เคอร์ดิสถาน (Kurdistan) ดินแดนของ ชาวเคิร์ด ดินแดนไร้ตำแหน่งบนแผนที่โลก

เคอร์ดิสถาน (Kurdistan) ดินแดนของ ชาวเคิร์ด ดินแดนไร้ตำแหน่งบนแผนที่โลก

เคอร์ดิสถาน (Kurdistan) ซึ่งมีความหมายว่า ดินแดนของ ชาวเคิร์ด (Kurd) เป็นดินแดนที่ไม่มีพรมแดนชัดเจนบนแผนที่ อยู่ตรงจุดเชื่อมต่อระหว่างประเทศตุรกี อิหร่าน อิรัก และซีเรีย

ชาวเคิร์ด เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้มานานหลายพันปีแล้ว แต่พวกเขายังไม่มีประเทศเป็นของตนเอง อันเป็นผลพวงจากยุคจักรวรรดินิยมที่ชาติมหาอำนาจกำหนดพรมแดนประเทศโดยไม่คำนึงถึงชาติพันธุ์และวัฒนธรรมท้องถิ่น ก่อให้เกิดปัญหายืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน

สารคดีภาพถ่ายชุดนี้เปรียบเสมือนบันทึกภาคสนามของ อธิคม แสงไชย ช่างภาพสารคดีชาวไทยผู้ออกเดินทางไปเคอร์ดิสถานตั้งแต่ ค.ศ. 2018 เป็นต้นมา เขาได้เดินทางหลายพันกิโลเมตรไปยังเมืองและหมู่บ้านต่าง ๆ อันเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวเคิร์ดในประเทศอิหร่าน ตุรกี และอิรัก (ในเวลานั้นยังไม่สามารถเดินทางไปซีเรียได้เนื่องจากภาวะสงคราม)

เมื่อมีโอกาส เขายังคงเดินทางกลับไปเคอร์ดิสถานอยู่เรื่อยๆ เพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของ ชาวเคิร์ด และนำมาบอกเล่าผ่านภาพถ่าย

แต่ละภาพในบทความเรื่องนี้สะท้อนเสี้ยวหนึ่งของชีวิตและประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนของชาวเคิร์ด ผ่านคำสำคัญ (keyword) ที่จะช่วยให้ผู้อ่านรู้จักและเข้าใจเคอร์ดิสถานในภาพรวมมากขึ้น

ภาพ/ คำบรรยายภาพ อธิคม แสงไชย

ดูผลงานของช่างภาพได้ที่ https://www.instagram.com/s.athikhom/

ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ – ประวัติศาสตร์ของชาวเคิร์ดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเต็มไปด้วยการต่อสู้เรียกร้องสิทธิและเอกราชของตนเอง ปัญหาการถูกกดขี่และปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมมาเป็นเวลานาน ทำให้พวกเขารู้สึกคับแค้นใจและก่อการลุกฮือหลายครั้ง โดยเฉพาะในตุรกี อิรัก และอิหร่าน แต่ก็ถูกปราบปรามอย่างหนัก กลายเป็นปัญหาเรื้อรังมาจนถึงปัจจุบัน

ในภาพคือซากปรักหักพังของบ้านเรือนที่เมืองชือร์นัค (Sirnak) ประเทศตุรกี ซึ่งถูกทำลายในช่วง ค.ศ. 2015 – 2016 ขณะเกิดการปะทะกันครั้งใหญ่ระหว่างกองกำลังของรัฐบาลตุรกีกับกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดที่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคแรงงานเคอร์ดิสถาน (Kurdistan Workers’ Party – PKK) ซึ่งมีเป้าหมายต้องการแยกดินแดนทางตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกีเป็นอิสระ พื้นที่ดังกล่าวเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวเคิร์ดมาตั้งแต่สมัยโบราณ

ระหว่างการปราบปรามกลุ่มกบฏที่เข้ามาซ่อนตัวในบ้านเรือนของประชาชนในเมืองชือร์นัค รัฐบาลตุรกีประกาศห้ามชาวเมืองออกนอกบ้านเป็นเวลานานถึง 9 เดือน บ้านเรือนถูกทำลายกว่า 2 พันหลังคาเรือน ซากปรักหักพังและรอยกระสุนปืนยังคงพบเห็นได้จนถึงปัจจุบัน

