นาค มาจากไหน ต้นกำเนิดตำนานนาค บรรพบุรุษแห่งลุ่มน้ำโขง

นาค มาจากไหน ต้นกำเนิดตำนานนาค บรรพบุรุษแห่งลุ่มน้ำโขง

นาค ความผูกพันในหลากมิติของชนลุ่มน้ำโขง

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหญิงสาวนามนางส้า อาศัยอยู่ริมแม่น้ำแถบภูเขาเลาซัน วันหนึ่งนางไปหาปลาที่แม่น้ำโขง มีขอนไม้ใหญ่ลอยมาถูกตัวนาง ทำให้บังเกิดความรู้สึกประหลาด ต่อมาไม่นานนางส้าก็ตั้งครรภ์คลอดบุตรชายออกมา 10 คน

แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่งขอนไม้ดังกล่าวกลับกลายเป็นนาคผุดขึ้นเหนือน้ำ ร้องถามนางส้าว่า ‘ลูกข้อยอยู่ที่ไหน’ นางส้าตกใจรีบพาบุตรของตนวิ่งหนี ทว่าบุตรคนสุดท้องหนีไม่ทัน นาคจึงเลื้อยเข้ามาเลียเด็กคนนั้นแล้วหายลงแม่น้ำโขงไป

เมื่อเด็กชายทั้ง 10 คนเติบโตเป็นหนุ่ม นางส้าก็สู่ขอบุตรสาวของเพื่อนบ้านให้เป็นภรรยา ส่วนบุตรคนสุดท้องนั้นแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้า และต่อมาตระกูลนี้ก็มีบุตรหลานแพร่หลายไปเป็นชนชาติไต” (ไทยสิบสองปันนา, 2498) นิทานปรัมปราว่าด้วยต้นกำเนิดของชนชาติไท หรือไต กลุ่มชาติพันธุ์ที่กระจายตัวอาศัยอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ตะวันออกของเมียนมา ไปจนถึงมณฑลยูนนานของจีน และในเวียดนาม

นาค
แผนที่แสดงภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ไทที่กระจายตัวอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ขอบคุณภาพจาก วิกิพีเดีย

นิทานเรื่องนี้เป็นเพียงหนึ่งในอีกหลายร้อยตำนานความเชื่อที่ถ่ายทอดความผูกพันระหว่างมนุษย์กับงู ในอารยธรรมอียิปต์โบราณเชื่อกันว่าโลกคือไข่ยักษ์ของงูตัวหนึ่ง สอดคล้องกับความเชื่อของชาวอินเดียที่ว่าโลกอยู่บนหลังเต่า และเต่าเองก็อยู่บนตัวงูอีกที ด้านชาวมายานั้นเคารพนับถืองูมากจนถึงกับสร้างวิหารบูชางู และเชื่อว่าสายรุ้งที่พาดผ่านบนท้องฟ้าเกิดจากเทพงู ต่างกันกับความเชื่อของชาวตะวันตก งูกลับกลายจากเทพที่น่าเคารพไปเป็นอสรพิษมากกิเลส เมื่ออดัมและเอวาถูกปีศาจที่แปลงกายเป็นงูยุยงให้กินแอปเปิลจนถูกขับไล่ออกจากสรวงสวรรค์

ในขณะที่ชาวกรีกเองถือว่างูคือสัญลักษณ์ของความเจริญและการกำเนิดใหม่ จากการที่มันลอกคราบตามธรรมชาติ นอกจากนั้นงูยังถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์ทางการแพทย์อีกด้วย โดยปรากฏเป็นภาพของงูเลื้อยพันไม้คทาของเอสคูลาปิอุส ผู้เป็นบุตรของเทพเจ้าอพอลโลกับนางไม้โคโรนิส ทว่าบางตำนานก็กล่าวว่า ลักษณะของงูพันไม้เท้าน่าจะมาจากการที่แพทย์ในสมัยก่อนใช้ไม้พันดึงเอาพยาธิออกมาจากผิวหนังของผู้ป่วยมากกว่า

แล้วนาคมาจากไหน?

