ผู้คนเหล่านี้ยังคงใช้ ชีวิตในถ้ำ ของสเปน - National Geographic Thailand

ผู้คนเหล่านี้ยังคงใช้ชีวิตในถ้ำของสเปน

ผู้คนเหล่านี้ยังคงใช้ ชีวิตในถ้ำ ของสเปน

ถ้ำคือที่อยู่อาศัยของมนุษย์ทั่วโลกมานาน ในถ้ำทางตอนใต้ของสเปน บ้านที่สร้างขึ้นจากหินและน้ำตามธรรมชาตินี้คือสถานที่หลบภัยจากพายุและสัตว์ร้าย ผ่านกาลเวลามาหลายปี ถ้ำกลายมาเป็นสถานที่หลบหนีการประหัตประหารจากความแตกต่างทางเชื้อชาติและศาสนา ปัจจุบันที่นี่คือบ้านอันแสนภาคภูมิใจของผู้คนที่หลีกหนีจากชีวิตแบบสมัยใหม่ และโหยหาความสันโดษที่โอบล้อมไปด้วยขุนเขา

สำหรับ Tamara Merino ช่างภาพชาวชิลี ถ้ำคือความหลงใหล ตัวเธอเดินทางถ่ายภาพวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ในถ้ำทั่วโลก เรื่องราวเหล่านี้บอกเล่าประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม และความสัมพันธ์อันน่าทึ่งระหว่างมนุษย์และภูมิศาสตร์ “ฉันมักหลงใหลไปกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และวิถีที่พวกเขาใช้ชีวิต” เธอกล่าว

ชีวิตในถ้ำ ถ้ำในสเปน
ถ้ำมากมายของภูเขา Guadix ทางตอนใต้ของสเปน ประมาณกันว่าในภูมิภาคนี้มีถ้ำเกือบ 2,000 แห่งที่ถูกใช้เป็นที่อยู่อาศัย

การออกสำรวจถ้ำในสเปนนี้เป็นชุดภาพถ่ายที่สองของโปรเจค หลังเสร็จสิ้นการบันทึกภาพของผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมือง Coober Pedy ในออสเตรเลีย Merino ใช้เวลาสองสัปดาห์ในภูมิภาคอันดาลูเซีย เพื่อบันทึกชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ในถ้ำชนบท “สำคัญเลยคือคุณต้องโยนอคติทิ้งไปให้หมด” เธอเล่าถึงการทำงาน “ฉันใช้เวลาไปกับการนั่งคุยกับพวกเขา ฟังเรื่องที่เขาเล่า และเล่าเรื่องของตัวเองเป็นการแลกเปลี่ยน”

ที่เมือง Guadix เธอพบกับผู้คนที่ใช้ชีวิตแบบกสิกรรมอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ 500 ปีก่อน “พวกเขายังคงอาศัยอยู่กับสัตว์ในถ้ำ” Merino กล่าว อีกชุมชนหนึ่งไกลออกไปในหุบเขา Sacromonte ของเมือง Granada สถานที่แห่งนี้คือเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติอย่างแท้จริง บรรดาผู้คนที่แยกตัวจากสังคมอาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยวนี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานผิดกฎหมาย และผู้อพยพที่ไม่มีเอกสาร ในขณะที่ส่วนล่างของถ้ำคือผู้อยู่อาศัยจริงที่มีเอกสารรับรอง พวกเขาคือผู้รักษาวัฒนธรรมนี้ให้คงอยู่สืบไป

ชีวิตในถ้ำ
Piedad Mezco และ Antonio Ortiz ผู้อยู่อาศัยในถ้ำ Guadix พวกเขาเองก็เกิดในถ้ำและโตมากับเทือกเขานี้ ในอดีต Antonio เคยทำงานในฟาร์ม และเป็นช่างทำเก้าอี้มาก่อน
ชีวิตในถ้ำ
การตกแต่งผนังบ้านอันเป็นเอกลักษณ์ ภายในถ้ำหนึ่งของเมืองกรานาดา
ชีวิตในถ้ำ ห้องนอนในถ้ำ
Tocuato Lopez เกิดและอาศัยอยู่ในถ้ำ Guadix มาทั้งชีวิต ในการแต่งงานครั้งที่สอง เขาซื้อถ้ำใหม่ให้แก่ภรรยาและลูกอีกสองคน ห้องของเขาอยู่ลึกเข้าไปและไม่มีหน้าต่าง หรือช่องรับแสงอาทิตย์