ชาวเคิร์ด

เอกภาพผ่านอัตลักษณ์ชาวเคิร์ด – เนื่องจากเคอร์ดิสถานมีภูมิประเทศเต็มไปด้วยภูเขา ในอดีตชาวเคิร์ดจึงแยกกันอยู่เป็นเผ่า (tribe) ตั้งราชวงศ์ปกครองตนเองเป็นรัฐขนาดเล็ก ทำสงครามแย่งชิงอำนาจกัน ประกอบกับชาวเคิร์ดมีวัฒนธรรม ภาษา และนับถือศาสนาต่างกัน ปัจจัยเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการสร้างเอกภาพของชาวเคิร์ดมาตลอด

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 เมื่อเกิดการรวมประเทศเป็นรัฐสมัยใหม่และเกิดกระแสชาตินิยม (nationalism) ชาวเคิร์ดจึงไม่สามารถรวมตัวกันได้ และกลายเป็นชนกลุ่มน้อยที่กระจายตัวอยู่ในประเทศต่าง ๆ ปัจจุบันประมาณการณ์ว่ามีชาวเคิร์ดรวมกันทั่วโลกประมาณ 30-40 ล้านคน

สิ่งเดียวที่หลอมรวมพวกเขาเข้ากันได้คือความเป็นชาติพันธุ์เคิร์ดที่พวกเขาภาคภูมิใจ ดังจะเห็นได้จากภาพชาวเคิร์ดที่กำลังเต้นรำอย่างสนุกสนานที่เมืองดียาร์บาคือร์ (Diyarbakir) ประเทศตุรกี ขณะเฉลิมฉลองเทศกาลเนารูซ (Newroz แปลว่า “วันใหม่”) ตรงกับวันแรกของฤดูใบไม้ผลิทางซีกโลกเหนือ ถือเป็นเทศกาลปีใหม่ในวัฒนธรรมเคิร์ดและเป็นวัฒนธรรมร่วมของหลายกลุ่มชาติพันธุ์
เนื่องจากรัฐบาลตุรกีเคยออกกฎหมายห้ามจัดเทศกาลประเพณีของชาวเคิร์ดจนถึง ค.ศ. 2003 เทศกาลเนารูซจึงเป็นโอกาสสำคัญที่ชาวเคิร์ดในประเทศตุรกีจะได้รวมพลังแสดงอัตลักษณ์ของพวกเขา และกลายเป็นพื้นที่แสดงออกความคิดทางการเมือง

ชาวเคิร์ด

วัฒนธรรมเก่าแก่ – จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พบว่า ชาวเคิร์ดตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนเคอร์ดิสถานมาตั้งแต่ 2 พันปีก่อนคริสตกาล พวกเขาได้โอบรับอิทธิพลจากศาสนาและอารยธรรมอื่นที่เจริญรุ่งเรืองในแถบนั้น แต่ก็ยังคงอัตลักษณ์ดั้งเดิมของตนเองไว้

จนกระทั่งถึงยุคสมัยใหม่ที่ชาติผู้ปกครองดำเนินนโยบายชาตินิยมอย่างแข็งกร้าว และพยายามกลืนวัฒนธรรมของชาวเคิร์ดและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ เข้ากับวัฒนธรรมของตนเอง เช่น วัฒนธรรมเปอร์เซีย (Persianization) วัฒนธรรมตุรกี (Turkification) และวัฒนธรรมอาหรับ (Arabization) มีการออกกฎหมายห้ามชาวเคิร์ดแสดงออกอัตลักษณ์ของตนเอง ผู้ฝ่าฝืนมีโทษถึงจำคุก

แต่เนื่องจากชาวเคิร์ดเคร่งครัดในการสืบสานประเพณีของตนเอง เป็นสังคมวัฒนธรรมที่มีความเข้มแข็ง หลายประเพณีของชาวเคิร์ดก็ยังคงอยู่รอดมาได้จนถึงปัจจุบัน เช่น เทศกาลเพียร์ ชัลยาร์ (Pir Shalyar Festival) เทศกาลประจำปีกลางฤดูหนาวที่หมู่บ้านฮอรามาน-ทัคท์ (Hawraman-Takht) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอิหร่าน

