กุมารี โลกลับของเทพเจ้าในร่างเด็กหญิงแห่งหุบเขากาฐมาณฑุ

กุมารี โลกลับของเทพเจ้าในร่างเด็กหญิงแห่งหุบเขากาฐมาณฑุ

เทศกาลอินทรยาตราปีนี้ อมิตา ศากยะ มีอายุ 21 ปี

เธออาศัยอยู่กับครอบครัวในตึกแถวสี่ชั้นชานกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล ไม่ไกลจากวัดสวายัมภูนาถ หนึ่งในสัญลักษณ์ของอดีตราชอาณาจักรแห่งนี้ แต่หากย้อนเวลากลับไปเพียงสิบกว่าปี อมิตา ศากยะ ก็คือหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของประเทศเช่นกัน เพราะในเวลานั้น เธอไม่ใช่มนุษย์ หากเป็นเทพเจ้า

อมิตา ศากยะ ในวัยเยาว์ดำรงสถานะกุมารีหลวงแห่งกาฐมาณฑุนาน 10 ปี (พ.ศ. 2534-2544) ตลอดระยะเวลานั้น เธอพำนักอยู่ที่กุมารีพะหาล (Kumari Bahal) หรือกุมารีเช (Kumari Che) ในภาษาเนวารี ตำหนักไม้แกะสลักสถาปัตยกรรมแบบอารามพุทธศาสนา พื้นเมืองอายุกว่าสองร้อยปีในย่านพระราชวังโบราณหรือจัตุรัสกาฐมาณฑุทุรพาร์ (Kathmandu Durbar Square) ซึ่งเมื่อหลายศตวรรษก่อนเจริญรุ่งเรืองขึ้นจากการเป็นชุมทางการค้าสู่อาณาจักรทิเบต ปัจจุบันที่นี่ยังคงเป็นศูนย์กลางการค้าและการท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้คนจากทั่ว ทุกมุมโลก เทศกาลอินทรยาตราปีนี้ อมิตาจะเดินทางไป ร่วมพิธีที่กุมารีเช ซึ่งในเวลานี้ มาตินา ศากยะ กุมารีหลวง องค์ปัจจุบันวัย 4 ขวบ พำนักอยู่ในฐานะเทพเจ้าที่มีชีวิต

ฝูงชน, ตำรวจ, คนเนปาล, เนปาล, กาฐมาณฑุ
ฝูงชน ตำรวจ และการรอคอยบนเส้นพรมแดนระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า ขั้นบันไดของวิหารวัดนารายันดูราวกับแจกันดอกไม้หลากสีสันที่พร้อมถวายแด่ทวยเทพและกุมารีแห่งหุบเขากาฐมาณฑุ

หากลองเดินสำรวจร้านขายของที่ระลึกในย่านจัตุรัส กาฐมาณฑุทุรพาร์ เราจะพบเห็นไปรษณียบัตรรูปใบหน้ากุมารีอมิตาได้ไม่ยาก เด็กหญิงตัวน้อยในอาภรณ์สีแดงเข้มเดินดิ้นทองแพรวพราว ศีรษะเล็กๆครอบไว้ด้วยมงกุฎทองทรงสูงรูปพัดประดับอัญมณีหลากสี มาลัย สีแดงห้อยระย้าอยู่สองข้างพวงแก้ม ส่วนรอบคอประดับด้วยสร้อยนาคราชและมาลัย ทว่าใบหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กหญิงไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ดวงตาคมเข้มคู่นั้นถูกระบายด้วยผงทาขอบตาสีดำลากจากหางตาสูงขึ้นไปจนจรดขมับทั้งสองข้าง บนหน้าผากมีดวงตาที่สามเด่นชัด ทำให้เราสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจเหนือเด็กหญิงธรรมดา

ทว่าอมิตาในวันนี้เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มสดใสของหญิงสาวผมยาวสยายประบ่า หากบุคลิกท่าทางยังคงงามสง่าและ เงียบขรึม เมื่อถามว่าเธอรู้สึกอย่างไรที่เห็นรูปตัวเองอยู่บนไปรษณียบัตร เธอตอบเพียงสั้นๆว่า “รู้สึกดีใจ” และเมื่อถามว่า เวลานี้เธอยังรู้สึกถึงความเป็นเทพเจ้าในตัวเอง หรือไม่ คำตอบคือ “ไม่”

กุมารี, ปาตาน, เนปาล
แม่ของชานิรา กุมารีแห่งเมืองปาตาน ทอดสายตาครุ่นคิดอยู่หน้าประตูห้องบูชาซึ่งอยู่ติดกับห้องเรียนหนังสือของบุตรสาว โลกของเด็กหญิงธรรมดากับเด็กหญิงในฐานะเทพเจ้าผู้มีชีวิต มีเพียงผนังปูนหนาไม่กี่นิ้วขวางกั้นอยู่