นอกจากนั้นหุบเขา Sacromonte ยังเป็นสถานที่ให้กำเนิดการเต้นรำสไตล์ฟลาเมงโก ศิลปะและวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของสเปนใต้ นั่นทำให้ชาวบ้านในชุมชนที่อาศัยอยู่ในถ้ำ อย่าง Henrique Amaya ยังคงอาศัยอยู่ที่นี่ “ผมเกิดในถ้ำนี้พร้อมกับพวกสัตว์” Amaya เล่า ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ในถ้ำ Sacromonte มานานกว่า 6 ชั่วอายุคน และบรรพบุรุษของเขาคือส่วนหนึ่งของผู้คิดค้นการเต้นรำแซมบ้าฟลาเมงโก ซึ่งทำการแสดงเป็นครั้งแรกในถ้ำ เมื่อ 500 ปีก่อน

Amaya เรียนรู้ทักษะการเต้นตั้งแต่อายุได้ 3 ขวบ สำหรับเขาการเต้นฟลาเมงโก และการร่ายบทกวีแบบชาวคีตาโนส (gitano) คือวิถีชีวิตสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงตัวเขากับบรรพบุรุษ “มันบริสุทธิ์และสดใสมาก” เขากล่าว “เหมือนไปที่น้ำตกตอนตีสี่ แล้วยื่นหัวไปรับน้ำ”

Tocuato Lopez คือชาวบ้านอีกคนที่อาศัยอยู่ที่นี่มานาน ครอบครัวของเขาอยู่ที่ถ้ำ Guadix มาแล้ว 4 ชั่วรุ่น ถ้ำให้ที่คุ้มภัยจากความร้อนที่เหลือทนในฤดูร้อน แต่สิ่งสำคัญก็คือความเป็นชุมชนที่หยั่งรากลึกต่างหาก แม้จะต้องเติบโตขึ้นมากับความยากจนก็ตาม ตัวเขาและน้องสาวต้องเดินไปขออาหารยังชุมชนที่ใกล้ที่สุด ซึ่งตั้งห่างออกไป 4 กิโลเมตร แต่ถึงกระนั้นเขาก็รักและภูมิใจในบ้านเกิดอย่างมาก

“ผมภูมิใจที่เกิดในถ้ำ และยังคงอาศัยอยู่ในถ้ำ” Lopez ผู้เป็นพ่อของลูกทั้ง 4 คนกล่าว “และผมจะตายในถ้ำด้วย”

