นักท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติ หันมาหลงรัก สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ได้อย่างไร?

นักท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติ หันมาหลงรัก สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ได้อย่างไร?

สถาปนิกยุคกลางศตวรรษที่ยี่สิบที่ทำงานให้อุทยานแห่งชาติสหรัฐฯ  หันหลังให้สิ่งปลูกสร้างทำจากไม้สไตล์ชนบทไปหาเส้นสายสะอาดตาและคอนกรีต ทุกวันนี้ ผลงานของพวกเขาเปลี่ยนจากทัศนอุจาดไปเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม

นักท่องเที่ยวผู้มาเยือนอุทยานแห่งชาติของสหรัฐฯ เมื่อปี 1956 อาจจำใจต้องยอมรับว่า สถานที่ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเพชรยอดมงกุฎของชาติกำลังตกที่นั่งลำบาก จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วงทศวรรษแห่งความรุ่งเรืองหลังสงครามโลกครั้งที่สองปิดฉากลง ผู้คนกว่า 50 ล้านคนเดินผ่านประตูสู่อุทยานต่างๆ ในฤดูร้อนปีนั้น ทว่าอุทยานหลายแห่งอยู่ในสภาพไม่พร้อมรองรับจำนวนผู้มาเยือนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายแห่งถูกรุมเร้าจากปัญหาบุคลากรไม่เพียงพอ และอาคารสไตล์ชนบทที่ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวก็ขาดการดูแลบำรุงรักษาอย่างหนัก 

ดังนั้น กรมอุทยานแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือเอ็นพีเอส (National Park Service: NPS) จึงวางแผนกอบกู้อุทยานที่รับงานหนักเกินกำลังด้วยการริเริ่มแผนงานสิบปีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการปรับเปลี่ยนอาคาร และสิ่งอำนวยความสะดวกให้ทันสมัย โครงการนี้ได้ชื่อว่า ภารกิจ 66 (Mission 66) เพราะตั้งเป้าให้แล้วเสร็จภายในปี 1966 อันเป็นวาระครบรอบห้าสิบปีของกรมอุทยานแห่งชาติ

หอชมวิวคูโวฮีในอุทยานแห่งชาติเกรตสโมกีเมาน์เทนส์ซึ่งมีทางลาดวนยาว เป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ที่สร้างขึ้นช่วงกลางศตวรรษที่ยี่สิบในยุคที่มีการรณรงค์ปรับปรุงอาคารและสิ่งปลูกสร้างของอุทยานต่างๆ ให้ทันสมัยภายใต้ชื่อภารกิจ 66

แผนงานดังกล่าวมุ่งเน้นการเข้าถึงและการอำนวยความสะดวก โดยเอื้อให้คนนับล้านสามารถชื่นชมธรรมชาติอันตระการตาของสหรัฐฯ ได้ง่ายขึ้น  แต่กว่าที่สถาปัตยกรรมซึ่งมีเป้าหมายรองรับคนจำนวนมหาศาลดังกล่าวจะกลายเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวเสียเอง เวลาก็ล่วงเลยมาอีกหลายสิบปีหลังจากนั้น

แผนงานในภารกิจ 66 คือการสร้างหมู่บ้านต้อนรับนักท่องเที่ยวแบบรวมศูนย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้อำนวยการกรมอุทยานแห่งชาติของสหรัฐฯ ในยุคนั้นเรียกว่า “โซนอารยธรรมท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร” ถือเป็นการเปิดตัวแนวคิดการสร้างศูนย์ต้อนรับนักท่องเที่ยวซึ่งถือว่าแปลกใหม่ในเวลานั้น โดยนำการออกแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่กึ่งกลางศตวรรษ (mid-century modern architecture) มาใช้ในอุทยานแห่งชาติ ที่ซึ่งอาคารหรือสิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นกระท่อมล่าสัตว์ผุพัง หรือไม่ก็บ้านไม้สไตล์บาวาเรีย

