เบื้องหลังการสร้างแบบจำลองเรือไวกิ้งในแผนที่พิเศษ “ไวกิ้ง” ฉบับเดือนมีนาคม 2560 - National Geographic Thailand

เบื้องหลังการสร้างแบบจำลองเรือไวกิ้งในแผนที่พิเศษ “ไวกิ้ง” ฉบับเดือนมีนาคม 2560

โปรเจ็คนี้ใช้เวลานานแค่ไหน

ตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงเสร็จสิ้นก็ใช้เวลาประมาณสองเดือนครึ่ง โดยใช้ทำงานกันทั้งวันและในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วย ตอนนั้นเฟร์นันโดยังมีงานอื่นอีกสองชิ้น แต่เขาก็ไม่อาจตอบปฏิเสธนี้ได้ (รวมทั้งยังรับทำภาพปกอีกด้วย) ถึงแม้ว่าเขาจะมีเวลาในการทำงานไม่มากก็ตาม

นี่ไม่ใช่งานแรกเกี่ยวกับชาวไวกิ้งของเฟร์นันโดใช่ไหม

เขาเป็นแฟนพันธุ์แท้ไวกิ้งเลยละครับ แถมยังมีหนังสือเกี่ยวกับไวกิ้งเป็นตั้งก่อนหน้าจะเข้ามาทำงานกับ NGM เสียด้วยซ้ำ

เฟร์นันโดเคยสร้างเรือจำลองไวกิ้งยาว 1 เมตรขึ้นมาลำหนึ่งตอนยังอยู่บ้านพ่อแม่ที่สเปนและมีอายุ 23 ปี ต่อมา เมื่อสามปีก่อน เขาได้ไปเที่ยวพักผ่อนกับภรรยาในเดนมาร์ก และหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเพื่อหาพิพิธภันฑ์ที่ดีที่สุดใกล้โคเปนเฮเกน เขาพบว่ามีพิพิธภันฑ์เรือไวกิ้งที่รอสกิลด์และอยากไปที่นั่นมาก พอถามภรรยาว่าอยากไปด้วยกันไหม เธอตอบว่า “ก็ไม่เชิงค่ะ…” แต่เธอก็ไปกับเขา เขาจำได้ว่านั่งรถทัวร์ไปถึงรอสกิลด์ในวันที่มีอากาศหนาวเย็นและขมุกขมัวไปด้วยหมอกในฤดูหนาว ทั้งคู่ใช้เวลาชมเรืออยู่ถึงสี่ชั่วโมงเต็ม แต่เขาไม่รู้ตัวหรอกว่า อีกสองสามปีต่อมาจะได้กลับมาเยือนรอสกิลด์อีกครั้งในฐานะหนึ่งในทีมงานของ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ขั้นตอนในการสร้างภาพเรือจำลองในแผนที่พิเศษไวกิ้ง

เฟร์นันโดมีภาพอยู่ในหัวแล้วเกี่ยวกับฉากที่ว่า ชาวไวกิ้งล่องเรืออย่างไรและนำเรือเทียบท่าอย่างไร จากนั้นก็วาดภาพฉากเหล่านั้นขึ้นมา

เขาเริ่มลงมือทำงานชิ้นนี้โดยใช้เวลา 2-3 วันแรกไปกับการตะลุยอ่านทุกอย่างเกี่ยวกับไวกิ้งเท่าที่หาได้ เมื่อได้ข้อมูลมาจำนวนหนึ่งแล้ว เขาก็เข้าใจว่า หัวใจสำคัญของการขยายอิทธิพลของชาวไวกิ้งอยู่ที่เรือของนั่นเอง เขาจึงตั้งใจวาดให้เรือเป็นพระเอก ในแผนที่ด้านที่เป็นรูปเรือ เขาได้ลองออกแบบเรือมาหลายแบบ แบบหนึ่งมีภาพร่างของเรือหกลำ อีกแบบเจาะไปที่เรือลำเดียว หลังจากหารือกับ Creative Director แล้ว พวกเขาก็ตัดสินใจกันว่า ภาพที่สื่อเรื่องราวได้ดีที่สุดควรจะเป็นภาพที่เจาะให้เห็นรายละเอียดของเรือลำเดียว แต่ควรจะเลือกลำไหนล่ะ เฟร์นันโดเลือกเรือ Gokstad เพราะเป็นเรือสัญลักษณ์ของชาวไวกิ้ง มีหน้าที่การใช้งานหลากหลาย สง่างาม และแข็งแกร่ง และยังเป็นเรือที่ไวกิ้งที่คนรู้จักกันดีที่สุดด้วย

