เปิดโลกนักล่าคัมภีร์ ไบเบิล - เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย

เปิดโลกนักล่าคัมภีร์ ไบเบิล

เปิดโลกนักล่าคัมภีร์ ไบเบิล

ในโลกลับลวงพรางที่ศาสนามาบรรจบกับโบราณคดี 

นักวิทยาศาสตร์ นักสะสมและมิจฉาชีพต่างช่วงชิงค้นหาคัมภีร์ ไบเบิล อันเก่าแก่

เรื่อง โรเบิร์ต เดรเพอร์

ภาพถ่าย เปาโล แวร์โซเน

ศาสนิกชนจากหลากหลายความเชื่อให้ความเคารพต่อศาสนวัตถุ  แต่สำหรับคนที่เชื่อว่า พระผู้เป็นเจ้าหนึ่งเดียวตรัสผ่านตัวอักษรที่บันทึกโดยศาสดาและอัครสาวกในครั้งอดีตกาลแล้ว  คัมภีร์เก่าแก่ไม่เพียงเป็นรากฐานแห่งความศรัทธา แต่ยังเป็นสิ่งเชื่อมโยงที่จับต้องได้ระหว่างพวกเขากับผู้นำสารจากพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นนบีมูฮัมมัด โมเสส หรือ พระเยซูคริสต์

ความเคารพต่อพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ไม่อาจแยกจากศรัทธาของชาวโปรเตสแตนท์ผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ (evangelist) ซึ่งกลายมาเป็นพลังขับดันสำคัญเบื้องหลังการค้นหาพระคัมภีร์ไบเบิลที่สูญหายไปนาน นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่า  ความกระหายในการค้นหาโบราณวัตถุของกลุ่มเผยแพร่ข่าวประเสริฐยิ่งโหมกระพือความต้องการศิลปวัตถุที่ได้จากการโจรกรรม

ไบเบิล
เอมมา นิโคลส์ นักอนุรักษ์ ตรวจสอบพระคัมภีร์ภาษาฮีบรูที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งเก็บต้นฉบับเกี่ยวกับศาสนายูดาห์ไว้ราว 200,000 ฉบับที่ค้นพบในสุเหร่ายิวยุคกลางในกรุงไคโร

การเผชิญกับภยันตรายนานัปการ ตั้งแต่ทะเลทรายร้อนระอุ พายุทราย ไปจนถึงกองโจรติดอาวุธ เป็นสิ่งที่พบได้ในดินแดนซึ่งนักล่าพระคริสตธรรมคัมภีร์ยุคเริ่มแรกเคยผจญมาแล้วในศตวรรษที่สิบเก้าและต้นศตวรรษที่ยี่สิบ อียิปต์เป็นจุดหมายโปรดแห่งหนึ่งของคนเหล่านี้ เพราะภูมิอากาศแห้งแล้งเอื้อต่อการรักษาสภาพพระคัมภีร์  ผู้แผ้วถางทางพวกแรกๆเป็นทั้งนักวิชาการและนักผจญภัยกระดูกเหล็ก บันทึกการเดินทางและการค้นพบของพวกเขาชวนให้นึกถึงภาพแบบที่เห็นในหนังเรื่อง ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า

ลองดูอย่างคอนสแตนติน ฟอน ทิเชนดอร์ฟ นักวิชาการชาวเยอรมันซึ่งในปี 1844 ได้ออกเดินทางอันยาวไกลและเสี่ยงภัยข้ามทะเลทรายไซนายในอียิปต์ไปยังอารามนักบุญแคเทอรีน อารามคริสต์เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังมีนักบวชอยู่สืบมา ที่นั่นเขาค้นพบ “ขุมทรัพย์พระคัมภีร์อันล้ำค่าที่สุดที่มนุษย์เคยค้นพบ” นั่นคือโคเดกซ์ (codex) หรือหนังสือโบราณที่เขียนด้วยลายมือ แทนที่จะเป็นม้วนหนังสือ ซึ่งมีอายุย้อนไปถึงกลางศตวรรษที่สี่  ปัจจุบันหนังสือดังกล่าวรู้จักกันในชื่อ “โคเดกซ์ไซนายติคัส” (Codex Sinaiticus) หรือ “หนังสือไซนาย” หนึ่งในพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับเก่าแก่ที่สุดในโลกสองฉบับและเป็นพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ฉบับสมบูรณ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