แม้ “นาค” จะไม่มีตัวตนอยู่จริงในทางชีววิทยา ทว่าในบริบททางวัฒนธรรมแล้ว นาคมีทั้งกายและจิตวิญญาณ และยังเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม วรรณกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม ตลอดจนสถาปัตยกรรมของผู้คนลุ่มแม่น้ำโขง โดยมีความหมายที่ไม่ได้อิงความเชื่อใดความเชื่อหนึ่งตายตัว หากประกอบไปด้วยความหลากหลายซึ่งสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของผู้คนในภูมิภาคที่ผูกพันกับงู หรือนาคมาเป็นเวลานาน

นาคคือบรรพบุรุษเก่าแก่ของผู้คนลุ่มน้ำโขง

หากพิจารณาจากวัฒนธรรมโดยไม่ได้อิงเขตแดนของประเทศแล้ว จะพบว่าวัฒนธรรมของชาวอีสานและชาวลาวนั้นได้รับอิทธิพลมาจากอาณาจักรล้านช้างในอดีต จากการศึกษาของ บังอร ปิยะพันธุ์ ในเรื่อง “ประวัติศาสตร์ของชุมชนลาวในหัวเมืองชั้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น” บ่งชี้ว่า ในอดีตการย้ายถิ่นฐานของชาวลาวเข้ามาในเขตแดนไทยปัจจุบันนั้นมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ในฐานะเชลยศึก เกิดเป็นการตั้งถิ่นฐานของชนกลุ่มใหม่ คือบรรพบุรุษของคนอีสานปัจจุบันที่สืบวัฒนธรรมมาจากชาวล้านช้าง

และหากจะถามต่อไปว่าแล้วชาวล้านช้างมาจากที่ใด? ตามตำนานอุรังคธาตุที่บอกเล่าที่มาของการก่อร่างสร้างเมืองในอดีต และบอกเล่าที่มาของพระธาตุพนมเล่าว่า นาคคือชื่อเรียกของกลุ่มชนพื้นเมืองเดิมที่มีถิ่นฐานอยู่บริเวณทะเลสาบหนองแส หรือทะเลสาบเอ๋อร์ไห่ที่ตั้งอยู่ในมณฑลยูนนาน ก่อนที่จะอพยพลงมาตามแนวแม่น้ำโขง ฉะนั้นนาคจึงมีความหมายถึงบรรพบุรุษ และชาวลาวเองจึงนิยมนับถือนาค เพราะเชื่อกันว่าตนสืบเชื้อสายมาจากนาค สอดคล้องกับหลักฐานทางโบราณคดีที่มีการขุดค้นพบกลองมโหระทึกตั้งแต่แถบใต้แม่น้ำแยงซีเกียงลงมา รวมไปถึงในมณฑลยูนนานด้วยเช่นกัน กลองมโหระทึกคือวัฒนธรรมที่แพร่หลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งบ่งชี้ว่าในอดีตมีการอพยพแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันในภูมิภาคนี้ ในขณะเดียวกันงานวิจัยใหม่ๆ ก็ออกมาระบุว่าหรือแท้จริงแล้วมโหระทึกอาจจะไม่ใช่กลอง แต่เป็นเครื่องมือในการประกอบพิธีกรรมต่างหาก

นาค
ตัวอย่างของกลองมโหระทึก
ขอบคุณภาพจาก travel-mookdahan.webiz.co.th

นาคคือศาสนาและลัทธิบูชา

นาคในความหมายนี้ระบุว่า ผู้คนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ ณ บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงนี้ล้วนนับถือและบูชานาคกันมาก่อน เช่นเดียวกับศาสนาแบบดั้งเดิมที่มีการนับถือผี จนกระทั่งเมื่อพุทธศาสนาเผยแพร่มาจากอินเดีย ในที่สุดชนพื้นเมืองเหล่านี้ก็หันมานับถือศาสนาพุทธแทน โดยที่ยังไม่ทิ้งความเชื่อเดิม ดังนั้นนาคจึงถูกผนวกกลายเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนาไปด้วย ดังที่ปรากฏผ่านนิทาน หรือสถาปัตยกรรมตามวัดวาอาราม

