เจ้าพระยา นครากับมหานที - National Geographic Thailand

เจ้าพระยา นครากับมหานที

เรื่อง ราชศักดิ์ นิลศิริ
ภาพถ่าย เอกรัตน์ ปัญญะธารา

18 นาฬิกา 52 นาทีของเสาร์หนึ่ง   ฟ้าหรุบหรู่และมีเมฆมาก  สายน้ำเจ้าพระยาเต้นเร่าตามระลอกคลื่น สีสันพรรณรายจากหลอดแอลอีดีแดง เขียว และน้ำเงิน สะท้อนผิวน้ำ ขณะนั้นเรือยอดพิมานล่องมาถึงบริเวณศาลเจ้าเกียนอันเกง แสงไฟจากตัวศาลและชุมชนวัดกัลยาณมิตรแลมัวซัว  เวลานี้ชาวบ้านในชุมชนคงกำลังดูข่าวหัวค่ำ  นอนเอกเขนก ไม่ก็ตั้งวงกินดื่ม แต่บนเรือยอดพิมาน เสียงเพลง “Pretty Boy” ของวง M2M กำลังแผดเสียงกระหึ่มกลางดาดฟ้าเรือ “รอบแรกเราจะเปิดเพลงชิลๆ สบายๆ ครับ  แขกรอบนี้ส่วนมากอยากโรแมนติก”  โจ้ – อภิรักษ์ หมื่นสุวรรณ์ วัย 24 ปี บอกผมเขาเป็นดีเจประจำเรือยอดพิมาน เรือนำเที่ยวแม่น้ำเจ้าพระยาแบบทริประยะสั้น

คนขับเรือเร่งเครื่องแซงเรือโยง  ซ้ายมือผมคือวัดกัลยาณมิตร พระปรางค์ผิวสีทองและอุโบสถประดิษฐานหลวงพ่อโต (พระพุทธไตรรัตนนายกหรือที่คนไทยเชื้อสายจีนเรียกว่า “ซำปอกง”)  ฝั่งตรงข้ามคือตลาดยอดพิมาน ช็อปปิ้งมอลล์ติดเครื่องปรับอากาศ ชั้นบนมีร้านชาบู อาหารทะเล บาร์บีคิว และลานเบียร์ “รอบสุดท้ายเลยครับพี่ ‘ตื๊ด’ มาก” ดีเจโจ้หันมาบอกผม  เขาบอกว่าทริปเรือรอบราวสามทุ่มเป็นเที่ยวสุดท้ายของวันและสุดเหวี่ยงที่สุด “ถ้าฝนไม่ตกนะครับทั้งคนเต้น คนเมา ปาร์ตี้กันสุดๆ ผมเห็นมาหมดแล้ว” ดีเจโจ้ยิ้ม

“แล้วถ้าฝนตก” ผมถาม

“ถ้าฝนตกก็ยังเต้นครับ แต่มาเต้นเบียดกันในร่มแทน” เขาบอก

แสงระยิบระยับจากบรรดาตึกระฟ้า รวมทั้งชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์ของคอมมูนิตีมอลล์ชื่อดังริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นทัศนียภาพอันงดงามที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มาเยือน ทุกวันนี้ ที่ดินริมแม่น้ำในเขตใจกลางเมืองถูกยึดครองโดยธุรกิจท่องเที่ยวและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่

ผู้โดยสารชาวอินเดียสองคนถือจานใส่ฝรั่งและสับปะรดเดินไปทั่วดาดฟ้าเรือ ฝรั่งสแกนดิเนเวียมากับแฟนสาวชาวไทยดวดเบียร์เข้าไปสามขวดแล้ว และกำลังเดินไปที่บาร์เพื่อสั่งเพิ่ม คนไทยแห่ตักเกี๊ยวทอด ส่วนนักท่องเที่ยวจีนน่ารักจิ้มลิ้มชูไม้เซลฟีถ่ายภาพกันเองอย่างสนุกสนาน  เช่นเดียวกับคู่รักเกาหลีที่ยังโพสท่าถ่ายรูปไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย บนเรือลำนี้ให้บริการเครื่องดื่มและกับแกล้มไม่จำกัด สนนราคาต่อหัว 300 บาท รวมระยะเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง “คุ้มสิครับกับบรรยากาศโรแมนติกกลางแม่น้ำเจ้าพระยา อาหารเครื่องดื่มไม่จำกัด” คุณหนุ่ม  เจ้าของเรือยอดพิมานบอกเรา

