ของเล่นทำมือ สมบัติเดียวที่ เด็กผู้ลี้ภัย ในยูกันดามี - National Geographic

ของเล่นทำมือ สมบัติเดียวที่เด็กผู้ลี้ภัยในยูกันดามี

แม้แต่ถุงพลาสติกก็กลายมาเป็นของเล่นได้ ด้านขวาคือ James Lokusan วัย 10 ขวบ กำลังโพสต์ท่าถ่ายภาพกับรถของเล่นที่เขาประดิษฐ์ขึ้น

ของเล่นทำมือ สมบัติเดียวที่ เด็กผู้ลี้ภัย ในยูกันดามี

ค่ายผู้ลี้ภัยบิดีบิดี, ยูกันดา – เด็กๆ ได้ยินเสียงรถยนต์ของเราก่อนตัวรถจะเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายหลักที่ฟุ้งไปด้วยฝุ่นสีแดงเสียอีก ฝุ่นที่คลุ้งกระจายนั้นหนามาก และแปลกดีที่ไม่กี่วันต่อมา ฉัน (นีนา สตรอคลิก – ผู้เขียน) เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งใช้ฝุ่นแดงๆ เหล่านั้นทาปากแทนลิปสติก เราจอดรถที่ร่มเงาใต้ต้นไม้ พวกเด็กๆ พร้อมกันอยู่แล้วสำหรับการถ่ายภาพดูได้จากหุ่นดินเหนียวในมือ ทีแรกพวกเขาแสดงอาการเหนียมอาย แต่พอคุ้นเคยก็พากันอวดของเล่นที่มี ส่วนเด็กที่ไม่ได้พกมาก็รีบวิ่งกลับที่พักไปหยิบดินเหนียวที่ถูกปั้นเป็นรูปต่างๆ อาทิ รถยนต์ คน และอื่นๆ อีกมากมายมาโชว์

เด็กๆ กลุ่มนี้เกือบจะได้เป็นชาวเซาท์ซูดานรุ่นแรกที่เติบโตในช่วงเวลาเอกราชของประเทศ น่าเสียดายที่สงครามกลางเมืองทำลายทุกอย่าง ทุกวันนี้เด็กชาวเซาท์ซูดานมากกว่า 1 ล้านคนต้องอพยพออกนอกประเทศ เติบโตในค่ายผู้ลี้ภัยที่ตั้งขึ้นในยูกันดา และประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ แทน ชีวิตในค่ายยากลำบากก็จริง แต่เด็กๆ เหล่านี้ก็เรียนรู้ที่จะสร้างความเพลิดเพลินให้แก่ตนเอง แม้กระทั่งในพื้นที่ห่างไกลที่สุด โดยเฉพาะในค่ายบิดีบิดีที่มีผู้ลี้ภัยเด็กมากถึง 200,000 คน ดินสีแดงให้อะไรมากกว่าแค่เป็นดินธรรมดา

เด็กผู้ลี้ภัย
Isaac Lemi วัย 13 ปี เด็กผู้ลี้ภัยชาวเซาท์ซูดานในยูกันดาถือรถบัสของเล่นในมือ ตัวรถทำมาจากลังของ World Food Program ของเล่นจริงๆ หาได้ยากในค่ายผู้ลี้ภัย ดังนั้นเด็กๆ ที่นี่จึงสร้างของเล่นขึ้นเองด้วยสองมือ

 

บิดีบิดี (Bidibidi) คือชื่อของค่ายผู้ลี้ภัยในยูกันดาที่ทอดตัวเหยียดยาวสุดลูกหูลูกตา ที่นี่คือบ้านของชาวเซาท์ซูดานจำนวนมากกว่า 300,000 คน  โซน 5 ของค่ายตั้งอยู่ห่างจากโซน 1 ที่ยูเอ็นและองค์กรอื่นๆ ตั้งฐานรับความช่วยเหลือในระยะขับรถ 1 ชั่วโมงถึง และหมู่บ้าน 19 สถานที่ที่พวกเราเดินทางมาคือพื้นที่ชายขอบของค่ายที่มีพื้นที่กว้างใหญ่พอๆ กับกรุงลอนดอน

