ทำความรู้จักกับ “สนูส” ตัวช่วยลดบุหรี่ ในสวีเดน

ทำความรู้จักกับ “สนูส” ตัวช่วยลดบุหรี่ ในสวีเดน

สวีเดนค้นพบหนทางใหม่ในการละเลิกบุหรี่ เมื่อปี 2016 รัฐบาลสวีเดนเผยข้อมูลจำนวนผู้สูบบุหรี่เพศชาย วัย 30 – 44 ปี ลดลงเหลือเพียง 5% เท่านั้น ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศ ในภาพรวมจำนวนผู้สูบบุหรี่ในชีวิตประจำวันเพศชายมีสัดส่วนอยู่ที่ 8% ในผู้หญิง 10% เทียบกับสัดส่วนของสหภาพยุโรปซึ่งอยู่ที่ 25% พวกเขาทำได้อย่างไร? นอกเหนือจากนโยบาย และกระแสเพื่อสุขภาพแล้ว หนึ่งปัจจัยหลักมาจากอุปกรณ์เล็กๆ ที่ถูกผลิตขึ้นในทศวรรษ 1970 มันมีชื่อว่า “Snus”

 

สนูส!

Snus หรือ สนูส เป็นชื่อที่ตั้งมาจากศัพท์ snuff ที่แปลว่าการสูดดมทางจมูก มันคือใบยาสูบที่ผ่านการฆ่าเชื้อและบดเป็นผง บรรจุลงในตลับทรงกลม เมื่อผู้ใช้ต้องการใช้ก็เพียงแค่หยิบผงเหล่านั้นมาปั้นเป็นก้อนกลมวางใต้ลิ้น ส่วนอีกแบบหนึ่งเป็นใบยาสูบที่บรรจุลงในถุงกระดาษเล็กๆ คล้ายถุงชา เมื่อต้องการใช้ก็นำถุงมาแปะไว้บริเวณเหงือก สารนิโคตินจะค่อยๆ ละลายออกมา ปัจจุบันหาซื้อได้ทั่วไปในสวีเดนที่ตู้กดสินค้าอัตโนมัติ หรือตามเคาเตอร์ร้านค้า โดยผู้ซื้อต้องมีอายุมากกว่า 20 ปี

สนูส
ผู้ใช้ชื่อ u/Ref101010 ใน Reddit แบ่งปันภาพของตู้จำหน่ายสนูสในสวีเดน

 

มันดีไม่ดีอย่างไร?

ในสวีเดน 1 ใน 5 ของผู้ชาย และ 1 ใน 25 ของผู้หญิงใช้สนูส รายงานจากสภายาสูบแห่งสหภาพยุโรปพบว่า 71% ของผู้สูบบุหรี่ในชีวิตประจำวัน เมื่อใช้แล้วสามารถเลิกบุหรี่ได้ง่ายขึ้น ในขณะที่ 62% ของผู้ที่เลิกบุหรี่ได้ระบุว่า พวกเขาใช้สิ่งนี้เป็นตัวช่วย ซึ่งได้ผลดีกว่าแผ่นนิโคติน หรือหมากฝรั่งนิโคติน นอกจากนั้นมันยังดีกว่าการสูบบุหรี่ตรงที่ความสะดวกในการใช้งาน ตลอดจนไม่มีกลิ่นรบกวน (ข้อดีนี้ทำให้สามารถใช้ได้ทุกที่ แม้แต่ในห้องเรียนหรือห้องประชุม ซึ่งทำให้ผู้ใช้ได้รับปริมาณนิโคตินมากกว่าสูบบุหรี่ปกติ)

สหราชอาณาจักรคือประเทศแรกที่ออกประกาศแบนสนูสในปี 1988 จากความกังวลว่ายาสูบชนิดนี้อาจมีความเชื่อมโยงกับโรคมะเร็งปาก ต่อมาหน่วยงานด้านสุขภาพพบว่าเหตุผลดังกล่าวบางเบามาก เนื่องจากสวีเดนมีอัตราผู้ป่วยโรคมะเร็งปากน้อยที่สุดในอียู อีกทั้งความเสี่ยงจากสนูสที่จะเกิดโรคมะเร็งปากยังน้อยกว่าการเคี้ยวหมากในหลายประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสียอีก

สนูส
ภาพแสดงวิธีการใช้สนูสจาก The Local Sweden

ด้านองค์การอนามัยโลกเผย สัดส่วนผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอดในสวีเดนน้อยกว่าครึ่งของค่าเฉลี่ยทั่วยุโรป อย่างไรก็ดีจำนวนผู้ใช้สนูสที่กำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สร้างความกังวลว่ายาสูบแบบใหม่นี้อาจนำไปสู่ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งอื่นๆ แทน เช่น มะเร็งตับอ่อน จากนิโคตินปริมาณมาก (ที่ตลับของผลิตภัณฑ์เองก็มีคำเตือนเขียนไว้ว่า ยาสูบนี้อาจทำลายสุขภาพและก่อให้เกิดการเสพติด)

นอกจากนั้นแพทย์บางรายยังเตือนว่า ในผลิตภัณฑ์แบบที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ แบคทีเรียในใบชาที่ชื้นอาจนำไปสู่โรคมะเร็งอื่นๆ ได้ หลังก่อนหน้านี้นักศึกษาในสวีเดนสองรายที่ใช้สนูสตรวจพบมะเร็งในช่องปาก และมะเร็งคอ ประกอบกับแพทย์ด้านหัวใจเองก็เตือนว่าการใช้ยาสูบลักษณะนี้อาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคหัวใจ เนื่องจากไปกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น อย่างไรก็ดีความเสี่ยงนี้ยังคงอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย (งานวิจัยเองมีทั้งจากฝั่งหน่วยงานสาธารณสุข และจากอุตสาหกรรมยาสูบ)

 

ก้นบุหรี่อันตราย

ปัจจุบันสนูสกลายมาเป็นสินค้าต้องห้ามในสหภาพยุโรป และออสเตรเลีย (หาซื้อได้แบบผิดกฎหมาย) เนื่องจากถูกพิจารณาว่าเป็นช่องทางให้ผู้คนสูบบุหรี่กันมากขึ้น เหตุการณ์นี้ชวนให้คิดย้อนไปถึง “บุหรี่รสอ่อน” ที่เคยถูกนำเสนอว่าเป็นสินค้าดี ช่วยให้เลิกบุหรี่ได้ ในช่วงทศวรรษ 1960 – 1970 ก่อนที่เราทุกคนจะรู้ว่ามันไม่จริงในเวลาต่อมา เนื่องจากเป็นอันตรายต่อสุขภาพไม่ต่างจากบุหรี่ทั่วไป สนูสเองก็เช่นกัน ประเด็นนี้คงต้องใช้เวลาพิจารณาและศึกษากันไปยาวๆ ด้านแพทย์เองไม่สนับสนุนให้ใช้ผลิตภัณฑ์ใดๆ ทดแทนการเลิกบุหรี่อยู่แล้ว เพราะการเลิกที่ดีที่สุดคือการเลิกใช้ใบยาสูบ ไม่ใช่เปลี่ยนไปใช้ด้วยวิธีอื่นแทน

สนูส
สนูส – ยาสูบแบบไร้ควันที่ใช้วิธีการแปะเข้าไปในปากแทน
ภาพถ่ายโดย mcgill.ca

แม้กระนั้นท่ามกลางความคลุมเครือ ในแง่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเจ้าสิ่งนี้คือตัวช่วยใหม่ เมื่อรายงานล่าสุดจาก NBC News ระบุว่าขยะที่ปนเปื้อนในมหาสมุทรมากที่สุดนั้นไม่ใช่หลอดพลาสติกอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่คือก้นบุหรี่ต่างหาก โดยประมาณกันว่ามีจำนวนมากถึง 5.6 ล้านล้านตันที่ถูกทิ้งลงในมหาสมุทรต่อปี และที่น่ากลัวก็คือเศษเหลือทิ้งจากยาสูบเหล่านี้มีส่วนประกอบจากสารท็อกซิน นิโคติน สารหนู ยาฆ่าแมลง นิโคตินเหล็ก สารก่อมะเร็งอีกกว่า 60 ชนิด รวมไปถึงเอทิลฟีนอลที่สามารถทำให้แหล่งน้ำเกิดการปนเปื้อนได้

