ผู้หญิงที่เคยลักลอบล่า กบ หนังห้อย กลับกลายมาเป็นผู้พิทักษ์สัตว์เหล่านี้

ในเปรู ชาวบ้านที่เคยล่า กบหนังห้อย จนเสี่ยงสูญพันธุ์ ได้กลับมาเป็นผู้อนุรักษ์

กบหนังห้อย จากทะเลสาบตีตีกากาที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง มักถูกลักลอบล่าเพื่อนำไปปรุงสมูทตี้กบเปรู ซึ่งเป็นเครื่องดื่มกระตุ้นพลังทางเพศประเทศดังกล่าว ภาพถ่ายโดย JOEL SARTORE, NATIONAL GEOGRAPHIC PHOTO ARK


ผู้หญิงชาวเปรูขายงานหัตถกรรมที่มีแรงบันดาลใจจาก กบ หนังห้อย ซึ่งกำลังเสี่ยงสูญพันธุ์

มีเครื่องดื่มแบบดั้งเดิมชนิดหนึ่งในเปรู ซึ่งบางคนเรียกว่าสมูทตี้ กบ โดยเครื่องดื่มที่คนมักใช้เป็นยากระตุ้นทางเพศนี้ (แม้จะมีการกล่าวอ้างว่ามันรักษาโรคได้สารพัดอย่าง) ปรุงด้วยกบที่ถูกถลกหนัง กับส่วนผสมอื่นๆ เช่นน้ำผึ้งและรากของต้นมาคา (Maca)

แน่นอนว่ากบซึ่งถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องดื่มชนิดนี้คือกบหนังห้อย หรือกบน้ำทะเลสาบตีตีกากา (Lake Titicaca Water Frog) แต่สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่เคยพบได้บ่อยประเภทนี้กลับมีจำนวนน้อยลงอย่างมาก Rosa Elena Zegarra Adrianzén นักชีววิทยาประจำสำนักงานอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่าแห่งชาติเปรู (Peru’s Forest and Wildlife National Service) กล่าวว่า พวกมันอาจมีจำนวนเพียง 50,000 ตัว (แม้เธอจะกล่าวเสริมว่า การคาดเดาจำนวนที่แน่นอนเป็นสิ่งที่ยาก เนื่องจากพวกมันอาศัยอยู่ในก้นลึกของทะเลสาบ) และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature – IUCN) ได้จัดให้พวกมันอยู่ในหมวดหมู่สัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered)

นอกจากการล่าแล้ว กบพวกนี้ยังต้องเผชิญกับภัยคุกคามอื่นๆ เช่นมลพิษ โดยเมื่อปี 2016 มีการพบเห็นซากกบชนิดนี้กว่า 10,000 ตัวในบริเวณแม่น้ำที่ไหลลงสู่ทะเลสาบ ในขณะเดียวกันก็พบขยะ (และซากปลา) หลายประเภทบริเวณทะเลสาบดังกล่าวด้วย

“สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกเป็นเหมือนฟองน้ำน่ะครับ และถ้ามีสิ่งแปลกปลอมในน้ำ พวกมันก็จะดูดซับสารเหล่านั้นเข้าไป” ทอม วีเวอร์ (Tom Weaver) ผู้ช่วยผู้อนุบาลสัตว์แห่งสวนสัตว์เดนเวอร์ (Denver) ซึ่งเป็นสถานที่แห่งแรกในซีกโลกเหนือที่เพาะพันธุ์กบหนังห้อยได้สำเร็จ กล่าว พร้อมเสริมว่าเป็นเรื่องค่อนข้างปกติที่กบจะตายในฤดูฝน ซึ่งสิ่งนี้อาจเป็นเพราะฝนพัดพาขยะจากเหมืองและปศุศัตว์ไหลลงไปในทะเลสาบ

นอกจากนี้ ถุงพลาสติกและขยะประเภทอื่นยังเปลี่ยนสภาพกรดของน้ำ และทำให้พืชที่เป็นแหล่งออกซิเจนต้องตายลง ซึ่งเป็นอันตรายต่อกบ เนื่องจากพวกมันต้องดูดซึมออกซิเจนผ่านผิวหนัง โรเบรโต เอเลียส (Roberto Elias) สัตวแพทย์และผู้จัดการโครงการอนุรักษ์สัตว์ในเปรูของสวนสัตว์เดนเวอร์ (Denver Zoo’s Peru Conservation Program) กล่าว “คุณเห็นได้ว่าผู้คนทิ้งขยะลงในทะเลสาบ” เอเลียส กล่าว “เราต้องให้ความรู้แก่พวกเขา”