ในภาพผู้เฒ่าชาวเคิร์ดกำลังปรุงซุปสูตรโบราณ “ฮลอชีเน เทเช” (hloshine teshe) ซึ่งทำเพียงปีละหนึ่งครั้งเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลนี้ กินแล้วจะโชคดี สูตรการทำซุปได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันมาภายในครอบครัวของผู้เฒ่าซึ่งรับผิดชอบทำซุปประกอบพิธีมานานหลายศตวรรษ

ภูมิใจในความเป็นเคิร์ด – สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาสำหรับผู้มาเยือนดินแดนเคอร์ดิสถานคือการที่ชาวเคิร์ดทั้งหญิงและชายส่วนใหญ่ยังคงแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองในชีวิตประจำวัน สะท้อนความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของตนเอง

ดังเช่นเด็กชายในภาพซึ่งถ่ายที่หมู่บ้านฮอรามาน-ทัคท์ (Hawraman-Takht) ประเทศอิหร่าน เขาสวมชุด “คาวาพันทอล” (kavapantol) ตัดเย็บอย่างประณีตด้วยผ้าที่เข้าชุดกัน กับ “ฟารันจี” (faranji) เสื้อแจ็คเก็ตขนสัตว์ที่มีบ่าแหลมเป็นเอกลักษณ์ของหุบเขาฮอรามาน (Hawraman Valley)

ความหลากหลายทางศาสนา – แม้ว่าชาวเคิร์ดส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนี (Sunni) แต่ก็มีชาวเคิร์ดจำนวนไม่น้อยที่เป็นมุสลิมนิกายชีอะห์ (Shia) หรือนิกายอาเลวี (Alevism และยังมีชาวเคิร์ดที่นับถือศาสนาคริสต์ เช่น นิกายอัสซีเรียน (Assyrian) นิกายซีเรียออร์โธดอกซ์ (Syrian Orthodox) หรือนับถือศาสนาเล็ก ๆ เช่น ยาซิดี (Yazidism) ยาร์ซานี (Yarsanism)

ความแตกต่างทางศาสนานี้ส่วนหนึ่งทำให้ชาวเคิร์ดไม่สามารถรวมตัวกันได้อย่างเป็นเอกภาพ และในขณะเดียวกันก็ทำให้พวกเขาถูกแบ่งแยกจากชนกลุ่มใหญ่ในประเทศที่พวกเขาอาศัยอยู่ ไปจนถึงถูกกวาดล้างและบังคับให้เปลี่ยนศาสนา

ในภาพ ชายชาวเคิร์ดกำลังละหมาดในโรงนอนของโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามแห่งหมู่บ้านบยารา (Byara) ในเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถานแห่งอิรัก ซึ่งเป็นสถานที่ทำกิจกรรมของชาวมุสลิมลัทธิศูฟี (Sufism) โรงนอนนี้เปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือนทุกคน จากทุกอาชีพ ทุกศาสนา และทุกเชื้อชาติ สามารถเข้ามานอนพักและกินอาหารได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ชาวเคิร์ด

ต่อต้านและต่อสู้ – ที่ผ่านมา ชาวเคิร์ดพยายามจัดตั้งดินแดนของตัวเองหลายครั้ง เช่น สาธารณรัฐมาฮาบัด (Republic of Mahabad) เมื่อ ค.ศ. 1946 แต่ก็ไม่สำเร็จและถูกปราบปรามอย่างหนัก ยกเว้นในอิรักที่พวกเขาสามารถจัดตั้งเขตปกครองตนเองชื่อ Kurdistan Regional Government (KRG) ซึ่งแม้จะไม่มีสถานะเป็นรัฐเอกราช แต่ก็ถือว่าใกล้เคียงกับความเป็นประเทศมากที่สุด

