ชนเผ่า ผู้ไม่สังคมโลกเหล่านี้ยังคงใช้ชีวิตกับธรรมชาติเฉกเช่นบรรพบุรุษ

ชนเผ่าผู้ไม่สังคมโลก

ชนเผ่าผู้ไม่สังคมโลก

ไม่น่าเชื่อว่าในโลกที่ผู้คนสามารถเชื่อมต่อกันได้จากคนละมุมโลกด้วยอินเตอร์เน็ตจะยังมีสังคมที่ไม่เปิดรับโลกภายนอก และยังคงใช้ชีวิตอยู่ตามธรรมชาติแบบชนเผ่าเฉกเช่นบรรพบุรุษเมื่อหลายร้อยปีก่อน

รายงานจาก Survival International ซึ่งทำการสำรวจไว้ในปี 2013 ระบุว่าบนโลกของเราน่าจะยังคงหลงเหลือชนเผ่าที่ไม่ติดต่อกับโลกภายนอกเลยประมาณ 100 ชนเผ่า โดยจำนวนนั้นแตกต่างกันไปตามสถานที่ เช่น ในบราซิลอ้างว่ามีชนเผ่าที่ไม่ติดต่อกับโลกภายนอกอาศัยอยู่ในป่าแอมะซอนราว 77 ชนเผ่า ด้านเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกระบุมี 84 ชนเผ่า อย่างไรก็ตามจำนวนในปัจจุบันอาจเหลือน้อยกว่า 100 ชนเผ่าแล้ว และเป็นการยากที่จะระบุจำนวนตัวเลขที่แน่นอน

จากแผนที่โดย Wiki Commons นี้พื้นที่สีดำแสดงให้เห็นจุดที่บรรดาชนเผ่าต่างๆ อาศัยอยู่ จะเห็นว่าส่วนใหญ่แล้วพวกเขาอยู่ในพื้นที่ที่ยากต่อการเข้าถึง เช่นในป่าลึกของแอมะซอน ในผืนป่าของคองโก หรือบนเกาะนิวกินี รวมถึงยังมีอีกสองชนเผ่าที่อาศัยอยู่บนหมู่เกาะอันดามันของอินเดีย

ชนเผ่า
จุดสีดำในแผนที่คือบริเวณที่ชนเผ่าที่ไม่ติดต่อกับโลกภายนอกอาศัยอยู่
ภาพแผนที่โดย Wiki Commons

เหตุใดพวกเขาจึงปิดกั้นตัวเองอย่างโดดเดี่ยว? เหตุผลเหล่านี้แตกต่างกันไปตามชนเผ่า แต่เชื่อกันว่าบรรพบุรุษของพวกเขาหลบหนีเอาชีวิตรอดจากความทารุณโหดร้ายเมื่อในอดีต Robert S. Walker นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยมิสซูรีชี้ว่า “ความกลัว” คือแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้พวกเขาไม่ต้องการติดต่อโลกภายนอก ซึ่งยิ่งพวกเขาตัดขาดจากโลกภายนอกนานวันเข้าจะยิ่งส่งผลต่อภูมิคุ้มกันในร่างกายทำให้พวกเขาไม่อาจต้านทานเชื้อโรคหรือโรคระบาดใหม่ๆ ได้ และนั่นทำให้เกิดคำถามสำคัญตามมาว่า เราควรติดต่อพวกเขาหรือไม่? เสียงแตกออกเป็นสองทาง ในด้านของนักวิจัยแล้วการติดต่อสื่อสารเพื่อเก็บข้อมูลและศึกษาพวกเขานั้นมีความสำคัญ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือเนื่องจากในทางทฤษฎีแล้วชนเผ่าที่ตัดขาดจากโลกภายนอกไม่อาจมีชีวิตที่ยืนยาวได้ อย่างไรก็ตามด้านกลุ่มองค์กรที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับสิทธิของชนเผ่าไม่เห็นด้วย และในประวัติศาสตร์เองหลายครั้งหลายคราวที่กลุ่มประชากรใดๆ ที่เปิดรับการมาถึงของกลุ่มใหม่ๆ ก็มักจะเกิดการระบาดของโรคตามมา

