อยากนอนหลับใช่ไหม ลองอ่านเรื่องนี้สิ - National Geographic Thailand

อยากนอนหลับใช่ไหม ลองอ่านเรื่องนี้สิ

อยากนอนหลับใช่ไหม ลองอ่านเรื่องนี้สิ

เกือบทุกค่ำคืนในชีวิต  เราต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอันน่าแปลกประหลาด

สมองมีการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมและจุดประสงค์อย่างลึกซึ้งเพื่อทำให้สติของเราหลุดลอยไป ชั่วขณะหนึ่งที่เราตกอยู่ในสภาวะเป็นอัมพาตเกือบทั่วร่างกาย อย่างไรก็ตาม ดวงตาของเรามีการขยับอย่างรวดเร็วเป็นช่วงๆ อยู่หลังเปลือกตาที่ปิดสนิทราวกับกำลังมองเห็น และแม้ในตอนที่เงียบสงัด กล้ามเนื้อมัดเล็กๆ ในหูชั้นกลางก็มีการขยับราวกับกำลังได้ยิน การกระตุ้นทางเพศจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งในชายและหญิง บางครั้งเราเชื่อว่าเราบินได้ เราเข้าใกล้เขตแดนมรณะ เราหลับ

ราว 350 ปีก่อนคริสตกาล อาริสโตเติลเขียนความเรียงเรื่อง “ว่าด้วยการนอนหลับและนอนไม่หลับ” ตั้งข้อสงสัยว่า เรากำลังทำอะไรและเพราะเหตุใด หลังจากนั้นอีก 2,300 ปียังไม่มีใครให้คำตอบที่ดีได้ กระทั่งปี 1924 จิตแพทย์ชาวเยอรมัน ฮันส์ แบร์เกอร์ ประดิษฐ์เครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมองที่บันทึกกิจกรรมไฟฟ้าในสมองขึ้น การศึกษาเรื่องการนอนหลับจึงเปลี่ยนจากเรื่องเชิงปรัชญาไปสู่วิทยาศาสตร์

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเรียนรู้เกี่ยวกับการนอนหลับ ต่างมุ่งเน้นไปที่ความสำคัญต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายของเรา รูปแบบการหลับและการตื่นของเราเป็นลักษณะสำคัญทางชีววิทยาของมนุษย์ เป็นการปรับตัวของชีวิตบนดาวเคราะห์ที่หมุนวนไม่รู้จบ รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ปี 2017 เป็นของนักวิทยาศาสตร์สามคน ซึ่งในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 ค้นพบว่า นาฬิกาโมเลกุลภายในเซลล์มีเป้าหมายช่วยให้เราใช้ชีวิตสอดคล้องกับดวงอาทิตย์ การวิจัยเมื่อไม่นานมานี้แสดงให้เห็นว่า หากจังหวะรอบวัน (circadian rhythm) เสียหาย เราจะมีความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคสมองเสื่อมมากขึ้น

นอนหลับ
วีเล ลูกชายวัยเจ็ดขวบของช่างภาพ มักนุส เวนน์มัน ดูการ์ตูนในไอแพด ซึ่งเปรียบได้กับพิธีกรรมก่อนนอนสมัยใหม่ของใครบางคน การกระตุ้นอาจไปขัดขวางการนอนหลับ เช่นเดียวกับจอภาพแบบไฟส่องจากด้านหลัง กล่าวคือแสงในตอนกลางคืนจะไปยับยั้งการสร้างฮอร์โมนเมลาโทนินที่ช่วยควบคุมจังหวะทางชีวภาพในชีวิตประจำวัน

กระนั้น ความไม่สมดุลระหว่างวิถีการดำเนินชีวิตกับวงจรของดวงอาทิตย์กลับแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว “ดูเหมือนว่าตอนนี้เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในการทดลองที่ทำกันทั่วโลกถึงผลกระทบด้านลบของการอดนอน” โรเบิร์ต สติกโกลด์ ผู้อำนวยการศูนย์การนอนหลับและการรับรู้ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าว ทุกวันนี้ ชาวอเมริกันโดยเฉลี่ยนอนหลับน้อยกว่าคืนละเจ็ดชั่วโมง น้อยกว่าเมื่อหนึ่งศตวรรษก่อนราวสองชั่วโมง การเปลี่ยนแปลงนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการแพร่หลายของหลอดไฟฟ้า ตามมาด้วยโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ และสมาร์ตโฟน ในสังคมที่มีแสงไฟสว่างจ้าอยู่ตลอดเวลา เรามักคิดว่าการนอนเป็นศัตรู ทอมัส เอดิสัน ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟ บอกว่า “การนอนเป็นเรื่องไร้สาระ เป็นนิสัยเลวร้าย” เขาเชื่อว่าเราควรจะยุติการนอนหลับให้ได้ในที่สุด