รู้แบบนี้แล้วบางทีบุหรี่ทางเลือกอื่นๆ ก็น่าสนใจ หากคุณอยากช่วยโลกสักนิดขึ้นมา…แม้จะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าการใช้สนูสจะก่อมะเร็งไหม แต่ที่แน่ๆ ฟันเหลืองเป็นสิ่งที่คุณจะเจอแน่นอน

 

อ่านเพิ่มเติม

อยากนอนหลับใช่ไหม ลองอ่านเรื่องนี้สิ

 

แหล่งข้อมูล

Cigarette Butts—Not Plastic Straws—Are The Worst Contaminant of Oceans, According to New Study

What is snus, what are the effects and where can you buy it?

Swedish men on target to be first to completely stub out smoking

How Snus Works

In Sweden, smokers have another option – Snus

Snus หรือยาสูบที่ไม่ต้องสูบ (Smokeless tobacco) ในประเทศสวีเดน

Snus – สนูส บุหรี่ไร้ควัน

 

เรื่องแนะนำ

ประวัติศาสตร์บาสเก็ตบอล จากตะกร้าใส่ลูกพีช สู่กีฬายอดนิยมอันดับต้นของโลก

บาสเก็ตบอล หนึ่งในกีฬาที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกมีจุดเริ่มต้นอยู่ในโรงยิมท่ามกลางพายุฤดูหนาว ที่มีเพียงลูกบอลและตะกร้าใส่ลูกพีชเป็นอุปกรณ์ นอกจากนี้การแข่งขันครั้งแรกยังจบลงด้วยการตะลุมบอนระหว่างนักเรียนด้วยกันเอง ห่วงที่นักกีฬาดังค์บอลใส่เพื่อทำแต้มในกีฬาบาสเก็ตบอล แท้จริงแล้วพัฒนามากจากตะกร้าใส่ลูกพีช ในปี 1891 เจมส์ ไนย์สมิธ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาอายุ 31 ปี ผู้สอนวิชาพลศึกษาที่ YMCA Training School ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ วิทยาลัยสปริงฟิลด์ เมืองสปริงฟิลด์ รัฐแมสซาชูเซตส์ คิดค้นกีฬาชนิดใหม่ขึ้น เพื่อให้เหล่านักเรียนได้มีส่วนร่วมในวันที่อากาศหนาวเย็นอย่างรุนแรง และถูกบังคับให้อยู่แต่ภายในอาคารเป็นเวลาหลายวัน จากสาเหตุพายุนิวอิงค์แลนด์ที่โหมกระหน่ำ ตามปกติแล้วกิจกรรมกีฬาฤดูหนาว คือ การเดินขบวน การเพาะกาย และการออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ ทว่ามันก็ไม่ได้สร้างความน่าตื้นเต้นเทียบเท่ากับฟุตบอลหรือลาครอสที่เล่นในช่วงฤดูร้อนแต่อย่างใด ไนย์สมิธต้องการสร้างกีฬาที่เข้าใจง่าย แต่มีความสลับซับซ้อนมากพอที่จะน่าสนใจ สามารถแข่งขับได้ภายในสถานที่ร่ม และรองรับผู้เล่นจำนวนหลายคน อีกทั้งยังเอื้ออำนวยต่อการออกกำลังกายอย่างเพียงพอของเหล่านักเรียน นอกจากนี้ต้องไม่มีการกระทบกระทั่งทางร่างกายแบบฟุตบอลหรือรักบี้ เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้หากเล่นในพื้นที่ปิด ไนย์สมิธหวังว่าเขาจะได้กล่องสี่เหลี่ยม 2 ใบ จากภารโรง เพื่อใช้เป็นประตูสำหรับทำแต้ม เมื่อภารโรงกลับมาจากการค้นของ สิ่งที่เขาได้กลับกลายเป็นตะกร้าใส่ลูกพีช ไนย์สมิธตอกตะกร้าลูกพีชไว้ที่ราวด้านล่างของระเบียงโรงยิม ฝั่งละ 1 อัน ในความสูง 10 ฟุต นักเรียนจะเล่นเป็นทีมเพื่อพยายามเอาลูกบอลใส่เข้าไปในตะกร้าของอีกฝ่ายหนึ่ง […]

