ข้ามแดนมัจจุราช - National Geographic Thailand

ข้ามแดนมัจจุราช

เรื่อง โรบิน มาแรนตซ์ เฮนิก
ภาพถ่าย ลินน์ จอห์นสัน

นักวิทยาศาสตร์ศึกษาการมีชีวิตอยู่ของเราว่าไม่ได้เป็นเหมือนสวิตช์เปิดปิดที่ “เปิด” หมายถึงมีชีวิต และ “ปิด” หมายถึงตาย แต่เป็นสวิตช์หรี่ไฟที่สามารถปรับระดับความเข้มระหว่างสีขาวกับสีดำได้หลายระดับ ในเขตสีเทานั้น ความตายอาจไม่ใช่ภาวะที่ถาวรเสมอไป ชีวิตอาจยากจะนิยาม หนำซ้ำบางคนยังข้ามเส้นแบ่งอันยิ่งใหญ่นี้ไปและกลับมาได้ และบางครั้งก็สามารถบรรยายสิ่งที่พวกเขาเห็น ณ อีกด้านหนึ่งของเส้นแบ่งนั้นได้อย่างละเอียด

การตายเป็น “กระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่เกิดขึ้นทันทีทันใด” แซม พาร์เนีย แพทย์สาขาเวชบำบัดวิกฤติ  เขียนไว้ในหนังสือ กำจัดความตาย (Erasing Death) ของเขา การตายคือการที่ร่างกายทุกส่วนขาดเลือดไปเลี้ยง แม้หัวใจจะหยุดเต้น แต่อวัยวะต่างๆไม่ได้ตายในทันที เขาเขียนไว้ว่า ความจริงแล้ว อวัยวะเหล่านั้นยังคงมีชีวิตอยู่ได้อีกพักใหญ่นั่นหมายความว่า “ช่วงเวลาพักใหญ่หลังความตาย  และความตายยังสามารถย้อนกลับได้อย่างสมบูรณ์”

ว่าแต่ความตายซึ่งเป็นภาวะถาวรจะย้อนกลับได้อย่างไรเล่า  และการรับรู้ระหว่างก้าวผ่านเขตสีเทามีลักษณะอย่างไร

“ลูกชายของฉันช่วยเหลือผู้คนได้มากมายเชียวค่ะ” ดีแอนนา แซนแทนา พูดถึงสกอต ลูกชายของเธอ ซึ่งเสียชีวิตในวัย 17 ปีจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ อวัยวะและเนื้อเยื่อของเขาได้รับการปลูกถ่ายให้ผู้ป่วย 76 คน ร็อด แกรมสัน (ตรงกลาง) ผู้ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจ พบกับดีแอนนาและริช สามีของเธอ ใกล้กับถนนในเมืองเพลเซอร์วิลล์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ตรงจุดที่สกอตเสียชีวิต

มาร์ก รอท นักชีววิทยาในเมืองซีแอตเทิล ทำการทดลองให้ร่างกายของสัตว์อยู่ในสภาวะหยุดทำงาน โดยใช้สารเคมี ซึ่งเป็นส่วนผสมของสารละลายที่ลดการเต้นของหัวใจและเมแทบอลิซึมลงจนใกล้เคียงกับระดับของการจำศีล จุดประสงค์ของเขาคือ ทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจล้ม “มีความเป็นอมตะเล็กน้อย” จนกว่าจะพ้นภาวะวิกฤติที่ทำให้พวกเขาเฉียดตาย

ในเมืองบอลทิมอร์และพิตต์สเบิร์ก ทีมรักษาผู้บาดเจ็บซึ่งนำโดยศัลยแพทย์ แซม ทิเชอร์แมน กำลังทดสอบทางคลินิกเกี่ยวกับการทำให้อุณหภูมิร่างกายของผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกกระสุนปืนและถูกแทงลดต่ำลง เพื่อชะลอการตกเลือดไว้นานพอที่ศัลยแพทย์จะปิดบาดแผลได้ ทีมแพทย์ใช้การเย็นตัวยวดยิ่ง (supercooling) ทำสิ่งที่รอทต้องการทำโดยใช้สารเคมี นั่นคือ สังหารผู้ป่วยชั่วคราวเพื่อรักษาชีวิตพวกเขาไว้