ทุกวันนี้ การนอนเต็มอิ่มตอนกลางคืนฟังดูเป็นเรื่องหายากและโบราณพอๆ กับจดหมายที่เขียนด้วยลายมือ ดูเหมือนเราจะใช้ทางลัดในการต่อสู้กับการนอนไม่หลับด้วยยานอนหลับ ดื่มกาแฟเพื่อขับไล่ความง่วง ไม่ใส่ใจกับการเดินทางอันสลับซับซ้อนที่ออกแบบมาให้เราเผชิญทุกค่ำคืน ในคืนที่หลับสนิท เราจะโคจรผ่านรอบการหลับระยะต่างๆ สี่ถึงห้ารอบ ซึ่งมีคุณภาพและจุดประสงค์แตกต่างกัน

จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ ผู้ใหญ่ชาวอเมริกันกว่า 80 ล้านคนมีภาวะอดนอนเรื้อรัง นั่นหมายความว่าพวกเขานอนน้อยกว่าที่ควรจะเป็นคือคืนละไม่ต่ำกว่าเจ็ดชั่วโมง ความอ่อนล้าเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุยานยนต์ปีละกว่าหนึ่งล้านครั้ง เช่นเดียวกับตัวเลขจำนวนไม่น้อยของความผิดพลาดทางการแพทย์

ประมาณหนึ่งในสามของชั่วชีวิตคนเราจะได้รับการวินิจฉัยว่า มีความผิดปกติของการนอนหลับอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งมีตั้งแต่โรคนอนไม่หลับเรื้อรัง ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ กลุ่มอาการขากระตุก ไปจนถึงภาวะที่แปลกและพบได้ยากมากขึ้น

นอนหลับ
ที่สถาบันฟิลฮาร์โมนีเดอปารี นักประพันธ์เพลงชาวอังกฤษ แมกซ์ ริกเตอร์ เป็นวาทยกรในการแสดงชุด การหลับ (Sleep) บทประพันธ์ที่แต่งขึ้นโดยอาศัยคำแนะนำทางวิทยาศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำพาผู้ฟังผ่านการพักผ่อนที่ช่วยให้เยาว์วัยขึ้น บทเพลงนี้มีความยาวกว่าแปดชั่วโมง

ผลการศึกษาชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า ภาวะอัมพาตขณะหลับหรืออาการผีอำ ซึ่งคุณจะไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้สองถึงสามนาทีหลังตื่นจากความฝัน เป็นที่มาของเรื่องราวการถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัวมากมาย ภาวะง่วงเกินหรือการหลับเฉียบพลันที่ควบคุมไม่ได้ มักถูกกระตุ้นด้วยอารมณ์ทางด้านบวกอย่างรุนแรง เช่น การฟังเรื่องตลก ถูกจั๊กจี้ หรือชิมอาหารรสอร่อย คนที่เป็นกลุ่มอาการไคลน์-เลวิน (Kleine-Levin syndrome) จะหลับเกือบตลอดเวลานานหนึ่งหรือสองสัปดาห์ทุกสองถึงสามปี แล้วพวกเขาจะกลับสู่วงจรการรู้สึกตัวตามปกติโดยแทบไม่เห็นผลข้างเคียงใดๆ เลย

โรคนอนไม่หลับเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยกว่ามาก โรคนี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ใหญ่ชาวอเมริกันร้อยละสี่กินยานอนหลับในช่วงเวลาหนึ่งเดือน คนนอนไม่หลับโดยทั่วไปใช้เวลานานกว่าจะหลับ ตื่นกลางดึกเป็นเวลานาน หรือทั้งสองอย่าง ถ้าการหลับเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่พบได้ทุกหนแห่ง ทำไมหลายคนจึงมีปัญหากับการหลับ ต้องโทษวิวัฒนาการ โทษโลกสมัยใหม่ หรือโทษความไม่พอดีระหว่างทั้งสองอย่าง

