หมึกสาย : นักมายากลแปดหนวด - National Geographic Thailand

หมึกสาย: นักมายากลแปดหนวด

หมึกสาย : นักมายากลแปดหนวด

ในบรรดาสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง หมึกสาย หรือหมึกยักษ์เป็นสัตว์ที่ดูเหมือนว่าจะคล้ายเรามากที่สุด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวิธีที่มันสบตากับคุณราวกับมันกำลังพินิจพิเคราะห์คุณ  อีกส่วนหนึ่งคือความคล่องแคล่วทางกายภาพ  หนวดทั้งแปดเส้นของหมึกสายมีปุ่มดูดนับร้อยปุ่มซึ่งช่วยให้มันจัดการวัตถุต่างๆ ได้  ความคล่องแคล่วนี้ทำให้มันแตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างโลมา ซึ่งแม้จะฉลาด แต่ก็ถูกจำกัดด้วยลักษณะทางกายวิภาค

ขณะเดียวกัน หมึกสายก็ดูแปลกประหลาดราวกับเป็นสัตว์จากนอกโลก  ประการแรก มันมีหัวใจสามดวงและเลือดสีน้ำเงิน  เมื่อรู้สึกว่าถูกคุกคาม  มันจะพ่นหมึกออกมาให้ฟุ้งกระจาย และพุ่งตัวหนีไปอีกทิศทางหนึ่ง มันไม่มีกระดูก อวัยวะในร่างกายที่แข็งมีเพียงจะงอยปากลักษณะเหมือนจะงอยปากนกแก้วและกระดูกอ่อนรอบสมอง ทำให้มันหายตัวไปในรอยแยกเล็กๆ ได้อย่างง่ายดาย  ปุ่มดูดทุกปุ่มไม่เพียงเคลื่อนไหวอย่างอิสระต่อกัน แต่ละปุ่มยังปกคลุมด้วยตัวรับรส ลองนึกภาพว่า ตัวคุณปกคลุมไปด้วยลิ้นนับร้อยลิ้นดูสิ  ผิวหนังของหมึกสายยังมีเซลล์รับแสงฝังอยู่ด้วย

หมึกสายและหมึกกระดองที่อาศัยอยู่ในน้ำตื้นและล่าเหยื่อในช่วงกลางวันเป็นสุดยอดนักพรางตัว แน่นอนว่า การพรางตัวไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด สัตว์มากมายวิวัฒน์มาให้ดูเหมือนบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ใช่มัน ตัวอย่างเช่น ฟองน้ำสีส้มตรงนั้นไม่ใช่ฟองน้ำ แต่เป็นปลากบกำลังซุ่มรอปลาที่ไม่ทันระวังตัว ใบไม้ที่คุณเห็นลอยอยู่เหนือพื้นทรายก็ไม่ใช่ใบไม้ แต่เป็นปลาที่วิวัฒน์ขึ้นมาให้ดูเหมือนใบไม้ ดอกไม้ทะเลเล็กๆนั่นเป็นทากทะเลที่วิวัฒน์ขึ้นเพื่อเลียนแบบดอกไม้ทะเลทุกหนทุกแห่งที่คุณมองไป พื้นทรายหลายบริเวณลุกขึ้นเดินไปเดินมา (ปูตัวจิ๋วกับเปลือกหอยสีทราย) หรือว่ายน้ำหนีไป (ปลาลิ้นหมาซึ่งมีสีทราย)

หมึกสาย
นอกจากความเฉลียวฉลาดแล้ว หมึกสายอย่างเช่นหมึกสายตาหนามถิ่นใต้ตัวนี้ (Octopus berrima) ยังมีกลเม็ดเด็ดพรายอีกสารพัด เช่น ความว่องไวปราดเปรียวและการพรางตัว

สิ่งที่ทำให้หมึกสายและหมึกกระดอง (รวมถึงหมึกกล้วยด้วย แต่ในระดับน้อยกว่า) แตกต่างออกไปก็คือ พวกมัน พรางตัวได้ขณะเคลื่อนที่ ราวกับพวกมันสามารถใช้ผิวหนังสร้างภาพสามมิติของวัตถุรอบตัว พวกมันทำอย่างนั้นได้อย่างไร?