แนวคิดที่ว่าชาวอินเดียเดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนำศาสนามาเผยแพร่ด้วยนี้มีหลักฐานมากมาย แต่ในประเด็นนาคนั้นถูกเล่าผ่านนิทานเก่าแก่ ที่มีหลักฐานปรากฏเป็นศิลาจารึกภาษาสันสกฤต พบในอาณาจักรจามปาซึ่งปัจจุบันคือเวียดนาม ในนิทานซึ่งเรียกผู้คนในภูมิภาคนี้ว่านาคเล่าว่า พราหมณ์โกณฑินยะจากอินเดียได้พุ่งหอกไปยังดินแดนดังกล่าวเพื่อสร้างราชธานี และได้สมรสกับธิดาของพระยานาค สืบเชื้อวงศ์กันต่อมา สอดคล้องกับนิทานของอาณาจักรฟูนันที่บอกเล่าว่า พราหมณ์โกณฑิยะเผชิญหน้ากับราชินีชนพื้นเมืองที่ไม่ใส่เสื้อผ้า ตัวเขาจึงแผลงศรไปทะลุเรือของนาง ทำให้นางตกใจกลัวและยอมสวามิภักดิ์เป็นภรรยา สะท้อนว่าในอดีตชนพื้นเมืองเหล่านี้เป็นพวกป่าเถื่อนมาก่อน แต่เมื่อได้รับอารยธรรมและศาสนาจากอินเดียก็มีความเจริญขึ้น

นาค
จากพุทธประวัติ พญามุจลินทนาคราชช่วยปกป้องเจ้าชายสิทธัตถะจากแดดลมและฝน
ขอบคุณภาพจาก Apiwut Thirachotikul, Pinterest

ตัวอย่างดังกล่าวยังปรากฏในตำนานอุรังคธาตุที่เล่าว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงดินแดนอีสานปัจจุบัน พระองค์ก็พบกับบรรดานาคที่มีอิทธิฤทธิ์ควบคุมพื้นที่อยู่และไม่ยอมอ่อนน้อมนมัสการ พระองค์จึงแสดงปาฏิหาริย์ปราบนาค จนในที่สุดนาคก็มีศรัทธาต่อพุทธศาสนา และทูลขอรอยพระบาทประทับไว้ที่นี่เพื่อสักการะบูชา แสดงถึงการปะทะกันในอดีตระหว่างศาสนาพุทธกับลัทธิบูชานาคที่มีมาแต่ก่อน แต่แล้วในที่สุดชนพื้นเมืองลุ่มแม่น้ำโขงก็เปลี่ยนใจมานับถือศาสนาใหม่ ในขณะที่นาคก็ถูกเปลี่ยนให้มาเป็นผู้พิทักษ์ศาสนาแทน

นาคคือน้ำและผู้ให้กำเนิดเมือง

ในมิตินี้นาคคือพลังธรรมชาติที่มีอำนาจในการบันดาลน้ำและปกปักรักษาผืนแผ่นดิน นักวิชาการเชื่อกันว่าเหตุที่งูกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของดินและน้ำก็เพราะจากการที่พวกมันสามารถใช้ชีวิตได้ทั้งในน้ำและบนบก ความเชื่อนี้สะท้อนผ่านวัฒนธรรมการบูชาบั้งไฟที่มีขึ้นเพื่อขอให้นาคช่วยสร้างสายฝนให้แก่มนุษย์ และชาวอีสานยังเชื่อว่านาคคือผู้คุ้มครองแม่น้ำโขง สายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเขาอีกด้วย

