“ถ้ามองข้ามชื่อเสียง ลาภยศ และหัวโขนที่สวมใส่ไปให้หมด
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งจะเหลืออยู่มีอะไรบ้าง”
คำถามชวนคิดนี้กลายเป็นแกนกลางของบทสนทนาระหว่างเรากับ มาร์ติน โชลเลอร์ (Martin Schoeller) ช่างภาพพอร์ตเทรตระดับโลกชาวเยอรมัน ในวันที่เขาบินลัดฟ้ามาจัดนิทรรศการแสดงผลงานครั้งแรกในเมืองไทย
ในแวดวงภาพถ่ายร่วมสมัย ชื่อของ Schoeller คือสัญลักษณ์ของงานพอร์ตเทรตที่ทรงพลังและเรียบง่ายที่สุดคนหนึ่ง เส้นทางของเขาเริ่มต้นจากการเคี่ยวกรำประสบการณ์ในฐานะมือขวาของช่างภาพระดับตำนานอย่าง Annie Leibovitz ทว่าแทนที่จะเดินตามรอยแนวทางการถ่ายภาพสุดหวือหวาที่ Leibovitz วางไว้ Schoeller กลับเลือกทางสายขบถ และสร้างลายเซ็นที่ตรงกันข้ามกับเธออย่างสิ้นเชิง ด้วยการลบฉากหลังที่บ่งบอกถึงสถานะตัวตน และเลือกที่จะถ่ายแบบ Close-up เพื่อนำเสนอ “แก่นแท้” ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าเหล่านั้นอย่างตรงไปตรงมา
ความซื่อตรงในการนำเสนอนี้เองที่ทำให้ภายหลังเขากลายเป็นช่างภาพพอร์ตเทรตร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของยุค ผลงานของเขาได้รับการยอมรับและปรากฏอยู่บนปกของนิตยสารระดับโลกอย่าง National Geographic, Time, Rolling Stone และ The New Yorker อย่างต่อเนื่อง
เขามีผลงานสร้างชื่ออยู่หลายชุด ไม่ว่าจะเป็น “Survivors” ซีรีส์ภาพถ่ายที่บันทึกแววตาอันเปี่ยมความหมายของผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่ชาวยิว โปรเจกต์ “Identical” ที่ออกสำรวจความเหมือนและต่างของคู่แฝดได้อย่างน่าอัศจรรย์
รวมไปถึงโปรเจกต์ไอคอนิกที่เขาเริ่มทำในปี 1999 ยาวมาจนถึงปัจจุบันอย่างซีรีส์ “Big Heads” ที่ Schoeller ใช้เทคนิคและมุมมองการถ่ายภาพเฉพาะตัว เปลี่ยนภาพถ่ายหน้าตรงแสนธรรมดาให้กลายเป็นงานศิลปะที่สั่นสะเทือนความรู้สึก
มนต์ขลังของภาพเหล่านั้นอยู่ที่ความ “เท่าเทียม” เขาว่า ไม่ว่าบุคคลที่นั่งอยู่ตรงหน้ากล้องจะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ดาราฮอลลีวูด หรือคนไร้บ้าน ทุกคนจะถูกจัดวางภายใต้แสงไฟและมุมกล้องเดียวกัน เพื่อสื่อสารสัจธรรมบทเดียวที่เขาเชื่อมั่นเสมอมานั่นคือ “มนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน”

หลายคนเห็นความสำเร็จของคุณในวันนี้ แต่ย้อนกลับไปเส้นทางอาชีพของคุณก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
ใช่ครับ หลังจากผมเรียนจบด้านการถ่ายภาพที่เบอร์ลิน ผมได้งานเป็นผู้ช่วยช่างภาพคนหนึ่งในเยอรมนี แต่เขาไม่ใช่คนใจดีนัก ผมทำงานกับเขาได้แค่ 4 เดือนเขาก็ไล่ผมออก แต่นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะมันทำให้ผมตระหนักว่า “ถ้าอยากเก่ง ผมต้องทำงานกับคนที่เก่งที่สุดเท่านั้น”