ช่วงเวลาที่อมิตา ศากยะ ดำรงตำ แหน่งกุมารีหลวง ระบอบกษัตริย์ในเนปาลยังไม่ถูกล้มเลิก อมิตาในฐานะเทวีพรหมจรรย์ ผู้เป็นองค์จุติของเทวีตาเลจู (หรือพระนางทุรคา ศักติของพระศิวะ) และหนึ่งในเทพเจ้าที่ปกปักรักษานครกาฐมาณฑุ คือผู้เจิมติกะหรือผงวิภูติ (ทำจากมูลวัวที่นำมาเผาและบดจนละเอียดแล้วผสมกับสีแดงชาดที่ได้จากรากไม้) ให้กษัตริย์พิเรนทรา พีระ พิกรม ชาห์ เทพ ทุกปีในช่วงเทศกาลอินทรยาตรา ก่อนที่พระองค์จะถูกปลงพระชนม์ในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมแห่งราชวงศ์เนปาลเมื่อปีพ.ศ. 2544 ปีเดียวกับที่อมิตาสิ้นสุดสถานะ ความเป็นเทพเจ้าเมื่อเธอพ้นจากวัยเยาว์เข้าสู่วัยสาวแรกรุ่น จากนั้นเด็กหญิงไร้เดียงสาตัวน้อยนาม ปรีติ ศากยะ (กุมารีหลวงระหว่างปีพ.ศ. 2544-2551) เด็กหญิงจากตระกูลศากยะอีกคนก็ได้รับเลือกให้เป็นองค์จุติของเทวี ตาเลจูแทนที่เธอ

เด็กหญิงในช่วงวัยก่อนมีประจำเดือนเป็นเครื่องหมายของความบริสุทธิ์ ไร้มลทินและตัณหา ตามความเชื่อนี้ กุมารีจะพ้นจากตำแหน่งเมื่อมีโลหิตไหลออกจากร่างกาย (ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด รวมทั้งเมื่อเจริญวัยจนมีรอบเดือน) จากนั้นกระบวนการเสาะหากุมารีองค์ใหม่จะเริ่มต้นขึ้น โดยในระยะหลังจะคัดเลือกจากเด็กหญิงในตระกูลศากยะ หรือวัชราจารย์ที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมตามจารีต

ถาดทองเหลืองรองรับเท้าที่ไม่อาจสัมผัสพื้นดิน และปัจจัยที่ผู้คนนำมาถวายกุมารีแห่งเมืองปาตาน คือตัวแทนแห่งความศักดิ์สิทธิ์และพลังศรัทธาที่ช่วยเกื้อกูลทั้งมนุษย์และเทพเจ้า ให้ดำรงร่วมกันอยู่ตราบนานเท่านาน

อมิตาในวัย 13 กลายเป็นเด็กสาวธรรมดาเพียงชั่วข้ามคืน เธอต้องย้ายออกจากตำหนักที่เคยพำนักอยู่ตลอดระยะเวลา 10 ปี และมีคนรับใช้ใกล้ชิดมาอยู่ในบ้านร่วมกับคนในครอบครัวที่ไม่คุ้นเคย เพราะเธอต้องจากบ้านไปตั้งแต่ยังจำความไม่ได้

พ่อของเธอเล่าว่า อมิตาต้องใช้เวลาปรับตัวนานกว่า 2 ปี เธอเข้ากับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนได้ยาก ไม่มีใครกล้าคุยด้วยเมื่อรู้ว่าเธอเคยเป็นเทพเจ้ามาก่อน ขณะที่บุคลิก เคร่งขรึม พูดน้อย และไว้ตัวของเธอก็เป็นอุปสรรคในการเข้าสังคมกับเพื่อนๆ เช่นกัน นอกจากนี้ อมิตายังต้องหัดทำ งานบ้านต่างๆ ด้วยตัวเอง และเรียนรู้ที่จะเดินบนถนนโดยลำพัง

ตอนที่เราพบอมิตา ดูเหมือนเธอจะปรับตัวเข้ากับโลกของคนธรรมดาได้ดีแล้ว แต่เธอก็ยังประหยัดถ้อยคำและระมัดระวังในการตอบคำถาม ปัจจุบันเธอศึกษาวิชาบัญชีอยู่ในวิทยาลัยแห่งหนึ่ง อมิตายังเก็บตุ๊กตาและของเล่น ที่คนนำไปถวายให้ตอนเป็นกุมารีไว้ในตู้กระจกของห้องรับแขก เธอบอกว่า ตอนเป็นกุมารี สิ่งที่เธอโปรดปรานมากที่สุดก็คือตุ๊กตา

ภักตปูร์, กุมารี, เนปาล
ผู้ดูแลกุมารีแห่งเมืองภักตปูร์ถ่ายทอดเรื่องราวของสชานี ศากยะ เด็กหญิงในรูปผู้เคยเป็นกุมารีของเมืองภักตปูร์ ก่อนถูกปลดจากตำแหน่งหลังเดินทางออกนอกประเทศ

