หมึกสาย : นักมายากลแปดหนวด - National Geographic Thailand

หมึกสาย: นักมายากลแปดหนวด

หมึกสาย : นักมายากลแปดหนวด

ในบรรดาสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง หมึกสาย หรือหมึกยักษ์เป็นสัตว์ที่ดูเหมือนว่าจะคล้ายเรามากที่สุด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวิธีที่มันสบตากับคุณราวกับมันกำลังพินิจพิเคราะห์คุณ  อีกส่วนหนึ่งคือความคล่องแคล่วทางกายภาพ  หนวดทั้งแปดเส้นของหมึกสายมีปุ่มดูดนับร้อยปุ่มซึ่งช่วยให้มันจัดการวัตถุต่างๆ ได้  ความคล่องแคล่วนี้ทำให้มันแตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างโลมา ซึ่งแม้จะฉลาด แต่ก็ถูกจำกัดด้วยลักษณะทางกายวิภาค

ขณะเดียวกัน หมึกสายก็ดูแปลกประหลาดราวกับเป็นสัตว์จากนอกโลก  ประการแรก มันมีหัวใจสามดวงและเลือดสีน้ำเงิน  เมื่อรู้สึกว่าถูกคุกคาม  มันจะพ่นหมึกออกมาให้ฟุ้งกระจาย และพุ่งตัวหนีไปอีกทิศทางหนึ่ง มันไม่มีกระดูก อวัยวะในร่างกายที่แข็งมีเพียงจะงอยปากลักษณะเหมือนจะงอยปากนกแก้วและกระดูกอ่อนรอบสมอง ทำให้มันหายตัวไปในรอยแยกเล็กๆ ได้อย่างง่ายดาย  ปุ่มดูดทุกปุ่มไม่เพียงเคลื่อนไหวอย่างอิสระต่อกัน แต่ละปุ่มยังปกคลุมด้วยตัวรับรส ลองนึกภาพว่า ตัวคุณปกคลุมไปด้วยลิ้นนับร้อยลิ้นดูสิ  ผิวหนังของหมึกสายยังมีเซลล์รับแสงฝังอยู่ด้วย

หมึกสายและหมึกกระดองที่อาศัยอยู่ในน้ำตื้นและล่าเหยื่อในช่วงกลางวันเป็นสุดยอดนักพรางตัว แน่นอนว่า การพรางตัวไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด สัตว์มากมายวิวัฒน์มาให้ดูเหมือนบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ใช่มัน ตัวอย่างเช่น ฟองน้ำสีส้มตรงนั้นไม่ใช่ฟองน้ำ แต่เป็นปลากบกำลังซุ่มรอปลาที่ไม่ทันระวังตัว ใบไม้ที่คุณเห็นลอยอยู่เหนือพื้นทรายก็ไม่ใช่ใบไม้ แต่เป็นปลาที่วิวัฒน์ขึ้นมาให้ดูเหมือนใบไม้ ดอกไม้ทะเลเล็กๆนั่นเป็นทากทะเลที่วิวัฒน์ขึ้นเพื่อเลียนแบบดอกไม้ทะเลทุกหนทุกแห่งที่คุณมองไป พื้นทรายหลายบริเวณลุกขึ้นเดินไปเดินมา (ปูตัวจิ๋วกับเปลือกหอยสีทราย) หรือว่ายน้ำหนีไป (ปลาลิ้นหมาซึ่งมีสีทราย)

หมึกสาย
นอกจากความเฉลียวฉลาดแล้ว หมึกสายอย่างเช่นหมึกสายตาหนามถิ่นใต้ตัวนี้ (Octopus berrima) ยังมีกลเม็ดเด็ดพรายอีกสารพัด เช่น ความว่องไวปราดเปรียวและการพรางตัว

สิ่งที่ทำให้หมึกสายและหมึกกระดอง (รวมถึงหมึกกล้วยด้วย แต่ในระดับน้อยกว่า) แตกต่างออกไปก็คือ พวกมัน พรางตัวได้ขณะเคลื่อนที่ ราวกับพวกมันสามารถใช้ผิวหนังสร้างภาพสามมิติของวัตถุรอบตัว พวกมันทำอย่างนั้นได้อย่างไร?