พอเรือล่องมาถึงวัดอรุณราชวราราม  ฟ้ามืดไร้ดาว  แสงไฟสปอตไลต์สาดส่ององค์พระปรางค์ที่ยังระเกะระกะไปด้วยนั่งร้านซ่อมบำรุง  เหล่าเรือนำเที่ยวเปิดไฟสว่างไสวจอแจทั่วท้องน้ำ  นักท่องเที่ยวกรูกันถ่ายรูปพระปรางค์  เป็นภาพฝันและจุดขายของทัศนียภาพริมฝั่งเจ้าพระยาอันลือลั่น  พระปรางค์นี้เดิมมีมาตั้งแต่ก่อนกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อครั้งวัดอรุณฯยังใช้ชื่อว่า “วัดแจ้ง” พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่สอง มีพระราชดำริให้ต่อเติมองค์พระปรางค์ให้สูงขึ้น  ทว่าพระองค์ไม่มีโอกาสได้ทอดพระเนตรความงดงามเพราะเสด็จสวรรคตเสียก่อน กระทั่งพระปรางค์สร้างเสร็จและยกยอดนภศูลในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่สาม นับเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ทั้งใหญ่และสูงตระหง่านที่สุดริมฝั่งน้ำในยุคนั้น

วันเพ็ญ เอี่ยมสะอาด วัย 73 ปี ยังคงอาศัยในเรือเอี้ยมจุ๊นอายุกว่า 60 ปี เธอและสามียึดอาชีพขนสินค้าเกษตรจากนครสวรรค์ลงมาขายที่กรุงเทพฯ จนกระทั่งเปลี่ยนอาชีพ และจอดเรือถาวรเพื่อให้ลูกๆ ขึ้นฝั่งไปเรียนหนังสือ ปัจจุบัน วิถีชีวิตคนเรือเหล่านี้พบเห็นไม่ได้ง่ายๆ ในกรุงเทพฯ เนื่องจากตลิ่งถูกยึดครองโดยเอกชน และค่าซ่อมบำรุงเรือที่สูงขึ้น

คู่รักจุมพิตกันเบื้องหน้าพระปรางค์วัดอรุณฯ เรือภัตตาคารแล่นผ่านไป ผู้คนในคาเฟ่ริมฝั่งแม่น้ำเดินกรีดกราย การจราจรทางน้ำพลุกพล่าน ผมพยายามคิดจินตนาการถึงท้องน้ำย่านนี้ในยุคก่อสร้างพระปรางค์จากพงศาวดาร ภาพวาด  และบันทึกเก่าแก่  ตั้งแต่เรือนแพริมน้ำ  แสงไฟวูบไหว  ท้องน้ำมืดมิด  เรือแจวช้าเชือน พ่อค้าแม่ค้าเรือเร่ ไปจนถึงวิถีชีวิตชาวบ้านปะปน  ทั้งคนกรุงเก่า  แขก  จีน และลาว  เป็นความสงบที่ไม่อาจเทียบได้กับยุคปัจจุบัน

ตลอดประวัติศาสตร์ สายน้ำเจ้าพระยาไหลผ่านเมืองกรุง และเป็นหัวใจของการก่อร่างสร้างเมืองเมื่อครั้งรื้อฟื้นศูนย์กลางอาณาจักรในสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์  แม่น้ำเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพฯ มีความยาวประมาณ 57 กิโลเมตร ก่อนไหลคดเคี้ยวลงสู่ปากอ่าว  ในแต่ละยุคสมัย แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นทั้งถนน ทางระบายน้ำ เส้นทางการค้า สถานที่ท่องเที่ยว แหล่งอาหาร ไปจนถึงถังขยะของเมืองกรุง และอย่างที่นักปราชญ์ว่า  แม่น้ำไม่หยุดรอ ไม่ก้มหัวให้ใคร ยิ่งใหญ่ทระนง แต่ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม

เรือของเราเบนหัวกลับลำ  ดีเจโจ้เปิดเพลง “You belong to me” ของ Taylor Swift  ดังสนั่นลำโพง “คุณเป็นของฉัน คุณเป็นของฉัน คุณเป็นของฉัน” เนื้อร้องซ้ำไปซ้ำมา  เรือเร่งเครื่องเต็มกำลังตามแรงน้ำลง  ผ่านปากคลองตลาด และสะพานพุทธ  ที่ซึ่งคนไร้บ้านหลับนอนบริเวณท่าเรือเก่า  ผ่านโรงแรมหรูหราที่คู่รักมื้อดินเนอร์กำลังจรดปลายมีดลงบนเนื้อสเต็กผ่านสุเหร่าเก่าแก่ที่ผู้สยบยอมต่อพระผู้เป็นเจ้ากำลังสวดอ้อนวอนถึงพระองค์  ผ่านโรงเรียนซึ่งมีคำขวัญว่า “เวลาและวารีไม่รอใคร” ประดับอยู่บนผนังตึก  และผ่านนับร้อยนับพันเรื่องราวของชีวิตริมน้ำที่หน้ากระดาษไม่พอบรรจุการได้เห็นและคิดจินตนาการถึงชีวิตสองฟากฝั่งจากกลางสายน้ำทำให้ผมรู้สึกอิสระ  เป็นความรู้สึกที่ไม่ได้สัมผัสบ่อยๆ ยามเมื่ออยู่บนฝั่ง