การที่ชาวเคิร์ดไม่สามารถจัดตั้งประเทศของตัวเองได้สำเร็จ ทำให้พวกเขาต้องกลายเป็นชนกลุ่มน้อยกระจายตัวอยู่ในประเทศต่าง ๆ แต่การที่พวกเขายังคงยึดถือวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของตนเองอย่างเหนี่ยวแน่น รัฐบาลกลางมองว่าขัดกับนโยบายสร้างเอกภาพทางวัฒนธรรมและอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ จึงใช้มาตรการควบคุมและปราบปรามอย่างเคร่งครัด ประกอบกับนโยบายเลือกปฏิบัติกับชนกลุ่มน้อยยังก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน ทั้งหมดนี้ทำให้ชาวเคิร์ดรู้สึกถูกกดขี่และคับแค้นใจ นำไปสู่การจัดตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวและกองกำลังติดอาวุธที่มีเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกประเทศ เรียกร้องดินแดนและอำนาจปกครองตนเอง

อย่างไรก็ดี ทุกวันนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากรัฐบาลกลางถูกนานาชาติกดดัน จนต้องผ่อนคลายมาตรการที่กดทับอัตลักษณ์ชาวเคิร์ดและอนุญาตให้ชาวเคิร์ดมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น มีชาวเคิร์ดจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับจุดยืนของกลุ่มเคลื่อนไหวชาวเคิร์ดหัวรุนแรง และมองว่า ปัญหาปากท้องและสภาพความเป็นอยู่มีความจำเป็นเร่งด่วนมากกว่า

ในภาพ ชายหนุ่มชาวเคิร์ดกำลังซ้อมยิงปืนลมบริเวณทางเดินริมทะเลสาบซเรบาร์ เมืองมาริวาน (Marivan) ประเทศอิหร่าน

ห่างไกลและถูกละเลย – พื้นที่ที่ชาวเคิร์ดอาศัยอยู่ส่วนใหญ่อยู่บนเทือกเขาสูง เดินทางลำบาก และห่างไกลจากศูนย์กลางการปกครองและเศรษฐกิจ ประกอบกับรัฐบาลกลางมีนโยบายเลือกปฏิบัติกับชนกลุ่มน้อย ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ เขตที่ชาวเคิร์ดอยู่ส่วนใหญ่แห้งแล้งทุรกันดารและไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร ทำให้ชาวเคิร์ดมีฐานะยากจน ไม่มีงานทำ และเข้าถึงโอกาสได้ยาก

นอกจากนั้น เขตภูเขาสูงยังเป็นแหล่งซ่อนตัวของกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน ทำให้ชาวเคิร์ดถูกหน่วยงานความมั่นคงของรัฐจับตามองเป็นพิเศษ มีการตั้งจุดตรวจก่อนเข้าออกเมืองและหมู่บ้าน ก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน
ในภาพคือเส้นทางไปหุบเขาฮอรามาน (Hawraman Valley) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่บริเวณพรมแดนประเทศอิหร่านและประเทศอิรัก

ชาวเคิร์ด

ร้านน้ำชา – ร้านน้ำชาเป็นสถานที่สำคัญสำหรับชาวเคิร์ด รองลงมาจากมัสยิด ทุกละแวกบ้าน ไม่ว่าจะในเมืองใหญ่หรือชนบท จะต้องมีร้านน้ำชาอย่างน้อยหนึ่งร้าน เป็นจุดนัดพบที่ชาวบ้านจะมาดื่มน้ำชาและสังสรรค์กับเพื่อน สำหรับคนต่างถิ่น ร้านน้ำชาเป็นศูนย์รวมข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทาง ที่พัก และกิจกรรมในย่านนั้น ๆ

ในภาพเป็นบรรยากาศร้านน้ำชาที่เมืองซิลวาน (Silvan) ประเทศตุรกี แม้ว่าจะไม่มีกฎห้ามผู้หญิงเข้า แต่ร้านน้ำชาลักษณะนี้เป็นสถานที่สำหรับผู้ชายเท่านั้น

ชาวเคิร์ด

ภาษาเคิร์ด – ชาวเคิร์ดมีภาษาเป็นของตนเองซึ่งอยู่ในตระกูลภาษาอินโดยูโรเปียน ภาษาเคิร์ดแยกออกเป็นภาษาถิ่นอีกมากมายโดยมีลักษณะแตกต่างกันมาก จนบางทีก็ไม่สามารถใช้สื่อสารระหว่างชาวเคิร์ดด้วยกันได้

