จบชีวิตในสวิตเซอร์แลนด์? นี่คือสิ่งที่คุณควรรู้หากต้องการจากโลกนี้ไปอย่างสงบ

สิ่งที่ควรรู้หากอยากจบชีวิตในสวิตเซอร์แลนด์

สิ่งที่ควรรู้หากอยากจบชีวิตในสวิตเซอร์แลนด์

ความตายของหนุ่มไทยท่านหนึ่ง ผู้เดินทางไปจบชีวิตตัวเองในสวิตเซอร์แลนด์กลายเป็นข่าวดังที่ผู้คนพูดถึงกันอย่างมาก โดยเขาต้องการรับยาและจากโลกนี้ไปอย่างถาวร หลังจากที่ต้องต่อสู้กับโรคเนื้องอกในสมองมานานนับสิบปี ทว่าเมื่อกฎหมายในประเทศบ้านเกิดไม่เอื้ออำนวยให้เขาทำตามความต้องการได้ ชายผู้นี้จึงจำเป็นต้องเลือกจบชีวิตไกลจากประเทศของตนเองหลายพันกิโลเมตร

จบชีวิตในสวิตเซอร์แลนด์
เดวิด กู๊ดดอล นักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลียวัย 104 ปี ผู้เลือกจบชีวิตตนเองอย่างถูกต้องตามกฎหมายในสวิตเซอร์แลนด์เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2018
ภาพถ่ายโดย AFP, Exit International

สวิตเซอร์แลนด์คือหนึ่งในไม่กี่ประเทศทั่วโลกที่อนุญาตให้ประชาชนและชาวต่างชาติเลือกจบชีวิตตัวเองได้อย่างถูกกฎหมาย โดยมีเงื่อนไขที่ว่าความตายนั้นต้องเป็นความปรารถนาของผู้ต้องการจบชีวิตเอง ไม่ใช่การตัดสินใจภายใต้อิทธิพลของผู้อื่น ปัจจุบันมีองค์กรที่ให้บริการความตายตามปรารถนาอยู่สามแห่งได้แก่ Exit (ก่อตั้งปี 1982), Dignitas (ก่อตั้งปี 1998) และ Life Circle (ก่อตั้งปี 2011) ซึ่งทั้งหมดดำเนินการโดยบุคลากรทางการแพทย์

รายงานจาก Exit เมื่อปี 2017 ระบุว่าในปีเดียวมีผู้คนทั่วไปสมัครเป็นสมาชิกถึง 10,000 คน ยอดรวมทั้งหมดขณะนี้น่าจะราว 110,000 คน ในปีเดียวกันนั้นทาง Exit ได้รับข้อเรียกร้องบริการความตายตามปรารถนาจากสมาชิกจำนวน 3,500 คน แต่มีเพียง 1,031 คนที่ได้รับการอนุมัติจากการประเมินของแพทย์ เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าการให้บริการความตายนั้นๆ ไม่ขัดต่อข้อกฎหมาย

ทั้งนี้หากคุณผู้อ่านต้องการที่จะจบชีวิตตนเองใช่ว่าจะสามารถเดินเข้าไปรับบริการ และนอนรอความตายอย่างสงบได้เลย ตัวอย่างของกระบวนการจาก Dignitas กล่าวว่า กว่าจะดำเนินไปถึงจุดหมายปลายทางนั้นต้องใช้เวลาถึง 3 เดือนด้วยกัน ซึ่งในขั้นตอนต่างๆ มีตั้งแต่การติดต่อเพื่อพูดคุยกับครอบครัวของผู้ตาย, สัมภาษณ์ผู้ต้องการรับความตายแบบละเอียด, การเก็บข้อมูลทางการแพทย์ซึ่งในที่นี้รวมถึงการสำรวจทางเลือกอื่นๆ ในการรักษาหากผู้เข้ารับบริการนั้นๆ กำลังทุกข์ทรมานจากโรคร้าย และสุดท้ายแล้วหากความตายคือทางออกสุดท้ายพวกเขาจะได้รับเอกสารอย่างเป็นทางการจากแพทย์