วิวัฒนาการมอบการหลับที่ปรับเปลี่ยนเวลาได้และพร้อมที่จะหยุดชะงักลงได้เสมอแก่เรา เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ดังนั้นการหลับจึงยอมหลีกทางให้สิ่งที่มีความสำคัญกว่า สมองมีระบบยกเลิกที่จัดการกับการนอนได้ในทุกระยะ ซึ่งปลุกให้เราตื่นเมื่อสมองรับรู้ภาวะฉุกเฉิน เช่น เสียงเด็กร้องไห้ เสียงพูด หรือเสียงฝีเท้าของนักล่าที่เข้ามาใกล้

นอนหลับ
คำว่า อิเนมูริ ในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งแปลว่า “การหลับอย่างเปิดเผย” เป็นการงีบหลับแบบหนึ่งที่มีลักษะเฉพาะ ซึ่งคนจะงีบหลับในสถานที่ที่ไม่ควรหลับ เช่น ในรถไฟใต้ดิน ไม่เว้นแม้แต่งานเลี้ยงอาหารเย็น หรือในที่ทำงาน บริจิตต์ สเตเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประเทศญี่ปุ่นจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ บอกว่า ถ้าคุณไม่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นคนเกียจคร้าน การทำอิเนมูริช่วงสั้นๆ อาจทำให้คุณได้เลื่อนตำแหน่ง เพราะแสดงว่าคุณทำงานจนเหนื่อยล้า

ปัญหาคือในโลกยุคใหม่ ระบบการปลุกตามสัญชาตญาณเก่าแก่ของเราถูกกระตุ้นอย่างสม่ำเสมอด้วยสถานการณ์ที่ไม่เป็นอันตราย อย่างความกังวลก่อนสอบ ความกลุ้มใจเรื่องปัญหาการเงิน และหากคุณภูมิใจในตัวเองว่าเป็นคนหลับง่ายไม่ว่าอยู่ ที่ไหน คุณควรจะเลิกดีใจได้แล้ว เพราะนั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า คุณมีปัญหาการอดนอนเฉียบพลัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณอายุต่ำกว่า 40 ปี

ส่วนแรกของสมองที่เริ่มรวนเมื่อเรานอนไม่พอ คือเปลือกสมองกลีบหน้าผากส่วนหน้า (prefrontal cortex) ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของการตัดสินใจและการแก้ปัญหา คนที่นอนไม่พอจะหงุดหงิด อารมณ์เสีย และไม่มีเหตุผลมากขึ้น “หน้าที่ทางการเรียนรู้ทุกด้านดูจะได้รับผลกระทบบางอย่างจากการอดนอนค่ะ” คีอารา ซิเรลลี นักประสาทวิทยาศาสตร์จากสถาบันการนอนหลับและความรู้สึกตัวแห่งวิสคอนซิน บอก

ใครก็ตามที่นอนน้อยกว่าคืนละหกชั่วโมงเป็นประจำจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า โรคจิต และโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้น การอดนอนยังสัมพันธ์โดยตรงกับโรคอ้วน กล่าวคือเมื่อนอนไม่พอ ร่างกายจะผลิตเกรลินหรือฮอร์โมนหิวออกมามากเกินไป ทำให้เรากินมากกว่าที่ต้องการ การอดนอนส่งผลกระทบทั่วทั้งร่างกาย

พลังของการงีบหลับ (power nap) ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ยาก็เช่นกัน “การหลับไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องเดียวโดดๆ” เจฟฟรีย์ เอลเลนโบเกน นักวิทยาศาสตร์ด้านการหลับจากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ ผู้ดูแลโครงการการหลับที่มีคุณภาพ กล่าวและเสริมว่า “การหลับคือเรื่องราวนับพันที่แตกต่างกัน คุณอาจนึกอยากจัดการกับปัญหาการหลับด้วยยาหรือเครื่องมือต่างๆ แต่เรายังไม่เข้าใจกลไกการหลับดีพอที่จะเสี่ยงจัดการกับองค์ประกอบต่างๆ ด้วยวิธีผิวเผินเช่นนั้น”