ในช่วงทศวรรษ 1980 ตุรกีเคยออกกฎหมายห้ามใช้ภาษาเคิร์ด ทุกวันนี้แม้ว่าจะยกเลิกกฎหมายดังกล่าวไปแล้ว (ยกเว้นในซีเรียที่ยังห้ามเผยแพร่สิ่งพิมพ์ภาษาเคิร์ด) แต่รัฐบาลกลางยังคงมองว่า การแสดงอัตลักษณ์ชาวเคิร์ดเป็นภัยต่อเอกภาพของชาติ ครูชาวเคิร์ดในอิหร่านหลายคนที่ทำงานอาสาสมัครสอนภาษาเคิร์ดถึงขั้นถูกดำเนินคดีและจำคุก พวกเขาถูกกล่าวหาว่ากระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติและสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน

ปัจจุบันยังคงไม่มีการสอนภาษาเคิร์ดในโรงเรียนรัฐบาลของประเทศตุรกีและอิหร่าน และรัฐบาลยังคงไม่อนุญาตให้ใช้ภาษาเคิร์ดเป็นภาษาหลักในการสอนหนังสือ ปัจจัยนี้ประกอบกับกระแสความนิยมวัฒนธรรมสมัยใหม่ ส่งผลให้ภาษาถิ่นเคิร์ดจำนวนมากตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะสูญหายไป

ในภาพ เด็กนักเรียนชาวเคิร์ดที่หมู่บ้านโดลอว์ (Dolaw) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอิหร่าน ทุกวันคณะครูซึ่งเป็นชาวเคิร์ดจะต้องเดินทางหนึ่งชั่วโมงครึ่งจากในเมืองมาสอนที่โรงเรียนแห่งนี้ซึ่งเป็นโรงเรียนเพียงแห่งเดียวในหุบเขา

การสังหารหมู่ชาวเคิร์ด – ปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานระหว่างรัฐบาลกลางกับกลุ่มชาติพันธุ์เคิร์ดนำมาสู่โศกนาฏกรรมหลายครั้ง

เหตุการณ์ครั้งสำคัญเกิดขึ้นที่อิรักในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ระหว่างสงครามอิรัก-อิหร่าน รัฐบาลสมัยนั้นภายใต้ซัดดัม ฮุสเซน ดำเนินปฏิบัติการที่รู้จักกันในชื่อ “การสังหารหมู่อันฟาล” (Anfal Genocide) เพื่อกวาดล้างกลุ่มกบฏชาวเคิร์ดทางตอนเหนือของอิรัก โดยอ้างว่าพวกเขาอยู่เบื้องหลังและสนับสนุนอิหร่าน ในขณะเดียวกัน รัฐบาลอิรักก็มีแผนที่จะย้ายคนอาหรับไปอยู่บริเวณนั้น โดยเฉพาะในเขตที่อุดมไปด้วยบ่อน้ำมัน

กองกำลังอิรักจึงเข้าโจมตีเขตพื้นที่ของชาวเคิร์ดทั้งทางบกและทางอากาศ ใช้อาวุธเคมี ทำลายบ้านเรือนและขับไล่ชาวเคิร์ดออกจากพื้นที่ ปฏิบัติการนี้ส่งผลให้มีชาวเคิร์ดเสียชีวิตมากกว่า 1 แสนคน

ในภาพคือหุ่นจำลองเหตุการณ์การสังหารหมู่ด้วยอาวุธเคมีที่หมู่บ้านฮาลับยา (Halabja) ในเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถานแห่งอิรัก เมื่อวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1988 รัฐบาลอิรักได้ยิงจรวดปล่อยแก๊สพิษในหมู่บ้าน ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันทีมากกว่า 5 พันคน และบาดเจ็บกว่า 7 พันคน

ชาวเคิร์ด

พลัดถิ่นและลี้ภัย – ความขัดแย้งระหว่างชาวเคิร์ดและรัฐบาลกลางที่หลายครั้งนำไปสู่การใช้ความรุนแรง ส่งผลให้ชาวเคิร์ดหลายล้านคนต้องตกอยู่ในสถานะผู้พลัดถิ่นในประเทศของตัวเอง (internally displaced person) หรือกลายเป็นผู้ลี้ภัย (refugee) อพยพไปต่างประเทศ ทั้งประเทศเพื่อนบ้าน ทวีปยุโรป และทวีปอเมริกา

