๑๐๐ ปี ชาตกาล ป๋วย อึ๊งภากรณ์ - National Geographic Thailand

๑๐๐ ปี ชาตกาล ป๋วย อึ๊งภากรณ์

๑๐๐ ปี ชาตกาล ป๋วย อึ๊งภากรณ์

9 มีนาคม 2559  คือวันครบรอบ 100 ปี ชาตกาล ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (9 มีนาคม 2459 – 9 มีนาคม 2559) ในวาระนี้มีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เตรียมจัดงานฉลองเชิดชูเกียรติของดร.ป๋วยให้เป็นที่รู้จักยิ่งๆขึ้นไป ทว่าการแนะนำให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักกับ “บุคคลสำคัญของโลก” คนล่าสุดของไทยกลับไม่ใช่เรื่องง่าย  ในกิจกรรม “ป๋วยเสวนาสัญจรสู่ภูมิภาค 10 จังหวัด” ซึ่งเป็นวงเสวนาเกี่ยวกับคุณค่าและงานของ ดร.ป๋วยตามมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เพื่อนผู้จัดงานของผมเคยเล่าให้ฟังว่า ก่อนกำหนดการจะเริ่ม นักศึกษาคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบมายังสถานที่จัดงานและสอบถามว่า “อาจารย์ป๋วยจะมาหรือยังคะ นี่ก็ใกล้จะได้เวลาเริ่มงานแล้ว” สิ้นประโยคนั้น ทีมงานได้แต่มองหน้ากันแล้วหัวเราะเบาๆ

หากค้นชื่อของป๋วย อึ๊งภากรณ์จากกูเกิล (Google)  เราจะได้คำตอบคล้ายๆ กันว่า ดร.ป๋วยคือนักเศรษฐศาสตร์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย  อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  สมาชิกเสรีไทย นักพัฒนาชนบท ฯลฯ  ทว่าหากเรียงลำดับเหตุการณ์ในชีวิตของดร.ป๋วยตั้งแต่ถือกำเนิดจนถึงแก่กรรม  ผมอดคิดไม่ได้ว่า  ชีวิตของดร.ป๋วยช่างคล้ายพระเอกในนวนิยายมาก ตั้งแต่ภูมิหลังของครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวยนัก  แต่เรียนเก่งจนได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศ และยังได้ภรรยาเป็นฝรั่งอีก (ในยุคนั้นชายเอเชียมีภรรยาฝรั่งถือว่ามีหน้ามีตามาก)  มีบทบาทในสนามรบ และเป็นตัวแทนเจรจาผลประโยชน์ของประเทศหลังสงคราม  เมื่อกลับมาประเทศไทยก็สร้างคุณูปการไว้มากมาย ต่อมาถูกวิบากกรรมทางการเมืองเล่นงาน จนต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ และถึงแก่กรรมที่นั่น

ดร.ป๋วยถือกำเนิดที่บ้านตรอกโรงสูบน้ำ ย่านตลาดน้อย เป็นบุตรคนที่สี่ในจำนวนพี่น้องทั้งหมดเจ็ดคน  ทว่าแม้ครอบครัวจะไม่ได้ร่ำรวยและยังสูญเสียบิดาผู้เป็นกำลังหลักไปตั้งแต่อายุเพียงเก้าขวบ  เด็กชายป๋วยก็ยังได้ศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก แผนกภาษาฝรั่งเศส ซึ่งถือกันว่าเป็นโรงเรียนที่ดีและค่าเล่าเรียนแพงที่สุดแห่งหนึ่งในยุคนั้น โดยมีมารดาเป็นผู้กัดฟันส่งเสียจนบุตรชายคนนี้เรียนจบ

ป๋วย อึ๊งภากรณ์
บ้านพักของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในซอยอารีย์ กรุงเทพฯ สะท้อนให้เห็นถึงความสมถะของผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว ปัจจุบัน ไมตรี อึ๊งภากรณ์ บุตรชายคนกลางเป็นเจ้าของบ้าน และเหลือเพียงคนดูแลกับ “เจ้ากล้วย” สุนัขของ ใจ อึ๊งภากรณ์ บุตรชายคนสุดท้อง อาศัยอยู่

