ชนเผ่า ผู้ไม่สังคมโลกเหล่านี้ยังคงใช้ชีวิตกับธรรมชาติเฉกเช่นบรรพบุรุษ

ชนเผ่าผู้ไม่สังคมโลก

ชนเผ่าผู้ไม่สังคมโลก

ไม่น่าเชื่อว่าในโลกที่ผู้คนสามารถเชื่อมต่อกันได้จากคนละมุมโลกด้วยอินเตอร์เน็ตจะยังมีสังคมที่ไม่เปิดรับโลกภายนอก และยังคงใช้ชีวิตอยู่ตามธรรมชาติแบบชนเผ่าเฉกเช่นบรรพบุรุษเมื่อหลายร้อยปีก่อน

รายงานจาก Survival International ซึ่งทำการสำรวจไว้ในปี 2013 ระบุว่าบนโลกของเราน่าจะยังคงหลงเหลือชนเผ่าที่ไม่ติดต่อกับโลกภายนอกเลยประมาณ 100 ชนเผ่า โดยจำนวนนั้นแตกต่างกันไปตามสถานที่ เช่น ในบราซิลอ้างว่ามีชนเผ่าที่ไม่ติดต่อกับโลกภายนอกอาศัยอยู่ในป่าแอมะซอนราว 77 ชนเผ่า ด้านเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกระบุมี 84 ชนเผ่า อย่างไรก็ตามจำนวนในปัจจุบันอาจเหลือน้อยกว่า 100 ชนเผ่าแล้ว และเป็นการยากที่จะระบุจำนวนตัวเลขที่แน่นอน

จากแผนที่โดย Wiki Commons นี้พื้นที่สีดำแสดงให้เห็นจุดที่บรรดาชนเผ่าต่างๆ อาศัยอยู่ จะเห็นว่าส่วนใหญ่แล้วพวกเขาอยู่ในพื้นที่ที่ยากต่อการเข้าถึง เช่นในป่าลึกของแอมะซอน ในผืนป่าของคองโก หรือบนเกาะนิวกินี รวมถึงยังมีอีกสองชนเผ่าที่อาศัยอยู่บนหมู่เกาะอันดามันของอินเดีย

ชนเผ่า
จุดสีดำในแผนที่คือบริเวณที่ชนเผ่าที่ไม่ติดต่อกับโลกภายนอกอาศัยอยู่
ภาพแผนที่โดย Wiki Commons

เหตุใดพวกเขาจึงปิดกั้นตัวเองอย่างโดดเดี่ยว? เหตุผลเหล่านี้แตกต่างกันไปตามชนเผ่า แต่เชื่อกันว่าบรรพบุรุษของพวกเขาหลบหนีเอาชีวิตรอดจากความทารุณโหดร้ายเมื่อในอดีต Robert S. Walker นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยมิสซูรีชี้ว่า “ความกลัว” คือแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้พวกเขาไม่ต้องการติดต่อโลกภายนอก ซึ่งยิ่งพวกเขาตัดขาดจากโลกภายนอกนานวันเข้าจะยิ่งส่งผลต่อภูมิคุ้มกันในร่างกายทำให้พวกเขาไม่อาจต้านทานเชื้อโรคหรือโรคระบาดใหม่ๆ ได้ และนั่นทำให้เกิดคำถามสำคัญตามมาว่า เราควรติดต่อพวกเขาหรือไม่? เสียงแตกออกเป็นสองทาง ในด้านของนักวิจัยแล้วการติดต่อสื่อสารเพื่อเก็บข้อมูลและศึกษาพวกเขานั้นมีความสำคัญ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือเนื่องจากในทางทฤษฎีแล้วชนเผ่าที่ตัดขาดจากโลกภายนอกไม่อาจมีชีวิตที่ยืนยาวได้ อย่างไรก็ตามด้านกลุ่มองค์กรที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับสิทธิของชนเผ่าไม่เห็นด้วย และในประวัติศาสตร์เองหลายครั้งหลายคราวที่กลุ่มประชากรใดๆ ที่เปิดรับการมาถึงของกลุ่มใหม่ๆ ก็มักจะเกิดการระบาดของโรคตามมา

และเหล่านี้คือตัวอย่างของบรรดาชนเผ่าผู้ไม่สังคมโลกในปัจุบัน

 

เซนติเนลลีส (Sentinelese)