ในการทำงานชิ้นนี้ เฟร์นันโดต้องเดินทางสองครั้ง ในเดือนกรกฎาคม ปี 2016 เขาเดินทางจากชิคาไปที่เมืองเจนีวาในรัฐอิลลินอยส์ เพื่อดูเรือจำลองของเรือ Gokstad ปี 1893 ลำจริง ซึ่งค้นพบที่เนินฝังศพจากยุคไวกิ้งใกล้ Sandefjord ในนอร์เวย์ (http://www.vikingship.us/tours.htm) และเป็นเรื่องบังเอิญที่ในตอนนั้น เรือไวกิ้งจำลองลำใหญ่ที่สุดชื่อ Draken Harald Hårfagre (หรือ Harald Fairhair) ก็เดินทางจากนอร์เวย์ไปถึงชิคาโกโดยการข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกพอดี เฟร์นันโดไปชมเรือลำนั้นและพูดคุยกับกะลาสีกับหัวหน้าช่างต่อเรือ ซึ่งให้รายละเอียดเกี่ยวกับลูกเรือและการต่อเรือ กะลาสีแต่ละคนจะมีตำแหน่งเฉพาะอยู่บนเรือ และเรือก็มีพื้นที่น้อย ฉะนั้นทุกคนจึงต้องอยู่บนดาดฟ้าเรือตลอดเวลา เพราะเรือมีท้องเรือแบนและไม่มีที่ให้อยู่ใต้ดาดฟ้าเรือแต่อย่างใด เฟร์นันโดได้เห็นกับตาว่า กะลาสีแต่ละคนยกไม้กระดานออกจากดาดฟ้าเรือเพื่อจะได้มีที่นั่ง เขายังได้เห็นว่าทุกคนกางเต๊นท์กลางเรือเพื่อกันแดดและลมฝนอย่างไร  จากนั้นก็ใช้ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ อีกทั้งข้อมูลที่ได้จากประสบการณ์จริง มาปรับภาพร่างของเขา

อีกสองสามเดือนให้หลัง เฟร์นันโดก็เดินทางไปเดนมาร์ก

เขาได้รับเชิญให้ไปบรรยายที่งานเสวนางานหนึ่งในกรุงโคเปนเฮเกน และใช้โอกาสนี้ในการทำงานเรือไวกิ้งของเขา

อะแมนดา ฮอบส์ นักค้นคว้าวิจัยซึ่งอาศัยอยู่ในสวีเดน เป็นธุระจัดแจงให้เขาได้พบปะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ที่พิพิธภัณฑ์เรือไวกิ้ง (Viking Ship Museum หรือ VikingeskibsMuseet) ที่เมืองรอสกิลด์ และเข้าร่วมงานกับเฟร์นันโดที่เดนมาร์ก ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เรือไวกิ้งตลอดทั้งวัน ที่นั่นเฟร์นันโดได้ชมเรือ Skuldelev ของจริงห้าลำแบบใกล้ชิด ซึ่งขุดพบในฟยอร์ดรอสกิลด์ อีกทั้งได้ชมเรือจำลองของเรือเหล่านี้ทั้งห้าลำซึ่งจอดอยู่ในอ่าว