และเหล่านี้คือตัวอย่างของบรรดาชนเผ่าผู้ไม่สังคมโลกในปัจุบัน

 

เซนติเนลลีส (Sentinelese)

ชนเผ่า
ชนเผ่าเซนติเนลถูกถ่ายภาพจากระยะไกล
ภาพถ่ายโดย Survival International

พวกเขาได้ชื่อว่าเป็นชนเผ่าที่แยกตัวอย่างโดดเดี่ยวที่สุดในโลก ทั้งยังเชื่อกันว่าบรรพบุรุษของพวกเขาเป็นมนุษย์กลุ่มแรกๆ ที่เดินทางออกจากแอฟริกามายังหมู่เกาะในอินเดีย ชนเผ่าเซนติเนลลีสอาศัยอยู่บนเกาะเซนติเนลเหนือ ส่วนหนึ่งของหมู่เกาะอันดามันและเกาะนิโคลบาร์ซึ่งตั้งอยู่ในอ่าวเบงกอล รัฐบาลอินเดียประกาศห้ามผู้คนเข้าไปวุ่นวายกับเกาะแห่งนี้ไม่ใช่เพียงเพราะต้องการปกป้องพวกเขาจากโรคระบาดเท่านั้น แต่ยังเป็นการปกป้องผู้คนทั่วไปจากลูกธนูอีกด้วย เนื่องจากชนเผ่านี้ไม่ต้อนรับใครทั้งสิ้นที่เข้ามาใกล้พื้นที่ของพวกเขา

เชื่อกันว่าพวกเขาเป็นนักล่าสัตว์ที่ไม่มีความรู้ด้านการเกษตรกรรม แต่พวกเขาสามารถนำเหล็กจากซากเรืออับปางมาทำอาวุธได้ ชนเผ่าเซนติเนลลีสมีภาษาเป็นของตนเองแต่ด้วยความที่แยกตัวโดดเดี่ยวมานานทำให้ภาษาของพวกเขาไม่เชื่อมโยงกับใคร และกลายเป็นหนึ่งในภาษาที่ลึกลับที่สุดในโลก ปัจจุบันเชื่อว่าประชากรของชนเผ่าบนเกาะน่าจะมีราว 250 คน

 

จารวา (Jarawas)

ชนเผ่า
เด็กๆ ชนเผ่าจารวาภาพถ่ายจากศูนย์วิจัยมานุษยวิทยาในอินเดีย

อีกหนึ่งชนเผ่าที่แยกตัวอย่างโดดเดี่ยวในอินเดีย และอาศัยอยู่บนเกาะทางฝั่งตะวันตกและกลางของหมู่เกาะอันดามันเช่นกัน ชนเผ่าจารวาดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์หาของป่า และสร้างที่อยู่อาศัยขึ้นเองโดยเป็นกระท่อมแบบง่ายๆ ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 รัฐบาลอินเดียมีแผนที่จะช่วยชนเผ่าจารวาให้ออกมาติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก แต่แผนดังกล่าวถูกเลื่อนออกไป จนกระทั่งในปี 1998 เป็นครั้งแรกที่สมาชิกจากชนเผ่านี้ได้ติดต่อกับผู้คน สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือวิถีชีวิตของพวกเขากลายมาเป็นส่วนหนึ่ของการท่องเที่ยว และตามมาด้วยการตั้งถิ่นฐานของชาวอินเดียในบริเวณรอบๆ ที่เพิ่มขึ้น

แม้รัฐบาลอินเดียจะกำหนดเขตพื้นที่สงวนสำหรับชาวจารวา แต่ถนนและผู้คนที่เข้ามาอาศัยอยู่กันมากขึ้นส่งผลให้พื้นที่อาศัยตามธรรมชาติของพวกเขามีขนาดเล็กลง สร้างความกังวลถึงอนาคตของชนเผ่าเหล่านี้ ซึ่งประมาณจำนวนประชากรในปัจจุบันอยู่ที่ราว 400 คน