ป๋วยเข้าศึกษาที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตรุ่นแรก จากนั้นจึงสอบชิงทุนรัฐบาลไปศึกษาต่อด้านเศรษฐศาสตร์ในประเทศอังกฤษ ผลการเรียนของเขาดีเยี่ยมมากจนสามารถศึกษาต่อปริญญาเอกได้ทันที  ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง  ดร.ป๋วยเข้าร่วมขบวนการเสรีไทยซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มคนไทยในต่างประเทศเพื่อต่อต้านฝ่ายญี่ปุ่นที่กำลังพยายามยึดครองเอเชีย  (รัฐบาลไทยในขณะนั้นเข้าร่วมกับญี่ปุ่น) ดร.ป๋วยและขบวนการเสรีไทยกลับมายังประเทศไทย  แทรกซึมทั้งการข่าวและประสานงานให้เครื่องบินของอังกฤษทิ้งระเบิดจนมีชัยเหนือญี่ปุ่น ผลจากการต่อต้านในครั้งนั้นทำให้ไทยไม่ตกเป็นฝ่ายแพ้สงคราม และดร.ป๋วยเองก็เป็นผู้เจรจาร้องขอ ให้อังกฤษปล่อยเงินตราสำรองที่รัฐบาลไทยฝากไว้อีกด้วย

หลังกลับมาถึงประเทศไทย ดร.ป๋วยเข้ารับราชการในกระทรวงการคลัง และคลุกคลีในแวดวงเศรษฐศาสตร์ ทั้งการดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยยาวนานที่สุด 12 ปี เป็นคณบดีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  เป็นที่ปรึกษารัฐบาลด้านเศรษฐกิจ ฯลฯ นอกจากนี้ยังเป็นผู้ริเริ่มโครงการอีกมากมาย อาทิ การก่อตั้ง “มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย” ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจในชนบท

ว่ากันว่า ดร.ป๋วยได้รับอิทธิพลทางความคิดจากมารดาอย่างมาก  สะท้อนได้จากบทความและงานเขียนที่เขามักเขียนถึงแม่บ่อยๆ เช่น บทความเรื่อง “ผู้หญิงในชีวิตของผม – แม่”  ครั้งหนึ่งดร.ป๋วยพูดถึงคาถาของแม่ว่า “แม่มีความมานะเด็ดเดี่ยว แม่รักเสรีภาพ แม่มีความใจกว้างเมตตากรุณา และแม่เน้นเรื่องความซื่อสัตย์” สิ่งเหล่านี้ทำให้ดร.ป๋วยซึมซับมาโดยไม่รู้ตัว

ป๋วย อึ๊งภากรณ์
คนไร้บ้านอาศัยห้องใต้สะพานย่านรังสิตเป็นที่คุ้มแดดฝน ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ วาดภาพสังคมอุดมคติไว้ในบทความ เรื่อง “คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ทว่าจนถึงปัจจุบัน คนไร้บ้านยังเป็นกลุ่ม คนผู้ด้อยโอกาสทางสังคมที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการของรัฐ อันเป็นผลพวงจากความเหลื่อมล้ำ และการพัฒนาที่ไม่ทั่วถึง

นักประวัติศาสตร์วิเคราะห์กันว่า  ข้อเขียนอันลือลั่น “คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ของดร.ป๋วยมีน้ำเสียง “ผู้หญิง” ปะปนอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะความรู้สึกของความเป็นเพศแม่ที่อยากดูแลผู้อื่น นายแพทย์สงวน นิตยารัมพงษ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ผู้วางรากฐานโครงการหลักประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค  (ปัจจุบันล่วงลับไปแล้ว)  เคยบันทึกไว้ว่า  บทความจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอนเป็นหนึ่ง   ในแรงบันดาลใจให้เขาผลักดันโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจนสำเร็จและมีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน

ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยยาวนานถึง 12 ปี ดร.ป๋วยได้วางรากฐานทางการเงินและระบบธนาคารไว้อย่างมั่นคง มีความก้าวหน้าในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นโรงพิมพ์ธนบัตร การส่งนักเรียนทุนไปศึกษาต่อด้านเศรษฐศาสตร์ในต่างประเทศ  หรือแม้แต่พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงินซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็มีรากฐานมาจากสมัยดร.ป๋วย   กระทั่งในระดับภูมิภาค ดร.ป๋วยยังเป็นผู้ริเริ่มผลักดัน South East Asian Central Banks หรือ SEACEN ซึ่งเป็นเวทีความร่วมมือระหว่างธนาคารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเป็นรูปธรรมมาตั้งแต่ พ.ศ. 2509

นอกจากการได้รับยกย่องว่าเป็นข้าราชการที่ซื่อตรงแล้ว  วิถีชีวิตของดร.ป๋วยยังขึ้นชื่อเรื่องความสมถะ มีเรื่อง เล่าว่า ในวันแรกที่เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.ป๋วยขับรถส่วนตัวคันเก่าเดินทางมาทำงานด้วยตัวเอง  สร้างความงุนงงให้บรรดาบุคคลสำคัญและเจ้าหน้าที่ของธนาคารที่มารอต้อนรับอย่างมากว่า  ทำไมไม่นั่งรถประจำตำแหน่งที่ทางธนาคารจัดเตรียมไว้ให้  ดร.ป๋วยชี้แจงว่า  รถประจำตำแหน่งใช้เฉพาะในเวลาราชการและเฉพาะกิจในธนาคารเท่านั้น  ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะใช้รถประจำตำแหน่งในเรื่องส่วนตัว  จึงกำหนดไว้ตายตัวว่า ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนี้จะขับรถมาทำงานเอง  เมื่อเลิกงานก็จะขับรถส่วนตัวกลับบ้านเอง หรือกรณีที่มีผู้แวะเวียนนำของกำนัลไปมอบให้ดร.ป๋วยที่บ้านพักในซอยอารีย์อยู่เนืองๆ  ปรากฏว่าผู้นำไปฝากถูกปฏิเสธจากมาร์กาเร็ต สมิท ภรรยาชาวอังกฤษของดร.ป๋วยจนบางคนถึงกับโมโหก็มี

 

เรื่องแนะนำ

หนึ่งศตวรรษแห่งการอนุรักษ์

เรื่อง เดวิด ควาเมน ภาพถ่าย สตีเฟน วิลก์ส ในช่วงต้นปี 1916 สหรัฐฯมีแนวคิดอันบรรเจิดและเปี่ยมวิสัยทัศน์ แม้จะยังมีความสับสนและไม่เป็นรูปเป็นร่างนักก็ตาม นั่นคือการก่อตั้งอุทยานแห่งชาติ (National Park) ซึ่งจะเป็นอุทยานสำหรับชาวอเมริกันทุกคน เป็นอุทยานที่ใช้ร่วมกัน แม้กระทั่งกับผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลก เวลานั้นมีอุทยานแห่งชาติเกิดขึ้นแล้ว 14 แห่งทั่วสหรัฐฯ อุทยานเก่าแก่ที่สุดคือเยลโลว์สโตน ซึ่งได้รับการสงวนไว้ภายใต้กฎหมายของรัฐบาลกลางเมื่อปี 1872 ให้เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของโลก ส่วนอุทยานแห่งอื่นๆของสหรัฐฯซึ่งเป็นตัวอย่างอันหลากหลายของภูมิทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ ล้วนตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำมิสซิสซิปปี เช่น โยเซมิทีในรัฐแคลิฟอร์เนีย วินด์เคฟในรัฐเซาท์ดาโคตา เกลเชียร์ในรัฐมอนแทนา และร็อกกีเมาน์เทนในรัฐโคโลราโด  นอกจากนี้ยังมีอนุสรณ์สถานแห่งชาติ (National Monument) อีก 21 แห่ง ซึ่งเป็นรูปแบบการคุ้มครองที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่า เพราะสามารถกำหนดโดยกฤษฎีกาที่ประธานาธิบดีเป็นผู้ลงนามภายใต้รัฐบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินทางโบราณคดี (กฎหมายฉบับนี้ผ่านรัฐสภาเมื่อปี 1906) ซึ่งประธานาธิบดีทีโอดอร์ โรสเวลต์ นำมาใช้อย่างแข็งขันในช่วงสามปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่ง รายชื่ออนุสรณ์สถานแห่งชาติรุ่นแรก ได้แก่ เดวิลส์ทาวเวอร์ ชาโกแคนยอน มิวเออร์วูดส์ และแกรนด์แคนยอน สิ่งที่ประเทศนี้ยังไม่มีเมื่อปี 1916 แต่ตระหนักดีว่าเป็นสิ่งจำเป็นในเวลานั้นก็คือ นิยามที่เห็นพ้องต้องกันของคำว่าอุทยานแห่งชาติ ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานเพียงหนึ่งเดียว ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน […]