เฟร์นันโดกับอะแมนดา ภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ และสถาปนิกนาวี (มอร์เตน ราฟน์ ภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ ยังแนะนำให้ผู้ที่ชื่นชอบชาวไวกิ้งให้ดูซีรี่ส์เรื่อง Vikings ของ History Channel ด้วย และนีล ไพรซ์ ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่เบื้องหลังการผลิตสารคดีของ History Channel อีกคน ก็ทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับอะแมนดา) เฟร์นันโดกับอะแมนดาได้ข้อมูลทางภาพจากห้องสมุดของพิพิธภัณฑ์ และถ่ายรูปไว้มากมาย เฟร์นันโดได้รู้ว่ากัปตันเรือมักอยู่ที่ท้ายเรือ ยามสังเกตการณ์จะอยู่ด้านหัวเรือ และทาสจะอยู่กลางเรือเพื่อถ่วงน้ำหนักให้เรือสมดุลย์ ข้อมูลนี้เป็นจุดเริ่มของการวางตำแหน่งผู้คนบนเรือในแผนที่ เฟร์นันโดยังได้รู้อีกด้วยว่า ชาวไวกิ้งไม่ได้ผูกเกราะไว้ที่ข้างเรือด้วยเชือกตอนแล่นเรืออย่างที่เขาเคยคิดมาก่อน

ระหว่างที่เขาศึกษาไม้กระดานดาดฟ้าเรือของเรือ Skuldelev ลำดั้งเดิมลำหนึ่ง เฟร์นันโดก็สังเกตเห็นว่า เขาสามารถยกไม้ออกได้อย่างสบายๆ เขาจึงสอบถามผู้เชี่ยวชาญซึ่งยืนยันว่าทำเช่นนั้นได้จริงๆ เพราะชาวไวกิ้งไม่ตอกตะปูบนดาดฟ้าเรือ ไม้กระดานจึงยกออกได้โดยง่าย เรือไวกิ้งจะต้องมีความยืดหยุ่นสูงเพื่อให้ปรับเปลี่ยนได้ตามสภาวการณ์ และต้องทนทานต่อคลื่นแรงลมทุกประเภทในท้องทะเล

เฟร์นันโดกับอะแมนดาอยู่ที่พิพิธภันฑ์นั้นครึ่งวัน เขาได้รู้ว่านักรบไวกิ้งจะมีอายุมากไม่ได้ โดยจะอยู่ในช่วงราว 35 ปี อะแมนดา ฮอบส์ ใช้เวลาค้นคว้าอยู่ 140 ชั่วโมงเพื่อทำแผนที่พิเศษนี้

จากนั้น เฟร์นันโดก็ปรับเปลี่ยนแผนที่จากข้อมูลที่ได้อีกครั้ง

หลังจากร่างภาพเบื้องต้นเสร็จแล้ว เฟร์นันโดก็สร้างแบบจำลอง 3 มิติของจริงขึ้นมา เขานิยมใช้มือในการสร้างแบบจำลอง และพยายามไม่ใช้คอมพิวเตอร์ เพราะเขาชอบความรู้สึกว่าได้สัมผัสตัวงานด้วยมือของตนเองจริงๆ เขาสร้างแบบจำลองขึ้นมาอย่างรวดเร็วและง่ายดาย แถมยังรู้สึกสนุกไปกับทุกขั้นตอน แบบจำลองเรือทำให้เขารู้ข้อมูลเกี่ยวกับพลวัตทางกายภาพ (physical dynamic) แสง และพื้นผิวสัมผัสของเรือ จากนั้นเขาก็ใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการปรับปรุงภาพร่างเรือให้ดีขึ้น

 

เรื่องแนะนำ

ภาพนี้ต้องขยาย : สูงใหญ่มีชัยไปกว่าครึ่ง

ภาพโดย U.S. FOREST SERVICE/NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE ในภาพถ่ายเมื่อปี 1924 ภาพนี้   นั่งร้านบนยอดไม้ทำให้คนเฝ้าระวังไฟป่าที่ถือธงอยู่มองเห็นภาพมุมกว้างในป่าสงวนแห่งชาติเมานต์แชสตา รัฐแคลิฟอร์เนีย เขาปีนขึ้นไปสูงขนาดนั้นได้อย่างไร แชริล โอ๊กส์ จากสมาคมประวัติศาสตร์ป่าไม้ ตั้งข้อสังเกต “ต้นไม้ต้นนี้อยู่ใกล้กับสถานีเพาะชำต้นไม้ และอาจมีโลหะให้ใช้ทำบันไดได้” การตรวจพบไฟป่าแต่เนิ่นๆ มากกว่าการดับไฟ กลายเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ  สำหรับกรมป่าไม้สหรัฐฯ หลังจากเพลิงเผาผลาญพื้นที่ราว 10,000 ตารางกิโลเมตรในรัฐไอดาโฮ  มอนแทนา และวอชิงตัน เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 1910 ภัยพิบัติครั้งนั้นยังคงเป็นไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ — มาร์กาเร็ต จี. แซ็กโควิตซ์  