ผมเลยลิสต์รายชื่อช่างภาพที่ผมชื่นชมที่สุดในตอนนั้น คือ Annie Leibovitz, Steven Meisel และ Irving Penn ซึ่งทุกคนอยู่นิวยอร์ก ผมต้องไปทำงานในบาร์เพื่อเก็บเงินค่าตั๋วเครื่องบิน พอไปถึงนิวยอร์ก ผมเปิดสมุดหน้าเหลือง (Yellow Pages) แล้วโทรหาพวกเขาทุกคน แต่ผลคือ… ไม่มีใครจ้างผมเลยสักคนเดียว ผมคว้าน้ำเหลวและต้องกลับเยอรมนีเพื่อไปตั้งหลักใหม่
อะไรทำให้คุณกล้ากลับไปสู้ที่นิวยอร์กอีกครั้ง จนได้ทำงานกับ Annie Leibovitz นานถึง 3 ปี
ความดื้อรั้นมั้งครับ ผมกลับมาพยายามใหม่จน ในที่สุดก็ได้เข้าไปเป็นผู้ช่วยของ Annie มันเป็น 3 ปีที่หนักหน่วงมาก การทำงานกับเธอ คือการเรียนรู้เรื่องความสมบูรณ์แบบ งานของเธอคือภาพฝันที่ถูกจัดวางมาอย่างดี แต่พอผมลาออกมาเริ่มต้นเส้นทางของตัวเอง ผมไม่มีเงินเลย ผมไม่สามารถจ้างสไตลิสต์มือหนึ่ง ไม่สามารถจัดฉากอลังการหรือใช้ผู้ช่วย 4-5 คนแบบที่ Annie ทำได้ และลึก ๆ ผมก็รู้สึกว่าภาพที่จัดวางอย่างเพอร์เฟกต์เหล่านั้น มักทำให้ตัวตนของคนเป็นแบบหายไป
ผมเลยตัดสินใจหันมาทำสิ่งที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง คือการ “ตัด” ทุกอย่างทิ้งแล้วโฟกัสที่ใบหน้า ผมใช้ Constant Light และกล้อง(ฟิล์ม) Medium Format ที่ราคาพอจับต้องได้ในตอนนั้น และมันก็ทำให้งานของผมดูแตกต่างไปเลย
พอเจอสไตล์ของตัวเอง ผมก็หิ้วพอร์ตโฟลิโอที่เป็นภาพโคลสอัพของเพื่อน ๆ ผมไปเสนอนิตยสารหลายแห่ง แต่ทุกคนส่ายหน้า พวกเขาบอกว่า “รูปสวยนะ แต่นึกไม่ออกว่าสไตล์โคลสอัพแบบนี้จะเอาไปใช้กับคนดังได้ยังไง” จนกระทั่งนิตยสารเล่มหนึ่งยอมให้ผมถ่าย Vanessa Redgrave (นักแสดงชาวอังกฤษ) และพอภาพนั้นถูกตีพิมพ์ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปทันที จากช่างภาพที่ไม่มีใครจ้าง กลายเป็นช่างภาพที่ทุกคนต้องการตัว


ทราบมาว่าก่อนจะเข้าสู่วงการถ่ายภาพ คุณเคยทำงานพยาบาลผู้ป่วยมาก่อน ประสบการณ์ในตอนนั้นส่งผลต่อมุมมองที่คุณนำเสนอในผลงานบ้างไหม
ในเยอรมนีสมัยผมวัยรุ่น เราต้องเลือกระหว่างเกณฑ์ทหารหรือทำงานบริการสาธารณะ ผมเลือกงานด้านบริการและได้ดูแลผู้ป่วยโรค MS (กล้ามเนื้ออ่อนแรง) ขั้นรุนแรง
ตอนอายุ 16-17 ปี ผมต้องทำงานเช็ดตัวและเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ผู้ป่วย ความเปราะบางที่ผมเห็นในตอนนั้นไม่ได้ถูกนำมาใช้ในงานเสียทีเดียว แต่ทำให้ผมไม่กลัวที่จะอ่อนแอ และกล้าที่จะเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้า
แต่ถ้าถามถึงรากฐานของ “ความเป็นมนุษย์” จริง ๆ ผมยกให้ครูสอนศาสนาสมัยมัธยมครับ เขาไม่ได้สอนให้ผมเชื่อไบเบิลทุกตัวอักษร แต่สอนว่ามันคือบันทึกประวัติศาสตร์เล่มหนึ่งที่เต็มไปด้วยปรัชญาและจริยธรรมของมนุษย์ ถ้าจะให้เล่าก็ยาวนะครับ เอาเป็นว่า มันทำให้ผมเห็นว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมามีคุณค่าและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน
อีกเหตุผลหนึ่ง ผมคิดว่าเป็นเพราะผมโตในเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายของนาซี แต่พอดูรูปเก่า ๆ ของพวกเขาที่ถ่ายกับครอบครัว พวกเขาก็ดูเหมือนคนธรรมดา มีลูกที่น่ารัก มีสัตว์เลี้ยง มีมุมที่อ่อนโยน มันทำให้ผมยิ่งตระหนักว่ามนุษย์ทุกคนมีทั้งด้านดีและร้ายปะปนกัน และ “ความยิ่งใหญ่” ที่เราสร้างขึ้นในสังคมเป็นเพียงภาพลวงตา ผมจึงไม่ตื่นเต้นเวลาเจอคนดัง เพราะผมมองว่าภายใต้ชื่อเสียงนั้น พวกเขาก็แชร์พื้นฐานความเป็นมนุษย์ที่กลัวเจ็บ กลัวตายเหมือนกันทุกคน
พูดถึงคนดัง ไม่มีสักนิดเลยหรือที่คุณคิดว่าพวกเขาดูพิเศษกว่าคนอื่น
พอมานั่งอยู่หน้าเลนส์ ทุกคนก็เหมือนหมดครับ แม้แต่ Taylor Swift ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือคนไร้บ้าน พวกเขาก็มีความประหม่า และกังวลว่าตัวเองจะดูดีไหมไม่ต่างกัน
ผมห้ามคนดังไม่ให้แต่งหน้าไม่ได้ ผมถือว่านั่นคือส่วนหนึ่งของบุคลิกเขา แต่สิ่งที่ผมพยายามค้นหาจากแต่ละคน คือเสี้ยววินาทีที่พวกเขาเป็นตัวเอง ผมเลยมักจะทำอะไรเพี้ยน ๆ หรือน่าขายหน้าในกองถ่าย เพื่อให้พวกเขารู้สึกว่าไม่ต้องพยายามเป็นคนที่สมบูรณ์แบบตลอดเวลาก็ได้


มีบ้างไหมที่คุณเริ่มทำงานกับคนกลุ่มหนึ่ง ด้วยสมมุติฐานแบบหนึ่ง แต่พอถ่ายเสร็จมุมมองของคุณที่มีต่อพวกเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
มีครับ เผ่าคายาโป (Kayapo) ในแอมะซอนน่าจะเป็นคำตอบที่ใกล้เคียงที่สุดที่นึกได้ตอนนี้
ประการแรก พวกเขาทำให้ผมเรียนรู้ว่ามนุษย์(ผู้หญิง) อึดกว่าที่เราคิดเยอะ ผู้หญิงที่นั่นคลอดลูกในป่าโดยไม่มีหมอ แล้วไม่กี่นาทีต่อมาเธอก็เอาลูกพาดเอวเดินไปทำงานต่อเลย
ประการที่สอง ที่นั่นทำลายภาพฝัน (Romanticize) ของผมเกี่ยวกับชนเผ่า ผมเคยเชื่อว่าคนที่อยู่กับป่าและแทบไม่เคยติดต่อกับโลกภายนอกต้องหวงแหนธรรมชาติ แต่ความจริงคือพวกเขาตัดต้นไม้ ล่าสัตว์ ใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่ขวางหน้าโดยไม่สนว่ามันจะหมดหรือสูญพันธุ์หรือไม่
ผมค้นพบสัจธรรมอย่างหนึ่งว่า “การจะเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้เนี่ย คุณต้องมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงในระดับหนึ่งก่อน” ผมว่ามันเป็นความหรูหราทางศีลธรรม (Moral Luxury) ที่มีเฉพาะในคนรวยน่ะ เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าวันนี้ลูกเมียจะกินอิ่มนอนหลับหรือเปล่า
คุณเคยทำโปรเจกต์เกี่ยวกับคนไร้บ้านในลลอสแอนเจลิส ซึ่งเป็นการให้พื้นที่กับกลุ่มคนที่มักจะถูกสังคมหันหลังให้ คุณเชื่อใน “พลังของการถูกมองเห็น” ผ่านงานของคุณมากน้อยแค่ไหน