การพรางตัวของหมึกสายมีองค์ประกอบหลักสามประการ หนึ่งคือสี หมึกสายสร้างสีด้วยระบบเซลล์สารสีและเซลล์สะท้อนแสง  สารสีบรรจุอยู่ในถุงเล็กๆ นับพันถุงในผิวหนังชั้นบนสุด เมื่อถุงปิด พวกมันจะดูเหมือนจุดด่างเล็กๆ เพื่อแสดง สารสี หมึกสายจะหดกล้ามเนื้อรอบถุง เป็นการดึงให้ถุงเปิดและเผยสีออกมา มันสามารถสร้างลวดลาย เช่น ลายแถบ ลายทาง หรือลายจุดได้ทันที ขึ้นอยู่กับว่ามันเปิดหรือปิดถุงชุดไหน

องค์ประกอบที่สองของการพรางตัวคือพื้นผิวของผิวหนัง หมึกสายสามารถเปลี่ยนผิวหนังจากเรียบเป็นขรุขระ โดยการหดกล้ามเนื้อพิเศษ ผลที่ได้อาจสุดโต่ง หมึกสายสาหร่าย (Abdopus aculeatus) ทำให้เกิดโครงสร้างเป็นเส้นๆขึ้นชั่วคราว ช่วยให้มันดูเหมือนสาหร่าย

องค์ประกอบที่สามของการพรางตัวคือการแสดงท่าทาง วิธีที่หมึกสายแสดงท่าทางของตัวเองทำให้มันเด่นชัดมากขึ้นหรือน้อยลงได้ ตัวอย่างเช่น หมึกสายบางชนิดจะพองตัวให้เหมือนก้อนปะการัง และใช้หนวดแค่สองเส้นคืบคลานช้าๆไปตามก้นทะเล (อย่า อย่า อย่ามองฉัน ฉันเป็นแค่ก้อนหิน…)

หมึกสายเก่งเรื่องนี้ได้อย่างไร คำตอบสั้นๆ คือ “วิวัฒนาการ” ตลอดช่วงเวลาหลายสิบล้านปี หมึกสายตัวที่เก่งเรื่องการพรางตัวมีโอกาสหลบเลี่ยงสัตว์นักล่าและออกลูกออกหลานได้มากกว่า สัตว์มากมาย รวมทั้งปลาไหล โลมา กั้ง นกกาน้ำ ปลาหลากหลายชนิด และแม้แต่หมึกสายอื่นๆ ล้วนโปรดปรานการกินหมึกสาย เนื่องจากหมึกสายไม่มีกระดูก สัตว์นักล่าจึงกินมันได้ทั้งตัว

หมึกสาย
หมึกสายสีจาง (Octopus pallidus) ตัวใหญ่หนาและมีหนวดค่อนข้างสั้น อาศัยอยู่ในน่านน้ำนอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ ของออสเตรเลีย ที่ซึ่งมันออกหากินหอยในเวลากลางคืน

คราวนี้มาดูระบบประสาทของหมึกสายกัน หอยขมทั่วๆ ไปมีเซลล์ประสาทเพียง 10,000 เซลล์ กุ้งลอบสเตอร์มีประมาณ 100,000 เซลล์ แมงมุมกระโดดอาจมี 600,000 เซลล์ ผึ้งและแมลงสาบมีประมาณหนึ่งล้านเซลล์ ดังนั้นเซลล์ประสาท 500 ล้านเซลล์ของหมึกสายใหญ่ (Octopus vulgaris) จึงทำให้มันเหนือชั้นกว่าอย่างสิ้นเชิง   ในแง่จำนวนเซลล์ประสาท หมึกสายมีมากกว่าหนูเล็ก (80 ล้านเซลล์) หรือหนูใหญ่ (200 ล้านเซลล์) และเกือบเท่าแมว (ประมาณ 700 ล้านเซลล์) อย่างไรก็ตาม ขณะที่สัตว์มีกระดูกสันหลังมีเซลล์ประสาทส่วนใหญ่อยู่ในหัว เซลล์ประสาทสองในสามของหมึกสายอยู่ในหนวด