ตัวฉัน และโนรา โลเร็ก ช่างภาพสาวเดินทางมายังหมู่บ้านแห่งนี้เพื่อพบปะกับกลุ่มผู้หญิงชาวเซาท์ซูดานที่กำลังปักผ้าปูที่นอนซึ่งเรียกกันว่า “มีลาญา” (Milaya) นกกระพือปีก, ดอกไม้ และต้นไม้นานาพรรณ ลวดลายทั้งหมดถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยสองมือ ภูมิปัญญาท้องถิ่นเหล่านี้ส่งต่อจากแม่มายังลูกสาว และผ้าปักมืออันวิจิตรงดงามเหล่านี้ยังถูกมอบให้เป็นของขวัญวันแต่งงาน หรือใช้ประดับตกแต่งบ้าน แต่ละผืนใช้เวลาปักนานหลายสัปดาห์ บ้างหลายเดือน ปกติแล้วการปักมีลาญาคืองานอดิเรก แต่ที่ค่ายบิดีบิดีนี่คือการฆ่าเวลาแก้เบื่อ ลูกค้ามีไม่มากนัก และที่นี่ก็ใช้มีลาญาสำหรับตกแต่งโบสถ์ หรือประดับลานศพเท่านั้น แม่ๆ ผู้ลี้ภัยปักผ้าขณะที่ลูกไปโรงเรียน ตักน้ำ หรือในตอนที่พวกเขากำลังปั้นของเล่นชิ้นใหม่ๆ จากดิน

ใกล้กันนั้น โนราสังเกตเห็นเด็กชายคนหนึ่งเล่นกับของเล่นที่ปั้นมาจากโคลนสีน้ำตาล เธอถามเด็กน้อยว่าขอถ่ายรูปได้ไหม? หนูน้อยยืนขึ้นให้ถ่ายภาพ ของเล่นวางแบในมือโดยมีกระท่อมเป็นฉากหลัง เด็กคนอื่นวิ่งเข้ามาสมทบ พวกเขามีรถที่ประดิษฐ์จากลังกระดาษของ World Food Program บางคนมีรถยนต์ ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำลองที่ปั้นจากดิน ชีวิตในค่ายที่แทบไม่มีอะไรให้ซื้อขาย เด็กเหล่านี้สร้างโลกของพวกเขาขึ้นมาเอง

เด็กผู้ลี้ภัย
ของเล่นทำมือพบได้ทั่วไปในค่าย และเด็กๆ เองก็เป็นกลุ่มประชากรที่มีจำนวนมากที่สุด จากภาพคือ Peter Mandela (ภาพซ้าย) Wane Samuel และ Cosmas Amule (ภาพกลาง) และภาพขวาคือ Loghua Burkene
เหล่านี้คือของเล่นที่เด็กๆ ประดิษฐ์ขึ้นจากวัสดุรอบตัว

ล่ามวัย 24 ปีของเรามีนามว่า “Asha” ดูเหมือนว่าเธอจะรู้จักคนครึ่งค่าย Asha เล่าว่า เธอและพี่ชายใช้เวลาหลายชั่วโมงหมดไปกับการปั้นของเล่นในเซาท์ซูดาน เพื่อสอนเทคนิคการทำของเล่นด้วยตนเองแก่เด็กๆ และแน่นอนในฐานะผู้หญิง แม่สอนวิธีการปักมีลาญาให้แก่เธอเช่นกัน ทุกวันนี้เธอยังเก็บมีลาญาผืนงามสีชมพู ที่มีลวดลายดอกไม้สีม่วง, เหลือง และแดงรายล้อมด้วยใบไม้เอาไว้ ถ้าคุณถามผู้ลี้ภัยเหล่านี้ว่าพวกเขาเอาอะไรติดตัวมาบ้าง? ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจากบ้านโดยมีสมบัติเพียงไม่กี่ชิ้นห่อมาในผ้าปูเตียง บนถนนที่ทอดยาวสู่ยูกันดา Asha บรรยายว่าเด็กๆ อาจล้มตายระหว่างทางจากความเหนื่อยล้า หรือการขาดอาหาร ร่างของพวกเขาคงจะถูกฝังใต้ต้นไม้บริเวณนี้ และเมื่อกลางคืนมาถึง บางครั้ง Asha เผลอคิดไปว่านี่ฉันกำลังตั้งแคมป์นอนทับบนที่ที่เคยมีเด็กตายอยู่หรือเปล่า