เรื่อง Alexandra Genova

ภาพถ่าย Tamara Merino

ชีวิตในถ้ำ โบสถ์ในถ้ำ
บรรยากาสในโบสถ์ Nuestra Señora de Gracia โบสถ์คาทอลิกที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 16
ชีวิตในถ้ำ
แสงไฟเตรียมสำหรับโชว์เต้นรำฟลาเมงโกที่จัดขึ้นทุกเย็น วัฒนธรรมนี้เป็นที่นิยมทำการแสดงในงานแต่งงานตามแบบชาวคีตาโนส ทว่าถูกแบนในศตวรรษที่ 16 แต่บรรดานักเต้นยังคงทำการแสดงของพวกเขาต่อไปอย่างหลบซ่อนในถ้ำ Sacromonte
ชีวิตในถ้ำ เต้นรำสไตล์ฟลาเมงโก ในถ้ำ
สองนักแสดงเต้นรำสไตล์ฟลาเมงโก ในถ้ำ Sacromonte วัฒนธรรมการเต้นแบบนี้เกิดขึ้นในภูมิภาคมานานกว่า 500 ปี และชาวบ้านท้องถิ่นยังคงสืบสานมันทุกๆ คืน
ชีวิตในถ้ำ
Sergine Mourtalla Mbacke ผู้อพยพชาวเซเนกัล ทอดสายตามองไปยังเมืองกรานาดา และพระราชวังอาลัมบรา
ชีวิตในถ้ำ
Malik ผู้อพยพชาวเซเนกัลมองไปยังภาพที่ประดับไว้ในบ้านของเขา มันคือถ้ำในภูเขา Sacromonte
ชีวิตในถ้ำ
Mbacke กำลังสูบบุหรี่ในบ้าน ตัวเขาเลือกอาศัยอยู่ในถ้ำเพราะเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ
ชีวิตในถ้ำ หมู่บ้านถ้ำ Benalúa ตอนใต้ของสเปน
ท้องฟ้ามืดครึ้มเหนือทางเข้าหมู่บ้านถ้ำ Benalúa หมู่บ้านในภูเขาที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของสเปน
ชีวิตในถ้ำ ห้องนั่งเล่นในถ้ำ
Manuel Gonzales และ Encarna Sanchez โพสต์ท่าถ่ายภาพในห้องนั่งเล่น ถ้ำนี้คือบ้านของ Encarna และเป็นสถานที่ที่เธอเกิด ส่วน Manuel เกิดที่ถ้ำ Guadix ปัจจุบันพวกเขาอาศัยอยู่ด้วยกันพร้อมสุนัขอีกหนึ่งตัว
ชีวิตในถ้ำ
Eric ผู้อพยพชาวเยอรมัน อาศัยอยู่ในถ้ำ Sacromonte มาตั้งแต่ปี 1998 ตัวเขาหาเลี้ยงชีพด้วยการเล่นดนตรีคลาสสิกตามท้องถนนของเมืองกรานาดา
ชีวิตในถ้ำ
Judith วัย 12 ปี ผู้อยู่อาศัยในถ้ำ Guadix เดินผ่านบ้านหลังอื่นๆ สถานที่แห่งนี้เป็นบ้านใต้ดินของผู้คนมานานหลายศตวรรษ
ชีวิตในถ้ำ
วิวหน้าบ้านของ Mbacke เห็นความสวยงามของเมืองกรานาดาทั้งเมือง
ชีวิตในถ้ำ ห้องนั่งเล่นในถ้ำ
บรรดาผู้อพยพชาวเซเนกัลนั่งเล่นอยู่ในถ้ำส่วนบนของภูเขา แม้จะเป็นที่รู้กันดีว่าถ้ำเป็นที่อยู่อาศัยของชาวคีตาโนส แต่ทุกวันนี้มีผู้คนจากทั่วโลกเดินทางมาที่นี่
ชีวิตในถ้ำ
ห้องนอนของ Mbacke ในถ้ำของภูเขา Sacromonte สถานที่ที่เขาอาศัยอยู่มาสองปีแล้ว
ชีวิตในถ้ำ บ้านในถ้ำ
ประตูทางเข้าถ้ำแห่งหนึ่งของภูเขา Sacromonte ถ้ำหลายแห่งถือเป็นที่อยู่อาศัยผิดกฎหมาย และเอื้อให้ผู้ไม่มีเอกสารรับรองเข้ามายึดครอง

 

