะกิจในธนาคารเท่านั้น  ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะใช้รถประจำตำแหน่งในเรื่องส่วนตัว  จึงกำหนดไว้ตายตัวว่า ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนี้จะขับรถมาทำงานเอง  เมื่อเลิกงานก็จะขับรถส่วนตัวกลับบ้านเอง หรือกรณีที่มีผู้แวะเวียนนำของกำนัลไปมอบให้ดร.ป๋วยที่บ้านพักในซอยอารีย์อยู่เนืองๆ  ปรากฏว่าผู้นำไปฝากถูกปฏิเสธจากมาร์กาเร็ต สมิท ภรรยาชาวอังกฤษของดร.ป๋วยจนบางคนถึงกับโมโหก็มี

 

เรื่องแนะนำ

เบื้องหลังการสร้างแบบจำลองเรือไวกิ้งในแผนที่พิเศษ “ไวกิ้ง” ฉบับเดือนมีนาคม 2560

โปรเจ็คนี้ใช้เวลานานแค่ไหน ตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงเสร็จสิ้นก็ใช้เวลาประมาณสองเดือนครึ่ง โดยใช้ทำงานกันทั้งวันและในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วย ตอนนั้นเฟร์นันโดยังมีงานอื่นอีกสองชิ้น แต่เขาก็ไม่อาจตอบปฏิเสธนี้ได้ (รวมทั้งยังรับทำภาพปกอีกด้วย) ถึงแม้ว่าเขาจะมีเวลาในการทำงานไม่มากก็ตาม นี่ไม่ใช่งานแรกเกี่ยวกับชาวไวกิ้งของเฟร์นันโดใช่ไหม เขาเป็นแฟนพันธุ์แท้ไวกิ้งเลยละครับ แถมยังมีหนังสือเกี่ยวกับไวกิ้งเป็นตั้งก่อนหน้าจะเข้ามาทำงานกับ NGM เสียด้วยซ้ำ เฟร์นันโดเคยสร้างเรือจำลองไวกิ้งยาว 1 เมตรขึ้นมาลำหนึ่งตอนยังอยู่บ้านพ่อแม่ที่สเปนและมีอายุ 23 ปี ต่อมา เมื่อสามปีก่อน เขาได้ไปเที่ยวพักผ่อนกับภรรยาในเดนมาร์ก และหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเพื่อหาพิพิธภันฑ์ที่ดีที่สุดใกล้โคเปนเฮเกน เขาพบว่ามีพิพิธภันฑ์เรือไวกิ้งที่รอสกิลด์และอยากไปที่นั่นมาก พอถามภรรยาว่าอยากไปด้วยกันไหม เธอตอบว่า “ก็ไม่เชิงค่ะ…” แต่เธอก็ไปกับเขา เขาจำได้ว่านั่งรถทัวร์ไปถึงรอสกิลด์ในวันที่มีอากาศหนาวเย็นและขมุกขมัวไปด้วยหมอกในฤดูหนาว ทั้งคู่ใช้เวลาชมเรืออยู่ถึงสี่ชั่วโมงเต็ม แต่เขาไม่รู้ตัวหรอกว่า อีกสองสามปีต่อมาจะได้กลับมาเยือนรอสกิลด์อีกครั้งในฐานะหนึ่งในทีมงานของ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ขั้นตอนในการสร้างภาพเรือจำลองในแผนที่พิเศษไวกิ้ง เฟร์นันโดมีภาพอยู่ในหัวแล้วเกี่ยวกับฉากที่ว่า ชาวไวกิ้งล่องเรืออย่างไรและนำเรือเทียบท่าอย่างไร จากนั้นก็วาดภาพฉากเหล่านั้นขึ้นมา เขาเริ่มลงมือทำงานชิ้นนี้โดยใช้เวลา 2-3 วันแรกไปกับการตะลุยอ่านทุกอย่างเกี่ยวกับไวกิ้งเท่าที่หาได้ เมื่อได้ข้อมูลมาจำนวนหนึ่งแล้ว เขาก็เข้าใจว่า หัวใจสำคัญของการขยายอิทธิพลของชาวไวกิ้งอยู่ที่เรือของนั่นเอง เขาจึงตั้งใจวาดให้เรือเป็นพระเอก ในแผนที่ด้านที่เป็นรูปเรือ เขาได้ลองออกแบบเรือมาหลายแบบ แบบหนึ่งมีภาพร่างของเรือหกลำ อีกแบบเจาะไปที่เรือลำเดียว หลังจากหารือกับ Creative Director แล้ว พวกเขาก็ตัดสินใจกันว่า ภาพที่สื่อเรื่องราวได้ดีที่สุดควรจะเป็นภาพที่เจาะให้เห็นรายละเอียดของเรือลำเดียว แต่ควรจะเลือกลำไหนล่ะ เฟร์นันโดเลือกเรือ […]