เรื่อง ไมเคิล ฟิงเกิล

ภาพถ่าย มักนุส เวนน์มัน

 

อ่านเพิ่มเติม

ชมภาพการนอนหลับในที่ไม่น่าหลับของนักสำรวจ

เรื่องแนะนำ

วิกฤติพลาสติกล้นโลก

เรากำลังอยู่ในโลกที่ขยะพลาสติกจะมีมากกว่าจำนวนปลา และขยะเหล่านี้จะคงอยู่ต่อไปอีกนานแสนนานจวบจบลูกหลานของเราแก่เฒ่า

แนะนำตัวคู่หูอีกดวงของโลก

  พบดวงจันทร์ดวงที่สองของโลก องค์การนาซาพบดาวเคราะห์น้อยที่ชื่อว่า Asteroid 2016 H03 โคจรรอบดวงอาทิตย์และเข้าใกล้โลกอยู่เนืองๆ และอาจดำเนินต่อไปเช่นนี้อีกหลายร้อยปีข้างหน้า ขณะที่ดาวเคราะห์น้อย 2016 H03 โคจรรอบดวงอาทิตย์ ก็ดูเหมือนว่ามันโคจรรอบโลกด้วยเช่นกัน แต่อยู่ห่างไกลเกินไปที่จะนับเป็นดาวบริวารของโลกอย่างแท้จริง กระนั้น ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นคู่หูของโลกที่อยู่มานานที่สุดในปัจจุบัน และเรียกได้ว่าเป็น “บริวารเสมือน” (quasi-satellite) “ดาวเคราะห์น้อย 2016 H03 โคจรรอบโลกและไม่เคยออกห่างไปไหนระหว่างที่เราโคจรรอบดวงอาทิตย์ไปด้วยกัน ดังนั้นเราจึงเรียกมันว่าเป็นบริวารเสมือนครับ” พอล โชดาส ผู้จัดการของ NASA’s Center for Near-Earth Object (NEO) Studies ที่ Jet Propulsion Laboratory ในเมืองแพซาดีนา รัฐแคลิฟอร์เนีย บอก “ดาวเคราะห์น้อยอีกดวงที่ชื่อ 2003 YN107 โคจรด้วยรูปแบบคล้ายคลึงกันอยู่ช่วงหนึ่งเมื่อสิบปีก่อน แต่แล้วก็หลุดออกจากวงโคจรของเราไป แต่ดาวเคราะห์น้อยดวงใหม่นี้อยู่ติดหนึบกับเรามากกว่าครับ การคำณวนของเราบ่งบอกว่า 2016 HO3 เป็นบริวารเสมือนของโลกที่มีความเสถียรมาเกือบร้อยปีแล้ว และน่าจะโคจรในฐานะคู่หูของโลกไปอีกหลายร้อยปีเลยละครับ” มีผู้สังเกตเห็นดาวเคราะห์น้อย 2016 H03 […]

นาซาส่งยานสำรวจไปยังดวงอาทิตย์เป็นครั้งแรก

เรื่อง  เรเชล แฮร์ติแกน เชีย 31 พฤษภาคม 2017: นาซ่าประสบความสำเร็จในภารกิจมากมาย ตั้งแต่ส่งมนุษย์อวกาศขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ จนถึงส่งยานสำรวจลำแรกออกไปยังอวกาศระหว่างดาว (interstellar space) แต่ยังไม่เคยส่งภารกิจไปยังดวงอาทิตย์ อุปสรรคน่ะหรือ ความร้อนราวไฟโลกันต์ของดาวประธานแห่งระบบสุริยะนั่นเอง พื้นผิวของดวงอาทิตย์มีความร้อนถึง 10,000 องศาฟาเรนไฮต์ (5,537 องศาเซลเซียส) ขณะที่คอโรนา (corona) หรือโครงสร้างชั้นนอกสุดที่ห่อหุ้มดวงอาทิตย์ อุณหภูมิอาจพุ่งสูงถึงราว 3,500,000 องศาฟาเรนไฮต์ หรือเกือบสองล้านองศาเซลเซียส “ความผกผันของอุณหภูมินี้เป็นปริศนาข้อใหญ่ที่ยังไม่มีใครอธิบายได้อย่างชัดเจน” เป็นคำกล่าวของ นิโคลา ฟ็อกซ์ นักวิทยาศาสตร์ของโครงการ Parker Solar Probe ซึ่งเป็นภารกิจของนาซ่าที่มุ่งหวังจะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ได้ในที่สุด นาซ่าประกาศว่านับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ขององค์กรแห่งนี้ที่มีการตั้งชื่อยานสำรวจเพื่อเป็นเกียรติแก่บุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ โครงการซึ่งมีชื่อเดิมว่า Solar Probe Plus จึงได้รับการตั้งชื่อใหม่ว่า Parker Solar Probe เพื่อเป็นเกียรติแก่ ยูจีน ปาร์กเกอร์ (Eugene Parker) นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ผู้ค้นพบลมสุริยะหรือสุริยวาต (solar wind) ซึ่งเป็นกระแสของอนุภาคที่พัดออกมาจากดวงอาทิตย์ เมื่อปี […]