ไบเบิล
ออเรน กัตเฟลด์ นักโบราณคดีชาวอิสราเอล ผู้มุ่งมั่นตามหาม้วนหนังสือเดดซีเพิ่มเติม มองเข้าไปในถ้ำที่เขาพบชิ้นส่วนแผ่นหนังโบราณ “ถ้ำว่างเปล่า แต่คราวหน้าอาจไม่เป็นอย่างนั้นแล้วครับ”

ในปี 1896 เบอร์นาร์ด เกรนเฟล และอาร์เทอร์ ฮันต์ นักโบราณคดีหน้าใหม่ กำลังค้นหาโบราณวัตถุในเมืองออกซีริงกัสของอียิปต์ที่สาบสูญไปนาน พวกเขาค้นพบบางสิ่งที่น่าทึ่ง นั่นคือบ่อขยะโบราณที่มีกระดาษปาปิรุสฝังทับถมกันหลายชั้น ในช่วงสิบปีหลังจากนั้น เกรนเฟลกับฮันต์ขุดค้นหลุม แล้วส่งเอกสารห้าแสนฉบับกลับสู่ออกซฟอร์ด

กระดาษปาปิรุสส่วนใหญ่เป็นเอกสารพื้นๆ แต่ราวร้อยละสิบเป็นวรรณกรรม รวมทั้งงานบางส่วนของผู้ประพันธ์ยุคคลาสสิก  การค้นพบอันน่าตื่นตะลึงที่สุดบางส่วน อย่างพระวรสารที่สาบสูญซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่นั้น ทำให้เห็นภาพช่วงขวบปีแรกๆ ของกำเนิดคริสต์ศาสนาชัดเจนขึ้น  และแม้จะผ่านไปอีกร้อยปีหลังการค้นพบเอกสารเหล่านี้ ก็ยังมีอีกหลายพันชิ้นที่ยังไม่มีการศึกษา

ไบเบิล
คุณพ่อชอง-มิเชล เดอ ตาร์รากง บาทหลวงคณะโดมินิกัน ศึกษาภาพถ่ายจดหมายเหตุที่โรงเรียนพระคริสตธรรมคัมภีร์และโบราณคดีแห่งฝรั่งเศส ในนครเยรูซาเลม บรรดานักวิชาการของโรงเรียนนี้เป็นผู้พาทีมการวิจัยม้วนหนังสือเดดซี ซึ่งเป็นหนังสือพระคริสตธรรมคัมภีร์เก่าแก่ที่สุดในโลกที่เคยมีการค้นพบ

หากพูดในแง่ลับลวงพราง ม้วนหนังสือเดดซีจัดว่าเหนือกว่าเรื่องราวการค้นหาพระคัมภีร์ทั้งปวง เรื่องเล่าหนึ่งกล่าวไว้ว่า คนเลี้ยงแพะชาวเบดูอินขายแผ่นหนังเจ็ดแผ่นที่พบให้ผู้ค้าของเก่าในเบทลิเฮม  นักวิชาการจากเยรูซาเลมซื้อมาได้สามแผ่น  พ่อค้านาม คาลิล อิสแคนเดอร์ ชาฮีน หรือที่รู้จักกันในชื่อ คานโด ขายสี่แผ่นที่เหลือให้กับอัครสังฆราชชาวซีเรียในเยรูซาเลม ซึ่งมีรายงานว่าจ่ายเงินเทียบเท่ากับ 250 ดอลลาร์สหรัฐ  ต่อมาในปี 1949 สังฆราชก็ลักลอบนำม้วนหนังสือเหล่านั้นไปยังสหรัฐฯ  หวังจะขายต่อให้พิพิธภัณฑ์หรือมหาวิทยาลัย แต่พอไม่มีผู้ใดรับซื้อ เขาจึงลงโฆษณาใน วอลล์สตรีตเจอร์นัล นักโบราณคดีชาวอิสราเอลคนหนึ่ง สามารถจัดซื้อม้วนหนังสือเหล่านั้นให้กับรัฐบาลอิสราเอลในราคา 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบัน ม้วนหนังสือต้นฉบับทั้งเจ็ดเก็บรักษาอยู่ในอาคารฝั่งที่จัดไว้เป็นพิเศษของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอิสราเอลในนครเยรูซาเลม

เมื่อข่าวการค้นพบม้วนหนังสือแพร่สะพัดออกไป ทีมงานนำโดยนักโบราณคดีและนักบวชนิกายโดมินิกัน  โรลองด์ เดอ โว ก็มุ่งหน้าสู่หมู่ถ้ำคุมรานในปี 1949  พอถึงปี 1956 เด โว และชาวเบดูอินท้องถิ่น ก็พบ “ถ้ำม้วนหนังสือ” เพิ่มอีกสิบถ้ำ ซึ่งมีต้นฉบับอยู่จำนวนหนึ่ง หลายม้วนผุพังเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ หลายพันชิ้น นักวิชาการใช้เวลาหลายสิบปีหลังจากนั้นในการประกอบชิ้นส่วนเข้าด้วยกันและแปลแผ่นหนังที่ขาดรุ่งริ่ง

ประวัติศาสตร์การตามล่าหาพระคริสตธรรมคัมภีร์หรือคัมภีร์ไบเบิลอันเก่าแก่ หาใช่มีแต่เรื่องการขุดค้นหาสมบัติต้ดินเท่านั้น หากยังมีเรื่อง “ของจริงของปลอม” ด้วย  ขณะที่นักโบราณคดีเริ่มขุดค้นหมู่ถ้ำคุมราน ชาวเบดูอินคนอื่นๆ ก็ขุดหากันเองด้วย  แล้วขายสิ่งที่พบให้คานโด  ของชิ้นที่เขาซื้อในราคาสูงที่สุดเป็นม้วนหนังสือพระวิหาร (Temple Scroll) ความยาวเกือบแปดเมตร  ถือเป็นม้วนหนังสือเดดซียาวที่สุดในโลก  เมื่อปี 1967 ในช่วง “สงครามหกวัน” เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองอิสราเอลได้ยึดม้วนหนังสือพระวิหารจากบ้านของคานโด โดยกล่าวว่าเป็นทรัพย์สินของรัฐ หลังเหตุการณ์ครั้งนั้นมีรายงานว่า  คานโดได้ขนย้ายชิ้นส่วนม้วนหนังที่เหลือไปไว้กับญาติพี่น้องในเลบานอนอย่างลับๆ ก่อนจะย้ายไปเก็บยังห้องนิรภัยของธนาคารในสวิตเซอร์แลนด์

ในปี 2009 สตีฟ กรีน ผู้ก่อตั้งและประธานพิพิธภัณฑ์พระคริสตธรรมคัมภีร์แห่งใหม่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เริ่มกว้านซื้อพระคัมภีร์หายากและศิลปวัตถุ และรวบรวมมาได้ทั้งหมด 40,000 ชิ้น  ข้อผิดพลาดประการหนึ่งของกรีนคือการนำเข้าแผ่นจารึกดินเผาและโบราณวัตถุอื่นๆ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าน่าจะถูกปล้นมาจากอิรัก เขาต้องเสียค่าปรับเป็นเงินสามล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังถูกริบของกลางด้วย

ไบเบิล
เมื่อโบราณวัตถุเกี่ยวกับพระคริสตธรรมคัมภีร์หลั่งไหลเข้าสู่ท้องตลาดในปี 2008 หลังเกิดวิกฤตทางการเงินทั่วโลก สตีฟ กรีน ผู้ก่อตั้งและประธานพิพิธภัณฑ์พระคริสตธรรมคัมภีร์ในวอชิงตัน ดี.ซี. ก็ลงมือเริ่มกว้านซื้อ ไม่นานเขาต้องเผชิญด้านมืดของการค้าโบราณวัตถุ และจ่ายเงินเพื่อระงับข้อพิพาททางกฎหมายเป็นเงินสามล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการนำเข้าซึ่งวัตถุที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า น่าจะถูกปล้นมาจากอิรัก