ในสวิตเซอร์แลนด์เมื่อเข้าสู่กระบวนการเตรียมพร้อมที่จะตาย แพทย์จะให้ผู้เข้ารับบริการดื่มโซเดียมเพนโทบาร์บิทอล ยากล่อมประสาทที่หากใช้ในปริมาณมากจะมีผลทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ จากนั้นแพทย์จะเตรียมเข็มฉีดยาบรรจุน้ำเกลือผสมเข้ากับยา barbiturate ฉีดเข้าไปในหลอดเลือดดำ ซึ่งในอีก 20 – 30 วินาทีต่อมาผู้เข้ารับบริการจะหลับไปตลอดกาล กระบวนการเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายราว 240,000 บาท ครอบคลุมตั้งแต่ค่าสมัครสมาชิกไปจนถึงบริการทางการแพทย์ แต่ยังไม่รวมค่าบริการสำหรับงานศพ ซึ่งหากรวมแล้วจะมีค่าใช้จ่ายทั้งหมดราว 330,000 บาท ซึ่งแน่นอนว่ามีตัวเลือกให้ตัดทิ้งได้มากมาย เพื่อบริการที่ถูกลงกว่านี้สำหรับผู้ที่อยากตายแต่ไม่มีเงินมากขนาดนั้น

 

จบชีวิตที่ไหนได้บ้าง?

ไม่ใช่แค่ในสวิตเซอร์แลนด์ที่สิทธิในการเลือกจบชีวิตตนเอง หรือจบชีวิตของผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานจากโรคร้ายสามารถทำได้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังรวมถึงเบลเยียม, ลักเซมเบิร์ก และเนเธอร์แลนด์ ด้วยเช่นกัน (บางประเทศได้ทั้งสองแบบ ส่วนบางประเทศได้แค่สำหรับผู้ป่วยทุกข์ทรมานเพียงแบบเดียว) อันที่จริงในออสเตรเลียบ้านเกิดของกู๊ดดอลเองก็สามารถทำได้ โดยในรัฐวิคตอเรียเป็นรัฐแรกของประเทศที่เพิ่งอนุญาต เพียงแต่มีเงื่อนไขว่าผู้ที่เข้ารับบริการต้องเกิดในรัฐดังกล่าว

สำหรับในสหรัฐอเมริกามีเพียง 6 รัฐเท่านั้นได้แก่ รัฐแคลิฟอร์เนีย, โคโลราโด, ฮาวาย, โอเรกอน, เวอร์มอนต์และวอชิงตัน รัฐเหล่านี้มีกฏหมายรองรับสำหรับการจากไปแก่บรรดาผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมาน

ในเอเชียปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นเพียงประเทศเดียวที่สามารถทำได้ โดยมีเงื่อนไขสำหรับผู้ป่วยว่า:

1. ผู้ป่วยที่ต้องการจบชีวิตตนเองต้องเจ็บป่วยด้วยโรคที่รักษาไม่หาย และอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายที่ไม่อาจฟื้นฟูได้แล้ว

2. ผู้ป่วยต้องแสดงเจตจำนงความต้องการตายอย่างชัดเจน แต่หากไม่สามารถแสดงความต้องการได้อาจพิจารณาจากบันทึก, เอกสาร หรือการยืนยันจากครอบครัวแทน

3. กระบวนการไปสู่ความตายอาจเกิดขึ้นในลักษณะใดภายใต้เงื่อนไขการหยุดให้การรักษาทางการแพทย์ เช่นหยุดเครื่องช่วยหายใจเป็นต้น ในขณะที่บริการสำหรับผู้ที่อยากตายแต่ไม่ได้เจ็บป่วยร้ายแรงนั้นคล้ายคลึงกันเพียงแต่ผู้เข้ารับบริการต้องแสดงความตั้งใจอย่างชัดเจนแทน (ความต้องการหรือคำยืนยันจากครอบครัวไม่สามารถใช้ได้ในกรณีนี้)

 

ทำไมคนเราถึงอยากตาย?