ในรัฐแอริโซนา ผู้เชี่ยวชาญด้านไครโอนิกส์ (cryonics) หรือการแช่แข็งมนุษย์ เก็บรักษาร่างไร้วิญญาณของลูกค้ากว่า 130 ร่างไว้ในสภาวะเยือกแข็ง อันเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของภาวะกึ่งเป็นกึ่งตาย พวกเขาหวังว่า วันหนึ่งในอนาคต อาจจะอีกหลายร้อยปีข้างหน้า ลูกค้าเหล่านี้จะผ่านการทำให้อุ่นขึ้นและรักษาต้นเหตุที่คร่าชีวิตพวกเขาได้

ลินดา แชมเบอร์เลน ผู้ร่วมก่อตั้งแอลคอร์ บริษัทไครโอนิกส์หรือการแช่แข็งมนุษย์ในรัฐแอริโซนา กอดตู้ที่บรรจุร่างของ เฟรด ผู้เป็นสามี ซึ่งแช่แข็งไว้ด้วยหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะผ่านการทำให้อุ่นขึ้นและกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ในประเทศอินเดีย ริชาร์ด เดวิดสัน นักประสาทวิทยาศาสตร์ ศึกษาพระภิกษุในพุทธศาสนาผู้ทำสมาธิอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า ทุกดัม (thukdam) ในสภาวะดังกล่าว แม้สัญญาณทางชีวภาพของชีวิตจะหยุดลงแล้ว แต่ร่างกายยังคงสมบูรณ์ไม่เน่าเปื่อยอยู่ราวหนึ่งสัปดาห์หรือนานกว่านั้น ถ้าเป็นไปได้ เดวิดสันต้องการตรวจสอบกิจกรรมทางสมองของภิกษุเหล่านี้ โดยหวังว่าจะได้เรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตใจหลังการไหลเวียนโลหิตหยุดลง

และในนิวยอร์ก พาร์เนียก็มุ่งเผยแพร่แนวคิดเรื่องการทำการกู้ชีพที่ยืดระยะเวลาให้นานขึ้น เขากล่าวว่า การนวดหัวใจผายปอดกู้ชีพหรือซีพีอาร์ (cardiopulmonary resuscitation: CPR) นั้นมีดีกว่าที่หลายคนรู้ หากทำในสภาวะที่เหมาะสม กล่าวคือ มีการลดอุณหภูมิร่างกายให้ต่ำลง การกดหน้าอกที่ถูกต้องทั้งความลึกและจังหวะ ตลอดจนการให้ออกซิเจนช้าๆเพื่อป้องกันเนื้อเยื่อบาดเจ็บ ผู้ป่วยบางรายสามารถฟื้นจากการเสียชีวิตหลังจากหัวใจหยุดเต้นไปแล้วหลายชั่วโมง โดยมักไม่มีผลกระทบในระยะยาวเสียด้วย ตอนนี้เขากำลังศึกษาว่า เหตุใดหลายคนที่หัวใจหยุดเต้นจึงเล่าเรื่องวิญญาณหลุดลอยออกจากร่างหรือประสบการณ์ใกล้ตาย และความรู้สึกเหล่านั้นจะเผยให้เห็นลักษณะของดินแดนมัจจุราชและความตายเองอย่างไรบ้าง

แอชลี บาร์เนตต์ ยังเป็นนักศึกษาตอนที่เธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างรุนแรงบนทางหลวงของรัฐเทกซัส เธอเล่าว่า ตรงจุดเกิดเหตุ เธอเคลื่อนไปมาระหว่างสองโลก โลกหนึ่งยุ่งเหยิงและเจ็บปวด ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ชีพกำลังใช้เครื่องตัดเหล็กไฮดรอลิกช่วยเธอออกมา กับอีกโลกหนึ่งซึ่งมีแสงสีขาว ไม่เจ็บปวด และไม่น่ากลัว