เป็นเรื่องให้อภัยได้ หากคุณเริ่มตั้งคำถามชวนอึกอัก ณ จุดนี้ว่า   จะทำทั้งหมดนี้ไปเพื่ออะไรหรือ ทำไมจะต้องทุ่มเทกับพระคัมภีร์เก่าๆ และเศษกระดาษปาปิรุสของอียิปต์ที่เก่ากว่าด้วย คำตอบสั้นๆ คือ การได้พิสูจน์ว่าศรัทธาของพวกเขามาจากข้อเท็จจริงหรือเรื่องแต่งกันแน่

แต่หลักฐานเหล่านั้นดีแค่ไหน การสรุปว่าพระเจ้าในพระคริสตธรรมคัมภีร์มีอยู่จริงและพระองค์ตรัสกับเหล่าผู้เขียนพระคริสตธรรมคัมภีร์โบราณเช่นนั้น เรามีสิ่งที่พวกเขาเขียนในตอนนั้นละหรือ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่เคยมีการค้นพบข้อเขียนดั้งเดิมหรือที่นักวิชาการเรียกว่า “ลายมือต้นฉบับ” (autograph) เลย การที่ถ้อยคำเหล่านั้นเหลือรอดมาได้ ก็เพราะถูกคัดลอกด้วยมือนับครั้งไม่ถ้วน แม้แต่นักวิชาการหัวอนุรักษนิยมที่สุดยังยอมรับว่า ไม่มีต้นฉบับใดเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว

ไบเบิล
สวนสนุกแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ (Holy Land Experience) ในออร์แลนโด ซึ่งโฆษณาว่าเป็น “พิพิธภัณฑ์พระคริสตธรรมคัมภีร์ที่มีชีวิต” มีผู้แสดงในเหตุการณ์ย้อนยุคและถ้ำจำลองที่ค้นพบม้วนหนังสือเดดซี
พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ฉบับไวคลิฟฟ์ ซึ่งคัดลอกสำเนาด้วยมือเมื่อราวปี 1400 จัดแสดงอยู่ที่สวนสนุก ชาวคริสต์ในฟลอริดา ได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีพิเศษ จอห์น ไวคลิฟฟ์ นักเทววิทยาชาวอังกฤษ เป็นนักแปลมือหนึ่งซึ่งแปลพระคริสตธรรมคัมภีร์จากภาษาละตินเป็นภาษาอังกฤษธรรมดาที่เข้าใจง่าย อันเป็นการกระทำแปลกใหม่ที่เหล่าสงฆ์ในศาสนจักรพากันประณาม

ปีเตอร์ เฮด นักวิชาการจากออกซฟอร์ด ผู้ศึกษาคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ฉบับกรีก กล่าวว่า “ต้นฉบับพระคัมภีร์บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงภายใต้การควบคุม ความแตกต่างหรือความแปรผันปรากฏให้เห็น และเราพอจะรู้ว่ามาจากยุคไหนและทำไปทำไม สิ่งที่เป็นปัญหาตอนนี้คือ เราไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับยุคแรกๆมากพอ”

 


อ่านเพิ่มเติม

สืบเสาะค้นหาพระเยซูในประวัติศาสตร์

เรื่องแนะนำ

พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ แห่งใหม่ อัครสถานแสดงมหาสมบัติตุตันคามุน

พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์แห่งใหม่ คืออัครสถานสำหรับจัดแสดงมหาสมบัติของกษัตริย์ตุตันคามุน และเป็นสัญลักษณ์ของชาติที่เรียกร้องสิทธิการครอบครองอดีตของตนเอง ชายผู้นี้ไม่ใช่ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ธรรมดาๆ เขาสวมชุดลายพรางกับบู๊ตทหารไปทำงาน พลตรีอะเตฟ มุฟตาห์ หาใช่ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์แบบที่เราคุ้นเคย และ พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ หรือ “เจม” (Grand Egyptian Museum: GEM) ก็ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ทั่วๆไป มองไกลๆ อาคารแบบโพสต์โมเดิร์นที่แผ่กว้างของเจมนั้นใหญ่โตจนยากจะนึกภาพ ผังภายในออก เค้าโครงที่เหมือนหัวเรือยื่นออกไปดูคล้ายเรือยักษ์แล่นเกยตื้นอยู่กลางทะเลทราย เมื่อมองใกล้ๆ จะเห็นว่า ผนังด้านนอกของพิพิธภัณฑ์ตกแต่งด้วยลวดลายพีระมิด ดูคล้ายกับมหาพีระมิดแห่งกิซาที่อยู่ห่างออกไป ไม่ถึงสองกิโลเมตร นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่คู่ควรกับฟาโรห์ นายพลมุฟตาห์จบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ เขามีรูปร่างสันทัด หลังตรง มีบุคลิกของผู้นำ แม้ท่าทางใจดีและมีอารมณ์ขันถึงขนาดล้อเลียนตัวเองได้ ดูจะไม่เข้าเค้ากับภาพจำของผู้นำทางทหารในความคิดของผมก็ตาม บุคลิกที่ดูใจเย็นเมื่อเทียบกับแรงกดดันหนักหนาสาหัสที่เขาต้องเผชิญก็เช่นกัน พิพิธภัณฑ์เจมคือโครงการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดของรัฐบาลอียิปต์ อภิมหาโปรเจกต์ที่เริ่มต้นเมื่อ 20 ปี ที่แล้ว ต้องล่าช้ากว่ากำหนดหลายปี เนื่องจากการปฏิวัติอาหรับสปริงและการระบาดใหญ่ทั่วโลกของโควิด 19 ในประเทศที่ต้องพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวอย่างมาก นายพลมุฟตาห์กับทีมงานต้องทำงานภายใต้คำสั่ง เพื่อให้แน่ใจว่าการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะสำเร็จลุล่วงอย่างระบือลือไกล พลตรีมุฟตาห์สาธยายตัวเลขต่างๆว่า ที่นี่มีพื้นที่ใช้สอยเกือบ 45,000 ตารางเมตร โถงนิทรรศการ 12 ห้อง โบราณวัตถุ 100,000 ชิ้น […]

แพทย์แผนไทย

แพทย์แผนไทย ย้อนหลังไป 50 ปีที่แล้ว  การแพทย์แผนไทยที่หายไปจากท้องถิ่น  การใช้ ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ซึ่งเป็นตำราแพทย์ของไทยภาคกลางในการสอบประกอบโรคศิลปะตั้งแต่ พ.ศ. 2479 ทำให้หมอพื้นบ้านจากภาคอื่นๆ ที่มีความรู้เกี่ยวกับการรักษาและสมุนไพรเฉพาะถิ่นสอบตก หยุดรักษา และบางคนอาจถึงกับต้องเผาตำราทิ้ง เพราะกลัวทางการจับกุม จนอาจเรียกได้ว่าเป็นการล่มสลายของการ แพทย์แผนไทย หากถอยหลังกลับไปไกลกว่านั้น  หลังก่อตั้ง “โรงศิริราชพยาบาล” เมื่อ พ.ศ. 2431 โรงเรียนราชแพทยาลัยเพื่อผลิตแพทย์ก็เกิดขึ้นในอีกสองปีต่อมา ในช่วง 25 ปีแรก มีการเรียนการสอนแพทย์แผนไทยควบคู่ไปกับแพทย์แผนตะวันตก แล้วยุติการสอนแพทย์แผนไทยใน พ.ศ. 2458  การแพทย์แผนไทยจึงจำกัดวงอยู่เฉพาะกลุ่มคนที่เข้าถึงองค์ความรู้และคนที่เข้าไม่ถึงการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่พอมีความรู้การแพทย์พื้นบ้านเท่านั้น แต่ทุกวันนี้  เมื่อหันมาสังเกตรอบตัวจึงพบว่า  สมุนไพรเริ่มกลับมาเป็นของประจำบ้านในรูปบรรจุภัณฑ์ทันสมัย  เมื่อผสมรวมเข้ากับข่าวคราวเกี่ยวกับแพทย์แผนไทยที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ เช่น โครงการเมืองสมุนไพร  การตั้งโรงพยาบาลแพทย์แผนไทย การให้การบริการแพทย์แผนไทยในระดับตำบล  ก็ชวนให้คิดว่า ยุคนี้เป็นยุคที่การแพทย์แผนไทยกำลังหวนกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง จนฉันอยากเรียกเล่นๆ ว่า เป็นยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาของแพทย์แผนไทยเลยทีเดียว พทป. ทวิช ปรีดี  แพทย์แผนไทยประยุกต์ประจำร้านขายยาโพธิเงิน-อภัยภูเบศร โอสถ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เล่าถึงวิธีการรักษาแบบแพทย์แผนไทยของที่นี่ว่า “ตามกระบวนการเริ่มจากซักประวัติ ตรวจร่างกายและวินิจฉัยโรค […]