ชนเผ่า
ชนเผ่าเซนติเนลถูกถ่ายภาพจากระยะไกล
ภาพถ่ายโดย Survival International

พวกเขาได้ชื่อว่าเป็นชนเผ่าที่แยกตัวอย่างโดดเดี่ยวที่สุดในโลก ทั้งยังเชื่อกันว่าบรรพบุรุษของพวกเขาเป็นมนุษย์กลุ่มแรกๆ ที่เดินทางออกจากแอฟริกามายังหมู่เกาะในอินเดีย ชนเผ่าเซนติเนลลีสอาศัยอยู่บนเกาะเซนติเนลเหนือ ส่วนหนึ่งของหมู่เกาะอันดามันและเกาะนิโคลบาร์ซึ่งตั้งอยู่ในอ่าวเบงกอล รัฐบาลอินเดียประกาศห้ามผู้คนเข้าไปวุ่นวายกับเกาะแห่งนี้ไม่ใช่เพียงเพราะต้องการปกป้องพวกเขาจากโรคระบาดเท่านั้น แต่ยังเป็นการปกป้องผู้คนทั่วไปจากลูกธนูอีกด้วย เนื่องจากชนเผ่านี้ไม่ต้อนรับใครทั้งสิ้นที่เข้ามาใกล้พื้นที่ของพวกเขา

เชื่อกันว่าพวกเขาเป็นนักล่าสัตว์ที่ไม่มีความรู้ด้านการเกษตรกรรม แต่พวกเขาสามารถนำเหล็กจากซากเรืออับปางมาทำอาวุธได้ ชนเผ่าเซนติเนลลีสมีภาษาเป็นของตนเองแต่ด้วยความที่แยกตัวโดดเดี่ยวมานานทำให้ภาษาของพวกเขาไม่เชื่อมโยงกับใคร และกลายเป็นหนึ่งในภาษาที่ลึกลับที่สุดในโลก ปัจจุบันเชื่อว่าประชากรของชนเผ่าบนเกาะน่าจะมีราว 250 คน

 

จารวา (Jarawas)

ชนเผ่า
เด็กๆ ชนเผ่าจารวาภาพถ่ายจากศูนย์วิจัยมานุษยวิทยาในอินเดีย

อีกหนึ่งชนเผ่าที่แยกตัวอย่างโดดเดี่ยวในอินเดีย และอาศัยอยู่บนเกาะทางฝั่งตะวันตกและกลางของหมู่เกาะอันดามันเช่นกัน ชนเผ่าจารวาดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์หาของป่า และสร้างที่อยู่อาศัยขึ้นเองโดยเป็นกระท่อมแบบง่ายๆ ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 รัฐบาลอินเดียมีแผนที่จะช่วยชนเผ่าจารวาให้ออกมาติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก แต่แผนดังกล่าวถูกเลื่อนออกไป จนกระทั่งในปี 1998 เป็นครั้งแรกที่สมาชิกจากชนเผ่านี้ได้ติดต่อกับผู้คน สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือวิถีชีวิตของพวกเขากลายมาเป็นส่วนหนึ่ของการท่องเที่ยว และตามมาด้วยการตั้งถิ่นฐานของชาวอินเดียในบริเวณรอบๆ ที่เพิ่มขึ้น

แม้รัฐบาลอินเดียจะกำหนดเขตพื้นที่สงวนสำหรับชาวจารวา แต่ถนนและผู้คนที่เข้ามาอาศัยอยู่กันมากขึ้นส่งผลให้พื้นที่อาศัยตามธรรมชาติของพวกเขามีขนาดเล็กลง สร้างความกังวลถึงอนาคตของชนเผ่าเหล่านี้ ซึ่งประมาณจำนวนประชากรในปัจจุบันอยู่ที่ราว 400 คน

 

Vale do Javari

บริเวณหุบเขา Javari ในบราซิลซึ่งมีขนาดเทียบเท่ากับประเทศออสเตรียนี้เป็นบ้านของบรรดาชนเผ่ากว่า 20 ชนเผ่า เชื่อกันว่ามีจำนวนประชากรรวม 3,000 คน และในจำนวนนี้มี 2,000 คนที่เป็นชนเผ่าผู้ไม่ติตด่อกับโลกภายนอก ข้อมูลของพวกเขามีเพียงน้อยนิด แต่หลักฐานจากร่องรอยของการเพาะปลูกและล่าสัตว์ นอกจากนั้นยังมีเครื่องมือโลหะที่เชื่อกันว่าได้มาจากการแลกเปลี่ยนระหว่างชนเผ่าอีกด้วย