ปีเตอร์ กอดฟรีย์-สมิท นักชีววิทยาหมึกสายเสนอว่า แรงผลักดันหลายอย่างอาจช่วยให้หมึกสายพัฒนาระบบประสาทอันซับซ้อนขึ้นมา  อย่างแรกคือร่างกาย  ความที่ไม่มีกระดูก  หมึกสายจึงยืดหนวดเส้นใดก็ได้ไปในทิศทางใดก็ได้ เมื่อใดก็ได้ ส่งผลให้หมึกสายมีขอบเขตการเคลื่อนไหวที่เป็นไปได้มากมาย  หมึกสายยังมีปุ่มดูดซึ่งทุกปุ่มขยับได้อย่างอิสระ  ขณะเดียวกัน หมึกสายยังวิวัฒน์ความสามารถในการรับรู้และประมวลผลข้อมูลประสาทรับความรู้สึกที่รับเข้ามาเป็นจำนวนมหาศาล ได้แก่ รสชาติและการสัมผัสจากปุ่มดูด แรงโน้มถ่วงของโลกที่รับรู้ด้วยเซลล์สแตโทซิสต์ (statocyst) ตลอดจนข้อมูลทั้งหมดที่ดวงตาอันซับซ้อนรับเข้ามา

ยิ่งไปกว่านั้น หมึกสายหลายชนิดอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความซับซ้อน เช่น พวกมันต้องเคลื่อนที่ไปบนปะการัง รอบๆ ปะการัง และผ่านแนวปะการัง  ความที่ไม่มีเกราะหุ้มร่างกาย หมึกสายจำเป็นต้องระแวดระวังสัตว์นักล่า และในกรณี ที่การพรางตัวไม่เพียงพอ พวกมันจำเป็นต้องรู้จักสถานที่ซ่อนตัว สุดท้าย หมึกสายเป็นนักล่าที่รวดเร็วและปราดเปรียว จับและกินสัตว์ได้หลากหลายชนิด ตั้งแต่หอยนางรมไปจนถึงปูและปลา กอดฟรีย์-สมิทเสนอว่า ร่างกายที่ไม่มีกระดูก สภาพแวดล้อมอันซับซ้อน อาหารที่หลากหลาย และการหลบเลี่ยงสัตว์นักล่า ปัจจัยทั้งหมดนี้ผลักดันให้ความฉลาดวิวัฒน์ขึ้นมาได้

เรื่อง โอลิเวีย จัดสัน

ภาพถ่าย เดวิด ลิตต์ชวาเกอร์

 

อ่านเพิ่มเติม

โลมาปากขวดดับอนาถ หมึกติดคอ

เรื่องแนะนำ

ภาพนี้ต้องขยาย : ผู้พิทักษ์ติดอาวุธ

ภาพโดย เมย์นาร์ด โอเวน วิลเลียมส์, NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE เมย์นาร์ด โอเวน วิลเลียมส์  ถ่ายภาพประตูบาก-เอเมลลี (Bagh-e-Melli Gate)  ในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน ซึ่งในตอนนั้นใช้เป็นทางเข้าสู่อาคารกระทรวงยุทธการ  ระหว่างถ่ายภาพสารคดีเพื่อตีพิมพ์ในนิตยสาร เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนตุลาคม ปี 1931 โครงสร้างที่สร้างขึ้นเมื่อปี 1906 นี้สะท้อนรูปแบบสถาปัตยกรรมเปอร์เซียโบราณ แต่การมองผ่านแว่นขยายเผยให้เห็นองค์ประกอบสมัยใหม่  นั่นคือกระเบื้องตกแต่งทำเป็นภาพปืนกลประดับอยู่เหนือซุ้มประตูด้านข้าง ปัจจุบัน ประตูแห่งนี้ยังตั้งตระหง่าน  และภาพปืนกลก็ยังคงอยู่   ทว่าภาพธงที่ทำจากกระเบื้องซึ่งอยู่ด้านข้างปืนกลถูกทาสีทับเพื่อปกปิดภาพสิงโตและดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผู้ปกครองอิหร่านมาช้านาน — มาร์กาเร็ต จี. แซ็กโควิตซ์  