สิ่งปลูกสร้างโดดเด่นหลายแห่งของภารกิจ 66 ถูกรื้อถอนระหว่างปี 2005 และ 2010 ในจำนวนนั้นคืออาคารทรงกลม ของศูนย์บริการนักท่องเที่ยวในอนุสรณ์สถานแห่งชาติไดโนเสาร์ของรัฐยูทาห์ (บนสุด) และอาคารทรงจานบินของศูนย์บริการนักท่องเที่ยวพาราไดส์ ณ อุทยานแห่งชาติเมานต์เรเนียร์ ในรัฐวอชิงตัน (ล่าง) อาคารทรงคุณค่าใน โครงการภารกิจ 66 หลายแห่งยังคงใช้งานอยู่จนถึงปัจจุบัน

อาคารใหม่ๆ ที่ผุดขึ้นนับร้อยหลังอาจไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสะกดสายตาผู้พบเห็นเสมอไป หลายแห่งดูเรียบง่ายจนจืดชืดและเน้นการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นสถานีหน่วยพิทักษ์ป่า อาคารที่ทำการอุทยาน หรือที่พักเจ้าหน้าที่ บางอาคารดูล้ำยุคแบบหนังการ์ตูนไซไฟ หรือไม่ก็เป็นสถาปัตยกรรมบรูทัลลิสม์ (Brutalism – สถาปัตยกรรมคอนกรีตดิบหนาหนัก) อาคารเหล่านี้กลายเป็นหัวข้อถกเถียง ถากถาง และบอกผ่าน มาตั้งแต่แรกสร้างและดำเนินต่อมาอีกหลายสิบปีหลังจากนั้น

“อุจาดตาเหนือคำบรรยาย” บรรณาธิการหัวอนุรักษนิยมของนิตยสาร อุทยานแห่งชาติ เขียนวิพากษ์อาคารหลังหนึ่งในบทความโจมตีสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในทศวรรษ 1950 “มรดกทางสถาปัตยกรรมที่ไม่น่าเกิดขึ้นด้วยซ้ำ” นักประวัติศาสตร์คนหนึ่งสรุปความไว้ในปี 1997 ซึ่งเป็นช่วงที่การเรียกร้องให้รื้อถอนอาคารในโครงการ ภารกิจ 66 กลายเป็นเรื่องคุ้นหู

ทว่าเมื่อไม่นานมานี้ เหล่าผู้พิทักษ์อาคารในภารกิจ 66 บอกว่า พวกเขาเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง  อีทาน คาร์ อาจารย์ด้านภูมิสถาปัตยกรรมที่มหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ วิทยาเขตแอมเฮิร์สต์ และผู้เขียนหนังสือ ภารกิจ 66: ทางแพร่งของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่และอุทยานแห่งชาติ ปี 2007 บอกว่า อาคารที่ผู้คนเคยมองว่าร่วมสมัยแต่น่าเกลียด และไม่เข้ากับบ้านไม้สไตล์สถาปัตยกรรมอุทยาน (Parkitecture) ตอนนี้กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ ผู้มาเยือนโหยหาอดีต

