ปลาพลวง ที่เห็นตามน้ำตก ได้รับการขนานนามจากวิทยาศาสตร์ว่า เสือโคร่งแห่งสายน้ำ

ปลาพลวง ถั่วฝักยาว หรือ เสือโคร่งแห่งสายน้ำ

ปลาพลวง อาจจะเป็นปลาที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักเพียงว่าเป็นปลาที่อาศัยอยู่ตามน้ำตก รอคอยกินถั่วฝักยาวหรืออาหารปลาที่นักท่องเที่ยวโยนลงไปให้

แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์ด้านปลาน้ำจืดทั่วโลก ปลาพลวง เป็นมากกว่านั้น พวกมันมีเรื่องราวที่น่าสนใจไม่แพ้ปลาแซลมอน และบางพื้นที่ถึงกับเรียกปลาพลวงว่า “เสือโคร่งแห่งสายน้ำ” เลยทีเดียว

รอบกองไฟที่อบอุ่นท่ามกลางความหนาวเย็นริมน้ำเงา ผมเอ่ยถามจูลี คลัสเสน นักวิจัยเรื่องปลาจากมูลนิธิอนุรักษ์ปลา (Fisheries Conservation Foundation) ว่า “ทำไมต้องเป็นมาห์เซียร์ครับ ทำไมไม่เป็นปลาอื่นอย่างปลาคัง ปลาสวาย หรือปลาอะไรที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจกว่านี้ครับ”

มาห์เซียร์คือชื่อภาษาฮินดีที่ใช้เรียกปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่กระจายพันธุ์อยู่มากทางตอนเหนือของอินเดีย ปลาชนิดนี้มีชื่อเสียงขึ้นมาในฐานะปลาเกมชั้นดีเมื่อนักตกปลาชาวอังกฤษได้สำรวจเจอ ปลาชนิดนี้อยู่ในสกุล Tor ต่อมาก็ได้มีการใช้คำว่ามาห์เซียร์กับปลาในสกุล Neolissochilus ไปด้วย

ในเมืองไทยเรามีปลาในกลุ่มมาห์เซียร์ อยู่ 2 ชนิดคือ ปลาพลวง (Neolissochilus) และปลาเวียน (Tor) ใช่ครับ ปลาที่คนส่วนใหญ่เคยเห็นตามน้ำตกเมื่อมีคนให้อาหาร หรือว่ายมากินถั่วฝักยาวจากมือนั่นละครับ

ปลาพลวง, แม่น้ำ, เขตอนุรักษ์,
ปลาพลวงในเขตอนุรักษ์ของบ้านแม่หลุยส์ เขตอนุรักษ์ปลาที่เก่าแก่ที่สุดในลุ่มน้ำเงา

จูลีอธิบายให้ฟังว่า วงการนักวิทยาศาสตร์ทางด้านปลาให้ความสนใจมาห์เซียร์ เป็นเพราะสามเหตุผลคือ มาห์เซียร์นั้นเป็นอาหารที่สำคัญของผู้คนที่อาศัยอยู่กับสายน้ำ มาห์เซียร์เป็นปลาที่มีคุณค่าในทางกีฬาตกปลาที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนและประเทศ และที่สำคัญที่สุด มาห์เซียร์เป็นปลาที่อาศัยอยู่ในลำน้ำใสสะอาดและมีการย้ายถิ่นตลอดลำน้ำ ขึ้นไปวางไข่ที่ต้นน้ำเหมือนปลาแซลมอน ทำให้การอนุรักษ์ปลามาห์เซียร์ส่งผลไปถึงการอนุรักษ์ระบบนิเวศทั้งลำน้ำ

