คัมภีร์พระมาลัย ในวาติกัน - National Geographic Thailand

คัมภีร์พระมาลัยในวาติกัน

คัมภีร์พระมาลัย ในวาติกัน

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสรับมอบ คัมภีร์พระมาลัย ฉบับปริวรรตจากอักษรขอมบาลีเป็นภาษาไทยปัจจุบันจากคณะสงฆ์วัดพระเชตุพน

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2477 หรือ 84 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จเยือนนครรัฐวาติกัน และทรงนำคัมภีร์เก่าแก่เล่มหนึ่งไปถวายสมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 11 (Pius XI, ภาษาอิตาเลียน Pio XI) ประมุของค์ที่ 259 แห่งพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก  คัมภีร์ดังกล่าวเป็นคัมภีร์พระมาลัยซึ่งสันนิษฐานว่าจารในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นภาษาบาลีที่เขียนด้วยอักษรขอม

คัมภีร์พระมาลัย
สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 11 ประมุขแห่งพระศาสนจักรโรมันคาทอลิกองค์ที่ 259 ภาพถ่าย Alberto Felici (1871-1950) – Politisch Wissenschaftlicher Verlag Berlin, 1932, Public Domain, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=7844007

ถึงวันนี้ยังไม่มีใครรู้แน่นอนว่าทำไมของถวายครั้งกระนั้นจึงเป็นคัมภีร์พระมาลัย  คัมภีร์ดังกล่าวถูกจัดเก็บในพิพิธภัณฑ์แห่งนครรัฐวาติกัน ประเทศอิตาลี

82 ปีถัดจากนั้น หรือ พ.ศ. 2559 คณะผู้แทนจากวาติกัน มงซินญอร์ ดร. วิษณุ ธัญญอนันต์ อดีตนักการทูตแห่งสันตะสำนัก นครรัฐวาติกัน ได้เข้าพบพระเทพวีราภรณ์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เพื่อแจ้งพระสมณประสงค์จากสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ประมุของค์ที่ 266 แห่งพระศาสนจักรโรมันคาทอลิกว่าจะจัดแสดงคัมภีร์พระมาลัยของถวายเมื่อครั้งนั้น แต่ทางวาติกันไม่มีผู้เชี่ยวชาญที่จะอ่านและแปลคัมภีร์โบราณฉบับดังกล่าวได้ จึงประสงค์ให้มีการปริวรรตคัมภีร์จากอักษรขอมเป็นภาษาไทย

หลังจากนั้นเพียงปีเดียว การปริวรรตดังกล่าวก็เสร็จสิ้นลง  วันที่ 9 มิถุนายน 2560 สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ทรงมอบหมายให้พระคาร์ดินัลฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช เข้ารับมอบคัมภีร์ที่ปริวรรตแล้วเสร็จจากคณะสงฆ์วัดพระเชตุพน  และปีถัดมาได้มีการถวายคัมภีร์พระมาลัยอักษรขอม (บาลี-ไทย) ที่ปริวรรตแล้วเสร็จอย่างเป็นทางการแด่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ณ นครรัฐวาติกันเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2561 ซึ่งถัดจากนี้จะมีการนำไปแปลเป็นภาษาต่างๆ อีก 7 ภาษาต่อไป

คัมภีร์พระมาลัย
คณะสงฆ์วัดพระเชตุพนเข้าเฝ้าถวายคัมภีร์พระมาลัยแด่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ภาพถ่าย คณะทำงานการปริวรรตพระคัมภีร์

พระราชปริยัติมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน ประธานกรรมการปริวรรตพระคัมภีร์ กล่าวถึงถึงการเลือกคัมภีร์พระมาลัยเพื่อถวายสมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 11 ในครั้งนั้นว่า “เราไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมเป็นคัมภีร์พระมาลัย แต่การสอนในพุทธศาสนามีสองแบบคือธรรมาธิษฐานที่สอนแต่เนื้อหาธรรมะล้วนๆ แต่คัมภีร์พระมาลัยสอนแบบบุคลาธิษฐาน” อันหมายถึงการเล่าเรื่องของพระมาลัยที่เชื่อกันว่าเป็นพระอรหันต์องค์สุดท้ายที่เดินทางไปโปรดสัตว์ในนรกภูมิและเข้าเฝ้าพระศรีอาริยเมตไตรบนสวรรค์ โดยแทรกคำสอนทางพุทธศาสนาเช่นศีลห้า ซึ่งในสมัยโบราณนิยมใช้ “สวดกล่อมหอ” ให้บ่าวสาวก่อนเข้าหอในพิธีแต่งงานเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายประพฤติตนอยู่ในศีลในธรรม  ต่อมาภายหลังจึงเปลี่ยนมาใช้สวดในงานศพ

 

เรื่องแนะนำ

เด็กหญิงในร่างเด็กชาย พบได้ที่อัฟกานิสถาน

ในวัฒนธรรมของหลายประเทศ เด็กผู้ชายมีค่ามากกว่าเด็กผู้หญิง เมื่อภรรยาตั้งครรภ์ ทั้งเธอและสามีจะคาดหวังว่าลูกคนใหม่จะต้องเป็นเด็กผู้ชาย

สำรวจโลก : นาฏลีลาเก่าแก่กลับมารุ่งเรือง

เรื่อง กูลนาซ ข่าน แม้ศิลปะการร่ายรำจะถือเป็นภาษาเก่าแก่ที่สุดภาษาหนึ่งในโลก ทว่าหลายครั้งความสำคัญเชิงวัฒนธรรมของมันกลับเลือนหายไป กระนั้น ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกคือ ศิลปะการร่ายรำหรือนาฏศิลป์บางอย่างกำลังฟื้นคืนชีพ ขณะที่บางอย่างได้รับดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัย ตัวอย่างเช่นเมื่อปี 2011 บียอนเซนำระบำพื้นเมือง ของเอธิโอเปียที่เรียกว่า เอสคิสตา (Eskista) มาใช้ ในมิวสิกวิดีโอเพลง “Run the World (Girls)” บางครั้งการกลับมาของการร่ายรำเก่าแก่บางอย่างก็เปลี่ยนแนวทางปฏิบัติเรื่องเพศไปอย่างกลับตาลปัตร เช่น ระบำมอร์ริส (morris dance) อายุเก่าแก่ 500 ปีของอังกฤษที่เคยเป็นการละเล่นในหมู่ผู้ชาย กลับกลายเป็นที่นิยมในหมู่หญิงล้วน ขณะที่ผู้ชายในตุรกีสามารถโชว์ลีลาระบำหน้าท้อง เช่นที่เคยทำในยุคจักรวรรดิออตโตมัน ในอดีต ศิลปะการร่ายรำเคยกลับมารุ่งเรือง เช่นในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา การเต้นรำได้รับความนิยมขึ้นอีกครั้ง เมื่ออำนาจในการควบคุมชีวิตทางโลกของศาสนจักรอ่อนแรงลง แม้แต่การเต้นรำจังหวะวอลต์ซซึ่งทุกวันนี้ถือว่าเป็นการ เต้นรำแบบคลาสสิก ก็เคยถูกสั่งห้ามมาแล้ว เพราะ ถูกมองว่าส่งเสริมการถูกเนื้อต้องตัวระหว่างเพศ   อ่านเพิ่มเติม : ศิลปะเกาหลีเหนือที่เป็นมากกว่าโฆษณาชวนเชื่อ, นาฏยโนรา จิตวิญญาณแห่งแดนใต้

วงล้อสีผิวมนุษย์

สีผิวของคุณสีอะไร? ผลงานจากช่างภาพชาวบราซิลเก็บภาพถ่ายบุคคลจำนวน 4,000 ภาพและสีผิวอันหลากหลายใน 18 ประเทศ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าผิวสีดำและผิวสีขาวนั้นไม่มีอยู่จริง