จากสถิติในปี 2017 Exit มีผู้เข้ารับบริการรวม 734 คน ในขณะที่ปี 2016 มีผู้เข้ารับบริการ 723 คน และยังมีผู้ขอรับบริการจากองค์กรแบบนี้ในองค์กรอื่นๆ อีก แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าในภาพรวมแล้วการเลือกจบชีวิตตนเองด้วยบริการแบบนี้จะคิดเป็นสัดส่วนน้อยมาก เมื่อเทียบกับการเสียชีวิตทั้งหมดในแต่ละปีของสวิตเซอร์แลนด์

78.1% ของผู้รับบริการจาก Dignitas ระบุว่าเหตุผลของพวกเขาคือความทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็งที่ไม่สามารถรักษาได้ อีก 25% คือโรคอื่นๆ และ 7% ระบุมาจากอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง อย่างไรก็ดีความเจ็บปวดจากโรคไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด แต่ยังรวมถึงการสูญเสียการควบคุมร่างกายของตัวเองไปอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับบรรดาผู้สูงอายุ เมื่อร่างกายของพวกเขาทำงานได้ไม่เหมือนเดิม และมีทีท่าว่าจะย่ำแย่ลงเรื่อยๆ

จบชีวิตในสวิตเซอร์แลนด์
ศูนย์ให้บริการความตาย Dignitas ในเขตเทศบาล Pfäffikon ของนครซูริค ในสวิตเซอร์แลนด์
ภาพถ่ายโดย AFP

ด้านศาสตราจารย์นายแพทย์ Robert Pearlman ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การแพทย์และจริยธรรมจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันกล่าวว่า “เหตุผลหลักสำหรับบรรดาผู้ที่ต้องการจบชีวิตตนเองมีตั้งแต่ โรคที่รักษาไม่หาย, ซึมเศร้า, สิ้นหวัง ไปจนถึงความเครียดจากเศรษฐกิจและสังคม เช่นความกังวลจากค่าใช้จ่ายทางสุขภาพ หรือการรู้สึกว่าตนเป็นภาระให้แก่สมาชิกครอบครัว เป็นต้น” โดยตัวเขาเป็นผู้เขียนหนังสือ Physician-Assisted Dying: The Case for Palliative Care and Patient Choice

ในการสัมภาษณ์ครอบครัวจำนวน 35 ครอบครัวระหว่างการเก็บข้อมูล Pearlman สรุปแรงจูงในที่ทำให้ใครสักคนต้องการจบชีวิตตนเองได้ดังนี้

1. แรงจูงใจจากประสบการณ์จากความเจ็บป่วย: รู้สึกเหนื่อยหน่าย อ่อนแอ เจ็บปวด ไม่สบายตัว (69%), ร่างกายทำงานเสื่อมถอย (66%) และความเจ็บปวดที่เป็นผลกระทบจากยาและการรักษา (40%)

2. แรงจูงใจจากความรู้สึกภายใน: ประสาทสัมผัสทำงานบกพร่องลง (63%), ควบคุมร่างกายไม่ได้ ร่างกายทำงานไม่เหมือนเดิม (60%) และเชื่อว่าตายตอนนี้ดีกว่าตายทรมานในอนาคต (14%)

3. แรงจูงใจจากความหวาดกลัวอนาคต: กังวลเกี่ยวกับคุณภาพชีวิต (60%), เคยมีประสบการณ์ไม่ดีในอดีตเกี่ยวกับความตาย (49%) และกังวลที่จะถูกทิ้งอย่างโดดเดี่ยว (9%)

ในที่สุด ชายไทยท่านนั้นก็ได้จากไปอย่างสงบตามความปรารถนา ณ เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมเหตุผลว่าไม่อยากให้คนที่เขารักต้องมาดูแลด้วยความลำบาก และตัวเขาเองจะไม่เจ็บป่วยทรมานอีกต่อไป ซึ่งเป็นความคิดเช่นเดียวกับผู้ต้องการทำการุณยฆาตคนอื่น ๆ แต่อาจจะมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถเลือกจบชีวิตของตนได้ในบ้านเกิด คงมีสิ่งหนึ่งที่เราสามารถตระหนักได้จากเรื่องราวของเขาคือ การที่สังคมจะได้ทบทวนเรื่องสิทธิความตายของคน ๆ หนึ่งโดยจริงจัง เพราะสิทธิความตายที่พึงปรารถนาเองก็เป็นสิ่งที่รัฐควรช่วยเหลือเราไม่ต่างอะไรจากสิทธิในการศึกษา และสิทธิในการรักษาพยาบาลมิใช่หรือ?