การเดินทางแสนทรมานของคุณแม่ผู้ลี้ภัย

เรื่อง เมโลดี ราวเวลล์ ภาพถ่าย เมอร์โต ปาปาโดปูลอส เมื่อคุณได้ยินเรื่อง “วิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัย” คุณอาจนึกถึงภาพถ่ายเรือลำน้อยล่องลอยอยู่บนน่านน้ำมืดมิดและแออัดไปด้วยผู้คนที่สวมเสื้อชูชีพสีส้มสะท้อนแสง คุณอาจคิดถึงภาพมือที่ยื่นออกมาหาบุคคลอันเป็นที่รัก ภาพชายแดนที่มีผู้ชายถือปืนกลเฝ้ารักษาการณ์ หรือภาพเต็นท์ชั่วคราวในค่ายผู้ลี้ภัยที่ครอบครัวคนไร้บ้านอยู่กันอย่างเบียดเสียดยัดเยียด ภาพที่เรานึกถึงเหล่านี้มีพลัง วุ่นวายสับสน และเปี่ยมชีวิตชีวา ภาพถ่ายของช่างภาพข่าวชาวกรีก เมอร์โต ปาปาโดปูลอส กลับต่างออกไป ภาพถ่ายเหล่านี้ดูเงียบงัน นิ่งสงบ และลึกซึ้ง ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนเป็นแม่ บางคนกำลังตั้งครรภ์ บางคนกำลังอุ้มลูก ปาปาโดปูลอสบันทึกภาพวิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัยมาตั้งแต่ปี 2010 ตอนที่ใช้เวลาอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศกรีซ เธอสังเกตเห็นว่า พวกผู้หญิงมักจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังพร้อมกับลูกๆ ขณะที่สามีของพวกเธอออกไปค้นหาชีวิตใหม่ในยุโรป “ฉันรู้สึกว่าพวกผู้หญิงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และเป็นคนที่ทนทุกข์ทรมานอย่างแท้จริงค่ะ” ปาปาโดปูลอสบอก “และในทางกลับกัน ฉันรู้สึกว่าพวกเธอทำให้ผู้คนเหล่านี้ยังคงมุ่งหน้าต่อไป พวกเธอและลูกๆคือเหตุผลที่ทำให้การเดินทางยังดำเนินต่อไปค่ะ” และสำหรับผู้หญิงเหล่านี้ การเดินทางเป็นเรื่องยากลำบากอย่างเหลือเชื่อ บางคนคลอดบุตรระหว่างการเดินทาง ปาปาโดปูลอสเล่าว่า เธอเห็นพวกผู้หญิงกำลังเดินเท้าขณะอุ้มลูกที่เพิ่งเกิดได้แค่สิบวัน แม่บางคนแท้งลูกเองเนื่องจากสภาพธรรมชาติที่ทารุณ บางคนต้องทำแท้ง และอีกหลายคนต้องทนทุกข์จากความตายของลูกน้อย มีองค์กรพัฒนาเอกชนในค่ายผู้ลี้ภัยบางแห่งที่ช่วยพยาบาลทั้งก่อนและหลังคลอด และจัดการคุมกำเนิดแบบต่างๆเมื่อทำได้ แต่โดยรวมแล้ว การตั้งครรภ์หรือการเป็นแม่ที่มีลูกเยาว์วัยทำให้ความยากลำบากที่ผู้ลี้ภัยทุกคนต้องเผชิญเพิ่มมากขึ้น เธอขอให้ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนแบ่งปันประสบการณ์ของตนเอง เรื่องราวของพวกเธอ  มาพร้อมกับภาพถ่ายบุคคลด้านล่าง ปาปาโดปูลอสบอกว่า ยิ่งสถานการณ์ยากลำบากเท่าไร แม่หลายคนก็มองลูกๆของตนเป็นดังแรงจูงใจสำคัญมากเท่านั้น […]