 

Vale do Javari

บริเวณหุบเขา Javari ในบราซิลซึ่งมีขนาดเทียบเท่ากับประเทศออสเตรียนี้เป็นบ้านของบรรดาชนเผ่ากว่า 20 ชนเผ่า เชื่อกันว่ามีจำนวนประชากรรวม 3,000 คน และในจำนวนนี้มี 2,000 คนที่เป็นชนเผ่าผู้ไม่ติตด่อกับโลกภายนอก ข้อมูลของพวกเขามีเพียงน้อยนิด แต่หลักฐานจากร่องรอยของการเพาะปลูกและล่าสัตว์ นอกจากนั้นยังมีเครื่องมือโลหะที่เชื่อกันว่าได้มาจากการแลกเปลี่ยนระหว่างชนเผ่าอีกด้วย

ในช่วงทศวรรษ 1970 ถึง 1980 รัฐบาลบราซิลพยายามติดต่อกับบรรดาชนเผ่าเหล่านี้ แต่น่าเศร้าที่ความพยายามของรัฐบาลทำให้ชนเผ่าหนึ่งต้องสูญเสียประชากรไปมากถึงสามในห้าจากจำนวนหมู่บ้านทั้งหมดเพราะโรคระบาด ต่อมาพื้นที่ดักล่าวจึงถูกประกาศเป็นเขตป่าสงวนเพื่อปกป้องชนพื้นเมืองเหล่านี้ อย่างไรก็ตามปัจจุบันสถานะของพวกเขายังคงน่าเป็นห่วงจากการถูกคุกคามโดยธุรกิจเหมืองแร่และพวกลักลอบตัดไม้

 

นิวกินี (New Guinea)

ชนเผ่า
ผู้สูงอายุในชนเผ่าดานีและมัมมี่ของบรรพบุรุษ
ภาพถ่ายโดย Shutterstock

ผืนป่าและหุบเขาบนเกาะนิวกินียังคงเป็นบ้านของชนเผ่าจำนวนหนึ่ง และรัฐบาลอินโดนีเซียเองก็พยายามอย่างเต็มที่ในการปกป้องชนพื้นเมืองเหล่านี้ไว้ อย่างไรก็ตามยังคงมีชนเผ่าหนึ่งที่ติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกแต่ยังคงวัฒนธรรมและขบนธรรมเนียมของตนไว้อย่างเหนียวแน่น พวกเขาคือชนเผ่าดานี (Dani) ชนเผ่านักล่าสัตว์ที่มีวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์คือการเจาะและเพ้นท์ตามร่างกาย และตัดนิ้วของตนเมื่อคนที่รักเสียชีวิต รวมไปถึงการทำมัมมี่ร่างของบรรพบุรุษที่เสียชีวิตไปแล้วอีกด้วย

 

Mbuti

ชนเผ่า
ภาพถ่ายของชนเผ่า Mubti เมื่อครั้งนักสำรวจชาวยุโรปไปพบเข้า
ภาพถ่ายโดย Osa Johnson

หลายชนเผ่าในป่าดิบของคองโกเปิดรับการติดต่อจากโลกภายนอกในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา ทว่ายังคงมีชนเผ่าบางส่วนที่ดำรงชีวิตแบบดั้งเดิมโดยไม่ติดต่อกับใคร คือชนเผ่า Mbuti หรือที่เรียกกันว่าคนแคระ เนื่องจากพวกเขามักมีความสูงเพียง 5 ฟุตเท่านั้น Mbuti เป็นนักล่าสัตว์และหาของป่า พวกเขาเก็บรวบรวมทุกสิ่งที่หาได้ ทั้งยังแลกเปลี่ยนสิ่งของกับชนเผ่าอื่นๆ แต่ที่น่าทึ่งก็คือองค์ความรู้ที่พวกเขามีเกี่ยวกับป่าฝนและพืชสมุนไพร ซึ่งบ่งบอกว่าชนเผ่านี้เข้าใจระบบนิเวศที่พวกเขาอาศัยอยู่เป็นอย่างดี ปัจจุบันพวกเขากำลังเผชิญกับผลกระทบจากการตัดไม้ทำลายพื้นที่ป่าและการสร้างเหมือง รวมไปถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยทหารคองโก

 

อ่านเพิ่มเติม

วิถีชีวิตของชนเผ่าที่เปลี่ยนไปเพราะเขื่อน

 

แหล่งข้อมูล

Are There Any Uncontacted Civilizations Left In The World?