ในช่วงทศวรรษ 1970 ถึง 1980 รัฐบาลบราซิลพยายามติดต่อกับบรรดาชนเผ่าเหล่านี้ แต่น่าเศร้าที่ความพยายามของรัฐบาลทำให้ชนเผ่าหนึ่งต้องสูญเสียประชากรไปมากถึงสามในห้าจากจำนวนหมู่บ้านทั้งหมดเพราะโรคระบาด ต่อมาพื้นที่ดักล่าวจึงถูกประกาศเป็นเขตป่าสงวนเพื่อปกป้องชนพื้นเมืองเหล่านี้ อย่างไรก็ตามปัจจุบันสถานะของพวกเขายังคงน่าเป็นห่วงจากการถูกคุกคามโดยธุรกิจเหมืองแร่และพวกลักลอบตัดไม้

 

นิวกินี (New Guinea)

ชนเผ่า
ผู้สูงอายุในชนเผ่าดานีและมัมมี่ของบรรพบุรุษ
ภาพถ่ายโดย Shutterstock

ผืนป่าและหุบเขาบนเกาะนิวกินียังคงเป็นบ้านของชนเผ่าจำนวนหนึ่ง และรัฐบาลอินโดนีเซียเองก็พยายามอย่างเต็มที่ในการปกป้องชนพื้นเมืองเหล่านี้ไว้ อย่างไรก็ตามยังคงมีชนเผ่าหนึ่งที่ติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกแต่ยังคงวัฒนธรรมและขบนธรรมเนียมของตนไว้อย่างเหนียวแน่น พวกเขาคือชนเผ่าดานี (Dani) ชนเผ่านักล่าสัตว์ที่มีวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์คือการเจาะและเพ้นท์ตามร่างกาย และตัดนิ้วของตนเมื่อคนที่รักเสียชีวิต รวมไปถึงการทำมัมมี่ร่างของบรรพบุรุษที่เสียชีวิตไปแล้วอีกด้วย

 

Mbuti

ชนเผ่า
ภาพถ่ายของชนเผ่า Mubti เมื่อครั้งนักสำรวจชาวยุโรปไปพบเข้า
ภาพถ่ายโดย Osa Johnson

หลายชนเผ่าในป่าดิบของคองโกเปิดรับการติดต่อจากโลกภายนอกในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา ทว่ายังคงมีชนเผ่าบางส่วนที่ดำรงชีวิตแบบดั้งเดิมโดยไม่ติดต่อกับใคร คือชนเผ่า Mbuti หรือที่เรียกกันว่าคนแคระ เนื่องจากพวกเขามักมีความสูงเพียง 5 ฟุตเท่านั้น Mbuti เป็นนักล่าสัตว์และหาของป่า พวกเขาเก็บรวบรวมทุกสิ่งที่หาได้ ทั้งยังแลกเปลี่ยนสิ่งของกับชนเผ่าอื่นๆ แต่ที่น่าทึ่งก็คือองค์ความรู้ที่พวกเขามีเกี่ยวกับป่าฝนและพืชสมุนไพร ซึ่งบ่งบอกว่าชนเผ่านี้เข้าใจระบบนิเวศที่พวกเขาอาศัยอยู่เป็นอย่างดี ปัจจุบันพวกเขากำลังเผชิญกับผลกระทบจากการตัดไม้ทำลายพื้นที่ป่าและการสร้างเหมือง รวมไปถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยทหารคองโก

 

อ่านเพิ่มเติม

วิถีชีวิตของชนเผ่าที่เปลี่ยนไปเพราะเขื่อน

 

แหล่งข้อมูล

Are There Any Uncontacted Civilizations Left In The World?

Uncontacted tribes: What do we know about the world’s 100 hidden communities?

More than 100 tribes across the world still live in total isolation from society

Where Are The Last Uncontacted Tribes On Earth, And Why Haven’t We Made Contact?

ชนเผ่า Sentinelese ที่ปฏิเสธโลกภายนอก

เรื่องแนะนำ

วิถีชีวิตของชนเผ่าเร่ร่อนในมองโกเลีย

วิถีชีวิตของ ชนเผ่าเร่ร่อน ในมองโกเลีย วิถีชีวิตของชนเผ่าในมองโกเลียยังคงความเป็นเอกลักษณ์และไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ชวนชมภาพยนตร์สั้นจาก Brandon Li ผู้ถ่ายทอดชีวิตและขบนธรรมเนียมประเพณีของชาวคาซัค ซึ่งอาศัยอยู่ทางตะวันตกของมองโกเลีย มาดูกันว่าพวกเขาฝึกนกอินทรี, ต้อนสัตว์, และใช้ชีวิตท่ามกลางภูมิประเทศอันรกร้างกว้างใหญ่ได้อย่างไรมาหลายชั่วอายุคน ภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจจากในภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้เกิดขึ้นด้วยความทุ่มเทของ Brandon Li ผู้ใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการเดินทางไปอาศัยอยู่กับครอบครัวของชาวคาซัคตัวจริง ผู้คนเหล่านี้มีทุ่งหญ้าเป็นบ้านและแสงดาวเป็นห้องนอน ชมวิถีชีวิตที่อาศัยอยู่กับธรรมชาติเหล่านี้ แล้วคุณผู้อ่านอาจจะลองอยากเกิดเป็นชาวคาซัคดูสักครั้งก็เป็นได้   อ่านเพิ่มเติม นี่ไม่ใช่ภาพตัดต่อ แต่คือสะพานต้นไม้จริงที่ปลูกในอินเดีย

ภาพบุคคลในเปียงยาง

ในเกาหลีเหนือที่ซึ่งพฤติกรรมถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ช่างภาพจะถ่ายทอดเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคลออกมาได้อย่างไร?

เพศ-ภาพ ในมุมมองใหม่

ช่างภาพสารคดีตามหาผู้คนที่มีอัตลักษณ์ทางเพศต่างกันไปเพื่อสื่อสารให้ผู้คนได้มองเพศสภาพในมุมมองใหม่ และทลายพรมแดนทางเพศที่เป็นเพียงมายาคติในปัจจุบัน ปัจจุบัน การก้าวข้ามพรมแดนทางเพศเป็นทั้งปรากฏการณ์และความท้าทายย้อนหลังไปในยุค “สร้างชาติ” รัฐไทยเคยสร้างขนบทางวัฒนธรรมเพื่อก่อร่างสังคมไทยให้มีรูปแบบเฉพาะขึ้นมา หนึ่งในนั้นคือกฎเกณฑ์ว่าด้วยการกำหนดเพศผลักให้แวดวงความหลากหลายทางเพศเป็นเพียงดอกไม้ที่หลบซ่อนจากแสงสว่าง แต่ทุกวันนี้ดอกไม้นั้นผลิบาน และพรมแดนเรื่องเพศค่อยๆคลายตัวส่วนหนึ่งมาจากแสงสว่างใหม่บนพื้นที่แสดงตัวตนในแต่ละแวดวง และการขยายตัวของสื่อสมัยใหม่ แฟชั่นและเสื้อผ้าไร้เพศ “ลีฟ” ภวพล บุญญวินิจ เป็น Production Manager ให้ค่ายเพลงแห่งหนึ่ง เขาเป็นชายหนุ่มวัย 30 ที่แวดล้อมด้วยเพื่อนฝูงในวงการสร้างสรรค์ และแฟนสาวของเขาเป็นแฟชั่นสไตลิสต์ให้กับนิตยสารผู้หญิงฉบับหนึ่ง ด้วยนิสัยชอบแต่งเนื้อแต่งตัว วันหนึ่งเขาจึงทดลองนำเสื้อผ้าผู้หญิงมาสวมใส่ “เราชอบรื้อของแฟนมาใส่ดู วันหนึ่งเจอชุดสวย ลองใส่ดูแล้วรู้สึกสบายดี ไม่รุ่มร่ามด้วย” เขาหมายถึงกระโปรงหรือชุดเดรสของสุภาพสตรี ลีฟบอกว่านิสัยจากแม่เป็นส่วนหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อเขาให้สนใจรายละเอียดของการแต่งกาย “คุณแม่ชอบแต่งตัว ชอบซื้อเสื้อผ้า เคยขายเสื้อผ้าสมัยวัยรุ่นครับ บางทีก็ชอบไปซื้อของด้วยกัน” เขาบอกว่าการได้ไปช็อปปิ้งกับแม่บ่อยๆ ทำให้เขาซึ่งเป็นลูกชายคนโตจากบรรดาลูกชายสี่คนในบ้านมีรสนิยมชอบข้าวของคล้ายๆ กับแม่ ทว่ากลับมีพื้นที่ไม่มากนักที่เขาสามารถสวมชุดผู้หญิงได้อย่างมั่นใจ  และมักไม่พ้นงานเลี้ยงหรือปาร์ตี้  “ครั้งหนึ่งมีปาร์ตี้ธีมชุดนอนที่ออฟฟิศ เลยไปรื้อชุดนอนคลุมของแม่มา แล้วข้างในใส่สายเดี่ยวสีดำของแฟน ตอนนั้นเอามันเอาสนุกมากกว่า ผมคิดว่างานสนุกสนานแบบนี้เป็นพื้นที่ที่ง่ายต่อการยอมรับมากกว่าครับ” ทุกวันนี้มีดีไซเนอร์เสื้อผ้ามากมายออกแบบผลงานที่สามารถสวมใส่ได้ทั้งสองเพศ แฟชั่นไร้เพศนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว และชี้ให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่ไร้พรมแดน ลีฟบอกว่า เขาสามารถสวมใส่เสื้อผ้าผู้หญิงได้โดยปราศจากข้อกังขาว่าเขาเป็นเกย์ “ผมว่าเรื่องเพศเปลี่ยนไปแล้วครับ เราแค่อยากใส่อะไรก็ใส่ แค่นั้นเอง” โลกหลากเพศไร้ขอบเขต ตอนที่ “ไบค์”  มนัสวิน  มลิวงค์ […]

เมื่อบรรดาคุณพ่อขอใช้สิทธิ์ “ลาคลอด”

ลูกๆของผมเชื่อมั่นในตัวผมพอๆกับที่เชื่อในภรรยาของผม” แอนเดรส  เบิร์กสตรอม เจ้าหน้าที่คุมความประพฤติ กล่าว ในภาพคือเวลาอาบนํ้าของแซม (ที่อยู่ในอ่าง) และอีเลียต ในสวีเดน สิทธิการขอ ลาคลอด นั้นใช้ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง จึงมีคุณพ่อชาวสวีเดนจำนวนมากขอใช้สิทธิเพื่อดูแลลูกอย่างใกล้ชิดด้วยตัวเอง และออกมาเป็นภาพถ่ายชุดนี้ เมื่อลูกชายของโจฮัน บาฟแมน ชื่อ วิกโก ลืมตาดูโลก ผู้เป็นพ่อก็เริ่มโครงการถ่ายภาพที่เขารู้สึกผูกพันใกล้ชิด นั่นคือการถ่ายทอดเรื่องราวของบรรดาคุณพ่อที่ใช้สิทธิ์ลางานตามนโยบาย ลาคลอด ที่บังคับใช้อย่างครอบคลุมในประเทศสวีเดนเพื่อใช้เวลาอยู่กับลูกๆ การหยุดงานแบบได้ค่าตอบแทนระหว่าง ลาคลอด เป็นเรื่องปกติที่พบได้ทั่วโลก และถือเป็นนโยบายระดับชาติของ 34 จาก 35 ประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือโออีซีดี (Organisation for Economic Co-operation and Development:OECD) ยกเว้นก็แต่เพียงสหรัฐฯ และราวสองในสามของประเทศสมาชิกให้เงินอุดหนุนสำหรับการลาเลี้ยงลูกเป็นเวลาสั้นๆ แก่ผู้ชาย การขยายสิทธิประโยชน์นี้นำมาใช้ครั้งแรกในสวีเดนเมื่อปี 1974 สวีเดนอนุญาตให้พ่อแม่แบ่งวันลางานสูงสุด 480 วัน เพื่อเลี้ยงดูลูกโดยได้ค่าตอบแทนและโบนัส  แม้จะมีสิ่งจูงใจเหล่านี้  แต่กลับมีคุณพ่อชาวสวีเดนเพียงร้อยละ 14 “ที่แบ่งวันลาเท่าๆ กับภรรยาเพื่อเลี้ยงดูลูก” บาฟแมนบอก เขาเป็นหนึ่งในคุณพ่อเหล่านั้นที่ใช้เวลาอยู่กับวิกโก ซึ่งคลอดในปี 2012 “ผมอยากใช้เวลาอยู่กับลูกที่บ้าน ผมอยากรู้ความต้องการของเขาครับ” และในปี 2016 […]