ชีวิตเริ่มต้นที่วัย 9 ขวบ - Page 2 of 2 - National Geographic Thailand

ชีวิตเริ่มต้นที่วัย 9 ขวบ

โตขึ้นอยากเป็นอะไร

ไรลีย์ ริชาร์ดส์ เขตสงวนไพน์ริดจ์, เซาท์ดาโคตา
“โตขึ้นหนูอยากเป็นทหารหน่วยซีลเพื่อปกป้องประเทศชาติ เพราะคนเลวคนอื่นๆ ฆ่าคน [ในเผ่า] ของหนูค่ะ”
โลกามู โลปุลโมเอ เด็กหญิงชาวเทอร์แคนาที่อาศัยอยู่ในชนบทของเคนยา บอกว่า เมื่อโตขึ้น พ่อแม่จะ “ได้รับค่าสินสอดของหนู และแม้ว่าสุดท้ายแล้วผู้ชายจะทุบตีหนู พ่อแม่หนูก็จะมีสินสอดเป็นค่าทำขวัญ”

ในกรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา วิลเลียม เคย์ วางแผนอนาคตอย่างมั่นใจว่าจะเป็น “นายธนาคารหรืออัจฉริยะด้านคอมพิวเตอร์” ซางหยุนชูจากกรุงปักกิ่งอยากเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ “แต่ตำรวจส่วนใหญ่เป็นผู้ชายค่ะ” เธอบอก “ดังนั้นหนูคงเป็นไม่ได้”

อะไรคือสิ่งที่ทำให้รู้สึกเศร้าใจ

อัลเฟีย อันสารี นครมุมไบ, อินเดีย
“เราไม่ได้เรียนหนังสือในโรงเรียน แต่เด็กผู้ชายได้เรียน ดังนั้นพวกเขาจะเดินทางไปที่ไหนก็ได้ แต่เด็กผู้หญิงทำไม่ได้ค่ะ”

สำหรับโทมี วอร์ บอนเนต ชนเผ่าโอกลาลาลาโกตา สิ่งนั้นคือ “การเห็นผู้คนปลิดชีวิตตนเอง” อะไรปลูกฝังความคิดเช่นนี้ในหัวของเด็กเก้าขวบน่ะหรือ เขตสงวนของเธอมีประวัติว่า เด็กอายุแค่ 12 ปีฆ่าตัวตาย

ราเนีย สิงคลา จากมุมไบ รู้สึกเศร้าเมื่อน้องชายทุบตีเธอ ลาเมีย อัล นัจจาร์ ซึ่งอาศัยอยู่ในฉนวนกาซา บอกว่า “หนูรู้สึกเศร้าเมื่อเห็นบ้านของเราถูกทำลาย”

อะไรคือสิ่งที่ทำให้มีความสุขที่สุด

คำตอบอันดับต้นๆ ได้แก่ ครอบครัว พระเจ้า อาหาร ฟุตบอล และเพื่อนๆ ขณะที่คำตอบอื่นๆแสดงถึงความแตกต่างเชิงภูมิศาสตร์ในชีวิตของเด็กแต่ละคน เด็กคนหนึ่งรักการชุมนุมของชาวอเมริกันพื้นเมือง  อีกคนรักไข่อีสเตอร์ สำหรับมาเรีย เอดูอาร์ดา การ์โดโซ ไรมุนดู ในรีอูดีจาเนรู ซึ่งพ่อแม่แยกทางกัน ความสุขคือ “แม่กับพ่ออยู่ข้างตัวหนู กอดหนู และคอยสอนหนูค่ะ”

เมื่อเด็กหญิงและเด็กชายวัยเก้าขวบพูดถึงตัวเองและเพื่อนในวัยเดียวกัน พวกเขามีความเห็นเป็นเอกฉันท์ในหลายประเด็น เป็นต้นว่า เด็กผู้ชายตกที่นั่งลำบากบ่อยกว่าเด็กผู้หญิง และเด็กผู้หญิงหมดเวลามากมายไปกับเรื่องเสื้อผ้าหน้าผม เรื่องเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตจริงของพวกเขา แต่เรื่องที่จริงจังมากกว่าก็เป็นเช่นกัน

ถ้าสามารถเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างในชีวิตหรือในโลกได้ สิ่งนั้นคืออะไร

กลารา ฟรากา จากรีอูดีจาเนรู จะทำให้โจร “เป็นคนดี เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้ไม่ลักขโมย” แอบบี ฮาส จะทำให้ “คนเลว” หมดไปจากเขตสงวนของเธอในเซาท์ดาโคตา คีแรน มานูเอล รอสเซลลี จากออตตาวา บอกว่า เขาจะ “กำจัดผู้ก่อการร้าย” บางคำตอบให้ความรู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่ตัวเล็กๆกำลังพูด ไม่ใช่เด็ก หวังฟางจากจีนบอกว่า ถ้าทำได้ สิ่งที่เธอจะเปลี่ยนแปลงคือ “ความรู้สึกเมื่อเธอเหงา”