Uncontacted tribes: What do we know about the world’s 100 hidden communities?

More than 100 tribes across the world still live in total isolation from society

Where Are The Last Uncontacted Tribes On Earth, And Why Haven’t We Made Contact?

ชนเผ่า Sentinelese ที่ปฏิเสธโลกภายนอก

เรื่องแนะนำ

การปฏิวัตินีโอลิทิค คืออะไร

ผู้หญิงกำลังใช้เคียวเก็บเกี่ยวธัญพืชใน Tras os Monte ในโปรตุเกส ภาพถ่ายโดย VOLKMAR K. WENTZEL, NAT GEO IMAGE COLLECTION การปฏิวัตินีโอลิทิคซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า การปฏิวัติเกษตรกรรม คือการเปลี่ยนจากการล่าสัตว์และหาของป่าไปสู่การทำเกษตรกรรม ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงมนุษยชาติไปตลอดกาล เชื่อกันว่า การปฏิวัตินีโอลิทิค (Neolithic) หรือ การปฏิวัติเกษตรกรรม เกิดขึ้นเมื่อราว 12,000 ปีก่อน มันเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างการสิ้นสุดของยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายกับการเริ่มต้นของสมัย (Epoch) ทางธรณีวิทยาที่ในยุคปัจจุบันคือโฮโลซีน (Holocene) การปฏิวัติในครั้งนี้เปลี่ยนแปลงการกินอยู่ และการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ไปตลอดกาล และได้เบิกทางสู่อารยธรรมมนุษย์สมัยใหม่ ในยุคนีโอลิทิค นักล่าหาของป่า (Hunter-Gatheres) เร่ร่อนอยู่ตามธรรมชาติเพื่อตามล่าและหาอาหาร แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น นักล่าอาหารกลายเป็นเกษตรกร และเปลี่ยนแปลงจากวิถีชีวิตนักล่าหาของป่ามาอยู่เป็นหลักเป็นแหล่งมากขึ้น สาเหตุของการตั้งรกราก แม้ว่าช่วงเวลาและสาเหตุที่แน่นอนของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เคยเป็นมาจะยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ โดยมีการคาดเดาว่าการเพาะปลูกของมนุษย์เกิดขึ้นครั้งแรกในบริเวณพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ (Fertile Crescent หรือบริเวณเมโสโปเตเมีย) ในแถบตะวันออกกลาง อันเป็นบริเวณที่ผู้คนหลายกลุ่มพัฒนาการเกษตรตามแบบของตัวเอง จึงเป็นไปได้ว่า “การปฏิวัติเกษตรกรรม” เป็นการปฏิวัติที่มีการพัฒนาในตัวเองอยู่หลายครั้ง มีหลายสมมติฐานที่ให้คำตอบว่าเหตุใดมนุษย์จึงหยุดเร่ร่อนเพื่อหาอาหารและเริ่มเพาะปลูก ความกดดันทางประชากร (Population Pressure) อาจทำให้เกิดการแย่งชิงอาหารที่มากขึ้น […]