เด็กผู้ลี้ภัย
Susan James วัย 10 ขวบ โชว์ตุ๊กตาให้ช่างภาพดู
เด็กผู้ลี้ภัย
ตุ๊กตาของ Simon Ayole วัย 13 ปี ไม่เหมือนใคร เพราะมีเส้นผมด้วย

ย้อนกลับไปในปี 2011 เซาท์ซูดานได้รับการประกาศให้เป็นประเทศเกิดใหม่ หลังสู้รบกับซูดานมานานครึ่งศตวรรษ ทว่าความหวังว่าชีวิตคงขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ดีขึ้นช่างสั้นนัก สงครามกลางเมืองอุบัติขึ้นในปี 2013 และอีกครั้งในปี 2016 ท่ามกลางการสังหารหมู่อันนองเลือด ผู้คนพากันอพยพหนีไปยังยูกันดา เดือนสิงหาคมในปีนั้นมีรายงานว่าจำนวนผู้ลี้ภัยที่เดินทางมายังยูกันดามากถึง 6,000 คนต่อวัน ผืนป่าเริ่มรายล้อมไปด้วยกระท่อมเล็กๆ และต่อมาก็กลายเป็นค่ายผู้ลี้ภัยขนาดใหญ่ ทุกวันนี้ค่ายบิดีบิดีมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากค่ายผู้ลี้ภัยคอกส์บาซาร์ ในบังกลาเทศ

แต่ยูกันดาไม่เหมือนหลายประเทศทั่วโลก เพราะพลเมืองชั่วคราวเหล่านี้มีสิทธิที่จะหางานทำ และเข้าถึงการศึกษา จากนโยบายรองรับผู้ลี้ภัย ตัวค่ายเองก็ไม่ได้เบียดเสียดไปด้วยเต็นท์ผ้าใบดังที่ใครหลายคนคิด ครอบครัวชาวเซาท์ซูดานเหล่านี้อาศัยอยู่ในกระท่อมที่มีแปลงข้าวโพด, ข้าว หรือผักอื่นๆ ขนาดไม่ใหญ่โตมากนัก น้ำที่ใช้อุปโภคบริโภคไหลมาจากท่อที่มีหัวก๊อก และมากกว่าครึ่งของโรงเรียนในค่ายถูกสร้างขึ้นอย่างถาวร ทั้งยังมีคลินิกก่อขึ้นจากก้อนอิฐที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

เด็กผู้ลี้ภัย
โทรศัพท์มือถือ, วิทยุ และเฮลิคอปเตอร์ ของเล่นเหล่านี้ถูกปั้นขึ้นมาจากดินโคลน
เด็กผู้ลี้ภัย
นอกจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แล้ว ตุ๊กตาก็เป็นอีกสิ่งที่เด็กๆ นิยมปั้นกัน
เด็กผู้ลี้ภัย
ภาพซ้ายคือลูกบอลที่ทำจากลังกระดาษ ส่วนภาพซ้ายคือกระเป๋าสำหรับไว้ใส่สมุดไปโรงเรียนที่แม่ทำให้ Alex Lomore