อ่านเพิ่มเติม

ถ้ำหลวงในเวียดนามที่แสนลึกล้ำยากหยั่งถึง

เรื่องแนะนำ

ความรู้ว่าด้วยพระเมรุมาศ

เรียบเรียงโดย  ปณธาดา  ราชกิจ ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อภินันทนาการพร้อมนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย พฤศจิกายน 2551   แนวคิดและความเชื่อ ตามคติความเชื่อแต่โบราณของไทยนั้น พระมหากษัตริย์รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ล้วนแล้วแต่สืบเชื้อสายมาจากสมมติเทพ เมื่อถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ ทุกพระองค์จะเสด็จสู่ทิพยสถาน ณ พระสุเมรุบรรพต (เขาพระสุเมรุ) การถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจึงเปรียบเสมือนการส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยและการสร้างพระเมรุมาศก็เปรียบได้กับการจำลองเขาพระสุเมรุมาประดิษฐาน ณ โลกมนุษย์ ในทางพระพุทธศาสนา การสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ สามารถอธิบายโดยใช้แนวคิดเรื่องไตรภูมิ กล่าวคือ พระเมรุมาศนั้นเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรือภพภูมิทั้งสาม ส่วนอาคารที่รายรอบเปรียบได้กับเขาสัตตบริภัณฑ์ วิมานท้าวจตุโลกบาล และยังมีเหล่าทวยเทพ ณ สวรรค์ชั้นฟ้า พร้อมทั้งสัตว์ต่างๆในป่าหิมพานต์อีกด้วย   พระเมรุมาศในอดีต ในอดีตการจัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพมีความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติในสมัยอยุธยามีธรรมเนียมว่า หลังเสร็จการพระบรมศพหรือพระศพ สถานที่ที่ใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจะอุทิศเพื่อสร้างวัดหรือเจดีย์ เช่น สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสุริโยทัย ได้สถาปนาเป็นพระเจดีย์วิหารและได้ชื่อว่า ”วัดสบสวรรค์” เป็นต้น ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๔๙) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการพูนดินหน้าพระวิหารแกลบเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับถวายพระเพลิง จึงอาจถือเป็นสถานที่ถาวรแห่งแรกสำหรับงานพระบรมศพตามราชประเพณี โดยไม่ต้องสร้างวัดหรือวิหารหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีเหมือนแต่ก่อน การปลูกสร้างพระเมรุมาศในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีความยิ่งใหญ่อลังการ ตามหลักฐานจดหมายเหตุเกี่ยวกับพระเมรุมาศสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระบุว่า ”พระเมรุมาศ…โดยขนาดใหญ่ ชื่อ ๗ วา ๒ ศอก โดยลง ๒ เส้น ๑๑ วา ศอกคืบ มียอด ๕ ภายในพระเมรุทองนั้น ประกอบด้วยเครื่องสรรพโสภณวิจิตรต่างๆ สรรพด้วยพระเมรุทิศพระเมรุราย แลสามสร้าง”   พระเมรุมาศสมัยต้นรัตนโกสินทร์ งานออกพระเมรุสมัยต้นรัตนโกสินทร์ถือเป็นงานยิ่งใหญ่สมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี กอปรกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมและประเพณีดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีให้กลับคืนมา เพื่อเป็นแบบแผนของแผ่นดินสืบไปในภายภาคหน้า การพระเมรุในยุคนั้นจึงได้จัดตามราชประเพณีโบราณอย่างยิ่งใหญ่ รวมไปถึงการสร้างพระเมรุมาศและเครื่องประกอบต่างๆด้วย การสร้างพระเมรุมาศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ จนถึงปลายรัชกาลที่ ๕ ยึดหลักการสร้างตามโบราณราชประเพณี กล่าวคือพระเมรุมาศมีขนาดใหญ่ ตัวพระเมรุมี ๒ ชั้น โดยมีพระเมรุทองอยู่ภายในพระเมรุชั้นนอกที่ทำเป็นยอดปรางค์ สำหรับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือได้ว่าเป็นพระเมรุมาศสุดท้ายที่สร้างตามคตินิยมเช่นนี้   พระเมรุมาศสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น พระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งให้ทำงานพระเมรุมาศของพระองค์แต่พอเผา กล่าวคือให้ตัดทอนการพระบรมศพและพระเมรุมาศให้เล็กลงพอแค่ถวายพระเพลิงได้ ไม่ต้องใหญ่โตเกินความจำเป็นเพราะเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรชาติอย่างสูง อีกทั้งพระเมรุมาศนั้นสร้างครั้งเดียวแล้วก็รื้อ ไม่ใช่ถาวรวัตถุแต่อย่างใด ครั้นพอถึงงานพระเมรุมาศของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงสนองพระราชประสงค์ในพระบรมชนกนาถ และได้ยึดถือเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันด้วย   พระเมรุมาศสมัยปัจจุบัน ในรัชกาลปัจจุบัน การก่อสร้างพระเมรุมาศยังคงยึดหลักการตามแนวพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้มีการเพิ่มแนวคิดในการใช้ประโยชน์จากโบราณราชประเพณีให้คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย การก่อสร้างจึงคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างประหยัด และสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อได้อีกด้วย อย่างพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานหลักการสำคัญแก่กรมศิลปากรว่า หลังถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว วัสดุต่างๆต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อีก ซึ่งแนวพระราชดำรินี้กรมศิลปากรได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อมา สำหรับพระเมรุมาศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (เรียกว่า “พระเมรุ” มีลักษณะเช่นเดียวกับพระเมรุมาศ แต่มีขนาดเล็กลง และไม่มีพระเมรุทองภายใน ใช้สำหรับพระพิธีพระศพ พระราชวงศ์ที่ทรงฐานานุศักดิ์ใช้ราชาศัพท์ว่า “ทิวงคต” หรือ “สิ้นพระชนม์”) ก็ได้มีการเลือกใช้วัสดุที่ก่อสร้างได้ง่าย ไม่เปลืองทรัพยากร และก่อประโยชน์สูงสุด จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ เพื่อสนองแนวพระราชดำริ อาทิ โครงสร้างของเรือนต่างๆ โดยรอบมณฑลพิธีนั้น จากเดิมที่ใช้ไม้ในการสร้างก็ปรับเปลี่ยนเป็นเหล็ก ซึ่งเป็นการลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีแล้ว   พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นั้น เป็นกุฎาคารลักษณะเป็น ”เรือนยอด” หรือเรือนที่มีหลังคาต่อเป็นยอดแหลม เป็นพระเมรุทรงยอดปราสาทจตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง ยอดปักด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาวเจ็ดชั้น) อันเป็นเครื่องแสดงพระอิสริยยศ รูปแบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมนั้นคล้ายพระเมรุของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ฐานพระเมรุจัดทำเป็นสองระดับ ระดับแรกเรียกว่า ฐานชาลา ประดับด้วยรูปเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรกตรงกลางเป็นโคมประทีปแก้ว ด้านในมีรูปเทวดาประทับยืนถือฉัตรเครื่องสูงรายรอบ ระดับที่สองหรือฐานบนเรียกว่า ฐานพระเมรุ เป็นฐานสิงห์ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้งสี่ทิศ ที่เชิงบันไดมีรูปสัตว์หิมพานต์ตั้งประกอบอยู่ด้านละหนึ่งคู่ แสดงความเป็นป่าหิมพานต์ตามคติไตรภูมิ พระเมรุทั้งด้านในและด้านนอกประดับตกแต่งด้วยลวดลายใกล้เคียงกับพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่วิจิตรสวยงามเรียบง่าย ทำด้วยผ้าทองย่นฉลุลายซ้อนทับกระดาษสี ซึ่งใช้สีทองและสีแดงเป็นหลัก ตัวพระเมรุนั้นจะตั้งอยู่ศูนย์กลาง รายล้อมด้วยอาคารต่างๆภายในขอบรั้วราชวัติ สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยมีพระที่นั่งทรงธรรมอยู่ด้านหน้า ส่วนสถาปัตยกรรมอันเป็นอาคารประกอบต่างๆมีดังนี้   […]