แม้แต่ตำนานการกำเนิดอาณาจักรล้านช้างเองก็เชื่อกันว่า เมืองแห่งนี้เกิดขึ้นจากนาคที่ขุดคุ้ยควักแผ่นดินและให้สายน้ำจนบังเกิดเป็นเมืองแห่งลุ่มแม่โขงขึ้น ซึ่งการถือกำเนิดของอาณาจักรเพราะนาคนี้ยังพบในตำนานอื่นๆ เช่น ตำนานการกำเนิดเมืองสุวรรณโคมคำ ในอาณาจักรล้านนา ที่เล่าขานว่าในอดีตมีพญานาคสองตัวอาศัยอยู่ที่ทิศเหนือ และทิศใต้ของหนองน้ำ เมื่อมีสัตว์ใดตกลงไปยังฝั่งตนก็จะแบ่งปันอาหารให้กันเสมอ อยู่มาวันหนึ่งพญานาคทิศใต้เข้าใจผิดว่าตนได้ส่วนแบ่งน้อยกว่าจึงสู้รบกัน ทว่าพญานาคทิศใต้สู้ไม่ได้จึงหนีออกไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตั้งแต่นั้นมาสายน้ำก็ไหลไปตามทางที่พญานาคขุดควักหนีไป ด้านพญานาคทิศเหนือเองรู้สึกไม่ปลอดภัยในที่อยู่เดิมจึงหนีไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ บังเกิดเป็นสายน้ำใหม่ ต่อมาป่าไม้ สรรพสัตว์มากมายก็เข้ามาอาศัยอยู่

นาค
ประเพณีบุญบั้งไฟที่จังหวัดยโสธร
ขอบคุณภาพจาก http://yasothon.mnre.go.th

เมื่อพิจารณาให้ดี การศึกษาตำนาน หรือนิทานปรัมปราเหล่านี้จึงไม่ได้ไร้แก่นสารไปเสียทีเดียว หากฉายภาพของการอพยพเคลื่อนถิ่นฐาน หรือการต่อสู้ระหว่างวัฒนธรรมในอดีตที่ถูกนำเสนอผ่านสัญลักษณ์คือ “นาค” และในทางกลับกันนาคแห่งลุ่มแม่น้ำโขงก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเทพราแห่งอียิปต์ หรือเทพซุสของกรีก ในฐานะสัญลักษณ์ที่ร้อยรัดผู้คนไว้ด้วยกัน

Bronisław Malinowski นักมานุษยวิทยาชาวโปแลนด์ วิเคราะห์สัญลักษณ์ในวัฒนธรรมต่างๆ ว่ามีขึ้นเพื่อช่วยให้มนุษย์สามารถทำงานร่วมกันในสังคมได้ สัญลักษณ์จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ก่อให้เกิดธรรมเนียม ประเพณี ในขณะเดียวกันการวิเคราะห์ตำนานความเชื่อในวัฒนธรรมนั้นๆ ยังช่วยบอกได้ว่าสังคมกลุ่มดังกล่าวมีจุดกำเนิดอย่างไร มีกฎระเบียบ หรือแนวคิดเช่นใด เนื่องจากจินตนาการเหล่านี้ได้ผนวกโลกแห่งความคิดและโลกแห่งความจริงเข้าด้วยกันไปแล้ว ฉะนั้นเรื่องราวของงูที่คาบเกี่ยวกับเรามาช้านานแต่ครั้งบรรพบุรุษก็จะยังคงโลดแล่นไปอีกนาน ในความหมายที่หลากหลายต่างกันไปในแต่ละสังคม

แหล่งข้อมูล

SNAKES IN POPULAR CULTURE

งู ในความเชื่อ และความรู้สึกของคนโลกตะวันออก

มโหระทึก ไม่ใช่เครื่องดนตรี

นาคาคติ อีสานลุ่มน้ำโขง : ชีวิตทางวัฒนธรรมจากพิธีกรรมร่วมสมัย โดย พิเชฐ สายพันธ์

นาคในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

ตามรอยพญานาค โดย อุดม เชยกีวงศ์

ร่องรอยนาคา โดย อ. บูรพา ผดุงไทย


อ่านเพิ่มเติม อสรพิษผู้งามสง่า ชมภาพงูสวยๆ

งูสวยๆ
Red bamboo snake (Oreocryptophis porphyraceus laticincta) คอลเลกชั่นส่วนตัว

เรื่องแนะนำ

ตามรอยอาณานิคมที่สาบสูญแห่งโรอาโนก

พวกเขาเปรียบได้กับนักบินอวกาศ ในยุคเอลิซาเบทของอังกฤษ และผู้ล่าอาณานิคมแห่งโลกใหม่ ก่อนจะสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยหลังละทิ้งถิ่นฐานบนเกาะโรอาโนก