ชีวิตของผู้ลี้ภัยชาวเซาท์ซูดานดูปลอดภัย ทว่ายากจนแสนเข็ญ บ้านของพวกเขาเต็มไปด้วยเอกสารจากเอ็นจีโอมากมาย ส่วนเฟอร์นิเจอร์ก็มีแค่ฟูกนอนจากแผ่นโฟม เก้าอี้พลาสติก และโคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์ ตลาดที่พอจะจับจ่ายซื้อหาสินค้าได้ขายแค่สบู่กับโซดา ดังนั้นของใช้ต่างๆ จึงถูกสร้างขึ้นด้วยมือของผู้ลี้ภัยเอง ตัวอย่างที่น่าประทับใจคือเด็กๆ ที่ใช้สิ่งที่มีอย่างสมบูรณ์ล้นเหลือให้เกิดประโยชน์ มันคือ “ดิน” เราเดินทางไกลมาถึงที่นี่ก็เพื่อชมความชาญฉลาดและความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขา ซึ่ง Asha พานักประดิษฐ์ตัวจิ๋วเหล่านี้มาถ่ายรูปเรียงคน

เด็กผู้ลี้ภัย
คอมพิวเตอร์ของเด็กๆ ทำขึ้นจากกระดาษ

ไม่กี่วันถัดมา เด็กๆ ทราบว่าพวกเรากลับมายังหมู่บ้านแห่งนี้อีกครั้งเพื่อเก็บข้อมูลเพิ่ม พวกเขาเข้าแถวเรียงรายตามสองข้างถนน และดึงเราให้เดินเข้าไปยังร้านน้ำชาเล็กๆ ที่ซึ่งเราได้พบกับของเล่นสุดสร้างสรรค์คอลเลคชั่นล่าสุด วิทยุดินเหนียวที่มีแท่งไม้เสียบแทนเสา, ตุ๊กตาดินเหนียวที่มีผมสีดำเต็มหัว และสิงห์นักบิดสวมหมวกกันน็อคบนมอเตอร์ไซค์จำลอง

เด็กชายคนหนึ่งถือปืนดินเหนียวอย่างระมัดระวังให้โนราถ่ายภาพ Asha สั่งให้เด็กที่เหลือต่อแถวตามหลังเธอ บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงโหวกเหวกปนเสียงหัวเราะ บางคนยังคงตกแต่งของเล่นของตนอย่างประณีตแม้อยู่ในแถว ที่ท้ายแถวเด็กชายคนสุดท้ายผู้สวมเสื้อลาย และมีรอยยิ้มกว้างกำลังพยายามปั้นก้อนดินในมือให้เป็นของเล่นชิ้นใหม่

เรื่อง นีนา สตรอคลิก

ภาพถ่าย โนรา โลเร็ก

เด็กผู้ลี้ภัย
แม้แต่แท่งไม้ก็กลายมาเป็นของเล่นได้
เด็กผู้ลี้ภัย
ภาพซ้าย Brian Otim โชว์ของเล่นที่สร้างจากพลาสติกหลายชิ้นนำมาประกอบกัน ส่วนภาพขวาคือปืนที่ปั้นขึ้นจากดินของ Falidi Aharo
เด็กผู้ลี้ภัย
กล่องใส่สบู่แปลงร่างมาเป็นรถมินิบัส
เด็กผู้ลี้ภัย
Martin Salah กับรถบรรทุกที่สร้างจากกล่องใส่สบู่
เด็กสองคนนี้อวดรถที่พวกเขาสร้างขึ้นมากับมือ

 

อ่านเพิ่มเติม

บ้านแสนสุขของผู้ลี้ภัยเซาท์ซูดาน

 