แหล่งข้อมูล

Australian scientist, 104, dies after travel to Switzerland for assisted suicide

David Goodall, 104, just took his own life, after making a powerful statement about assisted death

Why Do Patients Request Physician-Assisted Death (a.k.a. Physician-Assisted Suicide)?

Assisted suicide – Switzerland in the headlines

What you need to know about assisted suicide in Switzerland

Reasons for Seeking Physician-Assisted Suicide

10 Countries Where Euthanasia and Assisted Suicide Are Legal


อ่านเพิ่มเติม 

จากตรุษจีนถึงเช็งเม้ง: แนวคิดชีวิตหลังความตายของชาวจีน

เรื่องแนะนำ

หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์กระดูกแข็งกว่าหญิงปัจจุบัน

หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์กระดูกแข็งกว่าหญิงปัจจุบัน ชีวิตในยุคก่อนประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องง่าย และผลจากการใช้แรงงานหนักในสังคมเกษตรกรรมส่งผลให้บรรดาผู้หญิงในยุคนั้นมีร่างกายที่แข็งแรง หลักฐานยืนยันทฤษฎีนี้ปรากฏอยู่ในโครงกระดูก ทีมนักวิจัยที่นำโดย Alison Macintosh จากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ได้ศึกษาเปรียบเทียบโครงกระดูกของผู้หญิงในยุคโบราณกับโครงกระดูกของผู้หญิงสมัยใหม่  ซึ่งรวมไปถึงนักกีฬาพายเรือ ผลการศึกษาพวกเขาพบว่าผู้หญิงที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 5,000 ปีก่อนคริสตกาลมีช่วงแขนที่แข็งแรงกว่านักกีฬาหญิงในปัจจุบันเสียอีก นั่นเป็นเพราะว่าในยุคเกษตรกรรมผู้หญิงเหล่านี้ต้องทำงานที่ต้องใช้แรงตลอดเวลา จึงทำให้พวกเธอมีร่างกายช่วงบนที่แข็งแรง ผลการศึกษานี้ช่วยฉายภาพให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้หญิงในช่วงเวลานั้น ว่าพวกเธอมีความเป็นอยู่กันอย่างไร (เชิญรับชมวิดีโอ เหตุใดผู้หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์จึงมีกระดูกที่แข็งแรงอย่างยิ่ง ได้ที่นี่) อ่านเพิ่มเติม เมื่อสงครามกลางเมืองจบ หมู่บ้านแห่งนี้เหลือเพียงผู้หญิงและเด็ก

๖๐ ปี พระไพศาล วิสาโล

อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้พระไพศาล วิสาโล ได้รับความเคารพรักและศรัทธามากมาย? เพราะความสมถะเรียบง่าย เพราะพระธรรมเทศนาที่เข้าถึงคนทั่วไป หรือเพราะท่านเป็นพระนักกิจกรรม คำตอบอาจเริ่มต้นจากการมองช่วงชีวิต 60 ปีที่ผ่านมา