กบ
ขยะกองเกลื่อนกลาดอยู่บนฝั่งทะเลสาบตีตีกากา ส่งผลให้สภาพกรดของน้ำเปลี่ยนแปลง และเกิดอันตรายต่อกบที่ดูดซึมออกซิเจนผ่านชั้นผิวหนังของมัน ภาพถ่ายโดย BY RODRIGO ABD, AP

ช่างฝีมือเริ่มช่วยเหลือกบ

เมื่อไม่นานมานี้ กลุ่มผู้หญิงกว่า 24 คน ซึ่งบางคนเคยลักลอบล่ากบชนิดนี้มาก่อน ได้เริ่มรวมตัวกันเพื่อประดิษฐ์และขายของที่ระลึกรูปกบหลายแบบ โดยพวกเธอจะเล่าเรื่องกบชนิดนี้ให้ลูกค้าฟัง และบอกพวกเขาว่าเราควรต้องปกป้องมันมากเพียงใด

พวกเธอเริ่มทำสิ่งนี้มาตั้งแต่ปี 2015 หลังจากนักชีววิทยาจากสวนสัตว์เดนเวอร์อธิบายเรื่องกบหนังห้อย วงจรชีวิตของพวกมัน และสรุปให้พวกเธอฟังว่าจะปกป้องพวกมันได้อย่างไร

Nelida Adela Apaza ผู้นำกลุ่มซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสวนสัตว์ดังกล่าว กล่าวว่างานฝีมือที่พวกเธอสร้างสรรค์ ไม่ก่อให้เกิดรายได้มากนัก โดยสินค้าเช่นหมวกถักรูปกบมีราคาประมาณแปดเหรียญสหรัฐฯ และหุ่นเชิดแบบสวมนิ้วมีราคาราวสามสิบเซนต์ นอกจากนี้ พวกเธอยังต้องรอเทศกาลขายของทำมือ หรือการเดินทางไปเมืองปูโน (Puno) เพื่อขายสินค้าเหล่านี้ กระนั้นก็ตาม เธอกล่าวว่าพวกเธอทำสิ่งนี้เพราะความใส่ใจ “พวกเธอต้องการทั้งอนุรักษ์กบเหล่านี้ และรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน พวกเธอกังวลถึงทั้งสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธ์ุ และความสวยงามของทะเลสาบตีตีกากา (Titicaca)”

เอลวีรา ปูมา (Elvira Puma) กล่าวว่าเธอเคยจับกบพวกนี้ไปขายให้ร้านค้าและผู้คนในเมืองปูโน ซึ่งอยู่ติดกับทะเลสาบดังกล่าว ในราคาราวสามสิบเซนต์ต่อกบห้าตัว โดยเธออธิบายว่านี่เป็นสิ่งที่เธอและครอบครัวทำเป็นประจำ และเธอไม่เคยทราบมาก่อนว่าสัตว์เหล่านี้เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ จนกระทั้งนักวิจัยจากสวนสัตว์เดนเวอร์อธิบายถึงเรื่องนี้

“มันทำให้ฉันแปลกใจ” เธอกล่าว และเสริมว่าแม้การขายกบสร้างรายได้มากกว่างานฝีมือ เธอจะไม่กลับไปจับพวกมันอีก “การจับพวกมันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย” เธอกล่าว และสัตว์ชนิดนี้ “กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์”

กบ
ผู้หญิงชาวเปรูกว่า 24 คนถักทอและขายงานหัตถกรรมที่ได้แรงบันดาลใจจากกบหนังห้อยเพื่อเสริมรายได้ โดยพวกเธอบางคนเคยเป็นผู้บุกรุกจับสัตว์มาก่อน ภาพถ่ายโดย ERIN STOTZ

กบหนังห้อยกำลังหมดไปจากโลก

Lucas Dourojeanni ผู้อำนวยการด้านการสื่อสารของสำนักงานอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเปรูกล่าวว่า “ยังไม่มีการสำรวจหรือประมาณการใหม่ ถึงจำนวนกบหนังห้อยที่ยังเหลืออยู่” และ “ดูเหมือนจำนวน 50,000 ตัวนั้นเป็นการประมาณขั้นต่ำจากการสำรวจเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้”

โรเบรโต เอเลียส กล่าวว่า แม้ไม่มีจำนวนกบที่แน่ชัดและเป็นปัจจุบัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราทราบกันคือ “พวกมันกำลังพากันตายไปจากโลก”

Zegarra Adrianzén กล่าวว่าในช่วงปลายปี 2018 มีการยึดกบว่า 4,000 ตัวจากรถโดยสารสาธารณะที่เดินทางไปยังเมืองหลวงลิมา และตั้งแต่เดือนกันยายน 2018 เป็นต้นมา มีการยึดกบทั้งที่ยังมีชีวิตและตายแล้วจากตลาดในเปรูได้อีกหลายร้อยตัว