นพ. อุกฤษฎ์ อุเทนสุต นักสะสมแสตมป์พระรูป ร.9 ของเมืองไทย

พูดคุยกับนักสะสมแสตมป์พระรูป ร.9 ผู้ที่รวบรวมและศึกษาข้อมูลเรื่องราวเบื้องหลังแสตมป์ และนำไปเผยแพร่สู่สายตาชาวโลก ผม (ผู้เขียนบทความ) อายุ 24 ปี ครั้งสุดท้ายที่ผม “จับแสตมป์” คือเมื่อตอนอายุ 9-10 ขวบ เนื่องจากได้รับมอบหมายให้เขียนจดหมายส่งไปหาเพื่อนร่วมชั้น เป็นกิจกรรมที่ต้องทำในวิชาภาษาไทย หลังจากนั้นไม่นานนัก โลกก็เข้าสู่ยุคสมัยที่บ้านแต่ละหลังเริ่มมีอินเทอร์เน็ตเป็นของตัวเอง ทำให้การสนทนาผ่านโปรแกรม MSN หรืออีเมล์ กลายเป็นที่นิยม เนื่องจากเป็นการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็วไม่แพ้โทรศัพท์บ้านซึ่งเป็นที่นิยมอยู่แล้วก่อนหน้านี้ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การไปที่สำนักงานไปรษณีย์ ร้านของชำ หรือแม้กระทั่งร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อแสตมป์ติดซองจดหมายที่เขียนด้วยลายมือ เพื่อนำส่งไปให้ถึงผู้รับในอีก 2-3 วันข้างหน้า ก็กลายเป็นสิ่งที่ผมไม่คุ้นเคยอีกต่อไป แต่ถึงแม้โลกการสื่อสารจะเปลี่ยนไป จนผู้คนเริ่มห่างเหินจากแสตมป์มากขึ้น แต่ดูเหมือนว่า บรรดานักสะสมแสตมป์มากมายยังคงพึงพอใจในการเก็บรวบรวมสะสมในสิ่งที่พวกเขารัก ***************** โดยปกติ นายแพทย์อุกฤษฎ์ อุเทนสุต หรือ หมอโป้ง ตำแหน่งนายแพทย์เชี่ยวชาญ หัวหน้าฝ่ายวิชาการและแผนงาน ที่โรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร แต่สำหรับในวงการนักสะสมแสตมป์ไทยแล้ว เขาคือนักสะสมแสตมป์พระรูป พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือ “แสตมป์พระรูป ร. 9” […]

สุดยอดภาพถ่ายยามค่ำคืนอันสว่างไสว

แต่ละสถานที่ดูแตกต่างกันในเวลากลางคืน ทันทีที่อาทิตย์อัสดง สิ่งมหัศจรรย์ที่ซ่อนตัวไว้ในเวลากลางวันก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นแสงสีของเมืองที่จอแจหรือดวงดาราเหนือภูมิทัศน์อันห่างไกล ก็มักจะมีภาพใหม่ๆให้สำรวจเสมอ ช่างภาพมุ่งหน้าออกไปในยามค่ำคืนเพื่อมองดูสถานที่เดิมจากมุมมองที่ต่างออกไป   อ่านเพิ่มเติม : เหินฟ้าาา! ชมสุดยอดภาพถ่ายการกระโดดของเหล่าสรรพสัตว์, โลกของคาวบอยเป็นอย่างไร? ชมภาพเก่าอายุเกือบ 100 ปี