สำรวจอาชีพแปลก : คนเล่นงิ้ว

สำรวจอาชีพแปลก : คนเล่นงิ้ว ที่ไหนมีศาลเจ้า ที่นั่นมีงิ้ว อุปรากรนี้เป็นมรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมของชาวจีนที่สืบทอดกันมานานหลายพันปี  มีจุดเริ่มต้นจากการแสดงในราชสำนักของจีนที่ต่อยอดพัฒนาเรื่อยมาจนกลายเป็นหนึ่งในภาพแทนวัฒนธรรมหลัก ปัจจุบันงิ้วไม่ได้เล่นให้คนในราชสำนักดูอีกต่อไป หากเป็นการแสดง การละเล่นสำคัญที่เชื่อกันว่าจะทำให้เทพเจ้าที่สถิติอยู่ในศาลเจ้านั้นๆ ได้รับความเพลิดเพลิน พร้อมคาดหวังว่าเทพเจ้าจะนำพาซึ่งความสุขความเจริญกลับมาให้ การแสดงงิ้วเข้ามาสู่ประเทศไทยพร้อมๆ กับการหลั่งไหลเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวจีน งิ้วกลายเป็นเครื่องแสดงถึงซึ่งการเฉลิมฉลองในงานเทศกาลตามศาลเจ้าต่างๆ  ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 5 ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เฟื่องฟูที่สุดของงิ้ว มีนักแสดงงิ้วชาวจีนเดินทางเข้ามาเปิดการแสดงในไทยจำนวนมาก ธัชชัย อบทอง ผู้จัดการและนักแสดงจากคณะงิ้วไซ้ ย่ง ฮง เล่าให้ฟังว่า ในสมัยก่อนจะมี “เด็กงิ้ว” คือเด็กที่พ่อแม่นำมาฝากไว้กับโรงงิ้วด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น ฐานะยากจน  เด็กๆ เหล่านี้จะกินอยู่หลับนอนที่โรงงิ้ว พร้อมฝึกฝนวิชาไปในตัวจากบรรดาอาจารย์ และเมื่อมีความสามารถพอที่จะแสดงหน้าโรงได้แล้วก็จะได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน  ปัจจุบันในประเทศไทยไม่มีอาจารย์สอนงิ้วรุ่นใหม่ๆ แล้ว สร้างความกังวลว่าศิลปะการแสดงงิ้วอันเป็นมรดกตกทอดของชาวจีนนี้กำลังเสี่ยงต่อการเลือนหายไปด้วยหลายปัจจัย ทั้งการขาดนักแสดงและผู้ชมรุ่นใหม่ๆ ไปจนถึงการไม่มีโรงเรียนสอนศาสตร์วิชางิ้วอย่างเป็นทางการอย่างที่นาฏศิลป์ไทยมีหลักสูตรการเรียนรู้ระบุไว้ให้เด็กๆ ได้เรียนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย  ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการที่คนไทยมองว่าการแสดงงิ้วนั้นไม่ใช่มรดกทางวัฒนธรรมของไทยเอง คนเล่นงิ้วรุ่นเก่าหวังอยากให้คนไทยเชื้อสายจีนรุ่นใหม่ๆ ช่วยกันสืบทอดวัฒนธรรมนี้ให้ยังคงอยู่ต่อไป ในขณะเดียวกันคณะงิ้วเองก็จำต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามกาลเวลาด้วยเช่นกัน มองไปที่เวที ผู้ชมจะเห็นท่าทางอันแสนพลิ้วไหว ได้ยินเสียงก้องดังกังวานไพเราะ  แต่กว่าจะมาเป็นนักแสดงงิ้วไม่ใช่เรื่องง่าย  ศาสตร์การเล่นงิ้วจำต้องใช้พลังในร่างกายอย่างมหาศาล ทั้งยังต้องฝึกร้อง ฝึกพูดและฝึกท่าทางอยู่หลายปีกว่าจะได้โอกาสแสดงจริง แต่ในมุมของนักแสดงแล้วสิ่งเหล่านี้คุ้มค่าเมื่อแลกกับการมีสถานะเป็นดั่งดาราโทรทัศน์ในสายตาของแฟนๆ งิ้ว และยังได้เดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ–หากคณะที่เขาหรือเธออยู่นั้นโด่งดังและมีงานทั้งปี นักแสดงงิ้วเหล่านี้เป็นใคร? มีจุดเริ่มต้นอย่างไรจึงมาทำอาชีพคนเล่นงิ้วได้? […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.