เรื่องแนะนำ

เมื่อโลกติดไวรัส โควิด-19 :รายงานในเบลเบียม

ในวอร์ดผู้ป่วย โควิด-19 บุคลากรทางการแพทย์ที่เหนื่อยอ่อนดูแลคนไข้และคอยรับฟังความกลัวในเสียงกระซิบของพวกเขา  “ถ้าฉันไม่ทำ” พยาบาลผู้หนึ่งถาม “แล้วใครจะทำล่ะ” เซดริก เครเบเฮย์ แต่งตัวตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์รอบตัวเขา ได้แก่ หน้ากากอนามัย เฟซชิลด์ป้องกันใบหน้า ชุดป้องกันการติดเชื้อ ถุงสองชั้นหุ้มรองเท้า ถุงมือสองชั้น เขาฝึกถือกล้องและใช้งานผ่าน ชั้นพลาสติก ที่บ้านพักคนชราแห่งหนึ่งในกรุงบรัสเซลส์ เขาเฝ้ามองหญิงสูงวัยผู้หนึ่งจ้องเข้าไปในดวงตาพยาบาลที่มาตรวจเชื้อ โควิด-19 ให้เธอ “เช เปอ” ฉันกลัว ผู้หญิงคนนั้นบอก พยาบาลจับมือเธอไว้ โน้มเข้าไปใกล้ๆ แล้วบอกว่า ฉันก็กลัวค่ะ เธอกับทีมงานอยู่ระหว่างตรวจหาเชื้อให้ผู้คนเกือบ150 คนภายในวันนั้นวันเดียว หลังจากตรวจเสร็จ เธอก็หันมาทางเครเบเฮย์ น้ำเสียงเธอฟังดูทั้งแตกสลาย แข็งแกร่ง โศกสลด และโกรธเกรี้ยวในเวลาเดียวกัน “ไม่มีใครเข้าใกล้คนเหล่านี้ได้ค่ะ” เธอบอก “ถ้าฉันไม่ทำ แล้วใครจะทำล่ะ” เครเบเฮย์วัย 43 ปี เป็นหลานของชาวเบลเยียมและชาวดัตช์ผู้รอดตายจากสงครามโลกครั้งที่สอง ในฐานะช่างภาพข่าว การยืนอยู่เบื้องหน้าการสู้รบด้วยอาวุธและความตายไม่ใช่เรื่องผิดวิสัยสำหรับเขา แต่ระหว่างใช้เวลาอยู่ตามโรงพยาบาล สถานดูแลผู้สูงอายุ และรถตู้ขนส่งศพเมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา เครเบเฮย์ก็ตระหนักว่า ชาวเบลเยียมรุ่นเขากำลังเป็นประจักษ์พยานผู้เห็นชาติของตนประสบวิกฤติเป็นครั้งแรกและกำลังหวาดกลัวเช่นเดียวกับที่คนเบลเยียมรุ่นปู่ย่าเคยประสบมาก่อน ในช่วงสองสามสัปดาห์ระหว่างเดือนมีนาคมและเมษายน อัตราป่วยตายต่อหัวจากโรคโควิด-19 ของเบลเยียมดูจะอยู่ในอันดับสูงสุดของโลก […]

ลมหายใจจากรุ่นสู่รุ่นของชนเผ่าบาจาว ยิปซีแห่งท้องทะเล

ชนเผ่าบาจาว ผู้อาศัยในท้องทะเลตลอดชีวิต จนเกิดลักษณะพิเศษทางกายภาพ พวกเขากำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลง ชนเผ่าบาจาว – ในมหาสมุทรแปซิฟิค มีพื้นที่พิเศษที่นักวิทยาศาสตร์ให้คำจำกัดความว่า “สามเหลี่ยมปะการัง”    เป็นทะเลที่มีอาณาเขตเชื่อมต่อระหว่างสามประเทศ ด้านบนคือฟิลิปปินส์ ทางตะวันตกเป็นเกาะบอร์เนียวของมาเลเซียจรดอินโดนีเซีย ส่วนด้านตะวันออกคลุมพื้นที่จนสุด ปาปัวนิวกินี      จากการศึกษาบริเวณนี้มีปะการังกว่า 76% ของชนิดที่พบในโลกพบในบริเวณนี้    ปริมาณและชนิดของสัตว์น้ำมีความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่าแหล่งอื่นๆ บนโลก และมีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 6 ล้านตารางกิโลเมตร ด้วยความหลากหลายของทรัพยากรสัตว์น้ำอันอุดมสมบูรณ์ บริเวณนั้นมีชาติพันธุ์พิเศษเร่ร่อนอยู่ในท้องทะเล หลายคนเรียกพวกเขาว่า ‘ยิปซีแห่งท้องทะเล’  หรือ ‘ ชนเผ่าบาจาว ’ นั่นเอง แต่เดิมชนเผ่าบาจาวอาศัยอยู่แต่ในเรือไม่ได้ลงหลักปักฐานสร้างบ้านอยู่แต่อย่างใด ชนเผ่าพิเศษนี้อาศัยท้องทะเลตลอดทั้งชีวิต  บรรพบุรุษของพวกเขาล้วนอาศัยอยู่ในท้องทะเล อาศัยตัวเปล่าและการกลั้นลมหายใจโดยไร้อุปกรณ์ดำน้ำจับสัตว์น้ำ  อาศัยเพียงลมหายใจเดียวในการดำน้ำ จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์พบว่า เนื่องจากชาวบาจาวใช้เวลาหลายชั่วโมงของแต่ละวันในการดำน้ำ ทำให้พวกเขามี DNA พิเศษไม่เหมือนผู้คนผู้อาศัยอยู่บนแผ่นดินใหญ่ DNA ที่ว่าส่งผลให้ม้ามของชนเผ่าบาจาวมีขนาดใหญ่กว่าผู้อาศัยบนบกในพื้นที่ใกล้เคียงกันถึง 50% ชาวบาจาวจึงสามารถดำน้ำได้นานถึง 13 นาที และลงไปได้ลึกกว่า 60 เมตรด้วยตัวเปล่า เมื่อเทียบกับคนทั่วไปที่สามารถกลั้นหายใจได้ราวหนึ่งนาทีเท่านั้น ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพนี้ อาศัยการวิวัฒนาการในช่วงหลายพันปีที่ผ่านมา จากการศึกษาหลักฐานของชนเผ่าบาจาวย้อนกลับไปได้ถึง 15,000 […]