น้ำแข็งละลาย ชีวิตล่มสลาย

เรื่อง ทิม ฟอลเจอร์ ภาพถ่าย ซีริล ยัซเบ็ก กลางดึกคืนหนึ่งของเดือนพฤศจิกายนที่หมู่บ้านเนียกอร์นัตริมฝั่งตะวันตกของกรีนแลนด์ เหนือเส้นอาร์ติกเซอร์เคิลราว 500 กิโลเมตร สุนัขลากเลื่อนเริ่มส่งเสียงเห่าหอน ไม่มีใครรู้สาเหตุแน่ชัด แต่ชาวบ้านบางคนคิดว่าพวกมันได้ยินเสียงหายใจของนาร์วาฬ  (narwhal) วาฬชนิดหนึ่งที่มีนอเป็นเกลียวเหมือนยูนิคอร์น  ซึ่งมักมาแวะที่อูมมันนักฟยอร์ดในช่วงเวลานี้ของปีระหว่างอพยพลงใต้  เช้าวันรุ่งขึ้น ผู้ชายในชุมชนส่วนใหญ่พากันลงเรือเล็กออกล่านาร์วาฬเฉกเช่นที่ชาวอินนูอิตในกรีนแลนด์ปฏิบัติกันมาหลายร้อยปี บ่ายวันนั้น ใต้ผืนฟ้าที่เมฆสีเทาคล้อยต่ำ พรานที่กลับมาพากันลากเรือขึ้นฝั่ง ชาวบ้านเนียกอร์นัตอีกสองสามคนจากที่มีกันอยู่ทั้งหมด 50 คน ออกจากบ้านไม้สีสันสดใสมารวมตัวกันริมหาดหินด้วยความสนใจใคร่รู้ว่าในเรือมีอะไร ในจำนวนนี้มีอีลันงูอัก เอเกเด ผู้จัดการโรงไฟฟ้าของหมู่บ้านวัย 41 ปีรวมอยู่ด้วย เขาย้ายมาที่นี่เมื่อเก้าปีก่อนจากทางใต้ของกรีนแลนด์ซึ่งมีคนเลี้ยงแกะมากกว่านักล่าวาฬ เพื่อจะได้ใช้ชีวิตอยู่กับหญิงสาวชาวเนียกอร์นัตที่เจอกันในเว็บไซต์หาคู่ทางอินเทอร์เน็ต บางทีนาร์วาฬอาจเอาเถิดเจ้าล่อกับเหล่าพราน  หรือบางทีพวกมันอาจยังมาไม่ถึงและยังอ้อยอิ่งอยู่ในถิ่นอาศัยช่วงฤดูร้อนทางเหนือ เพราะยังไม่ถูกน้ำแข็งทะเลที่ขยายตัวบังคับให้ต้องอพยพลงใต้  ไม่ว่าสาเหตุคืออะไร พรานแห่งเนียกอร์นัตก็กลับบ้านพร้อมเหยื่อขนาดย่อมกว่า นั่นคืออาหารหลักอย่างแมวน้ำริงด์  และภายในไม่กี่นาที มันก็ถูกถลกหนังแล้วแล่เนื้อใส่ถุงพลาสติกสำหรับแจกจ่าย นอกจากหินเปื้อนเลือดและเศษครีบที่ไม่กี่ครีบแล้ว ร่องรอยของแมวน้ำก็หายวับไปสิ้น ยังมีสิ่งอื่นหายไปจากที่นี่เช่นกัน นั่นคือวิถีชีวิต คนหนุ่มสาวพากันหลีกหนีไปจากชุมชนล่าวาฬเล็กๆอย่างเนียกอร์นัต บางหมู่บ้านต้องดิ้นรนให้อยู่ได้ และวัฒนธรรมซึ่งก่อรูปขึ้นที่นี่ในช่วงเวลาหลายร้อยปี พร้อมทั้งค่อยๆปรับตัวให้เข้ากับการรุกคืบและการหดหายตามฤดูกาลของน้ำแข็งทะเล  มาบัดนี้กำลังเผชิญความเป็นไปได้ที่ว่า น้ำแข็งทะเลจะหดหายไปอย่างถาวร วัฒนธรรมเช่นนี้จะอยู่รอดหรือไม่ หากคำตอบคือไม่แล้ว จะสูญเสียอะไรไปบ้าง เมื่อน้ำทะเลแข็งตัว โลกแห่งแดนเหนือพลันกว้างใหญ่ขึ้น […]