ความรู้ว่าด้วยพระเมรุมาศ

เรียบเรียงโดย  ปณธาดา  ราชกิจ ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อภินันทนาการพร้อมนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย พฤศจิกายน 2551   แนวคิดและความเชื่อ ตามคติความเชื่อแต่โบราณของไทยนั้น พระมหากษัตริย์รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ล้วนแล้วแต่สืบเชื้อสายมาจากสมมติเทพ เมื่อถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ ทุกพระองค์จะเสด็จสู่ทิพยสถาน ณ พระสุเมรุบรรพต (เขาพระสุเมรุ) การถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจึงเปรียบเสมือนการส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยและการสร้างพระเมรุมาศก็เปรียบได้กับการจำลองเขาพระสุเมรุมาประดิษฐาน ณ โลกมนุษย์ ในทางพระพุทธศาสนา การสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ สามารถอธิบายโดยใช้แนวคิดเรื่องไตรภูมิ กล่าวคือ พระเมรุมาศนั้นเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรือภพภูมิทั้งสาม ส่วนอาคารที่รายรอบเปรียบได้กับเขาสัตตบริภัณฑ์ วิมานท้าวจตุโลกบาล และยังมีเหล่าทวยเทพ ณ สวรรค์ชั้นฟ้า พร้อมทั้งสัตว์ต่างๆในป่าหิมพานต์อีกด้วย   พระเมรุมาศในอดีต ในอดีตการจัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพมีความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติในสมัยอยุธยามีธรรมเนียมว่า หลังเสร็จการพระบรมศพหรือพระศพ สถานที่ที่ใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจะอุทิศเพื่อสร้างวัดหรือเจดีย์ เช่น สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสุริโยทัย ได้สถาปนาเป็นพระเจดีย์วิหารและได้ชื่อว่า ”วัดสบสวรรค์” เป็นต้น ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๔๙) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการพูนดินหน้าพระวิหารแกลบเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับถวายพระเพลิง จึงอาจถือเป็นสถานที่ถาวรแห่งแรกสำหรับงานพระบรมศพตามราชประเพณี โดยไม่ต้องสร้างวัดหรือวิหารหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีเหมือนแต่ก่อน การปลูกสร้างพระเมรุมาศในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีความยิ่งใหญ่อลังการ ตามหลักฐานจดหมายเหตุเกี่ยวกับพระเมรุมาศสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระบุว่า ”พระเมรุมาศ…โดยขนาดใหญ่ ชื่อ ๗ วา ๒ ศอก โดยลง ๒ เส้น ๑๑ วา ศอกคืบ มียอด ๕ ภายในพระเมรุทองนั้น ประกอบด้วยเครื่องสรรพโสภณวิจิตรต่างๆ สรรพด้วยพระเมรุทิศพระเมรุราย แลสามสร้าง”   พระเมรุมาศสมัยต้นรัตนโกสินทร์ งานออกพระเมรุสมัยต้นรัตนโกสินทร์ถือเป็นงานยิ่งใหญ่สมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี กอปรกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมและประเพณีดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีให้กลับคืนมา เพื่อเป็นแบบแผนของแผ่นดินสืบไปในภายภาคหน้า การพระเมรุในยุคนั้นจึงได้จัดตามราชประเพณีโบราณอย่างยิ่งใหญ่ รวมไปถึงการสร้างพระเมรุมาศและเครื่องประกอบต่างๆด้วย การสร้างพระเมรุมาศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ จนถึงปลายรัชกาลที่ ๕ ยึดหลักการสร้างตามโบราณราชประเพณี กล่าวคือพระเมรุมาศมีขนาดใหญ่ ตัวพระเมรุมี ๒ ชั้น โดยมีพระเมรุทองอยู่ภายในพระเมรุชั้นนอกที่ทำเป็นยอดปรางค์ สำหรับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือได้ว่าเป็นพระเมรุมาศสุดท้ายที่สร้างตามคตินิยมเช่นนี้   พระเมรุมาศสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น พระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งให้ทำงานพระเมรุมาศของพระองค์แต่พอเผา กล่าวคือให้ตัดทอนการพระบรมศพและพระเมรุมาศให้เล็กลงพอแค่ถวายพระเพลิงได้ ไม่ต้องใหญ่โตเกินความจำเป็นเพราะเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรชาติอย่างสูง อีกทั้งพระเมรุมาศนั้นสร้างครั้งเดียวแล้วก็รื้อ ไม่ใช่ถาวรวัตถุแต่อย่างใด ครั้นพอถึงงานพระเมรุมาศของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงสนองพระราชประสงค์ในพระบรมชนกนาถ และได้ยึดถือเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันด้วย   พระเมรุมาศสมัยปัจจุบัน ในรัชกาลปัจจุบัน การก่อสร้างพระเมรุมาศยังคงยึดหลักการตามแนวพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้มีการเพิ่มแนวคิดในการใช้ประโยชน์จากโบราณราชประเพณีให้คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย การก่อสร้างจึงคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างประหยัด และสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อได้อีกด้วย อย่างพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานหลักการสำคัญแก่กรมศิลปากรว่า หลังถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว วัสดุต่างๆต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อีก ซึ่งแนวพระราชดำรินี้กรมศิลปากรได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อมา สำหรับพระเมรุมาศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (เรียกว่า “พระเมรุ” มีลักษณะเช่นเดียวกับพระเมรุมาศ แต่มีขนาดเล็กลง และไม่มีพระเมรุทองภายใน ใช้สำหรับพระพิธีพระศพ พระราชวงศ์ที่ทรงฐานานุศักดิ์ใช้ราชาศัพท์ว่า “ทิวงคต” หรือ “สิ้นพระชนม์”) ก็ได้มีการเลือกใช้วัสดุที่ก่อสร้างได้ง่าย ไม่เปลืองทรัพยากร และก่อประโยชน์สูงสุด จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ เพื่อสนองแนวพระราชดำริ อาทิ โครงสร้างของเรือนต่างๆ โดยรอบมณฑลพิธีนั้น จากเดิมที่ใช้ไม้ในการสร้างก็ปรับเปลี่ยนเป็นเหล็ก ซึ่งเป็นการลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีแล้ว   พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นั้น เป็นกุฎาคารลักษณะเป็น ”เรือนยอด” หรือเรือนที่มีหลังคาต่อเป็นยอดแหลม เป็นพระเมรุทรงยอดปราสาทจตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง ยอดปักด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาวเจ็ดชั้น) อันเป็นเครื่องแสดงพระอิสริยยศ รูปแบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมนั้นคล้ายพระเมรุของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ฐานพระเมรุจัดทำเป็นสองระดับ ระดับแรกเรียกว่า ฐานชาลา ประดับด้วยรูปเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรกตรงกลางเป็นโคมประทีปแก้ว ด้านในมีรูปเทวดาประทับยืนถือฉัตรเครื่องสูงรายรอบ ระดับที่สองหรือฐานบนเรียกว่า ฐานพระเมรุ เป็นฐานสิงห์ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้งสี่ทิศ ที่เชิงบันไดมีรูปสัตว์หิมพานต์ตั้งประกอบอยู่ด้านละหนึ่งคู่ แสดงความเป็นป่าหิมพานต์ตามคติไตรภูมิ พระเมรุทั้งด้านในและด้านนอกประดับตกแต่งด้วยลวดลายใกล้เคียงกับพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่วิจิตรสวยงามเรียบง่าย ทำด้วยผ้าทองย่นฉลุลายซ้อนทับกระดาษสี ซึ่งใช้สีทองและสีแดงเป็นหลัก ตัวพระเมรุนั้นจะตั้งอยู่ศูนย์กลาง รายล้อมด้วยอาคารต่างๆภายในขอบรั้วราชวัติ สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยมีพระที่นั่งทรงธรรมอยู่ด้านหน้า ส่วนสถาปัตยกรรมอันเป็นอาคารประกอบต่างๆมีดังนี้   […]