ในอิรัก ชาวเคิร์ดหลายล้านคนลี้ภัยมาอิหร่าน หนีการถูกกวาดล้างและการกลืนวัฒนธรรมตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา ในตุรกี กองกำลังตุรกีจัดการกับกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดที่แฝงตัวอยู่กับพลเรือนด้วยการบังคับให้ชาวบ้านย้ายออกจากหมู่บ้านและเข้าทำลายบ้านเรือน เพื่อไม่ให้ชาวบ้านและกลุ่มกบฏกลับมาได้อีก หมู่บ้านชาวเคิร์ดกว่า 3 พันแห่งต้องกลายเป็นซากปรักหักพังด้วยสาเหตุนี้

ในภาพ สองแม่ลูกกำลังเดินผ่านเศษซากบ้านเรือนในเขตเมืองเก่าของเมืองชือร์นัค (Sirnak) ประเทศตุรกี ซึ่งเคยเป็นสนามรบระหว่างกองกำลังทหารตุรกีและกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ด ในฉากหลังคือตึกอพาร์ตเมนต์ที่รัฐบาลตุรกีสร้างขึ้นใหม่สำหรับครอบครัวที่สูญเสียบ้านจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ชาวเคิร์ด

ขุนเขา – เนื่องจากภูมิประเทศส่วนใหญ่ของเคอร์ดิสถานเป็นภูเขา ชาวเคิร์ดจึงรู้สึกผูกพันกับภูเขามาก จนมีคำกล่าวว่า “ชาวเคิร์ดไม่มีมิตร มีแต่ภูเขา” (“The Kurds have no friends but the mountains.”)

ประโยคนี้สะท้อนประวัติศาสตร์อันขมขื่นของชาวเคิร์ดได้เป็นอย่างดี พวกเขาคือชนกลุ่มน้อยที่มักถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมาตลอด โดยเฉพาะชาติมหาอำนาจจากภายนอกที่เคยขอให้ชาวเคิร์ดช่วยเหลือการรบในพื้นที่ โดยสัญญาว่าจะให้ดินแดน อำนาจปกครองตนเอง หรือความคุ้มครองเป็นการตอบแทน แต่เมื่อช่วยสำเร็จ พวกเขากลับผิดสัญญาและทอดทิ้งให้ชาวเคิร์ดต้องเผชิญชะตากรรมตามลำพัง

ในภาพ ซาบาห์ ครูสอนภาษาอาหรับเชื้อสายเคิร์ดจากเผ่าฮอรามี (Hewrami) กำลังทอดสายตามองเทือกเขาซากรอซ (Zagros Mountains) ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของเขตฮอรามาน (Hawraman) ที่เคยเป็นถิ่นที่อยู่ของเผ่าฮอรามีตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ต้องถูกแบ่งออกเป็นสองประเทศเมื่อมีการกำหนดเส้นพรมแดนประเทศอิหร่านและประเทศอิรัก


อ่านเพิ่มเติม สงครามที่ไม่อาจพ่ายแพ้ของชาวเคิร์ด

เรื่องแนะนำ

อินเดียจะรณรงค์ให้ประชาชนล้างมือสู้ภัยไวรัสโคโรนา ท่ามกลางการขาดแคลนน้ำได้อย่างไร

