ฉลามและปลากระเบนทั่วโลกกำลังเสี่ยงสูญพันธุ์ - National Geographic Thailand

ฉลามและปลากระเบนทั่วโลกกำลังเสี่ยงสูญพันธุ์

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า แนวทางการแก้ปัญหาความเสี่ยงสูญพันธุ์ของพวกมันมีทั้งการกำหนด การควบคุมการค้าขาย ฉลาม ในระดับนานาชาติ และสร้างแนวทางการประมงอย่างยั่งยืน

ครั้งหนึ่ง พื้นที่ทะเลหลวงในหลายทวีป เคยมีฉลามและปลากระเบนอย่างอุดมสมบูรณ์ เช่น ปลาฉลามมาโกครีบสั้น (Shortfin makos) ฉลามที่มีความเร็วที่สุดโลกไล่ตามเหยื่อด้วยความเร็วมากกว่า 32 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ปลาฉลามหัวค้อนหยัก (Scalloped hammerhead) ที่รวมตัวกันในผืนน้ำ กวาดสายตามองหาเหยื่อด้วยตาที่มีช่วงกว้างและอวัยวะรับประสาทสัมผัสที่ถูกสร้างมาเป็นพิเศษ

สัตว์เหล่านี้แหวกว่ายไปทั่วน่านน้ำเปิดอันกว้างใหญ่ไพศาลและเข้าถึงได้ยากจนบรรดาชาวประมง และแม้กระทั่งนักชีววิทยาบางคน พบว่าเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่าการทำประมงเกินขนาดกำลังเป็นภัยคุกคามพวกมันในขณะนี้

“เมื่อทศวรรษที่แล้ว” Nicholas Dulvy ประธานร่วมของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านปลาฉลามของสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (the International Union for Conservation of Nature’s Shark Specialist Group) รำลึกย้อนไปว่า “เรายังเคยมีการถกเถียงอันร้อนแรงในเรื่องการจัดให้ฉลามในมหาสมุทรเป็นสัตว์ที่ถูกคุกคามอยู่เลย”

ขณะนี้ การวิเคราะห์อันครอบคลุมทั้งจำนวนประชากรในอดีตและปัจจุบันได้เผยภาพที่ชัดเจนกับ Dulvy และ Nathan Pacoureau ผู้เขียนงานวิจัยร่วมจากมหาวิทยาลัย Simon Fraser แห่งแคนาดา ซึ่งพวกเขาพบว่า จำนวนประชากรฉลามและปลากระเบน 18 สายพันธุ์ได้ลดลงถึงร้อยละ 70 นับตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมา จากการศึกษาที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Nature ในเดือนที่แล้ว ในอัตรานี้ สายพันธุ์เหล่านี้อาจสูญพันธุ์ไปทั้งหมดภายใน 1 หรือ 2 ทศวรรษข้างหน้า ผู้เขียนงานวิจัยกล่าว

ฉลาม, อวนลาก, ทะเลรัสเซีย
อวนลากอันหนึ่งล้อมรอบปลาบนเกาะอีตูรุฟ (Iturup Island) ในตะวันออกไกล การจับปลาในวิธีนี้มักดักจับฉลามได้เช่นกัน
ภาพถ่ายโดย SERGEI KRASNOUKHOV, GETTY IMAGE

ฉลามครีบขาว “ได้ลดจำนวนถึงร้อยละ 98 ในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา ภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นอย่างสอดคล้องกันไปใน 3 มหาสมุทรใหญ่” โดยสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติได้ใส่ฉลามสายพันธุ์ดังกล่าวในรายชื่อสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered) แล้ว

ปลาฉลามหัวค้อนหยัก และปลาฉลามหัวค้อนใหญ่ (Scalloped and great hammerhead sharks) ต่างประสบชะตากรรมเดียวกัน แม้ในอุตสาหกรรมการประมงจะไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ฉลามในมหาสมุทรเหล่านี้มากนัก แต่ถ้ามีการจับพวกมันได้ ทั้งเนื้อ ครีบ แผ่นเหงือก และน้ำมันตับ จะถูกนำไปขายเช่นเดียวกัน

การค้นพบนี้ถือเป็นข่าวอันเป็นปัญหาทั้งในเรื่องของสุขภาพของทั้งฉลามและมหาสมุทรเอง เนื่องจากผู้ล่าสูงสุดในห่วงโซ่อาหารนี้มีบทบาทสำคัญในสายใยอาหาร (Food Wed) ในแง่ของการควบคุมนักล่าที่มีขนาดเล็กกว่า ผู้เชี่ยวชาญกล่าว

ดำดิ่งลงไปในข้อมูล

ในการศึกษาครั้งนี้ Dulvy และ Pacoureau ได้รวบรวมข้อมูลสัตว์ในปลาฉลาม 18 สายพันธุ์ที่เราสามารถพบเจอได้ทั่วโลก การเพิ่มขึ้นของการตระหนักรู้สาธารณะของการอนุรักษ์ฉลามได้กระตุ้นให้องค์กรด้านการจัดการการประมงเริ่มเก็บข้อมูล และให้ข้อมูลใหม่ๆ กับทางทีมที่ศึกษา