ความปรารถนาที่เด็กๆพูดถึงบ่อยที่สุด สรุปอยู่ในคำตอบของเอเวอรี แจ็กสัน เธอบอกว่า ถ้าเปลี่ยนแปลงโลกได้ “จะไม่มีการกดขี่ข่มเหงกัน เพราะเป็นสิ่งไม่ดีค่ะ”

เรื่องแนะนำ

ความลับของดินแดนแห่งความสุข

เรื่อง แดน บิวต์เนอร์ ภาพถ่าย คอรี ริชาร์ดส์ และแมตทิว เพลีย์ คนที่มีความสุขที่สุดในโลกคือใครกันนะ อาจเป็นอาเลคันโดร ซูญีกา พ่อวัยกลางคนผู้มีสุขภาพดีและเข้าสังคมอย่างน้อยวันละหกชั่วโมง เขานอนหลับอย่างน้อยเจ็ดชั่วโมงในคืนส่วนใหญ่ เดินไปทำงาน และกินผักผลไม้เกือบทุกวัน อาเลคันโดรทำงานที่เขารักกับเพื่อนร่วมงานที่เขารู้สึกดีสัปดาห์ละไม่เกิน 40 ชั่วโมง อีกสองสามชั่วโมงในแต่ละสัปดาห์เขาจะทำงานอาสาสมัคร ช่วงสุดสัปดาห์ เขาเข้าโบสถ์และเอาใจตัวเองด้วยการดูฟุตบอลซึ่งเป็นกีฬาโปรด โดยสรุปแล้ว เขาเลือกทำสิ่งที่เอื้อให้ตัวเองมีความสุขทุกวัน ตัวเลือกก็ไม่ยากเพราะเขาอาศัยอยู่ท่ามกลางคนแบบเดียวกันในหุบเขาเซนทรัลแวลลีย์อันเขียวชอุ่มและอบอุ่นของคอสตาริกา ซิดเซ เคลมเมนเซน คือคู่แข่งอีกคนที่เป็นไปได้ เธออยู่กับสามีที่เอาใจใส่และลูกเล็กๆสามคนในชุมชนแบบเคหะรวม (cohousing community) ที่ผูกพันใกล้ชิดกับครอบครัวอื่นๆ เธอเป็นนักสังคมวิทยาซึ่งเป็นงานที่ท้าทายและปลุกเร้าเธอให้ลุกขึ้นมาทำอะไรได้ทุกวัน เธอกับครอบครัวขี่จักรยานไปทำงาน ซื้อของ และไปโรงเรียน ซึ่งช่วยให้เด็กๆแข็งแรง เธอจ่ายภาษีสูงจากเงินเดือนที่ไม่สูงนัก แลกกับบริการทางสาธารณสุขและการศึกษาสำหรับครอบครัว รวมทั้งเป็นหลักประกันรายได้หลังเกษียณ ในเมืองออลบอร์ก ประเทศเดนมาร์ก ที่เธออาศัยอยู่ ผู้คนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะคอยดูแลไม่ให้พวกเขาประสบกับเรื่องร้ายๆที่หนักหนาสาหัสเกินไป แล้วยังมีดักลาส ฝู ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จอีกคน เขาขับรถบีเอ็มดับเบิลยูราคา 750,000 ดอลลาร์สหรัฐ อยู่บ้านราคา 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เขาแต่งงานแล้ว มีลูกกิริยามารยาทเรียบร้อยสี่คนที่เรียนหนังสือเก่งเข้าขั้นยอดเยี่ยม เขาทำงานสี่อย่างเพื่อส่งตัวเองเรียน […]

ตำนาน แมวกวัก และความเชื่อเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของแมวในญี่ปุ่น

