มรดกสีครามของ โอบามา - National Geographic Thailand

มรดกสีครามของโอบามา

มรดกสีครามของ โอบามา

ราว 160 กิโลมตรทางตะวันออกเฉียงเหนือของอ่าวบอสตัน วาฬแกลบครีบดำซึ่งมีสถานะใกล้สูญพันธุ์หกตัวผุดขึ้น  มาเหนือน้ำเป็นระลอก ลำท้องเรียวขาวสะท้อนวาวอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ  แต่ละครั้งที่พุ่งเสยขึ้นมาสูงสุด พวกมันจะอ้าปากขนาดมหึมาเพื่อกรองกินโคพีพอดขนาดเล็กจิ๋ว  ถัดจากกราบซ้ายของเรือวิจัยชื่อ แพลนบี ฝูงปลาเฮร์ริงกำลังไล่กิน ครัสเตเชียนชนิดเดียวกันนี้จนผิวน้ำแตกกระจาย  ขณะเดียวกัน บนสันหินใต้ทะเลลึกลงไปเบื้องล่าง 15 เมตร นักวิทยาศาสตร์จากเรือดังกล่าวก็กำลังเฝ้าดูปลาพอลล็อก ปลาค้อด และปลาคันเนอร์ กินอาหารอยู่ท่ามกลางสายริบบิ้นเส้นยาวของสาหร่าย  เคลป์สีทอง

คอร์เตสแบงก์ มหาสมุทรแปซิฟิก: ปลาชีพเฮดแคลิฟอร์เนียและปลาอื่นๆ แหวกว่ายในป่าสาหร่ายเคลป์และสาหร่ายหินปูนเหนือคอร์เตสแบงก์ ภูเขาใต้ทะเลที่เสียดแทงขึ้นจากพื้นทะเลกว่า 1.5 กิโลเมตรผลักดันน้ำลึกที่อุดมไปด้วยสารอาหาร ขึ้นสู่ผิวน้ำ ก่อเกิดเป็นโอเอซิสอันอุดมสมบูรณ์

แคชเชสเลดจ์ (Cashes Ledge) เป็นภูเขาใต้ทะเลที่สูงที่สุดในอ่าวเมน และเป็นแหล่งอาหารเคลื่อนที่อันน่าทึ่ง คลื่นใต้น้ำที่เคลื่อนปะทะแนวสันเขาแกรนิตและยอดแบนราบจะลากพาคลื่นจากชั้นผิวน้ำอันอบอุ่นที่อุดมด้วยแพลงก์ตอนลงไปยังท้องน้ำลึก  กระแสน้ำที่พัดลงสู่เบื้องล่างนี้เปิดโอกาสให้เหล่าปลาที่หากินตามหน้าดินที่อาศัยอยู่ตามพื้นทะเลหากินกันอย่างคึกคักพอๆกับปลาที่หากินอยู่ช่วงน้ำลึกระดับปานกลาง วาฬ ปลาเฮร์ริง และนกที่ผิวน้ำ  กระแสน้ำขึ้นน้ำลงและภูมิประเทศที่นี่ทำงานสอดประสานกันเพื่ออนุรักษ์ไว้ซึ่งร่องรอยแห่งความอุดมสมบูรณ์  ซึ่งเคยเป็นนิยามของอ่าวเมนจวบกระทั่งการประมงทำให้เหือดหายไป

“หากว่ากันตามจริงแล้วแคชเชสเลดจ์คือเครื่องจักรย้อนเวลากลับไปสู่ชายฝั่งนิวอิงแลนด์เมื่อ 400 ปีก่อน” จอน  วิตแมน นักนิเวศวิทยาทางทะเลผู้ศึกษาพื้นที่อุดมด้วยความหลากหลายทางชีวภาพแห่งนี้มานานกว่า 30 ปี   บอก  ขณะที่ซิลเวีย เอิร์ล นักสมุทรศาสตร์ และนักสำรวจประจำของสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟิก เรียกแคชเชสเลดจ์ว่า “เยลโลว์สโตนแห่งแอตแลนติกเหนือ” และถือเป็นสมบัติแห่งชาติที่ควรค่าแก่การพิทักษ์ไว้  แม้เราจะไม่สามารถขับรถไปเยี่ยมชมได้ก็ตาม

หมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐฯ ทะเลแคริบเบียน: เต่ามะเฟืองละจากหาดที่มันขึ้นมาวางไข่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แซนดีพอยต์บนเกาะเซนต์ครอย ห่างจากเกาะบัก 35 กิโลเมตร พื้นที่คุ้มครองช่วยให้จำนวนลูกเต่ามะเฟืองและเต่าพันธุ์อื่นๆ เพิ่มสูงขึ้น

ขณะที่มหาสมุทรได้รับความเสียหายจากการทำประมงเกินขนาด  มลภาวะ และผลกระทบที่รุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เอิร์ลเป็นส่วนหนึ่งของทีมนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลและนักอนุรักษ์ที่พยายามกันบางส่วนของพื้นที่บริสุทธิ์แห่งท้ายๆ ในน่านน้ำอเมริกันให้เป็นเขตสงวน  ไล่จากแคชเชสในนิวอิงแลนด์ ป่าปะการังน้ำเย็นทางตะวันตกของหมู่เกาะอะลูเชียนในอะแลสกา ไปจนถึงภูเขาใต้ทะเลคอร์เตสและภูเขาใต้ทะเลแทนเนอร์นอกชายฝั่งแซนดีเอโก กลุ่มนักรณรงค์เคลื่อนไหวเหล่านี้มองเห็นภาพของเขตอนุรักษ์ทางทะเลของสหรัฐฯที่ร้อยต่อกันเป็นสายไปเชื่อมโยงกับเครือข่ายระดับโลก ซึ่งจะมีขนาดใหญ่พอจนสามารถกอบกู้และฟื้นฟูมหาสมุทรต่างๆกลับคืนมาได้

ตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีทีโอดอร์ รูสเวลต์ เป็นต้นมา สหรัฐฯได้กำหนดพื้นที่ทางทะเลให้เป็นเขตสงวนแล้วมากกว่า 1,200 แห่ง รวมเป็นพื้นที่หนึ่งส่วนสี่ของน่านน้ำสหรัฐฯ  แต่โรบิน คันดิส เครก ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางสมุทรศาสตร์ บอกว่า เขตสงวนทางทะเลต่างๆไม่อาจช่วยหยุดยั้งการลดลงอย่างรวดเร็วของสิ่งมีชีวิตทางทะเลได้  เนื่องจากในน่านน้ำสงวนส่วนใหญ่ซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลอย่างน้อยก็ยังมีการอนุญาตให้ทำการประมง  หรือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในทะเลได้ในระดับหนึ่ง “เราสนใจที่จะสงวนรักษาทรัพยากรทางทะเลของเราไว้มากกว่า หรือสนใจที่ตักตวงประโยชน์จากทะเลมากกว่ากัน” เครกตั้งคำถาม “เรายังตอบคำถามนี้ให้ชัดเจนไม่ได้เลย”

หมู่เกาะมิดเวย์: “สำหรับคนที่มีภาระหน้าที่รัดตัวและต้องสวมชุดสูทผูกเนกไทตลอดเวลา การได้ออกไปว่ายน้ำกลางมหาสมุทรจะต้องเป็นการพักผ่อนที่สุดยอดมาก” ช่างภาพ ไบรอัน สเกอร์รี บอก เขาหวังว่าผลงานภาพถ่ายประธานาธิบดี บารัก โอบามา ขณะดำน้ำรูปนี้ของเขาจะช่วยดึงดูดให้ผู้คนหันมาสนใจการอนุรักษ์มหาสมุทร