ภาษาภาพ : ประจำเดือนกันยายน

บราซิล ใกล้พรมแดนบราซิล-อาร์เจนตินา  กองทัพผีเสื้อบินกรูลงยึดหัวหาดริมฝั่งแม่น้ำอีกวาซู  แอ่งน้ำอันอุดมไปด้วยแร่ธาตุเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อแม่น้ำลดระดับลง  และดึงดูดพวกผีเสื้อให้มาดูดกินสารอาหาร ภาพโดย ดานิเอล  ปิญเญย์รู

ภาพนี้ต้องขยาย : ผู้พิทักษ์ติดอาวุธ

ภาพโดย เมย์นาร์ด โอเวน วิลเลียมส์, NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE เมย์นาร์ด โอเวน วิลเลียมส์  ถ่ายภาพประตูบาก-เอเมลลี (Bagh-e-Melli Gate)  ในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน ซึ่งในตอนนั้นใช้เป็นทางเข้าสู่อาคารกระทรวงยุทธการ  ระหว่างถ่ายภาพสารคดีเพื่อตีพิมพ์ในนิตยสาร เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนตุลาคม ปี 1931 โครงสร้างที่สร้างขึ้นเมื่อปี 1906 นี้สะท้อนรูปแบบสถาปัตยกรรมเปอร์เซียโบราณ แต่การมองผ่านแว่นขยายเผยให้เห็นองค์ประกอบสมัยใหม่  นั่นคือกระเบื้องตกแต่งทำเป็นภาพปืนกลประดับอยู่เหนือซุ้มประตูด้านข้าง ปัจจุบัน ประตูแห่งนี้ยังตั้งตระหง่าน  และภาพปืนกลก็ยังคงอยู่   ทว่าภาพธงที่ทำจากกระเบื้องซึ่งอยู่ด้านข้างปืนกลถูกทาสีทับเพื่อปกปิดภาพสิงโตและดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผู้ปกครองอิหร่านมาช้านาน — มาร์กาเร็ต จี. แซ็กโควิตซ์  

ภาษาภาพ : ประจำเดือนสิงหาคม

อิสราเอล คู่บ่าวสาวชาวเอริเทรียและผู้มาร่วมงานแต่งงานโพสท่าถ่ายภาพในเมืองท่าไฮฟา อิสราเอลเป็นบ้านของผู้ลี้ภัยชาวเอริเทรียราว 34,000 คน แต่ที่ผ่านมามีเพียงสี่คนเท่านั้นที่ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยภายใต้กฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองอันเป็นที่ถกเถียง ภาพโดย มาลิน เฟเซไฮ ฟิจิ นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของเกาะวีตีเลวู ฉลามหัวบาตร ถูกดึงดูดจากเหยื่อล่อที่นักท่องเที่ยวทิ้งลงมาจากบนผิวน้ำ ฉลามแปดชนิดและปลาอื่นๆอีกอย่างน้อย 400 ชนิดอาศัยอยู่ในเขตสงวนทางทะเลชาร์กรีฟ ภาพโดย พีต ออกซฟอร์ด เปรู นักแสดงสวมหน้ากากเดินพาเหรดผ่านถนนในเมืองปูโนระหว่างเทศกาลเดียบลาดา (งานเต้นรำของปีศาจ) ประจำปี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานเฟียสตาเดลากันเดลาเรียที่มีมานานหลายศตวรรษ  พิธีกรรมที่ผสมผสานความเชื่อของผู้คนในแถบเทือกเขาแอนดีสนี้เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ระหว่างธรรมะกับอธรรม ภาพโดย ควน มานูเอล กัสโตร เปรียโต, AGENCE VU