ผมเชื่อว่าอคติส่วนใหญ่เกิดจากการที่เราไม่รู้จักกันครับ สังคมมักจะตัดสินและเหมารวม ว่าคนไร้บ้านทุกคนต้องเป็นคนบ้าหรือขี้เกียจ แต่พอผมใช้สไตล์ภาพโคลสอัพที่ผมใช้ถ่ายดาราชื่อดังมาถ่ายพวกเขา ลอกเอาบริบทความยากจนหรือสภาพแวดล้อมข้างถนนออกไป ให้เหลือเพียงใบหน้าที่จ้องตาคนดูตรง ๆ มันทำให้ผู้ชมต้องหยุดดู แล้วคิดต่อว่า “ก็ไม่ต่างกันนี่”
ตอนที่ภาพเหล่านี้เผยแพร่ออกไป มีคนเข้ามาคอมเมนต์เยอะมากว่าพวกเขาเริ่มมองคนไร้บ้านเปลี่ยนไป ส่วนหนึ่งเพราะ National Geographic มาทำบทความสัมภาษณ์ควบคู่ไปด้วย
คุณจะพบว่าบางคนทำงานเต็มเวลาแต่ไม่มีปัญญาเช่าบ้าน หรือบางคนมีเรื่องราวชีวิตที่น่าสะเทือนใจ พอเราได้ “เห็น” ได้ “ฟัง” เขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง อคติเหล่านั้นก็พังทลายลง และผมก็ภูมิใจที่ได้ช่วยดึงพวกเขาออกมาจากเงามืด เพื่อให้สังคมยอมรับว่าพวกเขามีตัวตนอยู่จริง ๆ

ต่อเนื่องมาถึงโปรเจกต์ “Death Row Exonerees” ดูเหมือนโปรเจกต์นี้จะเป็นงานที่เปลี่ยนคุณไปเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคมกลาย ๆ
ใช่ครับ พื้นเพผมมาจากเยอรมนีที่ยกเลิกโทษประหารไปนานแล้ว ผมจึงมองว่าการที่ระบบยุติธรรมในประเทศที่เจริญแล้วอย่างสหรัฐฯ ยังคงมีโทษนี้อยู่ เป็นเรื่องที่ล้าสมัยและโหดร้าย
ตอนแรกผู้อำนวยการองค์กร Witness to Innocence ปฏิเสธที่จะร่วมงานกับผมด้วยนะ เพราะเขามองว่าสไตล์ภาพโคลสอัพของผมมันเหมือนกับ “ภาพถ่ายทำประวัติอาชญากร” (Mug Shot) ที่อดีตนักโทษเหล่านี้ถูกตำรวจศาลบังคับให้ถ่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แล้วคุณทำอย่างไรเพื่อให้พวกเขายอมเปิดใจและเชื่อใจว่าคุณไม่ได้มาเพื่อตอกย้ำภาพจำเดิม ๆ เหล่านั้น
ผมใช้เวลาคลุกคลีกับพวกเขา(อดีตนักโทษ)ครับ เรานั่งดื่มเบียร์กัน พูดคุยกันแบบเพื่อน และพยายามพิสูจน์ให้เขาเห็นว่า ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อถ่ายภาพ “นักโทษ” แต่ผมมาเพื่อบันทึกภาพของ “มนุษย์ที่ถูกระบบทำร้าย”
ผมมีโอกาสได้ถ่ายภาพและพูดคุยกับอดีตนักโทษคนที่ต้องติดคุกฟรี 20 ปี ในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ วันละ 23 ชั่วโมงโดยไม่มีความผิด ถ้าคุณมีโอกาสดูภาพนั้น คุณจะเห็นว่าความเจ็บปวดมหาศาลและความขมขื่นที่เขาได้รับ มันถูกถ่ายทอดออกมาผ่านดวงตาอย่างชัดเจนที่สุด
สุดท้ายโปรเจกต์นี้ก็กลายเป็นนิทรรศการที่ระดมทุนได้มหาศาล แต่นอกเหนือจากตัวเงิน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผมได้ช่วย “คืนความเป็นมนุษย์” ให้กับอดีตนักโทษ และบอกกับโลกว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่อาชญากร แต่พวกเขาคือเหยื่อของความผิดพลาดที่ควรได้รับความยุติธรรมและการมองเห็นจากสังคมอีกครั้ง

เล่าถึงโปรเจกต์ “identical” ที่คุณทำร่วมกับ National Geographic ในปี 2012 หน่อยได้ไหม เพราะโปรเจกต์นี้เป็นหนึ่งในผลงานที่คนจดจำได้มากที่สุด คุณมีจุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจในการทำงานนี้อย่างไร
