เมื่อ ฉลาม สิ้นลายในถ้วยซุป - National Geographic Thailand

เมื่อฉลามสิ้นลายในถ้วยซุป

เมื่อ ฉลาม สิ้นลายในถ้วยซุป

นับตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1970  เป็นต้นมา  ฉลาม “เปิดตัว” สู่สายตาชาวโลกด้วยบทบาท “นักฆ่าผู้กระหายเลือด” ในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดชื่อดังที่สร้างต่อเนื่องหลายภาคอย่าง จอว์ส (Jaws) ซึ่งกลายเป็นต้นแบบให้ภาพยนตร์ที่มีฉลามเป็นวายร้ายของเรื่อง  นับจากนั้นเป็นต้นมา  คนทั้งชั่วรุ่นกระทั่งถึงปัจจุบันยังคงฝังใจกับภาพอันน่าพรั่นพรึงเหล่านั้นไม่มากก็น้อย   ทว่าในความเป็นจริง ในแต่ละปีมีมนุษย์ถูกฉลามทำร้ายน้อยมาก สถิติจากฐานข้อมูลระดับโลกที่เรียกย่อๆ ว่า  ไอแซฟ (International Shark Attack File: ISAF) ระบุว่า  เฉลี่ยแล้วในปีหนึ่งๆ มีเหตุการณ์มนุษย์เสียชีวิตจากฉลามทั่วโลกไม่ถึง 10 คน  เรียกได้ว่าน้อยกว่าอุบัติเหตุบนท้องถนนชนิดเทียบกันไม่ติด  อีกทั้งยังมีฉลามเพียงไม่กี่ชนิดที่อาจเป็นภัยคุกคามหรือมีโอกาสทำอันตรายต่อมนุษย์  เช่น ฉลามหัวบาตร ฉลามเสือ และฉลามขาว เป็นต้น  ซึ่งทั้งหมดล้วนพบเห็นได้ยาก ไม่เว้นแม้แต่สำหรับนักประดาน้ำหรือกระทั่งนักวิจัยฉลามเอง

บอริส เวิร์ม ผู้เชี่ยวชาญด้านฉลามจากสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์หรือไอยูซีเอ็น (IUCN) ประเมินว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ฉลามถูกจับขึ้นมาราว 100 ล้านตัวต่อปี  ภัยคุกคามหลักคืออุตสาหกรรมประมง  ประชากรฉลามในธรรมชาติเหลือน้อยมาก  จนถูกจัดให้เป็นกลุ่มสัตว์มีกระดูกสันหลังที่ถูกคุกคามจนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากที่สุดกลุ่มหนึ่ง  สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย  มีรายงานจากกรมประมงว่า  ในช่วงระยะเวลาระหว่าง พ.ศ. 2547 – พ.ศ. 2555 จำนวนฉลามที่อุตสาหกรรมประมงไทยจับได้ลดลงถึงร้อยละ 90  สอดคล้องกับรายงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก

(บันทึกภาคสนามนักอนุรักษ์: “ฉลาม” นักล่าผู้ตกเป็นเหยื่อ)

นักท่องเที่ยวถ่ายรูปคู่กับภาพฉลามขาวยักษ์ที่ภูเก็ตทริกอายมิวเซียม พิพิธภัณฑ์ภาพวาดสามมิติในจังหวัดภูเก็ต แม้ทุกวันนี้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับฉลามจะดีขึ้นมาก แต่ภาพลักษณ์อันน่าพรั่นพรึงของฉลามจากภาพยนตร์และสื่อกระแสหลักยังคงมีอิทธิพลต่อสังคมไม่เสื่อมคลาย

ปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ฉลามลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว คือลักษณะทางชีววิทยาที่แตกต่างจากปลาชนิดอื่นๆ โดยภาพรวมฉลามแทบทุกชนิดเติบโตช้า อายุยืนยาว และออกลูกในจำนวนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับปลามากมายหลายชนิดที่วางไข่ได้คราวละนับแสนนับล้านฟอง นอกจากนี้  ฉลามหลายชนิดยังตั้งท้องและออกลูกเป็นตัว ดังนั้น การจัดการการประมงที่ออกแบบมาสำหรับจัดการปลาทั่วไป  จึงไม่สามารถนำมาใช้กับฉลามซึ่งเป็นปลาที่ฟื้นจำนวนช้าได้เลย

