ภาวะโลกร้อน กับวิกฤติหมอกควัน คลื่นความร้อนมรณะ และภัยหนาวสุดขั้ว

โลกร้อน กับวิกฤติหมอกควัน คลื่นความร้อนมรณะ และภัยหนาวสุดขั้ว

ภาวะโลกร้อน กับวิกฤติหมอกควัน คลื่นความร้อนมรณะ และภัยหนาวสุดขั้ว

ภาวะโลกร้อน

  1. วิกฤติมลพิษทางอากาศ “PM 2.5” ทำให้จากภาพหมอกควันปกคลุมท้องฟ้าเหนือเมืองใหญ่คงไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับเราอีกต่อไป หมอกควันเหล่านี้คือมลพิษทางอากาศที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุด ในความเป็นจริงมลพิษทางอากาศมีทั้งที่มองเห็นได้ และไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ทั้งหมดล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อน หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แทบไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ เกี่ยวกับผลกระทบทางสุขภาพที่เกิดจากหมอกควันเหล่านี้ ในความเป็นจริง สารใดๆ ก็ตามที่มนุษย์สร้างและปล่อยสู่บรรยากาศซึ่งส่งผลเสียหายต่อสิ่งมีชีวิตและสภาพแวดล้อม ล้วนแล้วแต่ถือว่าเป็นมลพิษทางอากาศทั้งสิ้น
  2. คาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งถือเป็นก๊าซเรือนกระจกชนิดหนึ่ง คือตัวก่อมลพิษหลักที่ทำให้โลกร้อนขึ้น แม้สิ่งมีชีวิตจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นผลพลอยได้จากกระบวนการเมแทบอลิซึม ทว่าก๊าซชนิดนี้กลับเป็นตัวก่อมลพิษเมื่อผูกโยงกับแหล่งที่มาอย่างรถยนต์ เครื่องบิน โรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม และกิจกรรมอื่นๆ ของมนุษย์ที่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล  เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ในช่วงเวลาเพียง 150 ปีที่ผ่านมา กิจกรรมเหล่านี้ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศรวมกันมากกว่าที่เคยเป็นมาในรอบหลายร้อยปีหรือหลายพันปีรวมกันเสียอีก ตัวก่อมลพิษที่สำคัญอีกตัวและเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยเช่นกัน คือก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของฝุ่นควัน (smog) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์และสารเคมีที่เกี่ยวข้องบางตัวคือสาเหตุสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า ฝนกรด (acid rain)

    โลกร้อน
    ภาพถ่ายที่ถ่ายเหนือบ่อกลบฝังขยะแห่งนี้เผยให้เห็นหมอกควันปกคลุมทั่วท้องฟ้าของกรุงนิวเดลี เมืองหลวงที่มีมลพิษทางอากาศสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก (ภาพถ่าย: MATTHIEU PALEY, NATIONAL GEOGRAPHIC)
  3. แม้จะถูกโจมตีจากผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ยังคงพูดเสียดสีเรื่องภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  โดยเฉพาะเมื่อเกิดสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว เช่น ภัยหนาวที่กำลังเกิดขึ้นในหลายรัฐของสหรัฐฯ  ทรัมป์ใช้คำพูดประมาณว่า  อันที่จริงเราอาจต้องการ “ภาวะโลกร้อน” ด้วยซ้ำ สะท้อนให้เห็นความคลางแคลงที่เขามีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  โดยไม่นำพากับสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ชัดว่า สภาพอากาศที่หนาวจัดไม่ได้หมายความว่า ภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องหลอกลวง อีกทั้งการนำสภาพอากาศ (weather) ที่เกิดขึ้นชั่วครั้งคราวมาอธิบายปรากฏการณ์หรือรูปแบบที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลายาวนานอย่างสภาพภูมิอากาศ (climate) เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้
  4. ทว่าเราจะอธิบายฤดูหนาวอันทารุณผิดปกติในโลกที่นักวิทยาศาสตร์บอกว่ากำลังอุ่นขึ้นอย่างไร ตอนที่คำว่า ภาวะโลกร้อน (global warming) เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเมื่อหลายสิบปีก่อน สิ่งนี้หมายถึงปรากฏการณ์ที่ก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas) กักหรือดักจับความร้อนไว้ในบรรยากาศ ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น แม้ว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในหลายพื้นที่ของโลกจะเป็นผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงซึ่งกินเวลาหลายสิบปีนี้ ทว่าปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์เข้าใจมากขึ้นแล้วว่า บรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงไปจากการมีก๊าซ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์และมีเทนมากขึ้น นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลายลักษณะ (รวมถึงสภาพอากาศสุดขั้วหรือ extreme weather) มากกว่าแค่การอุ่นขึ้นหรือร้อนขึ้น