การพรางตัวของหมึกสายมีองค์ประกอบหลักสามประการ หนึ่งคือสี หมึกสายสร้างสีด้วยระบบเซลล์สารสีและเซลล์สะท้อนแสง  สารสีบรรจุอยู่ในถุงเล็กๆ นับพันถุงในผิวหนังชั้นบนสุด เมื่อถุงปิด พวกมันจะดูเหมือนจุดด่างเล็กๆ เพื่อแสดง สารสี หมึกสายจะหดกล้ามเนื้อรอบถุง เป็นการดึงให้ถุงเปิดและเผยสีออกมา มันสามารถสร้างลวดลาย เช่น ลายแถบ ลายทาง หรือลายจุดได้ทันที ขึ้นอยู่กับว่ามันเปิดหรือปิดถุงชุดไหน

องค์ประกอบที่สองของการพรางตัวคือพื้นผิวของผิวหนัง หมึกสายสามารถเปลี่ยนผิวหนังจากเรียบเป็นขรุขระ โดยการหดกล้ามเนื้อพิเศษ ผลที่ได้อาจสุดโต่ง หมึกสายสาหร่าย (Abdopus aculeatus) ทำให้เกิดโครงสร้างเป็นเส้นๆขึ้นชั่วคราว ช่วยให้มันดูเหมือนสาหร่าย

องค์ประกอบที่สามของการพรางตัวคือการแสดงท่าทาง วิธีที่หมึกสายแสดงท่าทางของตัวเองทำให้มันเด่นชัดมากขึ้นหรือน้อยลงได้ ตัวอย่างเช่น หมึกสายบางชนิดจะพองตัวให้เหมือนก้อนปะการัง และใช้หนวดแค่สองเส้นคืบคลานช้าๆไปตามก้นทะเล (อย่า อย่า อย่ามองฉัน ฉันเป็นแค่ก้อนหิน…)

หมึกสายเก่งเรื่องนี้ได้อย่างไร คำตอบสั้นๆ คือ “วิวัฒนาการ” ตลอดช่วงเวลาหลายสิบล้านปี หมึกสายตัวที่เก่งเรื่องการพรางตัวมีโอกาสหลบเลี่ยงสัตว์นักล่าและออกลูกออกหลานได้มากกว่า สัตว์มากมาย รวมทั้งปลาไหล โลมา กั้ง นกกาน้ำ ปลาหลากหลายชนิด และแม้แต่หมึกสายอื่นๆ ล้วนโปรดปรานการกินหมึกสาย เนื่องจากหมึกสายไม่มีกระดูก สัตว์นักล่าจึงกินมันได้ทั้งตัว

หมึกสายสีจาง (Octopus pallidus) ตัวใหญ่หนาและมีหนวดค่อนข้างสั้น อาศัยอยู่ในน่านน้ำนอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ ของออสเตรเลีย ที่ซึ่งมันออกหากินหอยในเวลากลางคืน

คราวนี้มาดูระบบประสาทของหมึกสายกัน หอยขมทั่วๆ ไปมีเซลล์ประสาทเพียง 10,000 เซลล์ กุ้งลอบสเตอร์มีประมาณ 100,000 เซลล์ แมงมุมกระโดดอาจมี 600,000 เซลล์ ผึ้งและแมลงสาบมีประมาณหนึ่งล้านเซลล์ ดังนั้นเซลล์ประสาท 500 ล้านเซลล์ของหมึกสายใหญ่ (Octopus vulgaris) จึงทำให้มันเหนือชั้นกว่าอย่างสิ้นเชิง   ในแง่จำนวนเซลล์ประสาท หมึกสายมีมากกว่าหนูเล็ก (80 ล้านเซลล์) หรือหนูใหญ่ (200 ล้านเซลล์) และเกือบเท่าแมว (ประมาณ 700 ล้านเซลล์) อย่างไรก็ตาม ขณะที่สัตว์มีกระดูกสันหลังมีเซลล์ประสาทส่วนใหญ่อยู่ในหัว เซลล์ประสาทสองในสามของหมึกสายอยู่ในหนวด