ในบรรดาเมนูขึ้นโต๊ะจีนทั้งหมด  “ซุปหูฉลาม” เคยครองตำแหน่งเมนูชูโรงอันดับหนึ่ง  ไม่ว่าจะด้วยความเชื่อด้านสรรพคุณบำรุงร่างกาย  หรือภาพลักษณ์อันหรูหรา  ซุปหูฉลามเป็นเมนูอาหารราคาสูงลิ่ว และยังบ่งบอกถึงฐานะอันมั่งคั่งของเจ้าภาพ  รวมทั้งเป็นการให้เกียรติแก่แขกผู้มาร่วมงาน  ธรรมเนียมนี้มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงของจีน

ด้วยสนนราคาหลักหมื่นบาทต่อกิโลกรัม (ของแห้ง)  ทำให้ฉลามถูกล่าสังหารอย่างหนักเพื่อเอา “ครีบ” ซึ่งเป็นส่วนที่นำมาบริโภค   โดยตลาดสำคัญอยู่ที่ประเทศจีน  และเมื่อเศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาทำให้ชาวจีนมีรายได้มากขึ้น  กองเรือประมงจึงออกล่าฉลามกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่โตวันโตคืน บอริส เวิร์มและคณะจากไอยูซีเอ็นประเมินว่า  ตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา  ฉลามราว 73 ล้านตัวถูกล่าในแต่ละปีเพื่อเอาครีบเพียงอย่างเดียว

พ่อครัวกำลังนำหูฉลามแห้งที่ได้รับการจัดเตรียมอย่างดีไปประกอบอาหารเป็นซุปหูฉลามในภัตตาคารแห่งหนึ่งกลางกรุงเทพฯ อุตสาหกรรมหูฉลามเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ฉลามถูกล่าอย่างเป็นล่ำเป็นสันเนื่องจากมีราคาสูง

กรรมวิธีล่าฉลามไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อน  จนกระทั่งเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา องค์กรอนุรักษ์แห่งหนึ่งเปิดโปงกรรมวิธีล่าฉลามอันโหดร้าย  โดยชาวประมงจะจับฉลามขึ้นจากทะเล  เลือกตัดเฉพาะครีบและหาง  ก่อนจะโยนร่างที่เหลือทิ้งลงทะเลทั้งๆ ที่ยังมีชีวิต  ภาพความโหดเหี้ยมนั้นปลุกกระแสเสียงเรียกร้องให้สังคมทบทวนธรรมเนียมการบริโภคหูฉลามซึ่งเป็นตลาดหล่อเลี้ยงการทำประมงที่ไร้ความรับผิดชอบ

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กระแสต่อต้านการบริโภคหูฉลามเริ่มเห็นชัดเจน ไม่เว้นแม้กระทั่งในประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้บริโภครายใหญ่และขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมหูฉลามของโลก  มีการโฆษณารณรงค์ปฏิเสธการบริโภคหูฉลามนำโดยเหยา หมิง นักบาสเก็ตบอลชื่อดังของจีน  ขณะที่สายการบินใหญ่หลายสายปฏิเสธการขนส่งหูฉลาม โรงแรม หลายแห่งยกเลิกการเสิร์ฟเมนูหูฉลาม  หรือแม้กระทั่งรัฐบาลจีนมีคำสั่งห้ามเสิร์ฟหูฉลามในงานเลี้ยงของข้าราชการ ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ส่งผลให้มูลค่าตลาดหูฉลามลดฮวบลงมากกว่าครึ่ง

 

“ปัจจุบันข้อมูลเรื่องฉลามในประเทศไทยยังมีน้อยมาก เพราะพวกมันไม่ใช่ปลาเศรษฐกิจที่คนสนใจ” ดร.เจมส์ ทรูแห่งสถาบันวิจัยความเป็นเลิศความหลากหลายทางชีวภาพแห่งคาบสมุทรไทย (Excellence Center for Biodiversity of Peninsular Thailand) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวและเสริมว่า ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ฉลามในน่านน้ำไทยถูกจับเกินขนาดที่ประชากรจะรองรับได้  จนพูดได้ว่าเกือบสูญสิ้นไปจากระบบนิเวศแล้ว

ครีบหรือ “หู” ของฉลามหูดำและส่วนร่างกายที่หายไปนี้ คือตัวแทนของฉลามมากมายที่กำลังถูกคุกคามจนจำนวนลดลงมาก คาดว่าบางชนิดประชากรอาจลดลงมากกว่าร้อยละ 90 ภัยคุกคามหลักมาจากการทำประมง