    โลกร้อน
    กระแสอากาศเย็นจากปรากฏการณ์ลมวนขั้วโลก (Polar Vortex) ส่งผลให้น้ำในทะเลสาบชิคาโกจับตัวกลายเป็นน้ำแข็ง ขณะที่อุณหภูมิลดต่ำลงถึงเกือบลบ 30 องศาเซลเซียส (ภาพถ่าย: KIICHIRO SATO, AP)
  5. ปรากฏการณ์ “ลมวนขั้วโลก” หรือ Polar Vortex คือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความหนาวเย็นสุดขั้วขนาดติดลบ 40-50 องศาเซลเซียสที่กำลังเกิดขึ้นในรัฐแถบมิดเวสต์ของสหรัฐฯ บางรัฐเผชิญอุณหภูมิต่ำกว่าอาร์กติกเสียอีก ปรากฏการณ์ลมวนขั้วโลกนี้หมายถึงมวลอากาศที่หมุนวนอยู่รอบขั้วโลกเหนือและมหาสมุทรอาร์กติกตลอดทั้งปี กระแสวนทวนเข็มนาฬิกานี้แผ่ขยายและหดตัวตามฤดูกาล ในช่วงฤดูหนาวของซีกโลกเหนือ ลมวนขั้วโลกจะแผ่กว้างขึ้นและลงใต้มากขึ้น เมื่อลมวนมีขนาดใหญ่ขึ้น กระแสอากาศเย็นจะแผ่ลงสู่ทางใต้พร้อมกระแสลมกรดขั้วโลก (polar jet stream หรือ polar front) ลมวนขั้วโลกที่หดและขยายตัวอย่างรวดเร็วเป็นช่วงๆ เกิดขึ้นเมื่อกระแส ลมวนไม่เสถียร  โดยจะหมุนวนในลักษณะคล้ายคลื่นมากกว่าจะเป็นวงกลม องค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐหรือโนอาชี้ว่า อากาศเย็นทางเหนือที่หนาแน่นกว่าและกระแสอากาศอุ่นทางใต้ ล้วนสามารถทำให้ลมวนขั้วโลกไม่เสถียร ภาวะนี้จะส่งผลให้บางส่วนของทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย ได้รับผลกระทบจากกระแสอากาศเย็นอันหนาวเหน็บของอาร์กติก

    โลกร้อน
    น้ำแข็งจับตัวเป็นแผ่นหนาเหนือทะเลสาบมิชิแกน หลังอุณหภูมิลดต่ำลงเกือบลบ 30 องศาเซลเซียสเมื่อวันที่ 31 มกราคม ปี 2019 (ภาพถ่าย:  SCOTT OLSON, GETTY IMAGES)
  6. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้ลมวนขั้วโลกไม่เสถียรมากขึ้นหรือไม่ นักวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มเข้าใจว่า สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นอาจส่งผลให้เกิดฤดูหนาวที่รุนแรงขึ้นได้อย่างไร ผลการศึกษาชิ้นหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้พบความเชื่อมโยงระหว่างอากาศที่อุ่นขึ้นในแถบอาร์กติกและฤดูหนาวที่รุนแรงขึ้นในสหรัฐฯ ในเอกสารเผยแพร่เกี่ยวกับงานวิจัยชิ้นนี้ เจนนิเฟอร์ ฟรานซิส ผู้เขียนผลการศึกษาระบุว่า “อุณหภูมิที่สูงขึ้นในแถบอาร์กติกทำให้กระแสลมวนปั่นป่วนมากขึ้น และเมื่อลมวนแผ่ลิ่มลงใต้มากขึ้น ย่อมนำพาอากาศหนาวเย็นลงใต้มากขึ้นนั่นเอง
  7. ขณะที่ในสหรัฐฯ กำลังเผชิญภัยหนาวขั้นวิกฤติ ออสเตรเลียเองก็ประสบกับคลื่นความร้อนมรณะที่อุณหภูมิพุ่งสูงเกิน 50 องศาเซลเซียส คลื่นความร้อนที่ทำให้เกิดไฟป่า ภัยแล้ง และการเสียชีวิตจากความร้อนในหลายพื้นที่ทั่วโลก “ไม่น่าจะเกิดขึ้นหากปราศจากภาวะโลกร้อนอันเป็นผลมาจากกิจกรรมของมนุษย์” และยังอาจกลายเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดเป็นประจำในอนาคตอันใกล้ เป็นข้อสรุปของนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศของนาซา

อ่านเพิ่มเติม

โลกร้อนจะเปลี่ยนโฉมหน้าโลกเราไปอย่างไร?