ไอ้ไข่ ตำนานสิ่งศักดิ์สิทธิ์แดนใต้ กลายเป็นปรากฏการณ์การท่องเที่ยวได้อย่างไร

ผู้มาเยี่ยมชมวัดเจดีย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ทางภาคใต้ของประเทศไทย บริจาครูปปั้นไก่จำนวนนับไม่ถ้วน เพื่อเป็นเกียรติแก่ “ไอ้ไข่” ตำนานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอลวิญญาณของเด็กชาย ที่เชื่อกันว่าจะนำพาความโชคดีมาให้ ภาพถ่ายโดย AMANDA MUSTARD, NATIONAL GEOGRAPHIC ผู้คนนับหมื่นแห่เดินทางไปยังวัดเจดีย์ ที่ตั้งรูปปั้น ไอ้ไข่ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อแสวงหาความหวังและโชคลาภในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เมื่อการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสส่งผลให้ต้องปิดพรมแดนระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ของไทยต้องหยุดชะงัก คิดเป็นสัดส่วนมูลค่ามากกว่าร้อยละ 20 ของ GDP ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน คำบอกเล่าแพร่กระจายออกไปว่าวิญญาณของรูปปั้นสมัยศตวรรษที่ 18 ในภาคใต้ของประเทศไทย ที่เรียกว่า “ไอ้ไข่” ได้ให้โชคแก่หญิงคนหนึ่งที่มาสักการะจนเธอถูกรางวัลลอตเตอรี หลังจากนั้นหญิงคนดังกล่าวกลายเป็นที่รู้จัก เธอจึงเปิดเผยถึงความมั่งคั่งและความสำเร็จที่เธอได้รับมาจากการสักการะไอ้ไข่ ในไม่ช้าวัดเจดีย์ ที่มีรูปปั้นไอ้ไข่ ก็กลายเป็นสถานที่ในการแสวงหาสิ่งที่ปรารถนาและโชคลาภของคนไทย สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย วิญญาณถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและยังถูกมองว่าเป็นประตูสู่ความมั่งคั่งหรือการปกปักรักษาอีกด้วย “ถ้าคุณพิจารณาแนวความคิดทางศาสนาที่เป็นที่นิยมของไทย ความเชื่อเรื่องผีและวิญญาณนั้นมีปฏิสัมพันธ์กับคุณในชีวิตประจำวัน” ดร.ประกีรติ สัตสุต อาจารย์ประจำคณะมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าว “เมื่อคุณไปตลาดคุณจะเห็นศาลเจ้าที่ตั้งไว้ประจำอาณาเขต หรือในร้านค้าที่มีนางกวักไว้นำโชค คุณสามารถใช้วัตถุเหล่านี้เพื่อเก็บเกี่ยวโชคลาภ ความมั่งคั่ง หรือบรรลุเป้าหมายของคุณในโลกนี้ ซึ่งหมายความว่า จะต้องมีการสื่อสารและความสัมพันธ์กันบางอย่าง” เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาทำให้เกิดสภาวะกดดันทางสังคมและการเงินอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณนี้จึงกลายเป็นแหล่งยึดเหนี่ยวสำหรับคนไทยจำนวนมาก จนทำให้ไอ้ไข่ ซึ่งเคยเป็นที่รู้จักแค่กับคนในท้องถิ่น แต่ตอนนี้กลายเป็นสถานที่ซึ่งยินดีต้อนรับผู้เลื่อมใสหลายพันคนต่อวัน […]

แม่น้ำเจ้าพระยา นครากับมหานที

18 นาฬิกา 52 นาทีของเสาร์หนึ่ง ฟ้าหรุบหรู่และมีเมฆมาก สาย แม่น้ำเจ้าพระยา เต้นเร่าตามระลอกคลื่น สีสันพรรณรายจากหลอดแอลอีดี แดง เขียว และน้ำเงิน สะท้อนผิวน้ำ ขณะนั้นเรือยอดพิมานล่องมาถึงบริเวณศาลเจ้าเกียนอันเกง แสงไฟจากตัวศาลและชุมชนวัดกัลยาณมิตรแลมัวซัว เวลานี้ชาวบ้านในชุมชนริม แม่น้ำเจ้าพระยา คงกำลังดูข่าวหัวค่ำนอนเอกเขนก ไม่ก็ตั้งวงกินดื่ม แต่บนเรือยอดพิมาน เสียงเพลง “Pretty Boy” ของวง M2M กำลังแผดเสียงกระหึ่มกลางดาดฟ้าเรือ “รอบแรก เราจะเปิดเพลงชิล ๆ สบาย ๆ ครับ แขก รอบนี้ส่วนมากอยากโรแมนติก” โจ้ อภิรักษ์ หมื่นสุวรรณ์ วัย 24 ปี บอกผม เขาเป็นดีเจประจำเรือยอดพิมาน เรือนำเที่ยว แม่นํ้าเจ้าพระยา แบบทริประยะสั้น คนขับเรือเร่งเครื่องแซงเรือโยง ซ้ายมือผมคือวัดกัลยาณมิตร พระปรางค์ผิวสีทองและอุโบสถประดิษฐานหลวงพ่อโต (พระพุทธไตรรัตนนายกหรือที่คนไทยเชื้อสายจีนเรียกว่า “ซำปอกง”) ฝั่งตรงข้ามคือตลาดยอดพิมาน ช็อปปิ้งมอลล์ติดเครื่องปรับอากาศ ชั้นบนมีร้านชาบู อาหารทะเล บาร์บีคิว […]