ปีเตอร์ กอดฟรีย์-สมิท นักชีววิทยาหมึกสายเสนอว่า แรงผลักดันหลายอย่างอาจช่วยให้หมึกสายพัฒนาระบบประสาทอันซับซ้อนขึ้นมา  อย่างแรกคือร่างกาย  ความที่ไม่มีกระดูก  หมึกสายจึงยืดหนวดเส้นใดก็ได้ไปในทิศทางใดก็ได้ เมื่อใดก็ได้ ส่งผลให้หมึกสายมีขอบเขตการเคลื่อนไหวที่เป็นไปได้มากมาย  หมึกสายยังมีปุ่มดูดซึ่งทุกปุ่มขยับได้อย่างอิสระ  ขณะเดียวกัน หมึกสายยังวิวัฒน์ความสามารถในการรับรู้และประมวลผลข้อมูลประสาทรับความรู้สึกที่รับเข้ามาเป็นจำนวนมหาศาล ได้แก่ รสชาติและการสัมผัสจากปุ่มดูด แรงโน้มถ่วงของโลกที่รับรู้ด้วยเซลล์สแตโทซิสต์ (statocyst) ตลอดจนข้อมูลทั้งหมดที่ดวงตาอันซับซ้อนรับเข้ามา

ยิ่งไปกว่านั้น หมึกสายหลายชนิดอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความซับซ้อน เช่น พวกมันต้องเคลื่อนที่ไปบนปะการัง รอบๆ ปะการัง และผ่านแนวปะการัง  ความที่ไม่มีเกราะหุ้มร่างกาย หมึกสายจำเป็นต้องระแวดระวังสัตว์นักล่า และในกรณี ที่การพรางตัวไม่เพียงพอ พวกมันจำเป็นต้องรู้จักสถานที่ซ่อนตัว สุดท้าย หมึกสายเป็นนักล่าที่รวดเร็วและปราดเปรียว จับและกินสัตว์ได้หลากหลายชนิด ตั้งแต่หอยนางรมไปจนถึงปูและปลา กอดฟรีย์-สมิทเสนอว่า ร่างกายที่ไม่มีกระดูก สภาพแวดล้อมอันซับซ้อน อาหารที่หลากหลาย และการหลบเลี่ยงสัตว์นักล่า ปัจจัยทั้งหมดนี้ผลักดันให้ความฉลาดวิวัฒน์ขึ้นมาได้

เรื่อง โอลิเวีย จัดสัน

ภาพถ่าย เดวิด ลิตต์ชวาเกอร์

 