ทว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทิศทางของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแนวใหม่ อาจเป็นความหวังเล็กๆ ของการอนุรักษ์ฉลามก็เป็นได้ การสำรวจเกี่ยวกับฉลามสีเทา (Carcharhinus amblyrhynchos) ตามจุดดำน้ำหลายแห่งในประเทศปาเลา (Palau) ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะเล็กๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก พบว่า ตลอดช่วงชีวิตของฉลามตัวหนึ่งสามารถสร้างเม็ดเงินได้ถึงเกือบสองล้านเหรียญสหรัฐให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของหมู่เกาะที่โด่งดังเรื่องการดำน้ำชมฉลามแห่งนี้

“นักดำน้ำส่วนมากอยากเห็นฉลามในท้องทะเล  พวกเขายอมจ่ายมากขึ้นเพื่ออนุรักษ์พวกมันไว้  และปรากฏว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศตรงนั้นกลับใหญ่โตกว่ารายได้จากการประมง ปลาฉลาม เสียอีก” ดร.เจมส์อธิบายและชี้ว่า นั่นอาจทำให้การอนุรักษ์ฉลามมีความหวังขึ้นมาได้  “ตอนนี้ประเด็นคือผู้คนเริ่มเข้าใจถึงความสำคัญของฉลามต่อระบบนิเวศทางทะเล ทั้งในแง่การเป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์และการควบคุมสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในห่วงโซ่อาหาร แถมยังมีเรื่องมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอีกด้วย”

เรื่องและภาพถ่าย ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย

 

อ่านเพิ่มเติม

ฉลามวาฬ ยักษ์ใหญ่ผู้ใกล้สูญพันธุ์

เรื่องแนะนำ

แร้ง: วายร้ายแสนดี

ในความคิดของใครหลายคนแร้งอาจดูน่ารังเกียจ แต่รู้หรือไม่ว่าแร้งแทบไม่ฆ่าสัตว์อื่นเลย พวกมันมีหน้าที่สำคัญในทางนิเวศวิทยาคือการกำจัดซาก นอกจากนั้นพวกมันยังจับคู่แบบผัวเดียวเมียเดียว ช่วยกันเลี้ยงลูก และพักผ่อนอาบน้ำกันเป็นฝูงใหญ่...ใช่ว่าจะสกปรกอย่างที่คุณคิด

ภาษาภาพ : ประจำเดือนตุลาคม

อียิปต์ พีระมิดแห่งกีซา  หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก  คงดึงดูดมากจนทำให้เจ้าอูฐชื่ออเล็กซ์ถึงกับอ้าปากกว้าง  ที่ฝังพระศพของฟาโรห์ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ 4,500 Housewives ปีก่อนนี้ คืออัจฉริยภาพทางสถาปัตยกรรมโดยแท้ พีระมิดขนาดใหญ่ที่สุดสร้างขึ้นจากหิน 2,300,000 ก้อนและมีความสูงถึง 147 เมตร ภาพโดย แคลร์ ทอมัส เม็กซิโก เมื่อมองจากความสูงสามร้อยเมตร ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโคโลราโดดูเหมือนต้นไม้ที่มีลำต้นสีเขียวและกิ่งก้านสีน้ำตาล เมื่อปริมาณน้ำจืดลดลงในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาเนื่องจากการสร้างเขื่อนและการผันน้ำ สัตว์ป่า พื้นที่ชุ่มน้ำ กิจกรรมการเกษตรและการประมง จึงลดลงตามไปด้วย ภาพโดย เอดเวิร์ด เบอร์ทินสกี, NICHOLAS METIVIER GALLERY, โทรอนโต