เมื่อปลายฤดูร้อนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีบารัก โอบามา พยายามให้คำตอบที่ชัดเจนเด็ดขาดในพื้นที่สองแห่งด้วยกัน โดยอาศัยอำนาจของเขาภายใต้รัฐบัญญัติว่าด้วยการอนุรักษ์มรดกโบราณของชาติ  ซึ่งอนุญาตให้ประธานาธิบดีประกาศให้พื้นที่สาธารณะที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์เป็นเขตอนุรักษ์ได้ อันดับแรก  เขาประกาศขยายพื้นที่อนุสรณ์สถานทางทะเลปาปาฮาเนาโมกูอาเกียทางตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่เกาะฮาวายเพิ่มขึ้นสี่เท่า หรือคิดเป็นพื้นที่มากกว่า 1.5 ล้านตารางกิโลเมตร ภายในเขตอนุสรณ์แห่งนี้จะอนุญาตให้ทำประมงเพื่อนันทนาการหรือเพื่อยังชีพเท่านั้นที่นี่เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำใกล้สูญพันธุ์อย่างวาฬสีน้ำเงินและแมวน้ำมังก์   เหล่าสัตว์นักล่าอันดับสูงสุดในห่วงโซ่อาหาร เช่น ทูน่า และฉลาม รวมทั้งแนวปะการังที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดและอยู่ทางเหนือสุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่มีโอกาสมากที่สุดที่จะรอดจากภาวะโลกร้อน

สามสัปดาห์ต่อมา โอมาบายังจัดตั้งอนุสรณ์สถานทางทะเลแห่งแรกขึ้นนอกชายฝั่งแถบอีสต์โคสต์ของสหรัฐฯ ซึ่งก็คือนอร์ทอีสต์แคนยอนแอนด์ซีเมานต์ (Northeast Canyons and Seamounts) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 12,725 ตารางกิโลเมตร และอยู่ห่างจากเคปค้อดไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 210 กิโลเมตร ก่อนหน้านี้ กลุ่มนักอนุรักษ์เสนอให้จัดตั้งอนุสรณ์ที่มีพื้นที่กว้างใหญ่กว่านี้มาก รวมทั้งอ้างเหตุผลข้อโต้แย้งอย่างหนักแน่นว่า แคชเชสเลดจ์ควรได้รับการคุ้มครองด้วยเช่นกัน แต่อุตสาหกรรมประมงต่อต้านข้อเสนอของกลุ่มนักอนุรักษ์ในทั้งสองกรณี  หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีแล้ว  โฆษกจากแวดวงอุตสาหกรรมประมงบางคนออกมากล่าวทำนองว่า  แม้แต่พื้นที่ซึ่งโอบามาประกาศจัดตั้งเป็นอนุสรณ์สถานไว้แล้วก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้  แม้ไม่เคยปรากฏว่ามีประธานาธิบดีคนใดเพิกถอนการประกาศจัดตั้งพื้นที่อนุสรณ์สถานมาก่อน แต่ก็เห็นได้ชัดว่าการต่อสู้เพื่อพิทักษ์รักษาพื้นที่ที่มีความสำคัญในมหาสมุทรและตัวมหาสมุทรโดยรวมได้ย่างเข้าสู่ขั้นเร่งด่วนแล้ว