ประวัติศาสตร์กล้วยกล้วย

ประวัติศาสตร์กล้วย กล้วยผลไม้บ้านๆ ที่พบเห็นได้ในหลายประเทศทั่วโลก กล้วยผลไม้ราคาแพงที่ต้องนำเข้าสำหรับหลายประเทศอีกเช่นกันที่ไม่สามารถปลูกได้ ไม่ว่าสถานะของกล้วยจะเป็นอย่างไรปฏิเสธไม่ได้ว่ากล้วยคือผลไม้อันดับต้นๆ ที่ผู้คนนิยมทาน แต่กว่าจะมาถึงสถานะผลไม้ยอดนิยมเช่นทุกวันนี้ กล้วยผ่านอะไรมาบ้างเราไปย้อนชมกัน ย้อนกลับไปเมื่อ 5,000 ปีก่อนคริสต์กาล มนุษย์เราเริ่มรู้จักการเพาะปลูกกล้วยบนเกาะปาปัวนิวกินี กล้วยเป็นผลไม้เมืองร้อนที่เพาะปลูกได้ในหลายพื้นที่ ต่อมาชาวยุโรปมีโอกาสได้ลิ้มลองกล้วยเป็นครั้งแรกเมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชนำกล้วยจากอินเดียเข้ามายังอาณาจักรกรีก ในช่วง 327 ปีก่อนคริสต์กาล คริสต์ศักราชที่ 650 ชาวตะวันออกกลางตั้งชื่อให้ผลไม้สีเหลืองเมื่อสุกแล้วนี้ว่า “Banan” ซึ่งแปลว่านิ้วในภาษาอารบิก จากรูปร่างเพรียวยาวอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน จนกระทั่งในปีคริสต์ศักราชที่ 1516 มิชชันนารีชาวสเปนนำกล้วยเดินทางไปเพาะพันธุ์ยังหมู่เกาะในแคริบเบียน ก่อนที่จะพยายามปลูกพวกมันในฟลอริดา ในปี 1600 แต่น่าเสียดายที่ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากฟลอริดามีสภาพอากาศที่หนาวเย็นเกินไปในหน้าหนาว ชาวอเมริกันมีโอกาสได้พบกับกล้วยเป็นครั้งแรก ในงานเวิล์ดแฟร์ที่จัดขึ้นเมื่อปี 1876 ในฟิลาเดเฟีย อีก 9 ปีต่อมาบริษัท Boston Fruit ก็ผงาดขึ้นด้วยการนำเข้ากล้วยเพื่อตอบสนองความต้องการของชาวอเมริกัน จนเกิดมาเป็นเครือข่ายผลไม้ที่บริษัทอเมริกันเข้าครอบครองพื้นที่ทำสวนกล้วยในหลายประเทศของอเมริกากลาง ปี 1951 Jacobo Arbenz ประธานาธิบดีคนใหม่ของกัวเตมาลาชูนโยบายต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยในประเทศ นโยบายของเขาเกิดขึ้นจริงและชนะในเวลาต่อมา ก่อนที่เขาจะถูกขับไล่ออกจากตำแหน่งในอีก 3 ปีต่อมา จากการปฏิวัติโดยมีซีไอเออยู่เบื้องหลัง และในปี 1985 โรคปานามาที่เคยทำลายผลผลิตกล้วยไปมากในอเมริกากลางเมื่อครั้งอดีต ก็เกิดขึ้นกับผลผลิตกล้วยในเอเชีย […]