จริงๆ แล้วตอนที่ National Geographic ติดต่อมาให้ถ่ายภาพฝาแฝด ความคิดแรกในหัวผมคือ “เอาอีกแล้วเหรอ” เพราะเรื่องนี้เป็นหัวข้อที่ใครถ่ายก็น่าสนใจและช่างภาพคนอื่นทำกันมาเยอะแล้ว แต่ผมไม่อยากปฏิเสธโอกาสจาก National Geographic ผมเลยตัดสินใจเดินทางไปที่เมือง Twinsburg รัฐ Ohio ซึ่งมีการจัดงานชุมนุมฝาแฝดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และหวังว่าจะเจออะไรดี ๆ บ้าง
คุณเจออะไรที่นั่นบ้าง
เจอฝาแฝดน่ะสิ (หัวเราะ) ที่นั่นเต็มไปด้วยคนมากมายที่ภูมิใจกับการเป็นแฝด โดยเฉพาะพวกแฝดแท้ (Identical Twins) แต่พอผมเริ่มสังเกตและคุยกับพวกเขาจริง ๆ ผมก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า “มันจะเป็นแบบนั้นทุกคนจริงเหรอ” ผมว่าภายใต้รอยยิ้มเหล่านั้น มันอาจจะมีบางคนที่ลึก ๆ แล้วเขาเกลียดการเป็นฝาแฝดก็ได้นะ การที่มีคนหน้าตาเหมือนเราทุกกระเบียดนิ้วอยู่บนโลกเดียวกัน มันคงเป็นความรู้สึกที่กว้างและซับซ้อนมาก
แล้วคุณใช้วิธีไหนในการนำเสนอเรื่องราวของฝาแฝดให้ดูแตกต่างและลึกซึ้งกว่างานของช่างภาพคนอื่น ๆ
ผมใช้พอร์เทรตสไตล์โคลสอัพที่ผมถนัดนี่แหละครับ ผมตั้งสตูดิโอขึ้นมากลางงานเลย และเชิญฝาแฝดคู่ต่าง ๆ มาถ่ายภาพ
สิ่งที่น่าทึ่งคือ เมื่อเรานำใบหน้าสองใบหน้าที่มีรหัสพันธุกรรมเหมือนกันเป๊ะมาวางคู่กันในระยะประชิดด้วยการจัดแสงแบบเดียวกัน คุณจะเริ่มเห็น “ความแตกต่าง” ที่ซ่อนอยู่ใต้ “ความเหมือน”
ริ้วรอยที่ต่างกันเล็กน้อย หรือแววตาที่สะท้อนประสบการณ์ชีวิตที่ต่างกัน มันทำให้คนดูต้องจ้องมองใบหน้าอย่างพินิจพิจารณามากขึ้น โปรเจกต์นี้ประสบความสำเร็จมากจนได้ขึ้นปกนิตยสาร National Geographic ทั่วโลก รวมถึงฉบับภาษาไทยด้วย และมันทำให้ผมค้นพบว่า แม้แต่ในสิ่งที่ดูเหมือนกันที่สุด มนุษย์เราก็ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่มีใครเลียนแบบได้


คุณถ่ายรูปคนมาเยอะมาก ยังมีคนกลุ่มไหนที่คุณอยากถ่ายหรือนำเสนอเรื่องราวของพวกเขาอีกบ้าง
เพื่อนผม Apple Farmani (ภรรยาของ Hossein Farmani ผู้ก่อตั้ง Lucie Foundation) เคยบอกว่า “ถ้าคุณมาเมืองไทย เราก็อยากให้คุณถ่ายคนไทยบ้าง”
ผมตอบกลับทันทีว่า “ได้สิ ผมอยากถ่ายภาพสาวประเภทสองที่พัทยา” และผมก็ได้ไปถ่ายมาจริง ๆ
ผมติดต่อมูลนิธิซิสเตอร์ (Sisters Foundation) ซึ่งเป็นองค์กรที่คอยดูแลสุขภาพของกลุ่มคนข้ามเพศที่ทำอาชีพขายบริการ ทั้งการตรวจ HIV ฟรี และการดูแลด้านสุขอนามัยต่าง ๆ ผมไปที่คลินิกของเขา ถ่ายภาพและสัมภาษณ์คนที่มาใช้บริการ และตั้งใจว่าจะทำเป็น Instagram Story เพื่อช่วยระดมทุนให้กับมูลนิธินี้ด้วย
ทำไมถึงเจาะจงว่าจะต้องเป็นสาวประเภทสองที่พัทยาเท่านั้น
มันเริ่มจากประสบการณ์ที่ผมเคยไปถ่ายกลุ่มคนข้ามเพศในฮอลลีวูด แล้วได้เห็นด้านมืดที่อันตรายมากของการเป็นคนขายบริการข้ามเพศ การต้องขึ้นรถไปกับคนแปลกหน้ามีความเสี่ยงสูงกว่าที่หลายคนคิดมากนะ