เรื่องแนะนำ

ภาษาภาพ : ประจำเดือนกรกฎาคม

ไอซ์แลนด์ ใต้ธารน้ำแข็งเบรดาแมร์คูร์เยอคูตล์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวาตนาเยอคูตล์ ชายในเรือดูตัวเล็กไปถนัดตาเมื่อเทียบกับผนังของถ้ำน้ำแข็ง  การละลายของน้ำแข็งในฤดูร้อนทำให้อุโมงค์ขยายกว้างขึ้น และแม่น้ำกัดเซาะไหลบ่าเข้าสู่ถ้ำ อินโดนีเซีย นอกชายฝั่งตะวันออกของเกาะซูลาเวซี  บนก้นช่องแคบเลิมเบะฮ์  ดวงตาเบิกโพลงของปลากบขนาดลำตัวยาว 30 เซนติเมตรตัวนี้โผล่ออกมาจากทรายภูเขาไฟสีดำ ขณะกำลังซุ่มโจมตีเหยื่อ ภาพโดย เจนนิเฟอร์ โจ สต็อก   อังกฤษ ภูมิทัศน์หลอกหลอนของป่าวิสต์แมนส์ซึ่งมีทั้งก้อนหินปกคลุมด้วยมอสส์  เฟิน หญ้า และต้นโอ๊กแคระห่มไลเคน เร้นกายอยู่ในม่านหมอกและตำนาน  เล่าลือกันว่าที่นี่เป็นที่สถิตของเหล่านางฟ้า พ่อมดหมอผี และปีศาจ ภาพโดย ดังคัน จอร์จ, GETTY IMAGES

“ ก่อนหมดสิ้น .. สับขาลาย ”

“         หากไม่เปิดเปลือยจะไม่รู้ว่ามีความงามใดซ่อนอยู่   .. หากไม่สังเกต อาจหลงเข้าใจว่าบุรุษนุ่งเตี่ยว ยืนกลางลำธารใสเย็น .. ” ผมเดินทางมาที่ “อมก๋อย” อำเภอริมสุดด้านใต้ของจังหวัดเชียงใหม่ ด้วย “ความเชื่อ”  จากพื้นราบ สู่เส้นทางคดโค้ง หลายสิบยอดดอย หลายสิบหย่อมชุมชน ของชาวกะเหรี่ยง 2 กลุ่มใหญ่ ที่ตั้งถิ่นฐานมายาวนาน หวังทำความเข้าใจ ใน “คติความเชื่อ” ใน “ราก” ทางความคิด ใน “ศิลปะเฉพาะ” ที่กำลังจะสาบสูญในอีกไม่กี่สิบปี .. ในอดีตทุกชุมชนในกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง “บุรุษ” เมื่อย่างเข้าสู่วัยฉกรรจ์ ทุกคนล้วนอยากเป็นส่วนหนึ่ง ในการสืบทอดลวดลายโบราณที่มีแบบแผนคล้ายคลึงจากรุ่นสู่รุ่น หากต้องอดทนต่อความเจ็บปวด ที่อาจต้องแลกด้วยชีวิต จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในทุกสิบคนจะมีคนเสียชีวิตสองถึงสามคนเสมอ แต่คนส่วนใหญ่ถือว่าคุ้มค่า เป็นความภาคภูมิใจที่จะปรากฏอยู่บนเรือนร่าง และคงอยู่ตราบลมหายใจสุดท้ายของชีวิต สิ่งนี้คือความงามรูปแบบเฉพาะ ถือเป็นตัวแทนของศิลปะบนเรือนร่างของชายชาวกะเหรี่ยง เราเรียกสิ่งนี้ว่า “หมึกขาลาย” หรือ “การสับขาลาย” คือ การสักจากใต้หัวเข่าขึ้นมาจนถึงบริเวณเอวเหนือสะดือ ขาทั้งสองข้างมีกรอบสี่เหลี่ยมหรือกรอบวงกลมเว้นช่องว่างให้เห็นเนื้อหนังบางส่วน ภายในเป็นภาพสัตว์ต่างๆ หมึกดำทึบที่ใช้ มีส่วนผสมจากดีของสัตว์หลายชนิดผสมร่วมกับว่าน ปัจจุบันความภาคภูมิใจเหล่านี้กลายเป็นเพียงสิ่งตกค้างจากวันเวลา […]