ชมนวัตกรรมอุโมงค์ส่งน้ำโบราณในอิหร่าน ที่ยังคงถูกใช้งานในปัจจุบัน

เรื่อง เรเชล บราวน์ มองจากด้านบนพื้นผิวทะเลทรายอันแห้งแล้งล้วนไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่หารู้ไม่ว่าลึกลงไปใต้ผืนดินอีก 100 ฟุต มี อุโมงค์ส่งน้ำโบราณ ที่นำพาความชุ่มชื้น และหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านในอิหร่านไว้ ระบบชลประทานใต้ดินนี้มีชื่อเรียกว่า “คานัต” (Qanats) นับเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่น่าอัศจรรย์ในยุคโบราณ ซึ่งถึงจะมีอายุเก่าแก่กว่า 3,000 ปี แต่คานัตยังคงถูกใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน อุโมงค์น้ำเหล่านี้จะทอดยาวจากแหล่งต้นน้ำในหุบเขา หรือแม้แต่ทะเลสาบในถ้ำลึก ด้วยพื้นผิวที่ลาดเอียงในองศาที่พอเหมาะ เพื่อให้น้ำสามารถไหลลงไปยังสถานที่ที่ต้องการในปลายอุโมงค์ได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังไม่ให้องศาของความลาดเอียงนั้นมากเกินไป มิฉะนั้นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงอาจไหลบ่าแรงเกินไปจนทำลายอุโมงค์ได้ ตลอดเส้นทางของอุโมงค์ บนพื้นดินจะมีหลุมตั้งอยู่เป็นระยะๆ หลุมเหล่านี้ช่วยให้อากาศภายในถ่ายเทแก่บรรดาคนงานที่ทำหน้าที่ขุดอุโมงค์ด้วยมือในอดีต นอกจากนั้นในตอนที่อุโมงค์ถูกขุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลุมเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นบ่อน้ำให้แก่ชาวบ้านอีกด้วย กระบวนการสร้างอุโมงค์คานัตนี้เป็นงานที่หนักหนาเอาการ อย่างไรก็ตามผลตอบแทนที่ได้รับนั้นคุ้มค่า เทคโนโลยีโบราณนี้ช่วยหล่อเลี้ยงต้นไม้ในทะเลทรายที่แห้งผากให้เบ่งบานมาแล้ว รวมทั้งยังเป็นที่นิยมอย่างมากในภูมิภาคตั้งแต่เส้นทางสายไหม ยาวไปจนถึงหลายประเทศในตะวันออกกลาง หรือแม้กระทั่งในสเปน และโมร็อกโกก็มีการค้นพบคานัตเช่นเดียวกัน Gholamreza Nabipour ชายชาวอิหร่านวัย 102 ปี เป็นหนึ่งในคนขุดอุโมงค์ไม่กี่คนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ หรือที่เรียกกันว่า “มิรับ” (Mirab) ตัวเขาพยายามถ่ายทอดภูมิปัญญานี้ไปยังชาวอิหร่านรุ่นใหม่ ซึ่งในจำนวนนั้นก็รวมถึงลูกชายของเขาเองด้วย ผู้ใช้คานัตในการลำเลียงน้ำมายังฟาร์มถั่วพิสตาชิโอของเขา ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกสมัยใหม่ ในช่วงค.ศ. 1960 – 1970 การจัดสรรปันส่วนที่ดินส่งผลให้คานัตหลายแห่งถูกทิ้งร้าง […]

เมื่อความมืดมาถึง รถเมล์คันนี้จะกลายเป็นที่พักของคนไร้บ้าน

รถเมล์สาย 22 คันนี้วิ่งให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ในบริเวณซิลิคอนแวลลีย์ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อกลางคืนมาถึง รถเมล์จะกลายเป็นโรงแรมของบรรดาคนไร้บ้านแทน ที่พากันขึ้นมาหลับนอนบนรถ แทนที่จะต้องเสี่ยงอันตรายจากการงีบหลับตามริมท้องถนน ภาพที่แตกต่างของผู้ใช้บริการรถเมล์สาย 22 ในช่วงกลางวันและกลางคืนจุดประกายให้ อลิซาเบธ โล นักสร้างภาพยนตร์ต้องการถ่ายทอดอีกมุมหนึ่งของชีวิตคนไร้บ้านที่ไม่ถูกเปิดเผย หลังคลุกตัวอยู่กับรถเมล์สาย 22 เกือบสัปดาห์ ภาพยนตร์สั้นเรื่อง “Hotel 22” นี้ ก็ปรากฏขึ้นและบันทึกปัญหาที่ไม่อาจเพิกเฉยได้ของคนไร้บ้านเอาไว้   อ่านเพิ่มเติม : ชมกรรมวิธีการผลิตซีอิ๋วแบบญี่ปุ่น ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ไว้กว่า 750 ปี, อยู่กับคนตายเป็นปี ไม่ใช่เรื่องแปลกที่อินโดนีเซีย