สำรวจอาชีพแปลก : คนเล่นงิ้ว

สำรวจอาชีพแปลก : คนเล่นงิ้ว ที่ไหนมีศาลเจ้า ที่นั่นมีงิ้ว อุปรากรนี้เป็นมรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมของชาวจีนที่สืบทอดกันมานานหลายพันปี  มีจุดเริ่มต้นจากการแสดงในราชสำนักของจีนที่ต่อยอดพัฒนาเรื่อยมาจนกลายเป็นหนึ่งในภาพแทนวัฒนธรรมหลัก ปัจจุบันงิ้วไม่ได้เล่นให้คนในราชสำนักดูอีกต่อไป หากเป็นการแสดง การละเล่นสำคัญที่เชื่อกันว่าจะทำให้เทพเจ้าที่สถิติอยู่ในศาลเจ้านั้นๆ ได้รับความเพลิดเพลิน พร้อมคาดหวังว่าเทพเจ้าจะนำพาซึ่งความสุขความเจริญกลับมาให้ การแสดงงิ้วเข้ามาสู่ประเทศไทยพร้อมๆ กับการหลั่งไหลเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวจีน งิ้วกลายเป็นเครื่องแสดงถึงซึ่งการเฉลิมฉลองในงานเทศกาลตามศาลเจ้าต่างๆ  ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 5 ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เฟื่องฟูที่สุดของงิ้ว มีนักแสดงงิ้วชาวจีนเดินทางเข้ามาเปิดการแสดงในไทยจำนวนมาก ธัชชัย อบทอง ผู้จัดการและนักแสดงจากคณะงิ้วไซ้ ย่ง ฮง เล่าให้ฟังว่า ในสมัยก่อนจะมี “เด็กงิ้ว” คือเด็กที่พ่อแม่นำมาฝากไว้กับโรงงิ้วด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น ฐานะยากจน  เด็กๆ เหล่านี้จะกินอยู่หลับนอนที่โรงงิ้ว พร้อมฝึกฝนวิชาไปในตัวจากบรรดาอาจารย์ และเมื่อมีความสามารถพอที่จะแสดงหน้าโรงได้แล้วก็จะได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน  ปัจจุบันในประเทศไทยไม่มีอาจารย์สอนงิ้วรุ่นใหม่ๆ แล้ว สร้างความกังวลว่าศิลปะการแสดงงิ้วอันเป็นมรดกตกทอดของชาวจีนนี้กำลังเสี่ยงต่อการเลือนหายไปด้วยหลายปัจจัย ทั้งการขาดนักแสดงและผู้ชมรุ่นใหม่ๆ ไปจนถึงการไม่มีโรงเรียนสอนศาสตร์วิชางิ้วอย่างเป็นทางการอย่างที่นาฏศิลป์ไทยมีหลักสูตรการเรียนรู้ระบุไว้ให้เด็กๆ ได้เรียนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย  ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการที่คนไทยมองว่าการแสดงงิ้วนั้นไม่ใช่มรดกทางวัฒนธรรมของไทยเอง คนเล่นงิ้วรุ่นเก่าหวังอยากให้คนไทยเชื้อสายจีนรุ่นใหม่ๆ ช่วยกันสืบทอดวัฒนธรรมนี้ให้ยังคงอยู่ต่อไป ในขณะเดียวกันคณะงิ้วเองก็จำต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามกาลเวลาด้วยเช่นกัน มองไปที่เวที ผู้ชมจะเห็นท่าทางอันแสนพลิ้วไหว ได้ยินเสียงก้องดังกังวานไพเราะ  แต่กว่าจะมาเป็นนักแสดงงิ้วไม่ใช่เรื่องง่าย  ศาสตร์การเล่นงิ้วจำต้องใช้พลังในร่างกายอย่างมหาศาล ทั้งยังต้องฝึกร้อง ฝึกพูดและฝึกท่าทางอยู่หลายปีกว่าจะได้โอกาสแสดงจริง แต่ในมุมของนักแสดงแล้วสิ่งเหล่านี้คุ้มค่าเมื่อแลกกับการมีสถานะเป็นดั่งดาราโทรทัศน์ในสายตาของแฟนๆ งิ้ว และยังได้เดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ–หากคณะที่เขาหรือเธออยู่นั้นโด่งดังและมีงานทั้งปี นักแสดงงิ้วเหล่านี้เป็นใคร? มีจุดเริ่มต้นอย่างไรจึงมาทำอาชีพคนเล่นงิ้วได้? […]