เรื่อง ซินเทีย บาร์เนตต์
ภาพถ่าย ไบรอัน สเกอร์รี

เรื่องแนะนำ

บทเรียนจากต้นไม้

เรื่อง แคที นิวแมน ภาพถ่าย ไดแอน คุก และเลน เจนเชล ต้นไม้ทุกต้นบอกเล่าเรื่องราว แต่บางเรื่องอาจสะเทือนอารมณ์เกินพรรณนา ไม่ว่าจะเก็บรักษาความทรงจำ โอบอุ้ม  ความเชื่อ หรือเป็นอนุสรณ์ความเศร้า ต้นไม้ยังสร้างแรงบันดาลใจ  เรื่องราวโด่งดังที่สุดเห็นจะไม่พ้นต้นแอ๊ปเปิ้ลในสวนผลไม้ที่มณฑลลิงคอล์นเชียร์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งเล่าขานกันว่า เมื่อปี 1666 แอ๊ปเปิ้ลผลหนึ่งร่วงหล่นจากต้น และกระตุ้นให้ชายหนุ่มนามไอแซก นิวตัน นึกสงสัยว่า ทำไมแอ๊ปเปิ้ลถึงร่วงในแนวดิ่งลงสู่พื้นดินเสมอ ต้นฉบับลายมือสมัยศตวรรษที่สิบแปดบอกเล่าว่า นิวตันซึ่งเดินทางกลับบ้านจากเคมบริดจ์ (หลังกาฬโรคระบาดทำให้ต้องปิดมหาวิทยาลัย) เดินเข้าไปในสวนและครุ่นคิดใคร่ครวญ วิลเลียม สตูกลีย์ เพื่อนและนักเขียนชีวประวัติของเขา บรรยายไว้ว่า “ความคิดเรื่องแรงโน้มถ่วงผ่านเข้ามาในหัว…จากการร่วงสู่พื้นของผลแอ๊ปเปิ้ล ขณะที่เขานั่งนึกตรึกตรองอยู่” นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งการหยั่งรู้ครั้งแรกที่เกี่ยวพันกับต้นไม้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ขณะประทับใต้ต้นโพธิ์มิใช่หรือ ต้นไม้ชวนให้เราเคลิบเคลิ้ม วัฒนธรรมหลากหลายเล่าขานนิทานว่าด้วยนักบวชที่สดับตรับฟังเสียงสกุณาในพงไพรแล้วพบว่า เวลาเพียงชั่วอึดใจกลับกลายเป็นหลายร้อยปีที่ผันผ่าน ต้นไม้เป็นที่เก็บความทรงจำของธรรมชาติ กระทั่งในระดับโมเลกุล เบนจามิน สเวตต์ ผู้เขียนหนังสือ นิวยอร์ก นครแห่งแมกไม้ (New York City of Trees) กล่าวในการสัมภาษณ์ทางวิทยุว่า “เนื้อไม้ในแต่ละชั้นของวงปีประกอบด้วยอากาศบางส่วนของปีนั้นๆ […]

ใครจะรอด ใครจะไป

เรื่อง เจนนิเฟอร์ เอส. ฮอลแลนด์ ภาพถ่าย โจเอล ซาโทรี สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง นั่นคือความจริงของธรรมชาติ แต่ภูมิอากาศโลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง จนกระทั่งอาจพลิกโฉมหน้าของผืนดินและท้องทะเล  และส่งผลกระทบต่อสรรพชีวิต “จะมีสิ่งมีชีวิตส่วนน้อยกลุ่มหนึ่งเสมอที่อยู่รอดและได้ประโยชน์จากสภาพการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างค่อนข้างฉับพลันครับ” ทอมัส เลิฟจอย นักชีววิทยาด้านการอนุรักษ์ประจำมหาวิทยาลัยจอร์จเมสัน และภาคีสมาชิกของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก กล่าวและเสริมว่า “แต่สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่จะตกที่นั่งลำบาก” ถ้าไม่ถึงกับล้มหายตายจากไป อุณหภูมิที่สูงขึ้นจากก๊าซเรือนกระจกเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการนี้เท่านั้น ก่อนจะตามมาด้วยสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว  (รวมถึงภัยแล้งต่อเนื่องยาวนาน) ฤดูผสมพันธุ์และฤดูอพยพที่เปลี่ยนแปลงไป แหล่งอาหารไม่แน่นอน รูปแบบโรคภัยไข้เจ็บใหม่ๆ น้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว และระดับทะเลสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงแต่ละอย่างนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอื่นๆอีกมากมาย และส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง การเปลี่ยนแปลงอาจส่งผลดีกับสิ่งมีชีวิตบางจำพวกเป็นต้นว่าฤดูใบไม้ผลิที่ยาวนานกว่าเดิมส่งผลให้มีอาหาร มากขึ้น สภาพแวดล้อมบางอย่างอาจเปลี่ยนไปในทางที่เหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัย  และการอพยพย้ายถิ่นอันเหนื่อยยาก อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่ขณะที่การเปลี่ยนแปลงดำเนินต่อไปอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็อาจเผชิญกับขีดจำกัดครั้งใหม่และตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำเช่นกัน นี่ไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปปรากฏเด่นชัดในปัจจุบัน “ไม่มีทางหวนกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้วครับ” เจมส์ วัตสัน จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโครงกรการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกของสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (World Conservation Society) กล่าวและเสริมว่า “ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงไป” สัตว์ป่าที่เคยใช้ชีวิตอย่างปกติสุขท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่ค่อนข้างแน่นอนในช่วง 10,000 ปีที่ผ่านมากำลังถูกกดดันและทดสอบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน การคาดการณ์ของเราว่า  […]