ภาพผู้หญิงคนหนึ่งอาบน้ำที่เมือง Bhubaneshwar ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของรัฐโอดิชา แม้กระทั่งในพื้นเมือง หลายครัวเรือนก็ไม่มีน้ำประปา ส่วนในพื้นที่ชนบทที่ไม่มีน้ำประปามีมากถึงร้อยละ 82 ภาพถ่ายโดย ANDREA BRUCE, NAT GEO IMAGE COLLECTION มีเพียง 1 ใน 5 ของครัวเรือนจากประชากร 1.3 ล้านคนที่มีท่อประปา สิ่งนี้ทำให้การล้างมือของชาวบ้านถือเป็นเรื่องท้าทาย เดลี, อินเดีย – ในหมู่บ้านไกธิ เมืองบุนเดลขัณฑ์ (Bundelkhand) ที่ตั้งอยู่ในตอนเหนือของภาคกลางในอินเดีย จะมีก๊อกน้ำสาธารณะ 1 ก๊อก ในทุก 5 ครัวเรือน เมืองบุนเดลขัณฑ์ต้องพบกับทุกข์ทนเนื่องจากภัยแล้งมาแล้วใน 2 ทศวรรษให้หลัง การขาดแคลนน้ำถือเป็นวิถีชีวิตของที่นี่ เนื่องการระบาดอย่างรวดเร็วของไวรัส COVID-19 ชาวบ้านมีตัวเลือกชวนกระอักกระอ่วนใจในการป้องกันตัวเพียง 2 ตัวเลือก คือล้างมือ ไม่ก็ทำระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) เพราะเป็นเรื่องยากที่จะทำทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน “เราไม่ได้รับอนุญาตให้มีคนมากๆ รวมตัวกันรอบก๊อกน้ำ และพยายามล้างมือให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” มันกัล ซิงค์ ชาวบ้านในหมู่บ้านไกธิ […]

ประวัติศาสตร์กล้วยกล้วย

ประวัติศาสตร์กล้วย กล้วยผลไม้บ้านๆ ที่พบเห็นได้ในหลายประเทศทั่วโลก กล้วยผลไม้ราคาแพงที่ต้องนำเข้าสำหรับหลายประเทศอีกเช่นกันที่ไม่สามารถปลูกได้ ไม่ว่าสถานะของกล้วยจะเป็นอย่างไรปฏิเสธไม่ได้ว่ากล้วยคือผลไม้อันดับต้นๆ ที่ผู้คนนิยมทาน แต่กว่าจะมาถึงสถานะผลไม้ยอดนิยมเช่นทุกวันนี้ กล้วยผ่านอะไรมาบ้างเราไปย้อนชมกัน ย้อนกลับไปเมื่อ 5,000 ปีก่อนคริสต์กาล มนุษย์เราเริ่มรู้จักการเพาะปลูกกล้วยบนเกาะปาปัวนิวกินี กล้วยเป็นผลไม้เมืองร้อนที่เพาะปลูกได้ในหลายพื้นที่ ต่อมาชาวยุโรปมีโอกาสได้ลิ้มลองกล้วยเป็นครั้งแรกเมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชนำกล้วยจากอินเดียเข้ามายังอาณาจักรกรีก ในช่วง 327 ปีก่อนคริสต์กาล คริสต์ศักราชที่ 650 ชาวตะวันออกกลางตั้งชื่อให้ผลไม้สีเหลืองเมื่อสุกแล้วนี้ว่า “Banan” ซึ่งแปลว่านิ้วในภาษาอารบิก จากรูปร่างเพรียวยาวอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน จนกระทั่งในปีคริสต์ศักราชที่ 1516 มิชชันนารีชาวสเปนนำกล้วยเดินทางไปเพาะพันธุ์ยังหมู่เกาะในแคริบเบียน ก่อนที่จะพยายามปลูกพวกมันในฟลอริดา ในปี 1600 แต่น่าเสียดายที่ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากฟลอริดามีสภาพอากาศที่หนาวเย็นเกินไปในหน้าหนาว ชาวอเมริกันมีโอกาสได้พบกับกล้วยเป็นครั้งแรก ในงานเวิล์ดแฟร์ที่จัดขึ้นเมื่อปี 1876 ในฟิลาเดเฟีย อีก 9 ปีต่อมาบริษัท Boston Fruit ก็ผงาดขึ้นด้วยการนำเข้ากล้วยเพื่อตอบสนองความต้องการของชาวอเมริกัน จนเกิดมาเป็นเครือข่ายผลไม้ที่บริษัทอเมริกันเข้าครอบครองพื้นที่ทำสวนกล้วยในหลายประเทศของอเมริกากลาง ปี 1951 Jacobo Arbenz ประธานาธิบดีคนใหม่ของกัวเตมาลาชูนโยบายต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยในประเทศ นโยบายของเขาเกิดขึ้นจริงและชนะในเวลาต่อมา ก่อนที่เขาจะถูกขับไล่ออกจากตำแหน่งในอีก 3 ปีต่อมา จากการปฏิวัติโดยมีซีไอเออยู่เบื้องหลัง และในปี 1985 โรคปานามาที่เคยทำลายผลผลิตกล้วยไปมากในอเมริกากลางเมื่อครั้งอดีต ก็เกิดขึ้นกับผลผลิตกล้วยในเอเชีย […]