“ผมไม่เห็นว่าภารกิจ 66 ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากเหมือนตอนที่ผมเขียนหนังสือเล่มนั้น” คาร์บอกและ    เสริมว่า ตลอดหลายปีหลังจากนั้น ชาวอเมริกันเลิกโยงสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เข้ากับปัญหาสมัยใหม่อย่างปัญหาจราจรและประชากรแออัดไปแล้ว คาร์บอกเชิงเหน็บแนมว่า “ตอนนี้ภูมิทัศน์แบบอเมริกันถูกทำลายย่อยยับจนคนหันไปมองสถาปัตยกรรมสมัยใหม่และคิดว่า ของแบบนี้ก็มีเสน่ห์แบบย้อนยุคดีนะ” นี่ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ตั้งแต่เมื่อครั้งที่คริสทีน แมดริด เฟรนช์ นักประวัติศาสตร์สถาปัตกรรม ร่วมงานกับกรมอุทยานแห่งชาติเมื่อ 30 ปีก่อน “ตอนนั้น อาคารส่วนใหญ่เหล่านี้ที่สร้างขึ้นระหว่างปี 1956 และ 1966ไม่ได้ถูกมองว่ามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ค่ะ” เฟรนช์ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารหน่วยงานดูแลอาคารและสถานที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของนาปาเคาน์ตี แคลิฟอร์เนีย บอก อาคารหลายหลังที่สร้างใน ยุคนั้นรอการซ่อมแซมที่เกินกำหนดมานาน และตำแหน่งที่ตั้งซึ่งอยู่ข้างแหล่งทรัพยากรธรรมชาติหรือประวัติศาสตร์ทำให้คนมองว่า อาคารพวกนี้ถือเป็นสิ่งรุกราน 

เอร์มัน มิตเชลล์ และโรมัลโด จูร์โกลา มีชื่อเสียงขึ้นมาหลังออกแบบศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของอนุสรณ์สถานแห่งชาติพี่น้องตระกูลไรต์

หลายอาคารอยู่ไม่รอดมาถึงปัจจุบัน การทุบทิ้งในช่วงทศวรรษ 2000 ที่เกิดขึ้นติดๆ กัน มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวในอนุสรณ์สถานแห่งชาติไดโนเสาร์ของรัฐยูทาห์ และศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเฮนรี เอ็ม. แจกสัน (ชื่อเดิมคือ พาราไดส์) ที่อุทยานแห่งชาติเมานต์เรเนียร์ในวอชิงตัน ซึ่งคนมักเปรียบว่าเหมือนจานบิน รวมอยู่ด้วย

เฟรนช์กล่าวว่า จุดเปลี่ยนมาถึงในปี 2013 เมื่อมีการปรับพื้นที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวรูปทรงเหมือนกลอง  ทำจากคอนกรีตและกระจก ซึ่งมองเห็นวิวพาโนรามาแบบวงกลม ที่อุทยานทหารแห่งชาติเกตตีสเบิร์ก อาคารดังกล่าวออกแบบโดยริชาร์ด นิวทรา สถาปนิกสมัยใหม่ผู้โด่งดัง สร้างขึ้นเมื่อปี 1962 บนจุดยุทธศาสตร์สมรภูมิพิกเกตต์  สมัยสงครามกลางเมืองอเมริกัน เมื่อกรมอุทยานแห่งชาติตัดสินใจว่า นักท่องเที่ยวจะได้รับบริการที่ดีกว่า ากไถปรับเชิงเขาให้กลับสู่สภาพธรรมชาติตามเดิม เฟรนช์เป็นห้วหอกรณรงค์ด้านกฎหมายและประชาสัมพันธ์ เพื่อพิทักษ์อาคารพาโนรามาทรงกลมหลังนั้นไว้ แต่ไม่เป็นผล

อย่างไรก็ตาม ความสูญเสียครั้งนั้นดูเหมือนจุดประกายให้เกิดการทบทวนและประเมินโครงสร้างอื่นๆ ภายใต้ภารกิจ 66 ใหม่ ปีต่อมา กลุ่มอาคารบริการนักท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติป่ากลายเป็นหินในแอริโซนาซึ่งนิวทราออกแบบและอยู่ในแผนทุบทิ้งช่วงสั้นๆ ในทศวรรษ 1990 ได้รับการประกาศให้เป็นสมบัติแห่งชาติโดยกองทุนแห่งชาติเพื่อการอนุรักษ์สถานที่ทางประวัติศาสตร์ กลุ่มอาคารคอนกรีตเตี้ยๆ ประดับกระจกดังกล่าวได้กลายเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ระดับชาติในปี 2017