ภาษาภาพ : ประจำเดือนมีนาคม

ญี่ปุ่น แสงอาทิตย์อัสดงอาบไล้เมะโอะโตะอิวะ (“ศิลาสมรส”) อันศักดิ์สิทธิ์เป็นสีนวลตา เกาะหินโด่งสองเกาะนอกชายฝั่งเมืองฟุตะมิซึ่งผูกร้อยกันไว้ด้วยเชือกฟางเส้นหนานี้ เป็นสัญลักษณ์ของอิซะนะงิ (ซ้าย) และอิซะนะมิ เทพเจ้าในศาสนาชินโตที่กล่าวกันว่าเป็นผู้สร้างประเทศญี่ปุ่น ภาพโดย ดาวีเด เลนา จีน ความหนาวเย็นพบกับความแบ่งบานที่สวนแห่งหนึ่งในเมืองฮามี่ ซึ่งต้นไม้ที่กำลังออกดอกและได้น้ำเมื่อคืนก่อนมีน้ำแข็งห้อยย้อยลงมาในช่วงที่อากาศหนาวเย็นฉับพลันอยู่นานสองวันเมื่อเดือนเมษายน ต้นไม้ที่ทนต่ออากาศหนาวชนิดนี้จะอยู่รอดเพื่อผลิบานในปีถัดไป แต่อุณหภูมิที่ลดลงอย่างกะทันหันทำลายพืชผลจำนวนมากในพื้นที่แถบนี้ ภาพโดย STR/AFP/GETTY IMAGES เกาหลีเหนือ เด็กนักเรียนวัยเยาว์ในเมืองเซนวีจูเต้นรำให้กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนชมเป็นประจำ เมืองชายแดนซึ่งมีแม่น้ำยาลู่คั่นจากเมืองต้านตงของจีนนี้เปิดรับนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านมานานแล้ว และเริ่มต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกบางส่วนเมื่อปี 2013 ภาพโดย หวังจ้าว, AFP/GETTY IMAGES

ข้ามแดนมัจจุราช

เรื่อง โรบิน มาแรนตซ์ เฮนิก ภาพถ่าย ลินน์ จอห์นสัน นักวิทยาศาสตร์ศึกษาการมีชีวิตอยู่ของเราว่าไม่ได้เป็นเหมือนสวิตช์เปิดปิดที่ “เปิด” หมายถึงมีชีวิต และ “ปิด” หมายถึงตาย แต่เป็นสวิตช์หรี่ไฟที่สามารถปรับระดับความเข้มระหว่างสีขาวกับสีดำได้หลายระดับ ในเขตสีเทานั้น ความตายอาจไม่ใช่ภาวะที่ถาวรเสมอไป ชีวิตอาจยากจะนิยาม หนำซ้ำบางคนยังข้ามเส้นแบ่งอันยิ่งใหญ่นี้ไปและกลับมาได้ และบางครั้งก็สามารถบรรยายสิ่งที่พวกเขาเห็น ณ อีกด้านหนึ่งของเส้นแบ่งนั้นได้อย่างละเอียด การตายเป็น “กระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่เกิดขึ้นทันทีทันใด” แซม พาร์เนีย แพทย์สาขาเวชบำบัดวิกฤติ  เขียนไว้ในหนังสือ กำจัดความตาย (Erasing Death) ของเขา การตายคือการที่ร่างกายทุกส่วนขาดเลือดไปเลี้ยง แม้หัวใจจะหยุดเต้น แต่อวัยวะต่างๆไม่ได้ตายในทันที เขาเขียนไว้ว่า ความจริงแล้ว อวัยวะเหล่านั้นยังคงมีชีวิตอยู่ได้อีกพักใหญ่นั่นหมายความว่า “ช่วงเวลาพักใหญ่หลังความตาย  และความตายยังสามารถย้อนกลับได้อย่างสมบูรณ์” ว่าแต่ความตายซึ่งเป็นภาวะถาวรจะย้อนกลับได้อย่างไรเล่า  และการรับรู้ระหว่างก้าวผ่านเขตสีเทามีลักษณะอย่างไร มาร์ก รอท นักชีววิทยาในเมืองซีแอตเทิล ทำการทดลองให้ร่างกายของสัตว์อยู่ในสภาวะหยุดทำงาน โดยใช้สารเคมี ซึ่งเป็นส่วนผสมของสารละลายที่ลดการเต้นของหัวใจและเมแทบอลิซึมลงจนใกล้เคียงกับระดับของการจำศีล จุดประสงค์ของเขาคือ ทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจล้ม “มีความเป็นอมตะเล็กน้อย” จนกว่าจะพ้นภาวะวิกฤติที่ทำให้พวกเขาเฉียดตาย ในเมืองบอลทิมอร์และพิตต์สเบิร์ก ทีมรักษาผู้บาดเจ็บซึ่งนำโดยศัลยแพทย์ แซม […]