ในที่สุด นักวิทยาศาสตร์ได้รับชุดข้อมูลนับตั้งแต่ช่วงเวลา 1905-2018 ซึ่งข้อมูลแต่ละชุดแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของประชากรในสายพันธุ์หนึ่งๆ ภายในพื้นที่ที่ระบุเฉพาะ ด้วยความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญนานาชาติและแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ ทีมที่ศึกษาได้คำนวณข้อมูลคร่าวๆ ออกมาเป็นการคาดการณ์ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงความอุดมสมบูรณ์ในระดับโลก

(รับชมวิดีโอ Shark 101 จากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้ที่นี่)

นอกจากนี้ พวกเขาคำนึงถึงปัจจัยของวิธีการทำประมงในทะเลเปิด ทั้งเชือกยาวเกลื่อนที่เต็มไปด้วยตะขอหรือแม้กระทั่งอวนขนาดใหญ่ที่มักเป็นอุปกรณ์ดักฉลามโดยไม่ได้ตั้งใจ มีการใช้อุปกรณ์เหล่านี้เพิ่มขึ้นถึงสองเท่าในช่วงครึ่งศตวรรษหลัง และจำนวนฉลามที่ติดกับอุปกรณ์ประมงเหล่านี้ก็เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า โดยประมาณ

“เมื่อคำนึงรวมถึงความหายากของฉลามที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้หมายความว่าโอกาสที่ปลาฉลามจะถูกจับโดยเครื่องมือเหล่านี้ได้สูงกว่าที่เคยเป็นในช่วงปี 1970 ถึง 18 เท่า” Dulvy กล่าว

อย่างไรก็ตาม Dulvy กล่าวเสริมว่า ในการวิเคราะห์ของเขาว่า อาจมีความคลุมเครือเช่นกัน และบรรดาผู้เขียนงานวิจัยมีแนวโน้มที่จะประเมินการลดลงของสายพันธุ์เหล่านี้ต่ำกว่าความเป็นจริง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการทำประมงเกินขนาดมาเป็นเวลาหลายสิบปี

การทำประมงมีบทบาทสำคัญที่ทำให้ทั้งประชากรฉลามและปลากระเบนมีจำนวนที่ลดลง Holly Kindsvater นักชีววิทยาประชากร (Population Biologist) แห่งสถาบันโพลีเทคนิคและมหาวิทยาลัยรัฐเวอร์จิเนีย ผู้ที่ทำการศึกษาปลากระเบนปีศาจ (Devil rays) หลายสายพันธุ์ ซึ่งกำลังมีจำนวนลดลงถึงร้อยละ 80 ภายในระยะเวลา 15 ปี กล่าว โดยมีผู้คนจำนวนมากที่บริโภคทั้งเนื้อ และเหงือกของมันเป็นซึ่งที่นิยมในวงการแพทย์แผนจีนโบราณ การเปลี่ยนแปลงนี้แสดงให้เห็นว่าชาวประมงมีผลต่อการลดลงของสัตว์ชนิดอื่นๆ เมื่อจำนวนเหยื่อของสัตว์เหล่านี้ลดลงตาม

การประมงเพื่อการหาทางออก

ผลกระทบของการทำประมงเกินขนาด การดักจับสัตว์โดยไม่ได้ตั้งใจ หรือสาเหตุอื่นๆ ที่มีผลต่อฉลามควรเป็นการกระตุ้นให้บรรดารัฐบาลกำหนดข้อบังคับต่างๆ มากขึ้น ด้วยเป้าหมายที่ทำให้เกิดการประมงที่ยั่งยืน Dulvy กล่าว และมันเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องมีการจำกัดการค้าขายปลาฉลามและปลากระเบนที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในระดับนานาชาติ เขากล่าวเสริม

ปลาฉลาม, ฉลามหัวค้อน
ปลาฉลามหัวค้อน (Hammerhead shark) คือสายพันธุ์ปลาฉลามที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง
ภาพถ่ายโดย  BRIAN SKERRY, NAT GEO IMAGE COLLECTION

อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ยังเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก ดังเห็นได้จากข้อเสนอในการสั่งห้ามจับปลาฉลามมาโกครีบสั้นซึ่งใกล้สูญพันธุ์ในพื้นที่แอตแลนติกเหนือได้ถูกสกัดกั้นโดยสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา สาเหตุส่วนหนึ่งเนื่องจากสเปนยังมีการจับปลาฉลามชนิดนี้อยู่จำนวนมาก Dulvy กล่าว

“ฉลามถือเป็นสายพันธุ์สัตว์ที่อยู่ในลำดับท้ายๆ ที่จะมีการควบคุม” เขากล่าวและเสริมว่า “ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นสาเหตุที่ทำไมถึงมีการต่อต้านในการจัดการดูแลพวกมัน”