ลานหินกลางจัตุรัสกาฐมาณฑุทุรพาร์อันกว้างใหญ่ คลาคล่ำไปด้วยฝูงชน ขั้นบันไดสูงใหญ่ทั้งสี่ทิศของวิหาร วัดนารายันแต่งแต้มไปด้วยอาภรณ์สีสันสดใสราวกับดอกไม้หลายร้อยหลายพันสี ดวงตาของผู้คนต่างจับจ้องไปที่แถวกองทหารกุรข่า วงโยธวาทิต ขบวนแห่ของไภรวะ หรือพระพิราพ (ภาคดุร้ายของพระศิวะ) ลักเห (ช้าง) และ หนุมาน ที่เต้นระบำอยู่รอบลานจัตุรัสประสานไปกับเสียง โห่ร้อง กลองและฉาบ ไปจนถึงขบวนรถของบุคคลสำคัญในกองทัพรัฐบาลและบรรดาทูตานุทูตที่ทยอยเดินทาง มาร่วมพิธีกรรมอันยิ่งใหญ่ประจำปีของหุบเขากาฐมาณฑุ ขณะที่กองทัพช่างภาพและสื่อมวลชนทั้งท้องถิ่นและจากทั่วโลกต่างรอคอยวินาทีสำคัญบนบันไดวิหารอีกด้าน ดูเหมือนทุกคนจะมารวมตัวกันเพื่อรอพบหัวใจของงาน ซึ่งก็คือเด็กหญิงตัวน้อยๆคนหนึ่งที่ชาวโลกรู้จักในนาม “กุมารี” หรือ “ดยาห์ เมจู” ในภาษาพื้นเมือง

ในวันอันสำคัญนี้ “เทพเจ้ามีชีวิต” จะเสด็จออกมาจากตำหนัก ย่างพระบาทไปบนผ้าขาว แล้วประทับบนราชรถล้อไม้ขนาดใหญ่ก่อนจะมีการแห่ไปรอบนครศักดิ์สิทธิ์ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องรื่นเริงของผู้คนบนถนนทุกสาย

เนปาล
หญิงชาวเนปาลกำลังง่วนกับงานบ้านบนหลังคา หมอกควันทำให้ภูเขาดูเลือนรางห่างไกล แต่บทบาทหน้าที่ของพวกเธอท่ามกลางผืนผ้าที่เพิ่งย้อมเสร็จใหม่ๆ นั้นชัดเจนยากจะลบเลือน

เทศกาลอินทรยาตราเวียนมาบรรจบตามปฏิทินจันทรคติ ตรงกับช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนของทุกปี เป็นสัญญาณ บ่งบอกว่าฤดูฝนสิ้นสุดลงแล้ว และฤดูแห่งการเก็บเกี่ยว ผลผลิตกำลังเริ่มต้นขึ้น การบูชาเหล่าเทพเจ้าที่ประทาน ความอุดมสมบูรณ์ให้พืชพันธุ์ธัญญาหารจึงเปิดฉากขึ้นอย่าง ยิ่งใหญ่นาน 9 วัน เทพเจ้าผู้เป็นศูนย์รวมแห่งจิตวิญญาณ ของฤดูกาลสำคัญนี้ นอกเหนือจากพระอินทร์หรืออินทรา แล้ว ก็คือองค์จุติของเทวีตาเลจู ผู้สถิตอยู่ในร่างของ เด็กหญิงบริสุทธิ์หรือ “กุมารี” เทศกาลนี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “กุมารียาตรา”

แม้ระบอบกษัตริย์ของเนปาลจะถูกล้มเลิกไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 หลังสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานนับสิบปีสิ้นสุดลง พร้อมกับธรรมเนียมปฏิบัติที่กษัตริย์ เนปาลทุกพระองค์จะเสด็จมาสักการะกุมารีถึงตำหนักทุกปี ในช่วงเทศกาลอินทรยาตรา เพื่อให้เทพเจ้าในร่างมนุษย์อำนวยพรผ่านการเจิมผงติกะที่พระนลาฏ เพื่อเป็นหลักประกันว่าพระองค์จะรักษาอำนาจและปกครองอาณาจักรได้อย่างมั่นคงปลอดภัยจากอริราชศัตรู แต่ความเชื่อและความสำคัญของกุมารีในฐานะเทพผู้ปกป้องคุ้มครองอาณาจักรไม่เคยเสื่อมคลายไปจากความรู้สึกนึกคิดของชาวเนปาล และดึงดูดผู้คนจากทั่วทุกสารทิศให้หลั่งไหลมาร่วมเทศกาลสำคัญนี้

วัว, เนปาล, กาฐมาณฑุ
สิ่งที่มนุษย์เคารพบูชาย่อมได้รับอภิสิทธิ์บางประการเสมอ ไม่ต่างจากพาหนะของพระศิวะเหล่านี้ที่กำลัง พักผ่อนหลังอาหารกับบรรดานกพิราบกลางลานจัตุรัสพระราชวังโบราณในนครแห่งทวยเทพนามกาฐมาณฑุ

ดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสวรรค์ของเหล่าฮิปปี้หนีทุกข์ จากสงครามเมื่อหลายทศวรรษก่อน แม้ปัจจุบัน เนปาล จะผนึกตัวเองกับธุรกิจการท่องเที่ยวอย่างเหนียวแน่น จนถนนแทบทุกสายในนครแห่งเทพเจ้าคลาคล่ำ ไปด้วยผู้คนหลากสัญชาติ และแม่น้ำบักมาตีที่ไหลผ่านนครหลวง กาฐมาณฑุและเมืองปาตานจะเอ่อท้นไปด้วยธารขยะ ก่อนไหลไปรวมกับแม่น้ำคงคา แต่ดูเหมือนเทพเจ้ากับ มนุษย์ในหุบเขาแห่งศรัทธาก็ยังอยู่ร่วมกันอย่างไม่ยี่หระ

ทุกเช้าตรู่ชาวเนปาลในหุบเขากาฐมาณฑุจะทำพิธีบูชา เทพเจ้าต่างๆในศาสนาฮินดู เช่น พระพิฆเนศ พระศิวะ พระวิษณุ พระนางกาลีหรือพระนางทุรคา รวมไปถึง พระโพธิสัตว์ และพระพุทธรูป ก่อนเริ่มต้นกิจกรรม ทั้งปวงในชีวิต เราจึงพบเห็นดอกไม้ ข้าวสาร น้ำ  รวมทั้งผงวิภูติสีแดงเข้มแรระบายอยู่ทั่วไปตามวิหารเทพเจ้า สถูป และบนลานหน้าประตูบ้าน  ณะที่เหล่านักบวช ฤๅษี และโยคีหลากนิกายหลายความเชื่อต่างระบายสีสันบนร่างกายก่อนประจำอยู่ตามวิหารในจัตุรัสพระราชวังโบราณ

กุมารี, เนปาล
ชรียา วัชราจารย์ วัย 8 ขวบ กุมารีแห่งเมืองภักตปูร์องค์ปัจจุบันในชุดนักเรียนประถม กุมารีที่นี่ ไม่มีกฎข้อห้ามเคร่งครัดเหมือนกุมารีหลวงที่กาฐมาณฑุและปาตาน สามารถไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนและเท้าสัมผัสพื้นดินได้ไม่ต่างจากเพื่อนนักเรียนวัยเดียวกัน (ภาพถัดไป) เป็นภาพที่ช่างแตกต่างจากความโดดเดี่ยวเดียวดายในโลกของเทพเจ้า

“ฉันรู้สึกว่าศาสนาและชีวิตของเราคือสิ่งเดียวกัน” สริตา อวาเล เล่า หญิงวัย 33 ปีผู้นี้เป็นเจ้าของเกสต์-เฮาส์เล็กๆในเมืองปาตาน เมืองเก่าแก่เมืองหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขากาฐมาณฑุ (อีกเมืองคือภักตปูร์) สริตาจบการศึกษาวิชาเอกพุทธศาสนาจากมหาวิทยาลัยตรีภูวัน เธอพาเราเดินซอกซอนเข้าไปยังชุมชนศากยะในเมืองปาตานเพื่อทำความรู้จักกับเหล่าเทพเจ้าเพียงเศษเสี้ยวหนึ่ง ในศาสนาฮินดู พระโพธิสัตว์ และพระพุทธรูปปางต่างๆ ในพุทธศาสนานิกายตันตระหรือวัชรยานซึ่งได้รับอิทธิพล จากลัทธิตันตระของศาสนาฮินดู พุทธศาสนานิกายนี้ถือกำเนิดในราวสมัยราชวงศ์คุปตะของอินเดีย แต่มาแพร่หลายหลังพุทธศตวรรษที่ 10-11

เนปาลจึงเป็นเหมือนจุดบรรจบระหว่างสองศาสนา คือฮินดูลัทธิไศวะและพุทธสายวัชรยาน ซึ่งต่อมาประสานกลมกลืนจนเป็นหนึ่งเดียวกัน แม้ศาสนาประจำชาติ หรือศาสนาที่คนส่วนใหญ่นับถือคือศาสนาฮินดูก็ตาม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชาวเนปาลคนหนึ่งจะบอกว่า เขานับถือทั้งพุทธและฮินดู หรือชาวฮินดูเนปาลจะเชื่อว่าพุทธศาสนาคือส่วนหนึ่งของศาสนาฮินดู ขณะที่ชาวพุทธเนปาลก็เชื่อว่า เทพเจ้าชั้นสูงของศาสนาฮินดู ทั้งพระศิวะและพระนารายณ์คือพระโพธิสัตว์ผู้พร้อมจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

เช่นเดียวกับตำนานของกุมารีซึ่งคนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นเทพของศาสนาฮินดู แต่กลับคัดเลือกเด็กหญิงจาก ครอบครัวชาวพุทธ ทว่าตามตำนานความเชื่อของชาวพุทธนิกายมหายานถือว่ากุมารีคือองค์จุติของพระนางศยามตารา เทวีชาติแห่งเจ้าหญิงภริกูติธิดาของพระเจ้าอัมสุวรมา กษัตริย์ราชวงศ์ลิจฉวีซึ่งอภิเษกกับพระเจ้าซงซันกัมโป ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรทิเบตในพุทธศตวรรษที่ 12 กุมารีจึงเป็นเทพที่เคารพศรัทธาของทั้งชาวพุทธและชาวฮินดูด้วยเหตุผลนี้อีกประการหนึ่ง