กรีซ เทพเจ้า และดินแดนปรโลก

เรื่อง แคโรไลน์ อเล็กซานเดอร์ ภาพถ่าย วินเซนต์ เจ. มูซี และเดวิด โคเวนทรี โลกของชาวกรีกโบราณเต็มไปด้วยทวยเทพ  นำโดยเทพองค์สำคัญๆแห่งเขาโอลิมปัส ได้แก่ ซูส เฮรา อพอลโล โพไซดอน อธีนา และเทพผู้ยิ่งใหญ่อื่นๆ ในเทพปกรณัมกรีก นอกจากการบูชาปวงเทพแห่งเขาโอลิมปัสแล้ว ยังมีอีกหลายร้อยลัทธิที่บูชาเทพเจ้าและวีรบุรุษในท้องถิ่น ผู้คนอ้อนวอนทวยเทพเหล่านี้ด้วยเหตุผลเดียวกับที่เราอธิษฐานในปัจจุบัน เช่น เรื่องสุขภาพและความปลอดภัย ความเจริญรุ่งเรือง พืชผลอันอุดมสมบูรณ์ และสวัสดิภาพในการเดินเรือ การสวดอ้อนวอนมักกระทำร่วมกันเป็นกลุ่ม มีการถวายเครื่องสักการะและของสังเวยเพื่อให้เป็นที่พอพระทัยของทวยเทพผู้อยู่เหนือการหยั่งรู้ของมนุษย์และเชื่อกันว่ากุมชะตาชีวิตของพวกเขาไว้ แต่ชีวิตหลังความตายเป็นเช่นไรเล่า ชาวกรีกโบราณเชื่อในเทพเฮดีส เจ้าแห่งปรโลก ผู้เป็นพระเชษฐาของซูสและโพไซดอน แต่การมีอยู่ของเทพเฮดีสไม่ชวนให้อุ่นใจแม้แต่น้อย อาณาจักรของเทพเฮดีส (หรือ “โลกที่มองไม่เห็น”) ซึ่งตกอยู่ในความมืดมนอนธการและมีแม่น้ำสติกซ์อันน่าพรั่นพรึงตัดขาดจากโลกมนุษย์นั้น เป็นดั่งที่กวีโฮเมอร์พรรณนาไว้ว่า เป็นดินแดน “น่าสะพรึงกลัวที่ผุพัง” อันเป็นจุดหมายปลายทางทั้งของคนธรรมดาและแม้กระทั่งวีรบุรุษผู้กล้าหลังความตายมาเยือน ในที่สุด ความเห็นอกเห็นใจในสภาวะของมนุษย์ทำให้ชาวกรีกรับเอาศาสนารูปแบบใหม่และลัทธิความเชื่อใหม่ๆเข้ามา ชีวิตหลังความตายไม่ได้ถูกมองว่าเป็นชะตากรรมอันทุกข์ระทมอีกต่อไป แต่เป็นการเสาะแสวงหาส่วนบุคคลมากกว่า ลัทธิลี้ลับที่ปกปิดไม่ให้คนภายนอกรู้เหล่านี้ให้สัญญาว่าจะนำทางสู่ชีวิตหลังความตาย พิธีกรรมอันเร้นลับนั้นแสนเร้าใจและจัดขึ้นราวฉากละครอันอลังการ พิธีบูชาเทพองค์สำคัญบนเกาะซาโมเทรซของกรีซจัดขึ้นในเวลากลางคืน โดยใช้แสงวับวามของคบเพลิงส่องทางให้สมาชิกใหม่ แต่เนื่องจากมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดขนาดมีโทษถึงตาย จึงทำให้พิธีกรรมเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนาลึกลับเรื่อยมา พอถึงศตวรรษที่สี่ก่อนคริสต์ศักราช เกิดลัทธิที่อ้างว่าทำให้คนบริสุทธิ์ได้ด้วยการชำระล้างมลทินของความเป็นมนุษย์ รากฐานของศาสนาใหม่เหล่านี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจน […]