ทำไมต้องบูลลี่? แท้จริงแล้วผู้ชอบกลั่นแกล้งคือคนอ่อนแอ - National Geographic Thailand

ทำไมต้องบูลลี่? แท้จริงแล้วผู้ชอบกลั่นแกล้งคือคนอ่อนแอ

ทำไมต้อง บูลลี่ ? แท้จริงแล้วผู้ชอบกลั่นแกล้งคือคนอ่อนแอ

“แค่เด็กแกล้งกัน เรื่องปกติ” ประโยคนี้อันตรายสุดขั้ว เพราะนั่นหมายความว่าคุณกำลังทอดทิ้งผู้ถูกรังแก ผลักไสไล่ส่งปัญหาของเขา ในขณะเดียวกันก็มองว่าการใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่นคือเรื่องธรรมดา

บูลลี่ หรือพฤติกรรมกลั่นแกล้งรังแกผู้อื่น เป็นพฤติกรรมที่พบเห็นได้ทุกที่ แม้กระทั่งในประเทศที่พัฒนาแล้วก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมโรงเรียน สหประชาชาติให้ข้อมูลว่า ทุกวันนี้เด็กๆ อายุต่ำกว่า 5 ขวบราว 176 ล้านคน เป็นพยานต่อการใช้ความรุนแรงในครอบครัวและในเพื่อนฝูง และ 30% ของวัยหนุ่มสาวจำนวน 39 ประเทศในยุโรปและอเมริกาเหนือยอมรับว่าเคยกลั่นแกล้งเพื่อน

ด้านการสำรวจเหยื่อ ข้อมูลจาก PISA โดย องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OCED ) ในปี 2015 ระบุ จากการสุ่มสอบถามเด็กวัย 15 ปีจำนวน 540,000 คน ใน 72 ประเทศ พบ 11% เล่าว่าถูกนักเรียนคนอื่นกลั่นแกล้งอย่างน้อย 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ในขณะที่อีก 4% ระบุว่าถูกทำร้ายร่างกาย

ใครคือกลุ่มที่ถูกบูลลี่มากที่สุด? เด็กผู้หญิงถูกรังแกมากกว่าเด็กผู้ชาย จากการศึกษาชี้ว่า กลุ่มเด็กที่ชอบกลั่นแกล้งเพื่อนมักมุ่งเป้าไปที่เด็กที่ย้ายเข้ามาใหม่ หรือเด็กที่มีข้อบกพร่องอื่นๆ เช่น ผลการเรียนไม่ดี เล่นกีฬาไม่เก่ง ทว่าในอีกมุมหนึ่งรายงานระบุว่าเด็กที่ได้รับการดูแลและสนับสนุนจากครอบครัวเป็นอย่างดีมีแนวโน้มที่จะถูกบูลลี่น้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้รับความใส่ใจมากพอ และในทางกลับกันส่วนใหญ่แล้วเด็กที่ชอบกลั่นแกล้งรังแกก็มักมีพื้นเพครอบครัวที่ไม่ดีด้วยเช่นกัน

สมองของคนชอบบูลลี่

ในการศึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา จากโรงพยาบาล Sinai ในมหานครนิวยอร์ก เมื่อปี 2016 พบว่า พฤติกรรมการกลั่นแกล้งรังแกมีความเชื่อมโยงกับกลไกการให้รางวัลตนเองในสมอง ส่งผลให้บุคคลนั้นๆ เกิดความพึงพอใจขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ทดลองนำหนูตัวผู้ที่โตกว่าใส่เข้าไปในกรงของหนูตัวผู้ที่เด็กกว่า 3 นาทีต่อวัน เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน พวกเขาพบว่า 70% ของหนูทั้งหมดแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว ในขณะที่อีก 30% ไม่แสดง นักวิจัยระบุว่าในหนูกลุ่มที่แสดงความก้าวร้าว เมื่อมีโอกาสที่จะคุกคามหนูที่เด็กกว่า ทีมวิจัยพบการทำงานของสารสื่อประสาทที่เพิ่มมากขึ้นในสมองส่วนหน้า ในขณะที่สมองส่วน habenula ที่ควบคุมอารมณ์และแรงกระตุ้นกลับทำงานลดลง สำหรับในหนูกลุ่มที่ไม่แสดงความก้าวร้าวนั้นผลที่ได้ตรงข้ามกัน

ผลการวิจัยชี้ว่า การแสดงออกซึ่งพฤติกรรมคุกคามหนูตัวอื่นเปรียบเสมือนการให้รางวัลกับตัวหนูเอง สิ่งนี้สัมพันธ์กับปริมาณสารส่งผ่านประสาทโดปามีน (dopamine) ในสมองที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เกิดภาวะพึงพอใจ สบายใจ แม้ว่านี่จะยังเป็นแค่การทดลองในสัตว์ก็ตาม แต่ก็พอช่วยให้เรามองเห็นโมเดลบางอย่างว่าทำไมใครบางคนจึงชอบใช้ความรุนแรง ด้านทีมวิจัยเสริมว่าสมองเป็นปัจจัยหนึ่งเท่านั้น เพราะพฤติกรรมของคนที่ก้าวร้าวนั้นมักมีความเกี่ยวข้องกับอาการเจ็บป่วยทางจิตเป็นสำคัญ

แกล้งฉันทำไม?

ในการทำความเข้าใจจิตใจของผู้ที่ชอบกลั่นแกล้งรังแกผู้อื่นจำต้องมองย้อนกลับไปว่า พวกเขาเผชิญอะไรมาจึงกลายเป็นคนนิสัยเช่นทุกวันนี้ และเหล่านี้คือเหตุผลบางประการที่กระตุ้นให้บางคนลุกขึ้นมาบูลลี่เพื่อนร่วมชั้นเรียน

เคยถูกแกล้งมาก่อน – เด็กที่ชอบรังแกเพื่อน มีหลายคนที่เคยถูกรังแกมาก่อน ไม่ว่าจะจากเพื่อนหรือจากครอบครัวก็ตาม และพวกเขารู้สึกว่าต้องระบายความโกรธเกรี้ยวที่ตนเองได้รับออกไปให้ผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพวกเขาเผชิญกับประสบการณ์ร้ายๆ ในวัยเด็ก พวกเขาจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ติดนิสัยระบายความโกรธกับผู้อื่น

แท้จริงแล้วโดดเดี่ยว – ความรู้สึกโดดเดี่ยว และไม่มีความสำคัญอาจนำไปสู่การกลั่นแกล้งรังแกผู้อื่นได้ ทุกๆ คนต้องการความสนใจ และหากไม่ได้รับความสนใจมากพอ การกลายเป็นคนพาลคือทางเลือกที่ได้ผล เพราะนอกจากจะได้รับความสนใจแล้ว มันยังช่วยให้พวกเขารู้สึกมีอำนาจขึ้น

ความพึงพอใจในตนเองต่ำ – หากใครสักคนรู้สึกว่าตนเองไม่ฉลาดพอ หน้าตาไม่ดีพอ หรือไม่ร่ำรวยมากพอ คนๆ นั้นอาจมองหาวิธีการให้ตนเองรู้สึกดีกว่าคนอื่น และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม มันจะนำไปสู่การกดให้ผู้อื่นต่ำลงกว่าตนเอง โดยมีความอิจฉาเป็นปัจจัยสำคัญ

อีโก้สูง – บางคนที่ชอบแกล้งเพื่อนก็ไม่ได้มีความนับถือในตนเองต่ำ แต่กลับหยิ่งผยองในตนเองว่าสิ่งที่พวกเขาทำ หรือสิ่งที่พวกเขาคิดนั้นดีที่สุด และอีโก้ที่สูงนี้จะแปรเปลี่ยนไปเป็นความโกรธเกรี้ยว เมื่อใครสักคนท้าทาย หรือพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาไม่ได้ถูกต้องไปเสียหมด

เพราะคุณแตกต่าง – บางครั้งการกลั่นแกล้งก็มาจากเหตุผลง่ายๆ เพียงเพราะเหยื่อแตกต่างจากผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ, เพศ, สีผิว หรือแม้แต่ความพิการ ความแตกต่างนี้จะถูกหยิบยกมาล้อเลียน จนนำไปสู่การปฏิบัติกับเหยื่อแบบที่ไม่เท่าเทียมกับเด็กคนอื่นๆ

บูลลี่
ภาพจำลองการกลั่นแกล้งกันที่เกิดขึ้นในโรงเรียน Branko Radicevic ในเขต Mitrovica North ประเทศคอซอวอ Snezana Dzogovic วัย 16 ปี (ขวา) ถูกเพื่อนรังแกมาตั้งแต่อายุ 11 ปี แต่หลังจากได้รับการสนับสนุนโดยยูนิเซฟ ปัจจุบันเธอกลายมาเป็นนักเคลื่อนไหวต่อต้านการบูลลี่
ขอบคุณภาพจาก Anush Babajanyan, ยูนิเซฟ

ในงานวิจัยที่เผยแพร่ลงใน Live Science ซึ่งมุ่งหาคำตอบว่าทำไมเด็กบางคนถึงกลั่นแกล้งผู้อื่นชี้ว่า ทัศนคติทางสังคมในโรงเรียนเองก็มีผล ยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนที่เชิดชูเด็กเล่นกีฬาเก่ง เหยื่อของการบูลลี่มักเป็นเด็กที่ไม่เก่งกีฬาอะไร และบางครั้งเมื่อนักวิจัยสอบถามเหตุผลของการกลั่นแกล้งเพื่อนร่วมชั้น เหตุผลก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าเพราะเด็กคนนั้นเล่นกีฬาห่วย เลยต้องโดนแกล้ง

มากไปกว่านั้นในการสำรวจยังเผยข้อมูลน่าสนใจ จากการสอบถามเด็กนักเรียนวัย 12 – 16 ปี จากโรงเรียน 14 แห่งในสหราชอาณาจักรที่เคยมีประสบการณ์กลั่นแกล้งผู้อื่น เปรียบเทียบกับเด็กอีก 478 คนที่ไม่เคยแกล้งใครพบว่า ส่วนใหญ่แล้วเด็กที่ชอบแกล้งเพื่อนมักเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีแค่แม่หรือพ่อเพียงคนเดียว อาศัยอยู่กับญาติ หรือพ่อแม่อุปถัมภ์ และไม่ได้รับความใส่ใจจากที่บ้านมากเท่าที่ควร ข้อมูลนี้สะท้อนความจริงสำคัญว่าสถาบันครอบครัวคือส่วนสำคัญที่สุดในการหล่อหลอมคนๆ หนึ่งให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่

เปลี่ยนแปลงนิสัยได้

พฤติกรรมชอบกลั่นแกล้งรังแกนั้นถูกสั่งสมพัฒนาจากสถานการณ์ยากลำบากที่เจ้าตัวเผชิญมาหลายปี ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่ไม่ใส่ใจ หรือการขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เปลือกนอกที่หุ้มไปด้วยความก้าวร้าวนี้ทำให้ยากที่จะเจาะเข้าไปถึงตัวตนอันเปราะบางและอ่อนแอข้างใน ทว่าหนึ่งในวิธีสำคัญหาใช่การลงโทษ แต่คือ “การพูดคุย”

ในการทดลองคร่าวๆ นี้คุณจะพบว่าความเมตตาและความอ่อนโยนสามารถจัดการกับผู้ที่ชอบกลั่นแกล้งได้อย่างไร

หากสังคมปฏิบัติกับเด็กคนนั้นๆ เฉกเช่นอันธพาล นักจิตวิทยาชี้ว่ามีแนวโน้มที่เด็กคนดังกล่าวจะมีพฤติกรรมอันธพาลมากขึ้น ฉะนั้นแล้วจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรใช้ความอ่อนโยนในการสร้างความเข้าใจให้แก่พวกเขาใหม่ พูดคุยให้พวกเขามองเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ในสังคม ตลอดจนให้โอกาสและเวลาพวกเขาในการปรับปรุงตัว การปฏิบัติต่อเด็กที่ก้าวร้าวด้วยความเคารพและเมตตาจะช่วยให้พฤติกรรมเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นได้มากกว่า และพึงระลึกในทุกการกระทำไว้ว่าผู้ใหญ่คือตัวอย่างของเด็กๆ เสมอ ไม่ว่าจะดีและไม่ดี

นอกจากนั้น รายงานจาก PISA ยังชี้ว่า สัดส่วนของการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียนจะเพิ่มขึ้นเป็น 7% หากโรงเรียนนั้นๆ มีสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี ฉะนั้นแล้วจึงเป็นเรื่องสำคัญที่นอกเหนือจากครูจะเป็นผู้ปลูกฝังพฤติกรรมที่ดีให้แก่นักเรียนเองแล้ว ยังจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความยุติธรรมกับเหตุการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้น นัยหนึ่งเพื่อลงโทษผู้ที่ชอบกลั่นแกล้งอย่างเหมาะสม อีกนัยหนึ่งก็เพื่อกระตุ้นให้เหยื่อที่ถูกรังแกรู้สึกว่าพวกเขายังมีคนที่พึ่งพาได้ พร้อมกันนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่บุคลากรในโรงเรียนคนอื่นๆ จำเป็นที่จะต้องสร้างความรู้สึกให้โรงเรียนเป็นสถานที่ปลอดภัยของทุกคน ตลอดจนรับรู้ว่าจุดใดคือพื้นที่สุ่มเสี่ยง


แหล่งข้อมูล

Bullying: Protection for children is a ‘fundamental human right’ says top UN advocate

Bullies on Bullying: Why We Do It

The Mind Behind the Bully: The Psychology of Bullying

WHY DO PEOPLE BULLY? 9 REASONS FOR BULLYING

A Bully’s Brain Perceives Subordinating Others as a “Reward”

Singapore has third highest rate of bullying globally: Study

 

อ่านเพิ่มเติม

หยุดการกลั่นแกล้ง หรือ Bullying

เรื่องแนะนำ

เหตุใดคนรุ่นใหม่ในยุโรปจึงเข้าร่วมกับกลุ่มไอซิส

ผู้คนที่เข้าร่วมกับไอซิสมีทั้งคนขาดการศึกษาและมีการศึกษา อะไรคือสิ่งที่ชักจูงคนหนุ่มสาวเหล่านี้ให้เข้าร่วมกับกลุ่มก่อการร้าย?

สำรวจอาชีพแปลก : คนเล่นงิ้ว

สำรวจอาชีพแปลก : คนเล่นงิ้ว ที่ไหนมีศาลเจ้า ที่นั่นมีงิ้ว อุปรากรนี้เป็นมรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมของชาวจีนที่สืบทอดกันมานานหลายพันปี  มีจุดเริ่มต้นจากการแสดงในราชสำนักของจีนที่ต่อยอดพัฒนาเรื่อยมาจนกลายเป็นหนึ่งในภาพแทนวัฒนธรรมหลัก ปัจจุบันงิ้วไม่ได้เล่นให้คนในราชสำนักดูอีกต่อไป หากเป็นการแสดง การละเล่นสำคัญที่เชื่อกันว่าจะทำให้เทพเจ้าที่สถิติอยู่ในศาลเจ้านั้นๆ ได้รับความเพลิดเพลิน พร้อมคาดหวังว่าเทพเจ้าจะนำพาซึ่งความสุขความเจริญกลับมาให้ การแสดงงิ้วเข้ามาสู่ประเทศไทยพร้อมๆ กับการหลั่งไหลเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวจีน งิ้วกลายเป็นเครื่องแสดงถึงซึ่งการเฉลิมฉลองในงานเทศกาลตามศาลเจ้าต่างๆ  ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 5 ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เฟื่องฟูที่สุดของงิ้ว มีนักแสดงงิ้วชาวจีนเดินทางเข้ามาเปิดการแสดงในไทยจำนวนมาก ธัชชัย อบทอง ผู้จัดการและนักแสดงจากคณะงิ้วไซ้ ย่ง ฮง เล่าให้ฟังว่า ในสมัยก่อนจะมี “เด็กงิ้ว” คือเด็กที่พ่อแม่นำมาฝากไว้กับโรงงิ้วด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น ฐานะยากจน  เด็กๆ เหล่านี้จะกินอยู่หลับนอนที่โรงงิ้ว พร้อมฝึกฝนวิชาไปในตัวจากบรรดาอาจารย์ และเมื่อมีความสามารถพอที่จะแสดงหน้าโรงได้แล้วก็จะได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน  ปัจจุบันในประเทศไทยไม่มีอาจารย์สอนงิ้วรุ่นใหม่ๆ แล้ว สร้างความกังวลว่าศิลปะการแสดงงิ้วอันเป็นมรดกตกทอดของชาวจีนนี้กำลังเสี่ยงต่อการเลือนหายไปด้วยหลายปัจจัย ทั้งการขาดนักแสดงและผู้ชมรุ่นใหม่ๆ ไปจนถึงการไม่มีโรงเรียนสอนศาสตร์วิชางิ้วอย่างเป็นทางการอย่างที่นาฏศิลป์ไทยมีหลักสูตรการเรียนรู้ระบุไว้ให้เด็กๆ ได้เรียนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย  ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการที่คนไทยมองว่าการแสดงงิ้วนั้นไม่ใช่มรดกทางวัฒนธรรมของไทยเอง คนเล่นงิ้วรุ่นเก่าหวังอยากให้คนไทยเชื้อสายจีนรุ่นใหม่ๆ ช่วยกันสืบทอดวัฒนธรรมนี้ให้ยังคงอยู่ต่อไป ในขณะเดียวกันคณะงิ้วเองก็จำต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามกาลเวลาด้วยเช่นกัน มองไปที่เวที ผู้ชมจะเห็นท่าทางอันแสนพลิ้วไหว ได้ยินเสียงก้องดังกังวานไพเราะ  แต่กว่าจะมาเป็นนักแสดงงิ้วไม่ใช่เรื่องง่าย  ศาสตร์การเล่นงิ้วจำต้องใช้พลังในร่างกายอย่างมหาศาล ทั้งยังต้องฝึกร้อง ฝึกพูดและฝึกท่าทางอยู่หลายปีกว่าจะได้โอกาสแสดงจริง แต่ในมุมของนักแสดงแล้วสิ่งเหล่านี้คุ้มค่าเมื่อแลกกับการมีสถานะเป็นดั่งดาราโทรทัศน์ในสายตาของแฟนๆ งิ้ว และยังได้เดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ–หากคณะที่เขาหรือเธออยู่นั้นโด่งดังและมีงานทั้งปี นักแสดงงิ้วเหล่านี้เป็นใคร? มีจุดเริ่มต้นอย่างไรจึงมาทำอาชีพคนเล่นงิ้วได้? […]

สุดยอดแผนที่ 100 ปี เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

เมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกเริ่มต้นทำแผนที่ของการสำรวจพื้นที่หลายแห่งบนโลก และเหล่านี้คือสุดยอดแผนที่ตลอดการทำงานที่ผ่านมา

สำรวจโลก : ดอกไม้สวยไม่ต้องนำเข้า

เรื่อง ลินด์ซีย์ เอ็ม. โรเบิร์ตส์ เมื่อปี 1991 สหรัฐฯ พยายามหยุดยั้งการผลิต ยาเสพติดในประเทศแถบเทือกเขาแอนดีส ด้วยการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ถูกฎหมาย เช่น การปลูกดอกไม้ โดยให้สิทธิพิเศษในการยกเว้นภาษีนำเข้า จากนั้นดอกกุหลาบ ดอกคาร์เนชั่น ดอกเบญจมาศ และดอกกล้วยไม้ ก็หลั่งไหลเข้าสู่สหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมไม้ตัดดอกในประเทศ ข้อตกลงทางการค้านี้หมดอายุลงนับแต่นั้นมาและอุตสาหกรรมไม้ตัดดอกของสหรัฐฯ ก็ฟื้นตัวขึ้น มีการส่งเสริมให้ผู้บริโภคเลือกซื้อดอกไม้ ที่ปลูกในท้องถิ่นมากขึ้น “ยิ่งผู้บริโภคชาวอเมริกันตระหนักว่าดอกไม้มาจากแหล่งไหน ผลดีก็จะตกอยู่กับพวกเรามากขึ้นเท่านั้น” แอนเดรีย แกกนอน เกษตรกรผู้ ปลูกดอกไม้ในเมืองเกนส์วิลล์ รัฐเวอร์จิเนีย บอก “ก็เหมือนกับการถามว่า มะเขือเทศนี่ปลูกในท้องถิ่นใช่ไหม และตอนนี้คนจะถามได้ว่า ดอกรักเร่นั่นปลูกในแถบนี้ใช่ไหม”   อ่านเพิ่มเติม : สำรวจโลก : ปลูกเพื่อสันติ, สำรวจโลก : สาหร่ายทะเลกำลังมาแรง

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.