บทเรียนจากต้นไม้

เรื่อง แคที นิวแมน ภาพถ่าย ไดแอน คุก และเลน เจนเชล ต้นไม้ทุกต้นบอกเล่าเรื่องราว แต่บางเรื่องอาจสะเทือนอารมณ์เกินพรรณนา ไม่ว่าจะเก็บรักษาความทรงจำ โอบอุ้ม  ความเชื่อ หรือเป็นอนุสรณ์ความเศร้า ต้นไม้ยังสร้างแรงบันดาลใจ  เรื่องราวโด่งดังที่สุดเห็นจะไม่พ้นต้นแอ๊ปเปิ้ลในสวนผลไม้ที่มณฑลลิงคอล์นเชียร์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งเล่าขานกันว่า เมื่อปี 1666 แอ๊ปเปิ้ลผลหนึ่งร่วงหล่นจากต้น และกระตุ้นให้ชายหนุ่มนามไอแซก นิวตัน นึกสงสัยว่า ทำไมแอ๊ปเปิ้ลถึงร่วงในแนวดิ่งลงสู่พื้นดินเสมอ ต้นฉบับลายมือสมัยศตวรรษที่สิบแปดบอกเล่าว่า นิวตันซึ่งเดินทางกลับบ้านจากเคมบริดจ์ (หลังกาฬโรคระบาดทำให้ต้องปิดมหาวิทยาลัย) เดินเข้าไปในสวนและครุ่นคิดใคร่ครวญ วิลเลียม สตูกลีย์ เพื่อนและนักเขียนชีวประวัติของเขา บรรยายไว้ว่า “ความคิดเรื่องแรงโน้มถ่วงผ่านเข้ามาในหัว…จากการร่วงสู่พื้นของผลแอ๊ปเปิ้ล ขณะที่เขานั่งนึกตรึกตรองอยู่” นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งการหยั่งรู้ครั้งแรกที่เกี่ยวพันกับต้นไม้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ขณะประทับใต้ต้นโพธิ์มิใช่หรือ ต้นไม้ชวนให้เราเคลิบเคลิ้ม วัฒนธรรมหลากหลายเล่าขานนิทานว่าด้วยนักบวชที่สดับตรับฟังเสียงสกุณาในพงไพรแล้วพบว่า เวลาเพียงชั่วอึดใจกลับกลายเป็นหลายร้อยปีที่ผันผ่าน ต้นไม้เป็นที่เก็บความทรงจำของธรรมชาติ กระทั่งในระดับโมเลกุล เบนจามิน สเวตต์ ผู้เขียนหนังสือ นิวยอร์ก นครแห่งแมกไม้ (New York City of Trees) กล่าวในการสัมภาษณ์ทางวิทยุว่า “เนื้อไม้ในแต่ละชั้นของวงปีประกอบด้วยอากาศบางส่วนของปีนั้นๆ […]