สริตาเล่าว่า กุมารีในหุบเขากาฐมาณฑุมีทั้งหมด 3 พระองค์ ประทับอยู่ที่กาฐมาณฑุ ภักตปูร์ และปาตาน แต่กุมารีที่ทำหน้าที่เจิมติกะให้กษัตริย์และเป็นกุมารีที่กษัตริย์ทรงแสดงความเคารพตามตำนานความเชื่อที่ สืบทอดต่อกันมา คือกุมารีหลวงแห่งกาฐมาณฑุเท่านั้น

เมื่อเราเดินมาถึงอาคารหลังหนึ่งในย่านการค้า สริตา บอกว่าเรามาถึงบ้านของกุมารีแห่งเมืองปาตานแล้ว ป้าย บนตัวอาคารนั้นเขียนไว้ชัดเจนว่า “Living Goddess” หรือเทพเจ้าที่มีชีวิต

กุมารี
ภาพวาดของทานะ กุมารี ขณะดำรงตำแหน่งกุมารีแห่งเมืองปาตานในเครื่องทรงเต็มยศตัดกับดวงหน้าเรียบเฉย

เราได้พบ “เทพเจ้า” ขณะเธอกำลังเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์อยู่กับอาจารย์สองท่าน เธอมีนามว่า ชานิรา วัชราจารย์ อายุ 15 ปี เป็นกุมารีองค์แรกของเนปาลที่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาด้วยคะแนนสูงสุดขณะอยู่ในตำแหน่ง ตอนนี้กุมารีชานิรากำลังศึกษาต่อระดับวิทยาลัย โดยมีอาจารย์เดินทางมาสอนหนังสือถึงบ้าน ค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนทั้งหมดรัฐบาลเป็นผู้ออกให้ด้วย เหตุผลที่ว่า เมื่อชีวิตในฐานะเทพเจ้าสิ้นสุดลง กุมารีชานิราจะมีชีวิตอยู่ในโลกสามัญได้อย่างปกติสุข ไม่สูญเสียเวลาและโอกาสทางการศึกษาในช่วงที่ดำรงตำแหน่งกุมารี เราจึงได้พบทั้งเทพเจ้าและเด็กสาวธรรมดาในเวลาเดียวกัน

”พระองค์เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว สอนเพียงครั้งเดียว ก็จำได้โดยไม่ต้องอธิบายหลายครั้ง” อาจารย์จากวิทยาลัยเล่าถึงการสอนเทพเจ้าให้เราฟังพร้อมรอยยิ้มและบอกว่า รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นครูของกุมารี แม้ว่าจะต้องสอนพระองค์ด้วยวาจาและภาษาสุภาพกว่าปกติก็ตาม

ขณะที่เรียนหนังสืออยู่นั้น หากมีคนเดินทางมาบูชาองค์กุมารี ชานิราต้องพักหน้าที่นักเรียนชั่วครู่เพื่อไปทำหน้าที่เทพเจ้าในห้องบูชาที่อยู่ติดกัน ทั้งสองห้องมีบรรยากาศแตกต่างกันอย่างลิบลับ เช่นเดียวกับบทบาทที่ชานิราต้องเล่นสลับกันไป

“ฉันมาที่นี่ทุกครั้งเวลาไม่สบายใจหรือรู้สึกว่ากำลังจะมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้น ทุกครั้งที่มาบูชาท่าน เมื่อกลับไปทุกอย่างก็จะดีขึ้น” ผู้จัดการธนาคารหญิงคนหนึ่งซึ่งเดินทางมาจากอีกเมืองเล่าถึงความเชื่อที่เธอมีต่อกุมารี

ไภรวะ, เนปาล
ไภรวะกำลังเต้นรำถวายองค์กุมารีซึ่งประทับอยู่บนราชรถในขบวนแห่ระหว่างเทศกาลอินทรยาตรา

กองตำราวิชาเศรษฐศาสตร์ที่วางอยู่บนโต๊ะบอกเล่าความฝันของเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่งว่าเธออยากทำงานธนาคาร แต่ในห้องบูชาอันศักดิ์สิทธิ์คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เข้ามากราบไหว้บูชา เธอคือเทพเจ้าผู้ขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากให้มนุษย์ที่หวังมาพึ่งพิง เท้าที่ไม่อาจสัมผัส พื้นดินวางอยู่ในถาดทองเหลืองทรงกลมซึ่งเต็มไปด้วย ดอกไม้ ข้าวสาร และเงินที่ผู้คนนำมาถวาย ใบหน้าเคร่งขรึมขณะให้พรต่างจากใบหน้าของเด็กสาวที่มีความฝัน เฉกเช่นมนุษย์ปุถุชนทั่วไป