นักท่องทะเลแห่งมหาสมุทรอินเดีย

ที่มัลดีฟส์ ยังเป็นเรื่องปกติที่พ่อพาลูกออกทะเลไปด้วยกันเพื่อเรียนรู้การจับปลาตั้งแต่ยังเล็ก  ถึงทุกวันนี้ เด็กชายส่วนใหญ่จับปลาเป็นก็จากการถ่ายทอดของคนรุ่นพ่อ

ยอดมนุษย์ เหนือมนุษย์

เรื่อง ดี. ที. แมกซ์ ภาพประกอบ โอเวน ฟรีแมน ตอนที่ผมพบกับไซบอร์ก นีล ฮาร์บิสสัน ที่บาร์เซโลนา เขาดูไม่ต่างจากฮิปสเตอร์ทั่วไปในเมืองนั้น เพียงแต่เขามีเสาอากาศสีดำที่โค้งงอออกมาจากด้านหลังของกะโหลกศีรษะเหนือผมทรงกะลาครอบสีทอง ฮาร์บิสสันวัย 34 ปี เกิดที่เมืองเบลฟัสต์ ไอร์แลนด์เหนือ และเติบโตขึ้นในสเปน เขามีความผิดปกติที่พบได้น้อยมากเรียกว่า ภาวะตาบอดสีทุกสี หรือภาวะสูญเสียการระลึกรู้สี (acromatopsia)  ซึ่งแปลว่า  เขาไม่สามารถรับรู้สีได้ แต่เสาอากาศ ซึ่งมีส่วนปลายเป็นตัวรับของเส้นใยนำแสง (เซนเซอร์ไฟเบอร์ออปติก) อยู่เหนือดวงตาของเขาพอดี ช่วยให้ฮาร์บิสสันรับรู้สีได้ ฮาร์บิสสันไม่เคยรู้สึกว่า การอยู่ในโลกที่มีแต่สีขาวและดำถือเป็นความพิการแต่อย่างใด “ผมมองเห็นได้ไกลขึ้น  ผมยังจดจำรูปทรงต่างๆได้ง่ายขึ้นเพราะไม่มีสีสันมาทำให้สับสน” เขาบอกผมด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่เขาอยากรู้อยากเห็นมากว่าสิ่งต่างๆจะเป็นอย่างไรถ้ามีสี  ด้วยความที่เรียนด้านดนตรีมา ในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย    เขาจึงคิดว่าเสียงอาจทำให้เขาค้นพบสีได้  ช่วงอายุ 20 ต้นๆ เขาไปหาศัลยแพทย์ (ผู้ไม่ต้องการเปิดเผยชื่อ) ที่ยินยอมปลูกฝังอุปกรณ์ไซเบอร์เนติกส์ (cybernatics: ศาสตร์ที่ว่าด้วยการสื่อสารและควบคุมภายในสัตว์และในเครื่องจักร) ให้ ตัวรับของเส้นใยนำแสงจะรับสีต่างๆที่อยู่ตรงหน้าเขา  และไมโครชิปที่ฝังอยู่ในกะโหลกจะเปลี่ยนคลื่นความถี่ของสีต่างๆไปเป็นการสั่นสะเทือนตรงบริเวณด้านหลังศีรษะ ซึ่งจะกลายเป็นความถี่เสียงและเปลี่ยนกะโหลกให้เป็นเหมือนหูที่สาม เขาระบุได้อย่างถูกต้องว่า เสื้อคลุมของผมเป็นสีน้ำเงิน เมื่อหันเสาอากาศไปทางมูน รีบัส […]