ภาพนี้ต้องขยาย : รวมพล คนรักชาติ

ภาพโดย BROWN BROTHERS/NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE ฝูงชนมารวมตัวกันเพื่อชม “ธงชาติผืนใหญ่ที่สุด” โบกสะบัดเหนือไทมส์สแควร์ในมหานครนิวยอร์ก แม้ภาพนี้น่าจะถ่ายในช่วงฤดูร้อนปี 1913  แต่กว่าที่ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก จะได้รับภาพก็ล่วงเข้าเดือนมิถุนายน ปี 1918 พอถึงตอนนั้น นิตยสารก็ได้อุทิศเนื้อหาทั้งฉบับของเดือนตุลาคม ปี 1917 ให้กับเรื่องธงชาติไปแล้ว  “ไม่เคยมีครั้งใดในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ที่ธงชาติจะเป็นที่ต้องการมากเช่นนี้” คำบรรยายภาพภาพหนึ่งในฉบับดังกล่าวเขียนไว้ “ไม่ใช่เพียงแค่ธงชาติสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงธงชาติของประเทศต่างๆในยุโรปซึ่งสหรัฐฯ ได้ร่วมเป็นพันธมิตร เพื่อขจัดระบอบอัตตาธิปไตยให้หมดไปจากโลก” — มาร์กาเร็ต จี.  แซ็กโควิตซ์

กว่าจะเป็นชายชาตรี

เรื่อง ชิป บราวน์ ภาพถ่าย พีต มุลเลอร์ นัดหมายลงมีดของแชดแร็ก ไนออนกีซา กำหนดไว้เป็นเวลาหลังฟ้าสางเล็กน้อย ตั้งแต่เช้าวานนี้แล้วที่เด็กชายวัย 14 ปีจากเผ่าบูคูซูทางตะวันตกของเคนยา  ผู้ยังไม่ผ่านการขริบ  เขย่ากระดึงคู่ประดับขนนกกระทบกับปลอกโลหะที่มัดไว้กับข้อมือเขา  ระหว่างที่เด็กหนุ่มกางแขนโยกขึ้นลงร่ายรำในสนามดินลูกรังใต้ต้นมะม่วงนอกบ้านของพ่อ  เครือญาติกับเพื่อนๆที่อายุมากกว่าพากันเดินแห่ไปรอบตัวเขาพลางกวัดแกว่งท่อนไม้ และร้องเพลงเกี่ยวกับความกล้าหาญ ผู้หญิง และสุรา พอตกบ่าย   แชดแร็กกับผู้ติดตามไปเยือนบ้านของลุงฝ่ายแม่  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม  เขามอบแม่วัวให้เด็กชายตัวหนึ่ง  แต่ก่อนจะให้  ผู้เป็นลุงตบหน้าหลานชายและตะคอกใส่ว่า เขาดูตุ้งติ้งเหมือนกะเทย  ไม่เหมือนคนที่พร้อมจะเป็นผู้ชายอกสามศอก   เด็กชายผู้ขอเข้าพิธี ซีเคโบ  หรือพิธีขริบหนังหุ้มปลายองชาตของเผ่าบูคูซู  ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่  แต่เขาดูโกรธมากกว่ากลัว  และเมื่อย้อนกลับมาที่บ้านพ่ออีกครั้ง เขาก็เขย่ากระดึง ชินยิมบา คู่นั้นด้วยความฮึกเหิมระลอกใหม่และร่ายรำสุดเหวี่ยง ครั้นพระอาทิตย์ตกดิน  ผู้มาร่วมพิธีก็ขยายวงใหญ่ขึ้นด้วยจำนวนแขกมากกว่า 50 คน พอได้เวลาสามทุ่มครึ่ง  ฝูงชนก็มาล้อมวงกันอยู่รอบกองเครื่องในของวัวที่เพิ่งถูกฆ่าหมาดๆ ลุงฝ่ายพ่อคนหนึ่งของแชดแร็กใช้มีดผ่าเปิดท้องวัวแล่เนื้อออกมาสองชิ้น  แล้วใช้มือควักอาหารสีเขียวๆที่ย่อยไปแล้วครึ่งหนึ่งขึ้นมาเต็มกำมือ จากจึงเดินรี่เข้าไปหาหลานชาย “คนในครอบครัวเราไม่เคยหวาดกลัวสิ่งใด!” ผู้เป็นลุงตะโกน “จงยืนหยัดไว้!” แสงไฟฉายวิ่งฉวัดเฉวียนอยู่บนใบหน้าของแชดแร็ก ขณะเขาเหม่อมองอย่างไร้จุดหมาย แต่แฝงไว้ด้วยความอดกลั้น จากนั้น ผู้เป็นลุงขว้างของเน่าเละๆในมือใส่หน้าอกหลานชาย แล้วละเลงมันลงบนใบหน้าและหัวของแชดแร็ก เขาเอาไส้วัวพันรอบคอหลานชาย […]