อ่านเพิ่มเติม

โลมาปากขวดดับอนาถ หมึกติดคอ

เรื่องแนะนำ

พลังงานของประชาชน

เรื่อง ไมเคิล เอดิสัน เฮย์เดน ภาพถ่าย รูเบน ซัลกาโด เอสกูเดโร ประศานต์ มัณฑ์ล กดปุ่มเปิดโคมไฟแอลอีดีขนาดเท่าห่อขนมในกระท่อมที่เขาอยู่กับภรรยาและลูกสี่คน ทันใดนั้นแสงเรื่อเรืองสีเหลืองสดและสีฟ้าน้ำทะเลที่สะท้อนออกมาจากแผ่นผ้าใบมุงหลังคาและฝาผนังของครอบครัวก็อาบพื้นที่แคบๆที่พวกเขาใช้ซุกหัวนอน  มัณฑ์ลวัย 42 ปีชี้นิ้วไปตามสมบัติซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่ชิ้นภายในบ้าน  เขาปิดชุดผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ให้แสงสว่าง  ถอดปลั๊กออกทีละชิ้น  และหอบไปยังเต็นท์ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 18 เมตร ที่นั่นเขาเป็นคนขายชา หรือไจวัลลาห์ ให้คนที่เดินผ่านไปมาบนถนนอันเงียบเหงาของเมืองมโธตันทะ  เมืองที่แวดล้อมไปด้วย ผืนป่าใกล้พรมแดนด้านเหนือของอินเดีย “ชีวิตผมมันเศร้าครับ แต่ผมตั้งใจจะอยู่รอดให้ได้” มัณฑ์ลบอก “และแสงจากพลังงานแสงอาทิตย์นี่แหละที่ช่วยให้ผมเปิดร้านตอนกลางคืนได้” มัณฑ์ลผู้สร้างบ้านอย่างผิดกฎหมายบนที่ดินสาธารณะ เป็นเพียงฟันเฟืองตัวเล็กๆของเครื่องจักรทางเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว  เป็นเครื่องจักรที่มีหลายร้อยบริษัททำงานเชิงรุกเต็มที่ในการขายเครื่องผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดเล็กให้ลูกค้าที่อยู่นอกโครงข่ายไฟฟ้าในประเทศกำลังพัฒนา ประมาณการว่ามีผู้คนราว 1,100 ล้านคนในโลกที่อยู่โดยไม่มีไฟฟ้าใช้ และเกือบหนึ่งในสี่อยู่ในประเทศอินเดียที่ซึ่งคนอย่างมัณฑ์ลถูกบีบให้ต้องพึ่งพาน้ำมันก๊าดและแบตเตอรี่ลูกใหญ่เทอะทะที่มีน้ำกรดรั่วซึมออกมา ชุดผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของมัณฑ์ลที่ให้พลังงานแก่โคมไฟแอลอีดีสองดวงและพัดลมหนึ่งเครื่องนี้ได้พลังงานจากแผงเซลล์สุริยะขนาด 40 วัตต์  การทำงานเริ่มจากดวงอาทิตย์สาดแสงลงมายังแผง และชาร์จพลังงานเข้าเครื่องชาร์จประจุขนาดเล็กสีส้มครั้งละราวสิบชั่วโมง  มัณฑ์ลเช่าชุดผลิตไฟฟ้านี้จากซิมปาเน็ตเวิร์กส์ (Simpa Networks) ซึ่งเสนอขายแผนสมาชิกที่ออกแบบให้เหมาะกับงบของลูกค้าผู้มีรายได้น้อย ถึงกระนั้น เงินราวๆ 35 เซ็นต์ต่อวันก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายก้อนโตสำหรับมัณฑ์ลผู้หาเลี้ยงครอบครัวด้วยเงินไม่ถึงสองดอลลาร์สหรัฐต่อวัน แต่ถึงอย่างนั้น มัณฑ์ลกลับบอกว่า การจ่ายเงินร้อยละ 20 ของรายได้เพื่อแลกกับบริการของซิมปาก็ยังดีกว่าการใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ท่ามกลางความมืด  เขาบอกว่า “ผมใช้เงินมากขนาดนี้ในการชาร์จไฟแบตเตอรี่มาก่อนหน้านี้แล้วครับ […]