ทางแก้ปัญหาอื่นๆ นั้นรวมไปถึงการสร้างพื้นที่สงวนทางทะเลหรือกำหนดพื้นที่ห้ามจับปลาในบริเวณที่มีปลาฉลามชุกชุม David Sims นักชีววิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตันของอังกฤษ ผู้ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัย กล่าว

ด้าน Jessica Cramp ผู้ก่อตั้งองค์การวิจัยและอนุรักษ์ทางทะเล Shark Pacific และนักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว โดยเธอได้ช่วยก่อตั้งพื้นที่ปกป้องและอยู่อาศัยของฉลามหลายแห่งในหมู่เกาะคุก (เขตปกครองตนเองของนิวซีแลนด์) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งฉลามและสายพันธุ์อพยพอื่นๆ

“พื้นที่เหล่านี้เป็นแหล่งอพยพสำหรับสายพันธุ์เช่นฉลามครีบขาวและฉลามทราย (Silky shark)” เธอกล่าวและเสริมว่า “ซึ่งงานวิจัยนี้ได้ยืนยันว่าพวกมันกำลังตกอยู่ในสภาวะที่ยากลำบากค่ะ”

เรื่อง TIM VERNIMMEN


อ่านเพิ่มเติม ภัยคุกคามฉลามวาฬคือเรื่องจริง

ฉลามวาฬ
ฉลามวาฬสองตัวถูกชำแหละที่โรงงานแห่งหนึ่งในจีน (ภาพถ่ายโดย WILDLIFE RISK)

เรื่องแนะนำ

โครงการอนุรักษ์สัตว์ป่าแห่งบุรีรัมย์ ที่ฟื้นคืนฝูงนกกระเรียนพันธุ์ไทยจากการสูญพันธุ์

โครงการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่การฟื้นคืนฝูง นกกระเรียน พันธุ์ไทยจากการสูญพันธุ์ และทำให้ชาวบ้านหันมาทำนาอินทรีย์กันทั้งชุมชน โลกของเรามี นกกระเรียน 15 ชนิด ตั้งแต่นกกระเรียนพันธุ์ยุโรป นกกระเรียนพันธุ์ไซบีเรีย นกกระเรียนพันธุ์ออสเตรเลีย นกกระเรียนกู่แห่งทวีปอเมริกา มาจนถึงนกกระเรียนพันธุ์ไทย (Eastern Sarus Crane) ที่มีขนาดใหญ่โตที่สุด เมื่อโตเต็มวัย โดยมีความสูงถึง 1.8 เมตร จึงนับเป็นนกบินได้ที่สูงที่สุดในโลก เชื่อว่าทุกคนรู้จักชื่อนกกระเรียน แล้วรู้หรือไม่ว่า นกกระเรียนพันธุ์ไทย เคยสาบสูญไปจากธรรมชาติเมืองไทยนานถึง 50 ปี แต่ตอนนี้พวกมันได้กลับมาแล้ว ซึ่งเกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเหล่านักอนุรักษ์ และชาวนาแห่งอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์ ใน ‘โครงการการปล่อย นกกระเรียน พันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติ’ เมื่อ 50 ปีก่อน บริเวณนี้คือ พื้นที่ชุ่มน้ำ แหล่งอยู่อาศัยตามธรรมชาติอันสมบูรณ์ของเหล่านกกระเรียน มาวันนี้เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไปจากหนองน้ำกลายเป็นทุ่งนา ความเป็นอยู่ของชาวบ้านถูกชี้วัดด้วยผลผลิตข้าวจำนวนมหาศาลในแต่ละปี ฉะนั้นการกลับมาของฝูงนกกระเรียนจึงเป็นความท้าทายของทั้งนกและคน ความท้าทายของการเพาะพันธุ์นกกระเรียน เลี้ยงดูให้เติบโตอและเตรียมความพร้อมให้พวกมันออกไปใช้ชีวิตได้ตามธรรมชาติว่ายากแล้ว แต่การทำงานร่วมกับชาวบ้านเจ้าของที่นาในปัจจุบันนั้นยากยิ่งกว่า เพราะความสำเร็จของภารกิจนี้คือ นกต้องอยู่รอดได้ด้วยตัวเองในธรรมชาติ ดังนั้นชาวบ้านในชุมชนจึงต้องเข้าใจและเต็มใจทำมาหากิน ไปพร้อมกับนกกระเรียนที่มาหากินและอยู่อาศัยในพื้นที่นาของตัวเอง จากจุดเริ่มต้นโครงการ ใน พ.ศ. […]

ชีวิตรักของ แพนด้าแดง (Red Panda)

แพนด้าแดง (red panda) เตรียมพร้อมผสมพันธุ์ 24 ชั่วโมง แต่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงวันเดียวในหนึ่งปี นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พวกมันอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์