ที่บ้านของกุมารีชานิรายังมีอดีตกุมารีแห่งเมืองปาตานอยู่อีกองค์หนึ่ง มีศักดิ์เป็นป้าของชานิรา ชื่อว่า ทานะ กุมารี ปัจจุบันอายุมากกว่า 50 ปี แต่เธอยังคงดำรงตน ในฐานะกุมารี และมีผู้คนมากราบไหว้บูชา แม้จะมีการคัดเลือกเด็กหญิงขึ้นเป็นกุมารีองค์ใหม่แทนที่หลายองค์ แล้วก็ตาม เล่ากันว่าเธอยังไม่มีระดู ทำให้เธอยังคงสถานะเทวีพรหมจรรย์ ทุกวันนี้ เธอยังคงแต่งกายในอาภรณ์ สีแดงสด เกล้าผมสูงเป็นมวยไว้บนศีรษะเหมือนกุมารี บุคลิกเงียบขรึม ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ หลังงองุ้ม ทรงไว้ซึ่งความน่าเคารพยำเกรง

เรารู้สึกว่าเธอคงไม่อาจทำหน้าที่อื่นใดบนโลกนี้ได้ นอกจากหน้าที่ในฐานะเทพเจ้าที่ผู้คนมอบให้ หรืออาจเป็นเพราะเธอรู้สึกว่า เทพเจ้ากับเธอคือสิ่งเดียวกัน

ท่ามกลางบรรยากาศรื่นเริงของเทศกาลอินทรยาตราและการเริ่มต้นของฤดูเก็บเกี่ยวในหุบเขากาฐมาณฑุ หญิงเหล่านี้กลับไม่อาจหักห้ามใจกับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ถนนในนครแห่งนี้รุ่มรวยไปด้วยสีสัน อารมณ์ และความรู้สึกหลากหลายทั้งของมนุษย์ และเหล่าทวยเทพ

สำหรับคนต่างถิ่นและต่างความเชื่อเช่นเราซึ่งไม่เคย มีชีวิตพันผูกกับ “เทพเจ้ามีชีวิต” หรือเทพเจ้าในร่างมนุษย์มาก่อน แม้จะเข้าใจว่านี่คือตัวแทนของความเชื่อและศรัทธาอันเก่าแก่ และสัมผัสได้ถึงพลังงานพิเศษที่ปรากฏผ่านดวงตา รวมไปถึงกลิ่นอายความศักดิ์สิทธิ์ที่อบอวลอยู่ภายในห้องบูชา แต่ความเป็นมนุษย์ในร่างเด็กผู้หญิง ก็ทำให้เราอยากพูดคุยถามไถ่กุมารีทั้งสองเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆของชีวิตในฐานะองค์จุติของเทพเจ้า ทว่ากุมารี ชานิราเอ่ยปากพูดเบาๆ เฉพาะกับครูและมารดาเท่านั้น เมื่อเห็นคนต่างถิ่นแปลกหน้าอย่างเรา เทพเจ้าเพียงแค่มองมาด้วยดวงตาเรียบเฉย ยากที่จะคาดเดาความรู้สึกนึกคิด

ชานิราในห้องเรียนแตกต่างจากชานิราในห้องบูชาเหมือนอยู่ในโลกคนละใบ ในห้องเรียนที่อยู่ติดกันเราได้ เห็นเด็กหญิงคนหนึ่งเรียนหนังสืออย่างมีความสุข ใบหน้าเปื้อนยิ้มบ่อยครั้ง พูดคุยอย่างเป็นกันเองกับครูผู้สอน แต่อีกห้องซึ่งห่างกันเพียงไม่กี่ก้าวย่าง ใบหน้าเดียวกันนี้ กลับสงบ เงียบขรึม ไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกใดๆ

ส่วนทานะ กุมารีผู้เป็นป้านั้นยังคงนิ่งเงียบ ใบหน้าไร้วี่แววของอารมณ์ใดๆ เธอไม่มองมาทางพวกเราด้วยซ้ำ ตอนที่คนในบ้านเชิญเธอมาที่อาสนะเมื่อมีคนเดินทางมา บูชา ดวงตาบนใบหน้าสงบหรุบต่ำ ไม่สนใจความเคลื่อนไหวของสิ่งรอบตัว เธอดูเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ สีซีดจางเก่าแก่เพราะความยาวนานของกาลเวลา เราไม่แน่ใจว่าในขณะที่โลกขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว นาฬิกา ชีวิตของเธอจะรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงหรือไม่ หรือว่า ในโลกของเธอมีเพียงความสงบนิ่งอบอวลไปด้วยความเดียวดาย ยากที่เราจะเข้าถึงและเข้าใจ

กุมารี
ลวดลายไม้แกะสลักงามวิจิตรประดับตำหนักที่ประทับของกุมารีภายในจัตุรัสพระราชวังโบราณกลางกรุงกาฐมาณฑุ ช่วยขับเน้นความขรึมขลังของเทพเจ้าในร่างเด็กหญิง ผู้มีดวงตาที่สามมองเห็นทุกความเป็นไปในโลก