เป้าหมายสีเขียวของดูไบ

เรื่อง โรเบิร์ต คุนซิก ภาพถ่าย ลูกา โลกาเตลลี เพื่อดื่มด่ำกับความหลุดโลกของดูไบ นครที่ซึ่งแท่งคอนกรีต กระจก และเหล็กกล้า ผุดขึ้นราวดอกเห็ด และแผ่ขยายท่ามกลางผืนทรายอันร้อนแล้งของทะเลทรายอาหรับในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา คุณอาจเริ่มจากการลองไปเล่นสกีดูก่อน เมื่อมองจากด้านนอกศูนย์การค้าเดอะมอลล์ออฟดิเอมิเรตส์ ทางลาดของลานสกีดูราวกับยานอวกาศสีเงินที่ปักลงไปในพื้น เมื่อเข้าไปด้านใน คุณอาจเดินเลือกซื้อสินค้าแบรนด์เนมชื่อดัง แล้วค่อยผลักประตูกระจกเข้าไปยังลานสกีดูไบ เสื้อยืดคอกลมที่ระลึกที่ผมซื้อมามีภาพวาดการ์ตูนเป็นภาพเทอร์มอมิเตอร์หน่วยเป็นองศาเซลเซียส เขียนว่า “ฉันเปลี่ยนจาก +50 เป็น -8” จะว่าไปก็ไม่ได้รู้สึกหนาวถึงขนาดนั้นเมื่ออยู่บนลานสกี แต่อุณหภูมิภายนอกในดูไบอาจสูงเกือบ 50 องศาเซลเซียสได้ในฤดูร้อน ความชื้นยิ่งชวนให้อึดอัดเพราะอยู่ใกล้ทะเล แต่แทบไม่มีฝนเลย ดูไบมีปริมาณฝนน้อยกว่า 100 มิลลิเมตรต่อปี และไม่มีแม่น้ำที่อยู่ถาวร อีกทั้งแทบไม่มีผืนดินที่เหมาะแก่การเพาะปลูก แล้วถิ่นฐานบ้านเรือนแบบไหนถึงจะเหมาะกับสถานที่เช่นนี้  ดูไบเคยเป็นหมู่บ้านประมงและเมืองท่าค้าขายที่ทั้งเล็กและยากจนมาหลายร้อยปี แล้วการเติบโตอย่างพรวดพราดจากน้ำมันและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็เปลี่ยนโฉมที่นี่ให้กลายเป็นเมืองแห่งเส้นขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยผลงานด้านสถาปัตยกรรมอันน่าอัศจรรย์  และยังมีท่าอากาศยานที่มีผู้ใช้มากที่สุดเป็นอันดับสามของโลกอีกด้วย “ถ้าจะพูดกันถึงความยั่งยืนแล้วละก็ คุณคงไม่มาสร้างที่นี่หรอกครับ” ยานุส โรสตอก สถาปนิกคนสำคัญจากโคเปนเฮเกนผู้มาตั้งรกรากที่นี่ บอก ทว่านครแห่งความยั่งยืนนี่แหละ คือเป้าหมายที่รัฐบาลดูไบประกาศว่า ต้องการจะสร้างให้สำเร็จ ดูไบกับความยั่งยืนอย่างนั้นหรือ รอให้น้ำท่วมหลังเป็ดก่อนเถอะ คุณอาจคิดในใจ ช่วงปีแห่งความเติบโตเหล่านั้นทำให้ดูไบกลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้นเหลือ อันเป็นผลพวงจากการมีพลังงานฟอสซิลราคาถูก […]

ทำความรู้จักกับ “สนูส” ตัวช่วยลดบุหรี่ ในสวีเดน

ผู้สูบบุหรี่ในสวีเดน และผู้ที่เลิกบุหรี่ได้ระบุว่า Snus คือตัวช่วย ด้านหน่วยงานทางการแพทย์เองยังไม่มั่นใจว่ายาสูบแบบไร้ควันนี้จะนำไปสู่การก่อมะเร็งอื่นๆ ในอนาคตหรือไม่