เรื่องแนะนำ

ดวงอาทิตย์ของเราจะพบจุดจบอย่างเงียบๆ

เรื่อง ไมเคิล ฟิงเกิล ศิลปกรรม มาร์ก เอ. การ์ลิก ความที่ดวงอาทิตย์เป็นเพียงดาวมวลปานกลาง อีกราวห้าพันล้านปีข้างหน้า หลังจากเผาผลาญเชื้อเพลิงไฮโดรเจนในตัวจนหมดสิ้น ผิวชั้นนอกของดวงอาทิตย์จะหลุดออก เหลือเพียง แกน ซึ่งในที่สุดจะอัดตัวจนกลายเป็นดาวแคระขาว (white dwarf) หรือซากดาวขนาดเท่าโลกเท่านั้น ขณะที่ดาวซึ่งใหญ่กว่าดวงอาทิตย์สิบเท่ามีความตายอันน่าตื่นเต้นกว่านั้นมาก ผิวดาวชั้นนอกจะกลายเป็นซูเปอร์โนวาระเบิดออกสู่อวกาศ และเป็นหนึ่งในวัตถุที่สว่างเจิดจ้าที่สุด ในเอกภพอยู่ราวสองสัปดาห์ ในเวลาเดียวกัน แกนที่เหลือจะถูกแรงโน้มถ่วงบีบอัดลงเป็นดาวนิวตรอนทรงกลมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 กิโลเมตรที่หมุนติ้ว ชิ้นส่วนดาวนิวตรอนขนาดเท่านํ้าตาลก้อนจะหนักถึงหนึ่งพันล้านตันบนโลก ความโน้มถ่วงของดาวนิวตรอนนั้นรุนแรงมาก ถึงขนาดที่ว่า ถ้าคุณทิ้งขนมมาร์ชแมลโลว์ลงไปสักชิ้น ขนมที่ตกถึงพื้นจะ สร้างพลังงานเท่ากับระเบิดปรมาณูหนึ่งลูกทีเดียว แต่นั่นยังเทียบไม่ได้เลยกับฉากสุดท้ายของดาวที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 20 เท่าขึ้นไป ต่อให้คุณทิ้งระเบิดปรมาณูความรุนแรงระดับเดียวกับที่ทิ้งใส่เมืองฮิโระชิมะทุก ๆ หนึ่ง มิลลิวินาทีไปจนสิ้นอายุเอกภพ ก็ยังได้พลังงานไม่เท่ากับ ที่ถูกปลดปล่อยในชั่วขณะสุดท้ายที่ดาวยักษ์สักดวงยุบตัว เพราะแกนดาวจะยุบ อุณหภูมิพุ่งขึ้นถึง 55,000 ล้านองศาเซลเซียส แรงกดดันของความโน้มถ่วงนั้นไม่มีอะไรหยุดยั้งได้ เหล็กแต่ละก้อนที่ใหญ่กว่ายอดเขาเอเวอเรสต์ถูกบีบอัดจนเป็นเม็ดทรายยิบย่อยในพริบตา อะตอมแตกสลาย เป็นอิเล็กตรอน โปรตรอน และนิวตรอน ซึ่งถูกบดละเอียด ลงไปอีกเป็นควาร์ก เลปตอน และกลูออน แล้วป่นเล็กลง […]

คลื่นเสียง (Sound wave) และการได้ยินเสียง

คลื่นเสียง (Sound wave) คือ คลื่นกล (Mechanical wave) ตามยาวที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ หรือ “แหล่งกำเนิดเสียง” ซึ่งต้องอาศัยตัวกลาง (Medium) ในการเคลื่อนที่ คลื่นเสียง สามารถเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางได้ทุกสถานะ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ คลื่นเสียงนั้น มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับคลื่นอื่นๆ เช่น แอมพลิจูด (Amplitude) ความเร็ว (Velocity) หรือ ความถี่ (Frequency) เสียง (Sound) คือ การถ่ายทอดพลังงานจากการสั่นสะเทือนของแหล่งกำเนิดเสียงผ่านโมเลกุลของตัวกลางไปยังผู้รับ โดยที่หูของเรานั้น สามารถรับรู้ถึงการสั่นสะเทือนของโมเลกุลเหล่านี้ได้ และได้ทำการแปลผลลัพธ์ออกมาในรูปของเสียงต่างๆ การเคลื่อนที่ของคลื่นเสียง เมื่อวัตถุเกิดการเคลื่อนที่หรือถูกกระทำด้วยแรงจากภายนอก ก่อให้เกิดการสั่นสะเทือนของโมเลกุลภายในวัตถุนั้น ซึ่งส่งผลไปยังอนุภาคของอากาศหรือตัวกลางที่อยู่บริเวณโดยรอบ  ก่อให้เกิดการรบกวนหรือการถ่ายโอนพลังงาน ผ่านการสั่นและการกระทบกันเป็นวงกว้างทำให้อนุภาคของอากาศเกิด “การบีบอัด” (Compression) เมื่อเคลื่อนที่กระทบกัน และ “การยืดขยาย” (Rarefaction) เมื่อเคลื่อนที่กลับตำแหน่งเดิม ดังนั้น คลื่นเสียง จึงเรียกว่า “คลื่นความดัน” (Pressure wave) เพราะอาศัยการผลักดันกันของโมเลกุลในตัวกลางในการเคลื่อนที่ […]

NGT x SaySci Ep.12 “ความหมายของวันหมดอายุ”

อย่าแปลกใจที่หากอาหารของคุณหมดอายุแล้ว แต่ยังกินได้ เพราะการพิจารณาว่าอาหารนั้นๆ ควรกินหรือไม่ต้องดูจากหลายองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นวันหมดอายุ, คุณภาพของบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงกลิ่น สีและรสของอาหารภายใน...