เอเลียส กล่าวว่านักการเมืองโบลิเวียและเปรูกำลังร่วมกันเสนอมาตรการเพื่อคุ้มครองทะเลสาบตีตีกากา ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับทั้งสองประเทศ เมื่อปี 2016 ประเทศทั้งสองลงนามข้อตกลงซึ่งสัญญาว่าจะมีการจัดงบประมาณสำหรับการทำความสะอาดทะเลสาบดังกล่าวเป็นจำนวน 500 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเงินบางส่วนจะเป็นทุนสำหรับโรงบำบัดน้ำเสีย 10 แห่งในเปรู และเขายังกล่าวด้วยว่า ในปีนี้ รัฐบาลจะตรารูปกบหนังห้อยลงบนเหรียญของเปรู เพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงสัตว์ชนิดนี้มากขึ้น

กบ
กบหนังห้อยเป็นสัญลักษณ์ของทะเลสาบตีตีกากา และเป็นความภาคภูมิใจของชาวเปรู สิ่งนี้ทำให้นักการเมืองของเปรูและโบลิเวียเริ่มร่วมมือกันเพื่อทำความสะอาดทะเลสาบแห่งนี้ ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ภาพถ่ายโดย PETE OXFORD, MINDEN PICTURES/NAT GEO IMAGE COLLECTION

“กบชนิดนี้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของทะเลสาบ” เขากล่าว “หากพวกเขาต้องการจัดการปัญหาของทะเลสาบ พวกเขาจำเป็นต้องจัดการปัญหาของสัตว์ที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบเช่นกัน และกบชนิดนี้คือหนึ่งในสัตว์ป่าที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้คน”

การที่กบชนิดนี้เป็นความภาคภูมิใจของชาวเปรู เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ผู้หญิงกลุ่มนี้กระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมกลุ่มหัตถกรรมนี้

เจมส์ การ์เซีย (James Garcia) ผู้เชี่ยวชาญด้านการช่วยเหลือของสวนสัตว์เดนเวอร์ กล่าวว่า การสนับสนุนรายได้แม้เพียงเล็กน้อย นับเป็นสิ่งสำคัญต่อผู้หญิงเหล่านั้นมากกว่าการเทศนาเรื่องการบุกรุกจับสัตว์ป่า “ถ้าพวกเธอเลี้ยงครอบครัวไม่ได้ พวกเธอจะอนุรักษ์กบได้อย่างไร”

Apaza ซึ่งแจกจ่ายด้ายและสอนวิธีถักเย็บให้เหล่านักฝีมือ กล่าวว่าพวกเธอยินดีกับการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา “แม้พวกเราเป็นแค่ส่วนเล็กๆ แต่เราก็กำลังช่วยอนุรักษ์สัตว์สายพันธุ์หนึ่งอยู่”

เรื่อง RACHEL FOBAR


อ่านเพิ่มเติม ภาพถ่ายอันน่าทึ่ง! เมื่องูพยายามหนีออกจากปากกบ 

เรื่องแนะนำ

ชมคลิปวิดีโอที่ช่วยไขปริศนาว่า นาร์วาฬใช้งาของมันทำอะไร

เรื่อง    ซาราห์ กิบเบนส์ ในคลิปวิดีโอที่ถ่ายจากโดรนเหนือน่านน้ำนอกชายฝั่งดินแดนนูนาวุตของแคนาดา นาร์วาฬตัวหนึ่งใช้งาของมันฟาดปลาค้อดอาร์กติกก่อนจับกินเป็นอาหาร แรงกระแทกอาจทำให้ปลามึนงงและกลายเป็นเหยื่อที่จับได้ง่ายของนาร์วาฬ แท้จริงแล้ว งาของนาร์วาฬคือฟันที่บิดเกลียวยื่นออกมาจากส่วนหัว และสามารถยาวได้เกือบถึงสามเมตร นอกจากนั้นงาของนาร์วาฬยังปกคลุมไปด้วยปลายประสาทนับพันๆ ที่ช่วยให้พวกมันรับรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมรอบตัว นาร์วาฬอาศัยอยู่ในน่านน้ำห่างไกล และเรายังรู้จักพฤติกรรมของพวกมันน้อยมาก ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้แต่คาดเดาว่า นาร์วาฬใช้งาของมันทำอะไร  พฤติกรรมที่ได้รับการบันทึกไว้เป็นครั้งแรกนี้จึงช่วยไขปริศนาที่มีมาช้านานได้ แบรนดอน ลาฟอเรสต์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านชนิดพันธุ์และระบบนิเวศแถบอาร์กติกจากกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ประจำแคนาดา อธิบายว่า เพราะเหตุใดนาร์วาฬจึงเป็นชนิดพันธุ์ที่เรารู้จักน้อยมาก “พวกมันไม่กระโดดทิ้งตัวเหมือนวาฬชนิดอื่นๆ และค่อนข้างขี้อายครับ คลิปวิดีโอนี้จึงให้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการใช้งาของมัน” ลาฟอเรสต์บอก ที่ผ่านมา ลาฟอเรสต์ซึ่งทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลแคนาดา ใช้เวลาศึกษานาร์วาฬในถิ่นอาศัยฤดูหนาวของพวกมัน แต่ความที่ถิ่นอาศัยของพวกมันอยู่ห่างไกล การสังเกตพฤติกรรมด้วยสายตาจึงทำได้ค่อนข้างยาก มารีอาน มาร์กู นักวิจัยจากกรมประมงและมหาสมุทรของแคนาดา บอกว่า การใช้โดรนเป็นวิธีใหม่ที่ช่วยให้เราศึกษาสัตว์ผู้ลึกลับเหล่านี้ได้ เธอบอกว่า “โดรนเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก เราสามารถเห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” ที่ผ่านมา การใช้เครื่องบินเล็กให้ภาพได้ไม่ชัดเจน และบ่อยครั้งทำให้สัตว์ที่เป็นเป้าหมายตื่นตกใจ ขณะที่คลิปวิดีโอนี้ช่วยยืนยันทฤษฎีหนึ่งเกี่ยวกับการใช้งาของนาร์วาฬ  พวกมันยังอาจใช้งาเพื่อการอื่นด้วย เช่น เจาะน้ำแข็ง ใช้เป็นอาวุธต่อสู่กัน ช่วยเรื่องการคัดเลือกทางเพศ (sexual selection) หรือเป็นเครื่องมือเกี่ยวข้องกับการใช้เสียงสะท้อน เพื่อนำทางหรือระบุตำแหน่ง (echolocation) คล้ายโซนาร์  […]

เปิดบัญชีแดง สิ่งมีชีวิต 31 สายพันธุ์ล่าสุดที่ สูญพันธุ์ จากโลกไปแล้วตลอดกาล

บัญชีแดง: สิ่งมีชีวิต 100,000 ชนิด อยู่ในภาวะเสี่ยง สูญพันธุ์ และ 31 สายพันธุ์ ล่าสุด! ที่ สูญพันธุ์ อันตรธานจากโลกไปแล้วตลอดกาล องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือ IUCN (International Union for Conservation of Nature) เปิดเผยข้อมูลส่งท้ายปี 2020 ด้วยรายชื่อสิ่งมีชีวิต 31 สายพันธุ์ ล่าสุด ใน Red List ที่สูญพันธุ์จากโลกไปแล้วอย่างถาวร ประกอบไปด้วย 1 สายพันธุ์ฉลาม แห่งทะเลจีนใต้ 15 สายพันธุ์ปลาน้ำจืดถิ่นเดียว แห่งประเทศฟิลิปปินส์ 3 สายพันธุ์กบ แห่งทวีปอเมริกากลาง 1 สายพันธุ์ค้างคาว แห่งประเทศออสเตรเลีย 11 สายพันธุ์พืชจากทั่วโลก Red List หรือบัญชีแดง ตั้งขึ้นในปี 1964 เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่ครอบคลุมที่สุด เกี่ยวกับสถานะความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก […]

ภารกิจช่วยชีวิตลูกจิงโจ้น้อย

เจ้าของบ้านรายหนึ่งในนครซิดนีย์ ของออสเตรเลีย พบเข้ากับจิงโจ้ตัวหนึ่งที่กำลังใกล้ตาย พวกเขาเรียกเจ้าหน้าที่ให้มาช่วยเหลือมัน แต่โชคร้ายเมื่อเจ้าหน้าที่มาถึง แม่จิงโจ้ก็ตายไปแล้ว โชคดีที่เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นอะไรบางอย่างในกระเป๋าหน้าท้องของมัน สิ่งนั้นคือลูกจิงโจ้น้อยที่มีอายุเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น ไปชมภารกิจการช่วยเหลือลูกจิงโจ้น้อยตัวนี้ ที่แม้ว่ามันจะโชคร้ายสูญเสียแม่ไปแต่รับประกันได้ว่าในความดูแลของเจ้าหน้าที่แล้ว ลูกจิงโจ้ตัวนี้จะได้เติบโต แข็งแรง และได้กลับสู่ป่าอีกครั้งอย่างแน่นอน   อ่านเพิ่มเติม : ปฏิบัติการช่วยเหลือหมีลิ้นยักษ์, สรรพสัตว์ในสวนสัตว์ซีเรียเอาตัวรอดจากเมืองที่ล่มสลายอย่างไร