จากนั้นเป็นต้นมา ความนิยมในรูปแบบสถาปัตยกรรมของยุคนั้นก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และทุกวันนี้กรมอุทยานแห่งชาติสหรัฐฯ มองว่า อาคารรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เหล่านั้นไม่สามารถรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อีกต่อไป บทสนทนาที่เกิดขึ้นจึงมักพูดถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งาน แทนที่จะรื้อถอนออกไป อาคารสมัยใหม่ยุคกลางศตวรรษกลายเป็นเอกลักษณ์ของที่พักแคนยอนลอดจ์ในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตนซึ่งเป็นหนึ่งในอาคารหลังแรกๆ ของภารกิจ 66  หลังที่พักแห่งนี้ได้รับการแปลงโฉมจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ ตลอดหลายปี อาคารดังกล่าวก็ได้รับการบูรณะให้กลับไปงดงามตามแบบยุคประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ ไม่เว้นกระทั่งโคมระย้าทรงดาวกระจาย

ในอุทยานแห่งชาติป่ากลายเป็นหิน กลุ่มอาคารชุมชนทะเลทรายเพนเทด อวดชายคาที่ยื่นยาวออกมา และหน้าต่างเรียงรายเป็นแถวยาวที่สร้างชื่อให้กับริชาร์ด นิวตรา สถาปนิก
สถาปนิกประจำกรมอุทยานแห่งชาติสหรัฐฯ ร่างผังศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติคาร์ลส์แบด แคเวิร์น
ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวซอลต์พอนด์ทรงหกเหลี่ยม ณ ชายฝั่งทะเลแห่งชาติเคปค้อด

แน่นอนว่า ภารกิจ 66 ไม่ได้มีเป้าหมายอยู่ที่สุนทรียศาสตร์หรือความงาม หากอยู่ที่การปรับเปลี่ยนเพื่อตอบสนองการใช้งานใหม่ๆ ในยุคที่การเดินทางท่องเที่ยวด้วยรถยนต์ได้รับความนิยมอย่างสูง นักออกแบบและสถาปนิก “สนใจการสร้างประสบการณ์เฉพาะให้นักท่องเที่ยว” เบกกี เซลเลอร์ ที่ปรึกษาด้านการอนุรักษ์ เจ้าของวิทยานิพนธ์มหาวิทยาลัยโคลัมเบียที่สำรวจสภาพศูนย์บริการนักท่องเที่ยวในยุคนั้น กล่าวและเสริมว่า จุดประสงค์ของอาคารอาจไม่ชัดเจนในบางกรณี  เมื่อมีการติดตั้งสิ่งใหม่ๆ ในโครงสร้างเดิม เช่น ร้านขายของที่ระลึกและเคาน์เตอร์ขายขนมขบเคี้ยวที่กีดขวางทางเดิน แทนที่จะเอื้อให้นักท่องเที่ยวเข้าออกได้สะดวก กระนั้น เธอยังชื่นชมความงามของจุดประสงค์อาคารแบบดั้งเดิม ซึ่งออกแบบเพื่อนำทางให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการได้อย่างลื่นไหล ตั้งแต่การจอดรถ การต้อนรับ และการตีความสิ่งที่พวกเขาจะได้สัมผัส โดยคาดหวังสูงสุดให้เกิด เสน่ห์ดึงดูดในการ “ออกไปเที่ยวชมและสำรวจธรรมชาติ”  ถึงที่สุดแล้ว อาคารเหล่านั้นก็เปรียบเหมือนหน้าต่างบานใหญ่หลายบานที่เป็นกรอบให้ภูมิทัศน์ของอุทยาน เชื้อเชิญให้ผู้มาเยือนทิ้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวไว้เบื้องหลัง 


อ่านเพิ่มเติม : “ไถหนาน (Tainan)” เมืองวัฒนธรรมหลากยุค จากดั้งเดิมสู่สีสันร่วมสมัย

Recommend