ผู้หญิง : ศตวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลง – บทบรรณาธิการ

ผู้หญิง : ศตวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลง – บทบรรณาธิการ ฉากแรกในประวัติศาสตร์ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ไม่มี ผู้หญิง อยู่เลยสักคน เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม ค.ศ. 1888 เมื่อสุภาพบุรุษ 33 คนซึ่งมีทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักภูมิศาสตร์ ตลอดจนผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญสาขาอื่นๆ มารวมตัวกันที่คอสมอสคลับในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และเห็นพ้องต้องกันในการก่อตั้งสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก คลังภาพของเราไม่มีภาพถ่ายเหตุการณ์นั้น เพราะไม่มีการบันทึกภาพไว้ ซึ่งดูจะเป็นเรื่องย้อนแย้งสักหน่อย เพราะหากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก จะเป็นที่รู้จักจากอะไรสักอย่าง ก็คงไม่พ้นการสร้างและเก็บรักษาบันทึกที่มองเห็นได้ของชีวิตบนโลก เมื่อเวลาผ่านไป คลังภาพของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ก็เติบโตขึ้น จนปัจจุบันมีภาพถ่ายทั้งที่จับต้องได้และอยู่ในรูปดิจิทัลมากกว่า 64 ล้านภาพ ขณะเดียวกัน บันทึกอีกอย่างก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้น นั่นคือ เรื่องราวของ ผู้หญิง จากทั่วทุกมุมโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ภาพถ่ายเหล่านี้ซึ่งส่วนใหญ่บันทึกไว้ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ไม่เพียงสะท้อนภาพแห่งยุคสมัย แต่ยังเผยให้เห็นว่า ผู้หญิง ถูกมองและได้รับการปฏิบัติอย่างไร พวกเธอมีอำนาจมากน้อยแค่ไหน หรือไม่มีเลย คุณจะได้ชมภาพบางส่วนเหล่านั้นจากคลังภาพของเราในฉบับพิเศษว่าด้วยผู้หญิง นับเป็นฉบับแรกที่นักเขียน ช่างภาพ และศิลปินที่เกี่ยวข้องทั้งหมดล้วนเป็นผู้หญิง […]

สืบเสาะค้นหาพระเยซูในประวัติศาสตร์

พระเยซูคือบุคคลที่เสียงแตกเป็นสองฝ่าย ผู้ที่เชื่อจะเคารพบูชา ในขณะที่ผู้ไม่เชื่อจะมองว่าทั้งหมดเป็นนิทาน และขณะนี้นักโบราณคดีกำลังไขความจริงจากตำนานเรื่องเล่าขานนี้