เล่าเรื่องเหล้า กับวัฒนธรรมเมรัย

“หวาก” หรือนํ้าตาลเมาเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พื้นบ้านของภาคใต้ ใช้เปลือกไม้ต้นเคี่ยมแต่งรส ดื่มกันทั่วไปแถบคาบสมุทรสทิงพระ ซึ่งเป็นแหล่งต้นตาลโตนดมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถือกำเนิดพร้อมอารยธรรมมนุษย์ เป็นทั้งวิทยาศาสตร์ ของมึนเมา และของขวัญจากพระเจ้า เรื่อง ราชศักดิ์ นิลศิริ ภาพถ่าย บัณฑิต โชติสุวรรณ “ความยิ่งใหญ่จากสิ่งเล็กๆ” ผมรำพึงขณะจรดปลายลวดโลหะบนผิวจานเพาะเชื้ออย่างแผ่วเบา ก่อนใช้ “ลูป” หรือปลายลวดกลม เขี่ยจุดขาวครีมคล้ายขี้ฟันเล็กๆขึ้นมาจุดหนึ่ง จากนั้นบรรจงปาดปลายลวดลงบนจานเพาะเชื้ออีกใบที่รองพื้นด้วยวุ้นเรียบใส ซึ่งประกอบขึ้นจากเจลาติน นํ้าจากมันฝรั่งต้ม สารอาหารและวิตามินอีกหลายชนิด ถ้าไม่ผิดพลาดอะไร อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า กลุ่มจุดสีขาวขุ่นนี้จะขยายเผ่าพันธุ์บนดินแดนใหม่ ดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายและสมถะ ผมกำลังเรียนและฝึกเพาะขยายพันธุ์ยีสต์ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และไม่มีทางใดที่ประสาทสัมผัสของมนุษย์จะรับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน ยีสต์ที่ผมกำลังขยายพันธุ์คือ Saccharomyces cerevisiae หรือยีสต์ที่ใช้ในการหมักซึ่งดำรงชีวิตด้วยการกินนํ้าตาลเป็นแหล่งพลังงาน ทว่าพวกมันคงไม่รู้ตัวว่า การดำรงชีวิตของมันได้สร้างผลิตผลอันยิ่งใหญ่ อันเป็นส่วนประกอบของเครื่องดื่มที่แพร่หลายไปทั่วทุกมุมโลก นั่นคือแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอารยธรรมเก่าแก่พอๆ กับกสิกรรมและการเพาะปลูก สุราเป็นผลผลิตจากกระบวนการหมัก (fermentation) นํ้าตาลหรือแป้งซึ่งพบในธัญพืชหรือผลไม้ โดยใช้ยีสต์หรือราแปรสภาพนํ้าตาลหรือแป้งเป็นเอทานอลรวมทั้งสารเคมีอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ ความแตกต่างทางภูมิศาสตร์ วัตถุดิบ รวมทั้งเชื้อยีสต์หรือราในท้องถิ่น จึงส่งผลให้สุราในแต่ละภูมิภาคแตกต่างกัน “อาจเป็นเพราะสภาพภูมิอากาศเหมาะสมกับยีสต์ชนิดนี้ครับ ถ้าภูมิภาคเหนือขึ้นไปกลับไม่ค่อยเปรี้ยว สาเกของญี่ปุ่นจึงนุ่ม และรสชาติเปรี้ยวน้อยกว่า” ผศ.ดร. เจริญ เจริญชัย […]

ซิลิคอนแวลลีย์ : หวนคืนสู่ดินแดนแห่งโอกาส

ซิลิคอนแวลลีย์ ยังคงเป็นดินแดนแห่งโอกาสก็จริง แต่ตอนนี้กำลังเผชิญกับราคาแห่งความสำเร็จของตนเอง คำฮิตใหม่ของที่นี่จึงมีอยู่สองคำ นั่นคือ ความรับผิดชอบและความเห็นอกเห็นใจ