แม้จะตระหนักว่าเธอก็คือมนุษย์คนหนึ่ง แต่ดูเหมือน ทานะกุมารีไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อนั่งอยู่บนอาสนะและมีคนเข้าไปกราบและสัมผัสเท้า เทพเจ้าที่สถิตอยู่ในร่างก็ทำหน้าที่อำนวยพรและเจิมติกะให้คนผู้นั้นด้วยความ เมตตา ทุกขั้นตอนดำเนินไปอย่างเงียบเชียบจนเสร็จสิ้นพิธี ผู้มาบูชาจึงสั่นกระดิ่งทองเหลืองอันเล็กเพื่อส่งสัญญาณให้เทพเจ้ารับรู้ เเน่นอนว่าทานะ กุมารีไม่ยอมพูดคุยกับเรา ร่างบริสุทธิ์สะอาดอันเป็นที่พำนักของเทพเจ้าย่อมต้องวางตนอยู่ในที่อันเหมาะสม สูงส่ง แต่เราเชื่อว่า เธอมียังโลกอีกใบที่เราไม่ได้รับอนุญาตให้รับรู้

อย่างไรก็ตาม สำหรับเรามันไม่ง่ายเลยที่จะมีชีวิตแบบนี้ และถ้าหากว่านี่คือการอุทิศชีวิตเพื่อศรัทธาสูงสุดของมนุษย์แล้ว เทพเจ้าเบื้องบนก็คงรับรู้ได้ด้วยทิพยญาณว่าผู้คนมากมาย ในโลกต่างยังวนเวียนอยู่ในวังวนของความทุกข์ยากไม่สิ้นสุด และมนุษย์ด้วยกันเองก็ไม่อาจเยียวยารักษาบาดแผลให้กันและกันได้ พวกเขาจึงรอคอยให้อำนาจ พิเศษบางประการมาช่วยปลดปล่อย

เรื่อง กันต์ธร อักษรนำ
ภาพถ่าย ยุทธนา อัจฉริยวิญญู

เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนสิงหาคม 2554


อ่านเพิ่มเติม เนปาลมิพรากจาก กุมารี

เรื่องแนะนำ

ชีวิตครึ่งเดียว แต่คุ้มค่า

ชีวิตครึ่งเดียว แต่คุ้มค่า อารอน วอลลิน เป็นชายผู้มีสองบทบาท บนเวทีเขาคือคนบ้าระห่ำที่ตัวเล็กที่สุด จากฉายา Short E. Dangerously ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในการทำให้คนดูตื่นเต้นและเบิกบาน เขาทรงตัวบนลูกโบวลิ่ง, ขว้างมีดและเดินบนแผ่นกระจกด้วยมือของเขา แต่นอกเวที เขาคว้าหมวกคาวบอยมาสวม ตัวตนที่แท้จริงของเขาถูกแสดงออกมา “คุณจำเป็นต้องมีปุ่มเปิดและปิด” วอลลินกล่าว “คุณต้องแยกตัวตนทั้งสองแบบออกจากกันให้ได้ มิฉะนั้นมันจะเป็นปัญหา” วอลลินสูญเสียขาทั้งสองข้างของเขาไปเมื่ออายุได้ 2 ขวบครึ่ง จากโรค Sacral Agenesis ตัวเขาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจเพื่อความบันเทิงมานานกว่า 20 ปี และสำหรับ 5 ปีที่ผ่านมา วอลลินเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในคณะละครสัตว์ Hellzapoppin ที่เปิดทำการแสดงแบบโรดโชว์ “ผมใช้ชีวิตแบบร็อกแอนด์โรลที่ผู้คนทั่วไปฝันถึง” เขากล่าว สำหรับไบรอัน เลห์มัน ช่างภาพ ไม่ใช่ลักษณะทางกายภาพของเขาที่ทำให้เลห์มันสนใจ แต่คือตัวตนของวอลลินเมื่ออยู่นอกเวทีต่างหาก ที่ทำให้เลห์มันตัดสินใจติดตามเขาอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลา 2 ปี “เขาเป็นคนที่มีเสน่ห์” เลห์มันกล่าว “แต่ผมไม่สามารถถ่ายภาพได้ ถ้าผมไม่ได้เข้าไปอยู่ในชีวิตของเขา” วอลลินเปิดประตูให้ช่างภาพผู้นี้เข้ามาในชีวิต ในฐานะเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง “เขาเข้าถึงตัวตนที่แท้จริงของผม” วอลลินกล่าว “ผมไม่ได้ปิดบังอะไรเลย” ผลที่ได้คือภาพถ่ายอันใกล้ชิดอันทรงพลังจากชายผู้น่าจดจำเป็นอย่างยิ่ง […]

ตำนาน แมวกวัก และความเชื่อเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของแมวในญี่ปุ่น