เพราะผู้ชายที่มาใช้บริการพวกเธอ หลายคนเป็นเกย์แต่ไม่ยอมรับตัวเอง และพอต้องเผชิญหน้ากับความจริง เขาจะโกรธ และเอาความโกรธนั้นไปลงกับคนขายบริการ
อีกเหตุผลคือ ผมสนใจเรื่องเพศสภาพ (Gender) เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ผมเคยถ่ายภาพแดร็กควีน (Drag Queens) ลงนิตยสาร Out และเคยมีโอกาสคุยกับ Renée Richards นักเทนนิสข้ามเพศระดับตำนานในยุค 70 เธอเป็นผู้หญิงข้ามเพศคนแรกที่กล้าลงแข่งรายการแกรนด์สแลมประเภทหญิง ซึ่งในยุคนั้นทุกอย่างมันยากและบีบคั้นกว่านี้มาก
แต่เมื่อมองย้อนกลับมาดูตอนนี้ การข้ามเพศกลายเป็นกระบวนการที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผมเห็นเด็กบางคนเริ่มเทคฮอร์โมนตั้งแต่อายุ 12 ซึ่งคุณไม่มีทางดูออกเลยว่าเธอเคยเกิดมาเป็นผู้ชาย ผมทึ่งในพลังของมนุษย์ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองได้อยู่ในร่างกายที่รู้สึกว่า “ใช่” เพื่อที่จะได้เติบโตขึ้นมาเป็นตัวเองอย่างแท้จริง
และพัทยาก็คือจุดศูนย์กลางที่ความสนใจทั้งสองเรื่องของผมมาบรรจบกัน
อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คุณรู้สึกว่างานขายบริการ เป็นประเด็นที่น่านำเสนอขนาดนั้น
สำหรับผม งานขายบริการทางเพศน่าจะเป็นงานที่ยากและแย่ที่สุดในโลกอย่างหนึ่งนะ คุณต้องมีเซ็กซ์กับคนที่คุณไม่ได้รักหรือคนที่คุณอาจจะรู้สึกรังเกียจด้วยซ้ำ
ผมมักจะสงสัยเสมอว่า “ทำไมพวกเขาถึงยอมทำล่ะ” ทำไมเขาไม่เลือกไปขับแท็กซี่หรือทำงานในร้านอาหารแทน คำถามนี้แหละครับที่ทำให้ผมอยากเข้าไปค้นหาความจริง เพราะมันสะท้อนให้เห็นถึงแรงผลักดันและการดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดที่รุนแรงที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้


สุดท้ายนี้ คุณอยากให้คนจดจำตัวคุณและผลงานของคุณแบบไหน
จริง ๆ ผมว่าเรื่อง Legacy มันค่อนข้างไร้สาระนะ เพราะพอผมตายไปแล้ว ใครจะแคร์ล่ะ และผมที่อยู่อีกโลกก็คงไม่ได้รับรู้อะไร แต่ถ้าจะให้สรุปสไตล์การทำงานของผม ผมแค่อยากเอาพวกคนดังลงจากหิ้ง ทำให้พวกเขาดูธรรมดา และอยากให้คนตัวเล็ก ๆ ที่สังคมมองไม่เห็นได้มีเสียงและตัวตนขึ้นมาแค่นั้นเอง
เรื่อง อรณิชา เปลี่ยนภักดี
ภาพ กรานต์ชนก บุญบำรุง
สามารถเข้าชมนิทรรศการของ Martin Schoellerได้ที่ House of Lucie, Samui
ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ทุกวันพุธ – อาทิตย์ 13.00 – 18.00 น.
เข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย
ติอต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ House of Lucie, Samui โทร. 095-478-9987
อีเมล : samui@houseoflucie.org
อ่านเพิ่มเติม : “ผู้พิทักษ์วิถีชีวิตของสมุยรุ่นสุดท้าย”
เบื้องหลังความงามในนิทรรศการ Faces of Samui