วิทยาศาสตร์จากกาแล็กซีอันไกลโพ้น

เรื่องโดย ไมเคิล เกรทโก ในขณะที่ทุกคนกำลังออกผจญภัยไปยังกาแล็กซีอันไกลโพ้นอีกครั้งกับหนังภาคล่าสุดของมหากาพย์แห่งสงครามระหว่างดวงดาวอย่าง  สตาร์วอร์ส อุบัติการณ์แห่งพลัง (Star Wars: The Force Awakens) คงไม่มีใครตื่นเต้นไปกว่าเหล่าบรรดานักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่ได้รับแรงบันดาลใจมากมายจากหนังเรื่องนี้ “หนังเรื่องนี้ได้สร้างแรงบันดาลใจแก่นักวิทยาศาสตร์หลายคน มันทำพวกเขาคิว่าบางทีสิ่งเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้จริง” เอลิซาเบ็ธ โฮล์ม นักวัสดุศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน กล่าว “พวกมันทำให้ฉันคิดนอกกรอบ จากกระแสของสิ่งที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบันไปจนถึงอนาคต” เหล่านักวิทยาศาสตร์หันมาสนใจและวิเคราะห์เรื่องราวและสิ่งประกอบจากในหนัง โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นไปได้จากหลักและทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่เรื่องฟิสิกส์พลาสมาไปจนถึงจิตวิทยา การทำสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่งานอดิเรกที่ใจรัก แต่มันเป็นสื่อการเรียนที่ดีที่สุดในจักรวาล “ถ้าคุณสามารถเชื่อมโยงบางจุดของเรื่องเข้ากับหลักทางวิทยาศาสตร์ที่สมเหตุสมผล คุณจะร้อง อะ-ฮ้า!” จิม คาคาลีออสกล่าว เขาเป็นนักฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยมินนิโซตา ผู้เชี่ยวชาญด้านการเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์กับวัฒนธรรมสมัยนิยม (Pop culture) “มันเป็นหนทางในการสร้างความเชื่อมโยง” ในวันนี้เราได้รวบรวมการค้นพบที่ดีและใหม่ที่สุดจากเหตุการณ์ตลอดหนทางของการเป็นมหากาพย์แห่งนิยายวิทยาศาสตร์เรื่องนี้เพื่อเป็นสื่อการเรียน แรงบันดาลใจ และคำแนะนำสำหรับตัวละครจากกาแล็คซี่อันไกลโพ้นทั้งหลาย การล่มสลายของดาวมรณะ ไม่เพียงได้มีเพียงแค่นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์นโยบายเท่านั้นที่ถูกดาวมรณะขายฝันในหัวข้อของการใช้พื้นที่อันมหาศาลของกาแล็กซีอย่างไรให้เกิดประโยชน์ แต่อาวุธชิ้นเทพของจักวรรดิเอมไพร์ชิ้นนี้ยังได้จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้แก่นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรอีกด้วย กาย วอล์กเกอร์ ศาสตราจารย์วิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยแฮเรียต-วัตต์ สกอตแลนด์ ได้นำการระเบิดของดาวมรณะดวงแรกมาวิเคราะห์เป็นกรณีตัวอย่างของความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ในงานวิศวกรรมขนานใหญ่ให้กับนักเรียนของเขา หลังได้รับหนังสือ คู่มือแบบละเอียดของดาวมรณะ (Death Star Owner’s Technical […]