ด้วยลักษณะท่าทางที่เชิญชวนจากการยกอุ้งเท้าและหูสีแดงที่ตั้งแหลม แมวกวัก เครื่องลางที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีนี้ได้นำมาซึ่งโชคลาภมาแล้วหลายศตวรรษ สำหรับคนอเมริกันอาจรู้จักกันในนาม แมวกวักจีน ซึ่งนำมาประดับตกแต่งอย่างแพร่หลายตามชุมชนคนจีนหรือคนเอเชียรอบโลก แต่ตุ๊กตาปั้นแสนน่ารักนี้ไม่ได้มาจีนแต่อย่างไร เพราะ แมวกวัก มาจากญี่ปุ่น ชื่อมาเนคิเนโกะในภาษาญี่ปุ่น (แปลตรงตัวว่า ‘แมวกวัก’) ด้วยลักษณะที่ชูมือ (อุ้งเท้า) ขึ้น หูสีแดงตั้งแหลม เหรียญและเครื่องประดับอื่นๆ มาเนคิเนโกะได้นำมาซึ่งโชคลาภและความร่ำรวยมาแล้วหลายทศวรรษ ซึ่งตำนวนความเชื่อนี้เริ่มต้นจากญี่ปุ่น แมวตัวโปรด มีตำนานหนึ่งเริ่มต้นมาจากแมวตัวหนึ่งที่เกิดในวัดโกโทคุจิ ในช่วงยุคเอโดะ (1603–1868) ตามประวัติของวัดกล่าวไว้ว่า ในขณะที่ไดเมียว (ตำแหน่งเจ้าเมืองของญี่ปุ่น) อี นาโอทากะ กำลังเดินทางเพื่อล่าเหยี่ยว เขารอดจากการถูกฟ้าผ่าเมื่อแมวของเจ้าอาวาสของวัดอย่างเจ้าทามะกวักมือเรียกเขาให้เข้าไปในวัดโกโทคุจิ ด้วยความซาบซึ้งที่แมวได้ช่วยชีวิตเขาไว้ เขาจึงสร้างให้แมวเป็นนักบุญของวัดและให้มีการสร้างศาลเจ้าของแมวนับตั้งแต่นั้น ทุกวันนี้ พื้นที่อันเงียบสงบของวัดโกโทคุจิเต็มไปด้วยรูปปั้นแมวกวักนับพันตัวในขนาดที่ต่างกัน ผู้มาเยือนต่างเข้ามาเพื่อชมแมวกวักสีขาวที่เรียงรายอยู่ มักปั้นเป็นรูปแมวญี่ปุ่นหางสั้นอันเป็นสายพันธุ์ที่มักปรากฏในตำนานท้องถิ่น และต่างมาขอพรเพื่อความโชคดี ใกล้กับย่านอาซากุสะในโตเกียว มีตำนานหนึ่งของศาลเจ้าอิมาโดะ ซึ่งถือเป็นที่มาของศาลเจ้าแมวกวักอีกแห่งหนึ่ง ในปี 1852 หญิงชราผู้หนึ่งที่อาศัยในย่านอิมาโดะนั้นมีฐานะยากจน และไม่สามารถเลี้ยงดูแมวที่เธอเลี้ยงไว้ได้จนจำต้องปล่อยแมวตัวนั้นทิ้ง และในคืนนั้น แมวตัวนั้นได้เข้ามาในฝันของหญิงชราและพูดว่า “หากเธอทำตุ๊กตารูปของฉัน ฉันจะนำโชคลาภมาให้เธอ” หญิงชราทำตามคำแนะนำของแมวตัวนั้นด้วยการปั้นเซรามิกรูปแมวและนำไปขายที่ประตูหน้าศาลเจ้า แมวตัวนั้นรักษาคำสัญญา ตุ๊กตาแมวเซรามิกเริ่มได้รับความนิยมจนช่วยหญิงชราผู้นั้นให้หลุดพ้นจากความยากจนในที่สุด แต่ไม่ว่าตำนานใดจะเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริง แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้เลยว่า: แมวคือสิ่งนำโชคลาภ […]

มังกรโคโมโดกำลังเผชิญอนาคตที่ไม่อาจคาดเดา

มังกรโคโมโดคือกิ้งก่าที่ดุร้ายที่สุดในโลก พวกมันแข็งแรง วิ่งเร็ว ทั้งยังมีน้ำลายพิษที่ทำให้เลือดไม่แข็งตัว เหยื่อที่ถูกกัดจึงเสียเลือดอย่างรวดเร็ว ทว่าปัจจุบันชาวอินโดนีเซียเริ่มกังวลถึงอนาคตของพวกมัน เพราะประชากรมังกรโคโมโดกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง

รอยเท้าคาร์บอนเบื้องหลังเทศกาลลอยกระทง

ทางที่ดีในการไม่ก่อขยะเลยทั้งขยะที่ย่อยสลายได้ และย่อยสลายไม่ได้คือ การเลือกลอยกระทงแบบออนไลน์ ลอยกระทงปีนี้มาช่วยกันปกปักรักษาสายน้ำด้วยกระทงออนไลน์กันเถอะ