บนน้ำแข็งที่เปราะบาง

เรื่อง แอนดี ไอแซกสัน ภาพถ่าย นิก คอบบิง น้ำแข็งทะเลเหนือมหาสมุทรอาร์กติกไม่ได้ราบเรียบไร้รอยต่ออย่างในแผนที่ แต่ประกอบขึ้นจากแพน้ำแข็งที่ไม่เคยอยู่นิ่ง ทั้งชนกัน เปลี่ยนรูปร่าง ตลอดจนแตกร้าวเพราะแรงลมและกระแสน้ำอยู่ตลอดเวลา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้วผมยืนตัวสั่นอยู่บนดาดฟ้าเรือ แลนซ์  เรือวิจัยรุ่นเก่าของนอร์เวย์ซึ่งกำลังแล่นฝ่าไปตามรอยแตกอันซับซ้อนของผืนน้ำแข็ง รอบข้างมีเพียงที่ราบสีขาวอันเวิ้งว้างทอดไกลสุดสายตา  ตัวเรือเหล็กกล้าสั่นสะเทือนและส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเมื่อลุยผ่านก้อนน้ำแข็งที่ลอยอยู่  เรือ แลนซ์ กำลังมองหาแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ให้ยึดเกาะแทนน้ำแข็งแผ่นเก่าที่แตกไป เพื่อจะได้ลอยไปบนทะเลเยือกแข็งอีกครั้ง พร้อมกับบันทึกชะตากรรมของน้ำแข็งทะเลในอาร์กติกไปด้วย ทว่ามหาสมุทรอาร์กติกในปัจจุบันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อากาศเหนืออาร์กติกอุ่นขึ้นโดยเฉลี่ยราวสามองศาเซลเซียสในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ผืนน้ำแข็งที่เคยปกคลุมหายไปมาก และที่มีอยู่ก็บางลงกว่าเดิม หนำซ้ำยังเป็นน้ำแข็งตามฤดูกาลมากกว่าจะเป็นแพน้ำแข็งเก่าแก่ที่สะสมตัวเป็นชั้นหนา วัฏจักรแห่งความหายนะที่ส่งผลสะท้อนกว้างไกลได้เกิดขึ้นแล้ว กล่าวคือเมื่อน้ำแข็งสีขาวถูกแทนที่ด้วยผืนน้ำสีเข้มของมหาสมุทรในฤดูร้อน ย่อมเกิดการดูดซับแสงอาทิตย์ไว้มากขึ้น ส่งผลให้น้ำและอากาศยิ่งร้อนขึ้น และนั่นย่อมทำให้การละลายที่ดำเนินอยู่รุนแรงยิ่งขึ้นตามไปด้วย “มหาสมุทรอาร์กติกอุ่นขึ้นก่อนใคร แถมยังอุ่นขึ้นมากที่สุดและเร็วที่สุดด้วย” คิม โฮลเมน อธิบาย เขาเป็นผู้อำนวยการนานาชาติของสถาบันขั้วโลกนอร์เวย์ หรือเอ็นพีไอ (Norwegian Polar Institute: NPI) ซึ่งเป็นเจ้าของเรือ แลนซ์ แบบจำลองสภาพภูมิอากาศทำนายว่า เมื่อถึงปี 2040 เราจะสามารถเดินเรือข้ามน่านน้ำเปิดไปยังขั้วโลกเหนือได้ในฤดูร้อน ที่ผ่านมา  น้ำแข็งทะเลในมหาสมุทรอาร์กติกทำให้ทั้งโลกเย็นลงด้วยการสะท้อนแสงแดดกลับสู่อวกาศ การสูญเสียน้ำแข็งในภูมิภาคนี้จึงส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศและลมฟ้าอากาศนอกแถบอาร์กติกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่จะส่งผลอย่างไรบ้างนั้นยังไม่มีคำตอบแน่ชัด การพยากรณ์ที่แม่นยำกว่านี้ต้องอาศัยข้อมูลที่ดีกว่าเกี่ยวกับน้ำแข็งทะเลและการเปลี่ยนแปลงของมัน “การล่องเรือสำรวจมหาสมุทรอาร์กติกส่วนใหญ่เกิดขึ้นในฤดูร้อน เรามีข้อมูลภาคสนามมากที่สุดจากช่วงนี้แหละครับ” […]

เปลี่ยนโลกด้วยมือเรา

  เรื่อง  โรเบิร์ต คุนซิก ภาพถ่าย ลูกา โลกาเตลลี เยอรมนีกำลังริเริ่มการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่เรียกว่า เอแนร์จีเวนเดอ (energiewende) หรือการปฏิวัติพลังงานที่บรรดานักวิทยาศาสตร์เห็นว่า สักวันหนึ่งทุกประเทศจำเป็นต้องทำเพื่อป้องกันหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  และในบรรดาชาติอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ด้วยกัน เยอรมนีถือเป็นผู้นำในเรื่องนี้  เมื่อปีที่แล้ว การผลิตไฟฟ้าราวร้อยละ 27 ของเยอรมนีได้มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น ลมและแสงอาทิตย์ เพิ่มขึ้นจากทศวรรษก่อนถึงสามเท่า การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกเร่งให้เร็วขึ้นหลังภัยพิบัติที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะในญี่ปุ่นเมื่อปี 2011 ซึ่งทำให้นายกรัฐมนตรีอันเกลา แมร์เคิล ประกาศจะปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้ง 17 แห่งภายในปี 2022 จนถึงขณะนี้ เยอรมนีปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไปแล้วเก้าแห่ง และผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้สูงกว่าปริมาณที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งเก้าแห่งนั้นเคยผลิตได้เสียอีก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เยอรมนีมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อโลกคือคำถามที่ว่า เยอรมนีจะเป็นผู้นำการลด ละ เลิก การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้หรือไม่ นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า พอถึงปลายศตวรรษนี้ การปล่อยคาร์บอนที่ทำให้โลกร้อนขึ้นต้องลดลง จนแทบเหลือศูนย์ เยอรมนีซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลกให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยคาร์บอนครั้งใหญ่ กล่าวคือลดลงจากปี 1990 ให้ได้ร้อยละ 40 ภายในปี 2020 และลดลงอย่างน้อยร้อยละ 80 ภายในปี 2050 ตอนนี้คำสัญญาเหล่านั้นจะเป็นจริงหรือไม่ยังไม่มีใครตอบได้ การปฏิวัติพลังงานของเยอรมนีเกิดจากรากหญ้า ได้แก่พลเมืองทั่วไปและกลุ่มองค์กรพลังงานภาคประชาชนที่ลงทุนในพลังงานหมุนเวียนคิดเป็นสัดส่วนถึงครึ่งหนึ่ง แต่บริษัทผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ซึ่งคงไม่เห็นดีเห็นงามกับการปฏิวัติพลังงานนี้กดดันให้รัฐบาลของแมร์เคิลชะลอการดำเนินการต่างๆ เยอรมนียังคงผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในปริมาณสูงกว่าพลังงานหมุนเวียนมากนัก […]