บางครั้งผู้ได้รับการช่วยชีวิตโดยการกู้ชีพที่มีประสิทธิภาพและสม่ำเสมอก็กลับมาพร้อมกับเรื่องเล่าที่ชัดเจนและคล้ายคลึงกัน อาจถือได้ว่าผู้รอดชีวิตเหล่านี้ได้ข้ามไปยังอีกด้านหนึ่งของเส้นแบ่งระหว่างความเป็นกับความตาย ก่อนจะกลับมาพร้อมเรื่องเล่าที่ทำให้เข้าใจความรู้สึกขณะตายไปแล้วได้ดีขึ้น  แม้ส่วนใหญ่จะจำรายละเอียดทั้งหมดไม่ได้ แต่บางคนก็กล่าวถึงความรู้สึกคล้ายกับในหนังสือขายดี เป็นต้นว่า เวลาเดินเร็วขึ้นหรือช้าลง  มีความสงบสุข รู้สึกเหมือนวิญญาณแยกออกจากร่าง ปีติยินดี  และมองเห็นแสงสว่างจ้าหรือแสงทองวูบวาบ บ้างก็เล่าว่าจำความรู้สึกที่ไม่ดีได้ เช่น ความกลัว การจมน้ำหรือถูกลากลงไปในน้ำลึก  พาร์เนียและเพื่อนร่วมงานเขียนไว้ในวารสารทางการแพทย์ รีซัสซิเทชัน (Resuscitation) ว่า การศึกษาดังกล่าวช่วย “เพิ่มพูนความเข้าใจเกี่ยวกับประสบการณ์ทางจิตแบบกว้างๆที่มีแนวโน้มจะเกิดร่วมกับการตายหลังระบบไหลเวียนโลหิตหยุดนิ่ง” พวกเขาเขียนว่า ขั้นต่อไปคือการศึกษาเหตุการณ์เหล่านั้นซึ่งนักวิจัยส่วนใหญ่เรียกว่า ประสบการณ์ใกล้ตาย หรือเอ็นดีอี (near-death experience: NDE) แต่พาร์เนียชอบเรียกว่า “ประสบการณ์ของการตายอย่างแท้จริง” มากกว่า โดยจะศึกษาว่า ประสบการณ์เหล่านี้ส่งผลต่อผู้รอดชีวิตหลังจากฟื้นขึ้นมาไม่ว่าจะในทางบวกหรือทางลบหรือไม่และอย่างไร สิ่งที่ทีมวิจัยไม่ได้สำรวจคือผลตามหลังที่พบได้ทั่วไปของประสบการณ์ใกล้ตาย อันได้แก่ การตระหนักถึงเป้าหมายและความหมายในชีวิตอีกครั้ง นั่นคือความรู้สึกที่เรามักได้ยินจากผู้รอดชีวิต

เรื่องแนะนำ

พลังงานของประชาชน

เรื่อง ไมเคิล เอดิสัน เฮย์เดน ภาพถ่าย รูเบน ซัลกาโด เอสกูเดโร ประศานต์ มัณฑ์ล กดปุ่มเปิดโคมไฟแอลอีดีขนาดเท่าห่อขนมในกระท่อมที่เขาอยู่กับภรรยาและลูกสี่คน ทันใดนั้นแสงเรื่อเรืองสีเหลืองสดและสีฟ้าน้ำทะเลที่สะท้อนออกมาจากแผ่นผ้าใบมุงหลังคาและฝาผนังของครอบครัวก็อาบพื้นที่แคบๆที่พวกเขาใช้ซุกหัวนอน  มัณฑ์ลวัย 42 ปีชี้นิ้วไปตามสมบัติซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่ชิ้นภายในบ้าน  เขาปิดชุดผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ให้แสงสว่าง  ถอดปลั๊กออกทีละชิ้น  และหอบไปยังเต็นท์ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 18 เมตร ที่นั่นเขาเป็นคนขายชา หรือไจวัลลาห์ ให้คนที่เดินผ่านไปมาบนถนนอันเงียบเหงาของเมืองมโธตันทะ  เมืองที่แวดล้อมไปด้วย ผืนป่าใกล้พรมแดนด้านเหนือของอินเดีย “ชีวิตผมมันเศร้าครับ แต่ผมตั้งใจจะอยู่รอดให้ได้” มัณฑ์ลบอก “และแสงจากพลังงานแสงอาทิตย์นี่แหละที่ช่วยให้ผมเปิดร้านตอนกลางคืนได้” มัณฑ์ลผู้สร้างบ้านอย่างผิดกฎหมายบนที่ดินสาธารณะ เป็นเพียงฟันเฟืองตัวเล็กๆของเครื่องจักรทางเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว  เป็นเครื่องจักรที่มีหลายร้อยบริษัททำงานเชิงรุกเต็มที่ในการขายเครื่องผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดเล็กให้ลูกค้าที่อยู่นอกโครงข่ายไฟฟ้าในประเทศกำลังพัฒนา ประมาณการว่ามีผู้คนราว 1,100 ล้านคนในโลกที่อยู่โดยไม่มีไฟฟ้าใช้ และเกือบหนึ่งในสี่อยู่ในประเทศอินเดียที่ซึ่งคนอย่างมัณฑ์ลถูกบีบให้ต้องพึ่งพาน้ำมันก๊าดและแบตเตอรี่ลูกใหญ่เทอะทะที่มีน้ำกรดรั่วซึมออกมา ชุดผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของมัณฑ์ลที่ให้พลังงานแก่โคมไฟแอลอีดีสองดวงและพัดลมหนึ่งเครื่องนี้ได้พลังงานจากแผงเซลล์สุริยะขนาด 40 วัตต์  การทำงานเริ่มจากดวงอาทิตย์สาดแสงลงมายังแผง และชาร์จพลังงานเข้าเครื่องชาร์จประจุขนาดเล็กสีส้มครั้งละราวสิบชั่วโมง  มัณฑ์ลเช่าชุดผลิตไฟฟ้านี้จากซิมปาเน็ตเวิร์กส์ (Simpa Networks) ซึ่งเสนอขายแผนสมาชิกที่ออกแบบให้เหมาะกับงบของลูกค้าผู้มีรายได้น้อย ถึงกระนั้น เงินราวๆ 35 เซ็นต์ต่อวันก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายก้อนโตสำหรับมัณฑ์ลผู้หาเลี้ยงครอบครัวด้วยเงินไม่ถึงสองดอลลาร์สหรัฐต่อวัน แต่ถึงอย่างนั้น มัณฑ์ลกลับบอกว่า การจ่ายเงินร้อยละ 20 ของรายได้เพื่อแลกกับบริการของซิมปาก็ยังดีกว่าการใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ท่ามกลางความมืด  เขาบอกว่า “ผมใช้เงินมากขนาดนี้ในการชาร์จไฟแบตเตอรี่มาก่อนหน้านี้แล้วครับ […]

เบื้องหลังการสร้างแบบจำลองเรือไวกิ้งในแผนที่พิเศษ “ไวกิ้ง” ฉบับเดือนมีนาคม 2560

โปรเจ็คนี้ใช้เวลานานแค่ไหน ตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงเสร็จสิ้นก็ใช้เวลาประมาณสองเดือนครึ่ง โดยใช้ทำงานกันทั้งวันและในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วย ตอนนั้นเฟร์นันโดยังมีงานอื่นอีกสองชิ้น แต่เขาก็ไม่อาจตอบปฏิเสธนี้ได้ (รวมทั้งยังรับทำภาพปกอีกด้วย) ถึงแม้ว่าเขาจะมีเวลาในการทำงานไม่มากก็ตาม นี่ไม่ใช่งานแรกเกี่ยวกับชาวไวกิ้งของเฟร์นันโดใช่ไหม เขาเป็นแฟนพันธุ์แท้ไวกิ้งเลยละครับ แถมยังมีหนังสือเกี่ยวกับไวกิ้งเป็นตั้งก่อนหน้าจะเข้ามาทำงานกับ NGM เสียด้วยซ้ำ เฟร์นันโดเคยสร้างเรือจำลองไวกิ้งยาว 1 เมตรขึ้นมาลำหนึ่งตอนยังอยู่บ้านพ่อแม่ที่สเปนและมีอายุ 23 ปี ต่อมา เมื่อสามปีก่อน เขาได้ไปเที่ยวพักผ่อนกับภรรยาในเดนมาร์ก และหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเพื่อหาพิพิธภันฑ์ที่ดีที่สุดใกล้โคเปนเฮเกน เขาพบว่ามีพิพิธภันฑ์เรือไวกิ้งที่รอสกิลด์และอยากไปที่นั่นมาก พอถามภรรยาว่าอยากไปด้วยกันไหม เธอตอบว่า “ก็ไม่เชิงค่ะ…” แต่เธอก็ไปกับเขา เขาจำได้ว่านั่งรถทัวร์ไปถึงรอสกิลด์ในวันที่มีอากาศหนาวเย็นและขมุกขมัวไปด้วยหมอกในฤดูหนาว ทั้งคู่ใช้เวลาชมเรืออยู่ถึงสี่ชั่วโมงเต็ม แต่เขาไม่รู้ตัวหรอกว่า อีกสองสามปีต่อมาจะได้กลับมาเยือนรอสกิลด์อีกครั้งในฐานะหนึ่งในทีมงานของ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ขั้นตอนในการสร้างภาพเรือจำลองในแผนที่พิเศษไวกิ้ง เฟร์นันโดมีภาพอยู่ในหัวแล้วเกี่ยวกับฉากที่ว่า ชาวไวกิ้งล่องเรืออย่างไรและนำเรือเทียบท่าอย่างไร จากนั้นก็วาดภาพฉากเหล่านั้นขึ้นมา เขาเริ่มลงมือทำงานชิ้นนี้โดยใช้เวลา 2-3 วันแรกไปกับการตะลุยอ่านทุกอย่างเกี่ยวกับไวกิ้งเท่าที่หาได้ เมื่อได้ข้อมูลมาจำนวนหนึ่งแล้ว เขาก็เข้าใจว่า หัวใจสำคัญของการขยายอิทธิพลของชาวไวกิ้งอยู่ที่เรือของนั่นเอง เขาจึงตั้งใจวาดให้เรือเป็นพระเอก ในแผนที่ด้านที่เป็นรูปเรือ เขาได้ลองออกแบบเรือมาหลายแบบ แบบหนึ่งมีภาพร่างของเรือหกลำ อีกแบบเจาะไปที่เรือลำเดียว หลังจากหารือกับ Creative Director แล้ว พวกเขาก็ตัดสินใจกันว่า ภาพที่สื่อเรื่องราวได้ดีที่สุดควรจะเป็นภาพที่เจาะให้เห็นรายละเอียดของเรือลำเดียว แต่ควรจะเลือกลำไหนล่ะ เฟร์นันโดเลือกเรือ […]

ภาพนี้ต้องขยาย : คนเล็กต้นไม้ใหญ่

ภาพโดย กิลเบิร์ต เอช. โกรฟเนอร์, NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE บนลาดเขาแห่งหนึ่งของเกาะเมาอี  ใบของต้น อาเปอาเป (‘ape‘ape) ทำให้ชายที่ยืนอยู่ใต้ร่มเงาไม้ดูตัวเล็กลงไปถนัดตา  “ร่างมนุษย์ช่วยให้เห็นสัดส่วนและขนาดของพืชพรรณแปลกประหลาดและสวยงามชนิดนี้” ทีมบรรณาธิการในเวลานั้นคงต้องชื่นชอบภาพนี้เป็นพิเศษ   เพราะมีภาพถ่ายสองแบบ  (กับชายคนเดียวกัน) ปรากฏอยู่ในสารคดีว่าด้วยอัศจรรย์แห่งธรรมชาติของหมู่เกาะฮาวาย— badocams มาร์กาเร็ต จี. แซ็กโควิตซ์