“แม่น้ำเงาเป็นแม่น้ำสายเดียวของลุ่มน้ำสาละวินที่ยังคงใสสะอาด” ดร.อภินันท์ สุวรรณรักษ์ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผู้ซึ่งทุ่มเทให้กับการวิจัยและการอนุรักษ์ปลาน้ำจืดในภาคเหนือ บอก เป็นเรื่องดีแม้ว่าคำพูดนั้นจะทำให้ผมหวนคิดว่าสายน้ำนี้จะคงความสมบูรณ์ไปได้นานแค่ไหน เกือบทุกหมู่บ้านริมแม่น้ำเงามีเขตอนุรักษ์ปลา บางแห่งเริ่มโครงการมาแล้วกว่า 26 ปี ชาวบ้านที่นี่ตั้งเขตอนุรักษ์กันขึ้นมาเองโดยไม่ได้รับคำสั่งจากใคร เป้าหมายหลักของการอนุรักษ์ปลาก็เพียงเพื่อให้เขาและลูกหลานมีปลากินอย่างยั่งยืน

ดร.แอรอน โคนิง ผู้ที่เข้ามาทำวิจัยเรื่องปลาและน้ำที่แม่น้ำเงามาอย่างต่อเนื่องกว่า 5 ปี จนพูดได้ทั้งภาษาไทยและภาษากระเหรี่ยง บอกเราว่า “นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าการอนุรักษ์ปลาเพียงส่วนหนึ่งของลำน้ำจะได้ผล แต่จากการวิจัยของผม เห็นได้ชัดมากว่ามันได้ผลอย่างมากที่จะรักษาปลาเหล่านี้ไว้ และยังเห็นได้ชัดอีกด้วยว่าหมู่บ้านที่มีเขตอนุรักษ์ปลา จะจับปลา (นอกเขต) ได้มากกว่าหมู่บ้านที่ไม่มีเขตอนุรักษ์”

จูลีเสริมต่อว่า “โปรตีนจากปลาอย่างมาห์เซียร์ เป็นโปรตีนที่ดีมาก ให้ผลดีต่อสุขภาพของคนในพื้นที่ และการที่คนในพื้นที่สามารถจับปลาเหล่านี้เป็นอาหารทำให้มีผลกระทบต่อธรรมชาติน้อยมาก ถ้าเราสามารถรักษาหรือเพิ่มจำนวนปลาพวกนี้ได้โดยไม่ต้องให้อาหารก็จะเป็นสิ่งที่เยี่ยมยอดที่สุด ดีกว่าที่จะต้องทดแทนอาหารของชาวบ้านด้วย หมู ปลา หรือสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ที่จะต้องให้อาหารซึ่งล้วนมาจากถางป่าเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว

เรื่องแนะนำ

จากเชี่ยวหลานถึงแม่วงก์ : การลุกฮือเพื่อปกป้องป่า

“ในความรู้สึกของผม เราไม่ต้องมาเถียงกันหรอกว่า เราจะใช้ป่าไม้อย่างไร เพราะมันเหลือน้อยมากจนไม่ควรใช้ จึงควรจะรักษาส่วนนี้เอาไว้” – สืบ นาคะเสถียร ไม้ใหญ่ยืนต้นตายเป็นหย่อม ๆ ท่ามกลางผืนนํ้าสีดำเวิ้งว้างในหุบเขา คือภาพจำของผมเกี่ยวกับเขื่อนเชี่ยวหลาน (หรือชื่อทางการคือเขื่อนรัชชประภา) ผมมีโอกาสเดินทางไปที่นั่นครั้งแรกในฐานะเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการของมูลนิธิ สืบ นาคะเสถียร เมื่อปี พ.ศ. 2539 พร้อมกับวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ซึ่งในเวลานั้นเป็นบรรณาธิการนิตยสาร สารคดี โดยควบตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรด้วย ครั้งนั้น เราเดินทางไปมอบเงินช่วยเหลือให้ครอบครัวเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่เพิ่งถูกยิงเสียชีวิต หลังจากที่มูลนิธิตั้งกองทุนเพื่อผู้พิทักษ์ป่า 10 ปีก่อนหน้านั้น ตอนที่ยังไม่มีเขื่อนกั้นขวางลำนํ้า “เชี่ยวหลาน” เป็นชื่อแก่งกลางนํ้าบริเวณคลองแสงที่มีนํ้าไหลเชี่ยว ตั้งอยู่ระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสงและอุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นป่าดิบที่ราบตํ่าอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย และเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด พอมีการสร้างเขื่อนและกักเก็บนํ้าเมื่อ พ.ศ. 2529 ป่าสมบูรณ์ผืนนี้จึงจมอยู่ใต้บาดาลตลอดกาล และทิ้งให้สัตว์ป่าไม่น้อยกว่า 338 ชนิดต้องติดอยู่ตามเกาะแก่งน้อยใหญ่ภายในอ่างเก็บนํ้า ในตอนนั้น สืบ นาคะเสถียร ต้องรับหน้าที่เป็นหัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าจากโครงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ครั้งแรกของเมืองไทย พูดได้ว่าการทำงานในคราวนั้นเป็นครั้งแรก ๆ ที่สังคมไทยเห็นสืบ นาคะเสถียร ในฐานะข้าราชการนํ้าดีที่ทำงานแบบถวายชีวิตช่วยเหลือสัตว์ป่า ผ่านทางรายการ ส่องโลก สารคดีโทรทัศน์ของสันติธร […]

ไทย: งดถุงพลาสติก แต่ก็นำเข้าขยะ – เพราะการงดแจกถุงพลาสติกอย่างเดียวอาจไม่พอ

คนเก็บขยะแบกถุงวัสดุที่รีไซเคิลได้ ในภูเขาขยะ Dandora กรุงไนโรบี อันเป็น 1 ใน 4 ภูเขาขยะที่ใหญ่และเป็นพิษมากที่สุดในแอฟริกา ภาพถ่ายโดย BENEDICTE DESRUS, SIPA via AP แม้ประเทศไทยจะดำเนินนโยบายให้ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ งดแจกถุงพลาสติก ให้กับประชาชน แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะต้องทำควบคู่ไปกับระบบคัดแยก รีไซเคิล และกำจัดขยะให้มีประสิทธิภาพ จึงจะแก้ปัญหาขยะพลาสติกได้ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2563 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทยเริ่มดำเนินนโยบายให้ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้องดแจกถุงพลาสติกให้กับลูกค้า และขอความร่วมมือให้ลูกค้านำถุงผ้าหรือภาชนะอื่นๆมาใส่สิ่งของเอง เพื่อตั้งเป้าลดปัญหาขยะพลาสติกในประเทศไทย สอดคล้องกับกระแสโลกที่กำลังเอาจริงเอาจังเรื่องการลดการใช้ถุงพลาสติก นโยบายดังกล่าวนี้ได้มีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้ามานานนับแรมเดือน หลังวันเริ่มดำเนินนโยบายก็มีเสียงตอบรับทั้งในแง่บวกและแง่ลบ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมองในแง่บวกว่า หลังผ่านไปสักระยะ ประชาชนจะสามารถปรับตัวและให้ความร่วมมือกับนโยบายนี้ได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่านโยบายนี้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถบรรเทาปัญหาขยะพลาสติกได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะนอกจากการแจกถุงพลาสติกตามร้านค้ารายย่อยหรือตลาดสดที่ยังดำเนินอยู่เหมือนเดิมแล้ว ประเทศไทยยังต้องเผชิญปัญหาจากขยะพลาสติก (รวมไปถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นขยะอันตราย) องค์การกรีนพีซ องค์การทำงานด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก ได้ออกรายงานระบุว่า ประเทศกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกลายเป็นแหล่งนำเข้าขยะพลาสติกที่ไม่ใช้แล้วจากประเทศพัฒนาแล้วเป็นปริมาณมาก ซึ่งในปี 2561 กลุ่มประเทศอาเซียนนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 2,265,962 ตัน คิดเป็นร้อยละ 27 จากทั่วโลก โดยมาเลเซียนำเข้าขยะ 872,797 […]

ฝุ่นละออง PM 2.5 ภัยเงียบที่มองไม่เห็นได้ด้วยตา

ฝุ่นละอองขนาด 2.5 ไมครอน หรือเล็กเป็น 25 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางเส้นผมมนุษย์นี้ ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่พวกมันกำลังเป็นภัยร้ายขนาดใหญ่ที่คุกคามสุขภาพของผู้คนในหลายประเทศ