มรดกสีครามของโอบามา

มรดกสีครามของ โอบามา ราว 160 กิโลมตรทางตะวันออกเฉียงเหนือของอ่าวบอสตัน วาฬแกลบครีบดำซึ่งมีสถานะใกล้สูญพันธุ์หกตัวผุดขึ้น  มาเหนือน้ำเป็นระลอก ลำท้องเรียวขาวสะท้อนวาวอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ  แต่ละครั้งที่พุ่งเสยขึ้นมาสูงสุด พวกมันจะอ้าปากขนาดมหึมาเพื่อกรองกินโคพีพอดขนาดเล็กจิ๋ว  ถัดจากกราบซ้ายของเรือวิจัยชื่อ แพลนบี ฝูงปลาเฮร์ริงกำลังไล่กิน ครัสเตเชียนชนิดเดียวกันนี้จนผิวน้ำแตกกระจาย  ขณะเดียวกัน บนสันหินใต้ทะเลลึกลงไปเบื้องล่าง 15 เมตร นักวิทยาศาสตร์จากเรือดังกล่าวก็กำลังเฝ้าดูปลาพอลล็อก ปลาค้อด และปลาคันเนอร์ กินอาหารอยู่ท่ามกลางสายริบบิ้นเส้นยาวของสาหร่าย  เคลป์สีทอง แคชเชสเลดจ์ (Cashes Ledge) เป็นภูเขาใต้ทะเลที่สูงที่สุดในอ่าวเมน และเป็นแหล่งอาหารเคลื่อนที่อันน่าทึ่ง คลื่นใต้น้ำที่เคลื่อนปะทะแนวสันเขาแกรนิตและยอดแบนราบจะลากพาคลื่นจากชั้นผิวน้ำอันอบอุ่นที่อุดมด้วยแพลงก์ตอนลงไปยังท้องน้ำลึก  กระแสน้ำที่พัดลงสู่เบื้องล่างนี้เปิดโอกาสให้เหล่าปลาที่หากินตามหน้าดินที่อาศัยอยู่ตามพื้นทะเลหากินกันอย่างคึกคักพอๆกับปลาที่หากินอยู่ช่วงน้ำลึกระดับปานกลาง วาฬ ปลาเฮร์ริง และนกที่ผิวน้ำ  กระแสน้ำขึ้นน้ำลงและภูมิประเทศที่นี่ทำงานสอดประสานกันเพื่ออนุรักษ์ไว้ซึ่งร่องรอยแห่งความอุดมสมบูรณ์  ซึ่งเคยเป็นนิยามของอ่าวเมนจวบกระทั่งการประมงทำให้เหือดหายไป “หากว่ากันตามจริงแล้วแคชเชสเลดจ์คือเครื่องจักรย้อนเวลากลับไปสู่ชายฝั่งนิวอิงแลนด์เมื่อ 400 ปีก่อน” จอน  วิตแมน นักนิเวศวิทยาทางทะเลผู้ศึกษาพื้นที่อุดมด้วยความหลากหลายทางชีวภาพแห่งนี้มานานกว่า 30 ปี   บอก  ขณะที่ซิลเวีย เอิร์ล นักสมุทรศาสตร์ และนักสำรวจประจำของสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟิก เรียกแคชเชสเลดจ์ว่า “เยลโลว์สโตนแห่งแอตแลนติกเหนือ” และถือเป็นสมบัติแห่งชาติที่ควรค่าแก่การพิทักษ์ไว้  แม้เราจะไม่สามารถขับรถไปเยี่ยมชมได้ก็ตาม ขณะที่มหาสมุทรได้รับความเสียหายจากการทำประมงเกินขนาด  มลภาวะ […]

ภาพนี้ต้องขยาย : โลกบนเส้นด้าย

ภาพโดย เดนนิส ดิมิก ตอนที่นักบินอวกาศถ่ายภาพที่ทุกวันนี้กลายเป็นภาพโด่งดัง นี่คือภาพที่ปรากฎตรงหน้าพวกเขา ฉากหน้าคือบางส่วนของพื้นผิวดวงจันทร์และโลกที่เห็นเพียงด้านเดียว เมื่อภาพเหล่านั้นได้รับการตีพิมพ์ มีการเอียงบางภาพเพื่อให้ดูเหมือน “โลกขึ้น” (Earthrise) อยู่เหนือขอบฟ้าของดวงจันทร์ “บ้าน” ของเราจากห้วงอวกาศ มุมมองของเราต่างหากที่เปลี่ยนไปตลอดกาล ภาพโลกภาพแรกๆเหล่านั้น ดังเช่นภาพจากภารกิจอพอลโล 11 ที่บันทึกได้เมื่อปี 1969 ภาพนี้ก่อให้เกิดความตื่นตัวและแรงบันดาลใจในการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมโลกตลอดหลายสิบปีหลังจากนั้น นักบินอวกาศ ดาวเทียม และนักวิทยาศาสตร์ช่วยให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับดาวเคราะห์ของเราเพิ่มพูนขึ้น ผ่านภาพถ่ายที่เผยรายละเอียดและข้อมูลมากมายจากการสังเกตการณ์ ในแต่ละวัน เราได้ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับชั้นบรรยากาศ น้ำและผืนแผ่นดินโลก ตลอดจนผลกระทบของเราที่มีต่อโลก สุขภาพของดาวเคราะห์สีฟ้าดวงเล็กๆ กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย แล้วเราจะอาศัยข้อมูลที่มีอยู่ทำอะไรได้บ้าง