แมวป่านักล่าผู้ลี้ลับ

เรื่อง ครีสทีน เดลลามอร์ ภาพถ่าย โจเอล ซาร์โทรี “มันอยู่ใกล้มากครับ” เคร์มัน การ์โรเต กระซิบ พร้อมกับชี้ไปยังเครื่องรับสัญญาณวิทยุแบบมือถือที่กำลังรับสัญญาณ จากเอเลนา ณ ที่ใดที่หนึ่งในสวนมะกอกริมทางหลวงอันจอแจทางตอนใต้ของประเทศสเปน  แมวป่าลิงซ์ไอบีเรียกับลูกสองตัวอาจเฝ้ามองเราอยู่ หากไม่ได้ปลอกคอติดเครื่องส่งสัญญาณวิทยุ เราจะไม่มีทางรู้เลยว่า แมวป่าที่หายากที่สุดชนิดหนึ่งในโลกกำลังหมอบอยู่ท่ามกลางแถวต้นไม้ที่ปลูกเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ “เมื่อสิบปีก่อน เราคาดไม่ถึงเลยครับว่า แมวป่าลิงซ์จะขยายพันธุ์ในถิ่นอาศัยแบบนี้ได้” การ์โรเตกล่าว เขาเป็นนักชีววิทยาในโครงการไลฟ์+ไอเบอร์ลินซ์ (Life+Iberlince Project) ซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรกว่า 20 องค์กรนำโดยรัฐบาลที่ทำงานเพื่อคืนสัตว์นักล่าลายจุดชนิดนี้สู่คาบสมุทรไอบีเรีย ที่จริงแมวซึ่งมีดวงตาสีเหลืองอำพันและเคราเป็นพุ่มชนิดนี้ เริ่มฟื้นตัวขึ้นในที่สุดหลังจากลดจำนวนลงเป็นเวลาหลายทศวรรษ ตอนที่ไอเบอร์ลินซ์ยื่นมือเข้าช่วยเหลือเมื่อปี 2002 มีแมวป่าลิงซ์กระจายอยู่ทั่วป่าไม้พุ่มในแถบเมดิเตอร์เรเนียนไม่ถึงหนึ่งร้อยตัว จำนวนของพวกมันถดถอยจากการล่าและไวรัสที่เกือบกำจัดกระต่ายพันธุ์ยุโรปซึ่งเป็นอาหารหลักให้หมดไปจากภูมิภาค ประชากรของแมวป่าลิงซ์ลดลงจนความหลากหลายทางพันธุกรรมของพวกมันลดต่ำถึงระดับอันตราย เคราะห์ดีสำหรับนักวิทยาศาสตร์ แมวป่าลิงซ์ขยายพันธุ์ได้ดีในสถานเพาะเลี้ยง และตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา มีแมวป่าลิงซ์จำนวน 176 ตัวได้รับการปล่อยคืนสู่ถิ่นอาศัยที่ได้รับการคัดเลือก  พวกมันมีอัตราการรอดชีวิตราวร้อยละ 60 และมีสองสามตัวใช้ชีวิตได้เก่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ ในบรรดาแมวป่าทั่วโลกทั้งหมด 38 ชนิด 31 ชนิดจัดเป็นสัตว์วงศ์แมวขนาดเล็ก โดยมีขนาดหลากหลายตั้งแต่แมวลายจุดสีสนิมหนัก 1.5 กิโลกรัมจนถึงแมวป่าลิงซ์ยูเรเชียหนัก 20 […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.