ด้วยลักษณะท่าทางที่เชิญชวนจากการยกอุ้งเท้าและหูสีแดงที่ตั้งแหลม แมวกวัก เครื่องลางที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีนี้ได้นำมาซึ่งโชคลาภมาแล้วหลายศตวรรษ สำหรับคนอเมริกันอาจรู้จักกันในนาม แมวกวักจีน ซึ่งนำมาประดับตกแต่งอย่างแพร่หลายตามชุมชนคนจีนหรือคนเอเชียรอบโลก แต่ตุ๊กตาปั้นแสนน่ารักนี้ไม่ได้มาจีนแต่อย่างไร เพราะ แมวกวัก มาจากญี่ปุ่น ชื่อมาเนคิเนโกะในภาษาญี่ปุ่น (แปลตรงตัวว่า ‘แมวกวัก’) ด้วยลักษณะที่ชูมือ (อุ้งเท้า) ขึ้น หูสีแดงตั้งแหลม เหรียญและเครื่องประดับอื่นๆ มาเนคิเนโกะได้นำมาซึ่งโชคลาภและความร่ำรวยมาแล้วหลายทศวรรษ ซึ่งตำนวนความเชื่อนี้เริ่มต้นจากญี่ปุ่น แมวตัวโปรด มีตำนานหนึ่งเริ่มต้นมาจากแมวตัวหนึ่งที่เกิดในวัดโกโทคุจิ ในช่วงยุคเอโดะ (1603–1868) ตามประวัติของวัดกล่าวไว้ว่า ในขณะที่ไดเมียว (ตำแหน่งเจ้าเมืองของญี่ปุ่น) อี นาโอทากะ กำลังเดินทางเพื่อล่าเหยี่ยว เขารอดจากการถูกฟ้าผ่าเมื่อแมวของเจ้าอาวาสของวัดอย่างเจ้าทามะกวักมือเรียกเขาให้เข้าไปในวัดโกโทคุจิ ด้วยความซาบซึ้งที่แมวได้ช่วยชีวิตเขาไว้ เขาจึงสร้างให้แมวเป็นนักบุญของวัดและให้มีการสร้างศาลเจ้าของแมวนับตั้งแต่นั้น ทุกวันนี้ พื้นที่อันเงียบสงบของวัดโกโทคุจิเต็มไปด้วยรูปปั้นแมวกวักนับพันตัวในขนาดที่ต่างกัน ผู้มาเยือนต่างเข้ามาเพื่อชมแมวกวักสีขาวที่เรียงรายอยู่ มักปั้นเป็นรูปแมวญี่ปุ่นหางสั้นอันเป็นสายพันธุ์ที่มักปรากฏในตำนานท้องถิ่น และต่างมาขอพรเพื่อความโชคดี ใกล้กับย่านอาซากุสะในโตเกียว มีตำนานหนึ่งของศาลเจ้าอิมาโดะ ซึ่งถือเป็นที่มาของศาลเจ้าแมวกวักอีกแห่งหนึ่ง ในปี 1852 หญิงชราผู้หนึ่งที่อาศัยในย่านอิมาโดะนั้นมีฐานะยากจน และไม่สามารถเลี้ยงดูแมวที่เธอเลี้ยงไว้ได้จนจำต้องปล่อยแมวตัวนั้นทิ้ง และในคืนนั้น แมวตัวนั้นได้เข้ามาในฝันของหญิงชราและพูดว่า “หากเธอทำตุ๊กตารูปของฉัน ฉันจะนำโชคลาภมาให้เธอ” หญิงชราทำตามคำแนะนำของแมวตัวนั้นด้วยการปั้นเซรามิกรูปแมวและนำไปขายที่ประตูหน้าศาลเจ้า แมวตัวนั้นรักษาคำสัญญา ตุ๊กตาแมวเซรามิกเริ่มได้รับความนิยมจนช่วยหญิงชราผู้นั้นให้หลุดพ้นจากความยากจนในที่สุด แต่ไม่ว่าตำนานใดจะเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริง แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้เลยว่า: แมวคือสิ่งนำโชคลาภ […]

หยัดยืนขึ้นอีกครั้ง หลังพายุพัดถล่ม

ตั้งแต่มหาพายุแซนดีพัดถล่มบ้านเรือนตามแนวชายฝั่งนิวเจอร์ซีย์เมื่อหลายปีก่อน ชาวบ้านที่นั่นไม่เพียงสร้างบ้านขึ้นใหม่ แต่ยังยกระดับให้สูงขึ้นด้วย

โยคะ : ค้นพบความสงบในโลกอันวุ่นวาย

ในอินเดียอันเป็นต้นธาร โยคะเป็นทั้งการฝึกเพื่อเสริมสร้างสุขภาพร่างกาย และการเดินทางสู่ภายในเพื่อรู้จักตนเองและเจริญงอกงามทางจิตวิญญาณ แต่เมื่อศาสตร์ของโยคะเผยแพร่สู่โลกตะวันตก ความหมายทางจิตวิญญาณของโยคะกลับจางหาย บ่อยครั้งที่โยคะถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องของการออกกำลังกาย และการฝึกท่วงท่าต่างๆ ที่เรียกว่า อาสนะ ทั้งที่จริงแล้ว โยคะมีความหมายลึกซึ้งและครอบคลุมกว่านั้นมาก