ข้ามแดนมัจจุราช

เรื่อง โรบิน มาแรนตซ์ เฮนิก ภาพถ่าย ลินน์ จอห์นสัน นักวิทยาศาสตร์ศึกษาการมีชีวิตอยู่ของเราว่าไม่ได้เป็นเหมือนสวิตช์เปิดปิดที่ “เปิด” หมายถึงมีชีวิต และ “ปิด” หมายถึงตาย แต่เป็นสวิตช์หรี่ไฟที่สามารถปรับระดับความเข้มระหว่างสีขาวกับสีดำได้หลายระดับ ในเขตสีเทานั้น ความตายอาจไม่ใช่ภาวะที่ถาวรเสมอไป ชีวิตอาจยากจะนิยาม หนำซ้ำบางคนยังข้ามเส้นแบ่งอันยิ่งใหญ่นี้ไปและกลับมาได้ และบางครั้งก็สามารถบรรยายสิ่งที่พวกเขาเห็น ณ อีกด้านหนึ่งของเส้นแบ่งนั้นได้อย่างละเอียด การตายเป็น “กระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่เกิดขึ้นทันทีทันใด” แซม พาร์เนีย แพทย์สาขาเวชบำบัดวิกฤติ  เขียนไว้ในหนังสือ กำจัดความตาย (Erasing Death) ของเขา การตายคือการที่ร่างกายทุกส่วนขาดเลือดไปเลี้ยง แม้หัวใจจะหยุดเต้น แต่อวัยวะต่างๆไม่ได้ตายในทันที เขาเขียนไว้ว่า ความจริงแล้ว อวัยวะเหล่านั้นยังคงมีชีวิตอยู่ได้อีกพักใหญ่นั่นหมายความว่า “ช่วงเวลาพักใหญ่หลังความตาย  และความตายยังสามารถย้อนกลับได้อย่างสมบูรณ์” ว่าแต่ความตายซึ่งเป็นภาวะถาวรจะย้อนกลับได้อย่างไรเล่า  และการรับรู้ระหว่างก้าวผ่านเขตสีเทามีลักษณะอย่างไร มาร์ก รอท นักชีววิทยาในเมืองซีแอตเทิล ทำการทดลองให้ร่างกายของสัตว์อยู่ในสภาวะหยุดทำงาน โดยใช้สารเคมี ซึ่งเป็นส่วนผสมของสารละลายที่ลดการเต้นของหัวใจและเมแทบอลิซึมลงจนใกล้เคียงกับระดับของการจำศีล จุดประสงค์ของเขาคือ ทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจล้ม “มีความเป็นอมตะเล็กน้อย” จนกว่าจะพ้นภาวะวิกฤติที่ทำให้พวกเขาเฉียดตาย ในเมืองบอลทิมอร์และพิตต์สเบิร์ก ทีมรักษาผู้บาดเจ็บซึ่งนำโดยศัลยแพทย์ แซม […]