เปลี่ยนโลกด้วยมือเรา

  เรื่อง  โรเบิร์ต คุนซิก ภาพถ่าย ลูกา โลกาเตลลี เยอรมนีกำลังริเริ่มการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่เรียกว่า เอแนร์จีเวนเดอ (energiewende) หรือการปฏิวัติพลังงานที่บรรดานักวิทยาศาสตร์เห็นว่า สักวันหนึ่งทุกประเทศจำเป็นต้องทำเพื่อป้องกันหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  และในบรรดาชาติอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ด้วยกัน เยอรมนีถือเป็นผู้นำในเรื่องนี้  เมื่อปีที่แล้ว การผลิตไฟฟ้าราวร้อยละ 27 ของเยอรมนีได้มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น ลมและแสงอาทิตย์ เพิ่มขึ้นจากทศวรรษก่อนถึงสามเท่า การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกเร่งให้เร็วขึ้นหลังภัยพิบัติที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะในญี่ปุ่นเมื่อปี 2011 ซึ่งทำให้นายกรัฐมนตรีอันเกลา แมร์เคิล ประกาศจะปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้ง 17 แห่งภายในปี 2022 จนถึงขณะนี้ เยอรมนีปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไปแล้วเก้าแห่ง และผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้สูงกว่าปริมาณที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งเก้าแห่งนั้นเคยผลิตได้เสียอีก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เยอรมนีมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อโลกคือคำถามที่ว่า เยอรมนีจะเป็นผู้นำการลด ละ เลิก การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้หรือไม่ นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า พอถึงปลายศตวรรษนี้ การปล่อยคาร์บอนที่ทำให้โลกร้อนขึ้นต้องลดลง จนแทบเหลือศูนย์ เยอรมนีซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลกให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยคาร์บอนครั้งใหญ่ กล่าวคือลดลงจากปี 1990 ให้ได้ร้อยละ 40 ภายในปี 2020 และลดลงอย่างน้อยร้อยละ 80 ภายในปี 2050 ตอนนี้คำสัญญาเหล่านั้นจะเป็นจริงหรือไม่ยังไม่มีใครตอบได้ การปฏิวัติพลังงานของเยอรมนีเกิดจากรากหญ้า ได้แก่พลเมืองทั่วไปและกลุ่มองค์กรพลังงานภาคประชาชนที่ลงทุนในพลังงานหมุนเวียนคิดเป็นสัดส่วนถึงครึ่งหนึ่ง แต่บริษัทผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ซึ่งคงไม่เห็นดีเห็นงามกับการปฏิวัติพลังงานนี้กดดันให้รัฐบาลของแมร์เคิลชะลอการดำเนินการต่างๆ เยอรมนียังคงผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในปริมาณสูงกว่าพลังงานหมุนเวียนมากนัก […]

ภาพนี้ต้องขยาย : มนุษย์ถ้ำ

ภาพโดย วิลลิส ที. ลี, NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE “โพรงถ้ำที่ได้รับการประดับประดาอย่างวิจิตรอลังการนี้…บ่งชี้ว่า แคเวิร์น [Cavern – ชื่อเรียกสั้นๆของ Carlsbad Cavern] ไม่ได้รับการเหลียวแลนานเพียงใด”  คือข้อความที่มาพร้อมกับภาพถ่ายภาพนี้โดยวิลลิส ที. ลี ผู้นำการสำรวจกลุ่มถ้ำหินปูนคาร์ลสแบดแคเวิร์นในรัฐนิวเม็กซิโกซึ่งใช้เวลาหกเดือนของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก  ผู้หญิงที่มองเห็นผ่านแว่นขยายปรากฏอยู่ในภาพถ่ายหลายภาพของลี เธออาจจะเป็นบุตรสาวของเขา สารคดีเกี่ยวกับการเดินทางครั้งนี้ของลีได้รับตีพิมพ์ในนิตยสารฉบับเดือนกันยายน ปี 1925 แต่ทุกสิ่งใช่ว่าจะดำเนินไปอย่างราบรื่น  ลีบรรยายถึงการต้องแบกแกลอนน้ำมันรั่วๆ  (โดยเขียนในรูปบุรุษที่สาม) ว่า  เขา “สังเกตเห็นรอยเปียกเล็กน้อยบนหลังเสื้อ  แต่ไม่ได้ใส่ใจจนกระทั่งเริ่มรู้สึกแสบร้อนที่ผิวหนัง… เขาไม่รู้ว่าตุ่มพองจากน้ำมันอาจเป็นอันตราย   จึงยังทำงานต่อไปอีกหลายชั่วโมง  และด้วยความช่วยเหลือจากแพทย์  เขาใช้เวลาสิบวันต่อมาในการพักพื้นเพื่อให้ร่างกายสร้างผิวหนังใหม่ทดแทน” — มาร์กาเร็ต จี. แซ็กโควิตซ์