โลกหลงใหลของนักสะสม

เรื่อง ยศธร ไตรยศ ภาพถ่ายชลิต สภาภักดิ์ หลงใหลความสุข         ผมและเพื่อนช่างภาพมีนัดกันที่คาเฟ่เล็กๆ แห่งหนึ่งย่านเกษตร-วังหิน ครั้งแรกที่เดินเข้าไปในร้านผมบอกกับเพื่อนช่างภาพว่า “ที่นี่น่าถ่ายรูปจริงๆ” เพราะมีตุ๊กตาหมีมากมายจัดวางตกแต่งอย่างลงตัวจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้สิ่งแปลกปลอมอย่างอื่นแทรกเข้าไป แทบจะเรียกได้ว่าที่นี่คืออาณาจักรตุ๊กตาหมี ธนาภรณ์ ประดับพลอย เจ้าของร้าน Retro Bear Cafe เล่าให้เราฟังถึงที่มาของร้านว่า “เริ่มจากการเป็นคนที่ชอบตุ๊กตาหมีมาก ก็เลยเก็บสะสมมาเรื่อยๆ จนรู้ตัวอีกทีบ้านก็กลายเป็นที่อยู่ของหมีไปแล้ว”  แววตาของเธอฉายแววความรัก “จนถึงจุดหนึ่งเราคิดว่าน่าจะลองเอามาทำอะไรสักอย่างดู เพราะตอนที่อยู่ที่บ้าน เพื่อนๆ ญาติๆ ที่มาเห็นก็จะพูดเหมือนๆ กันว่า‘เยอะจนออกทีวีได้เลยนะ’ แล้วเราเองก็สนใจอยากมีร้านเล็กๆ ของตัวเองอยู่แล้ว เลยตัดสินใจเอาตุ๊กตาที่เก็บมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ มาเป็นของตกแต่ง” กระนั้นความสุขอีกอย่างหนึ่งซึ่งเธอคาดไม่ถึง คือที่นี่ค่อยๆกลายเป็นแหล่งรวมของคนที่มีใจรักตุ๊กตาหมีเช่นเดียวกับเธอ “เป็นความสุขอย่างหนึ่ง เมื่อที่นี่เป็นเหมือนสถานที่สำหรับพบปะพูดคุยของคนคอเดียวกัน คือคนรักตุ๊กตาหมี”   หลงใหลธรรมชาติ สมชาย ปาทาน เป็นนักสะสมหัวกะโหลกและเขาควาย เขาเติบโตมาในครอบครัวมุสลิมที่ทำโรงฆ่าสัตว์ ตั้งแต่เด็กจนโตสมชายเห็นหัววัวและควายมานับแสนหัว เพราะต้องไปตลาดค้าวัวควายกับพ่อ เมื่ออายุมากขึ้นก็เริ่มเก็บสะสมหัววัวและควายที่พ่อมอบให้ จนทุกวันนี้หัวกระโหลกวัวและควายกว่า 800 หัวตั้งเรียงรายในโกดังจนเต็ม“อยู่กับมันมาตลอด จนกลายเป็นความชอบ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตครับ”เขาบอกนอกจากสะสมแล้ว สมชายยังจำหน่ายหัวกระโหลกเหล่านี้สำหรับผู้ที่ต้องการนำไปประดับบ้านอีกด้วย แนวคิดในการสะสมของสมชายเน้นที่ลักษณะเขาที่ต้องแปลก เช่นความยาวหรือความคด […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.