ของเล่นทำมือ สมบัติเดียวที่ เด็กผู้ลี้ภัย ในยูกันดามี - National Geographic

ของเล่นทำมือ สมบัติเดียวที่เด็กผู้ลี้ภัยในยูกันดามี

แม้แต่ถุงพลาสติกก็กลายมาเป็นของเล่นได้ ด้านขวาคือ James Lokusan วัย 10 ขวบ กำลังโพสต์ท่าถ่ายภาพกับรถของเล่นที่เขาประดิษฐ์ขึ้น

ของเล่นทำมือ สมบัติเดียวที่ เด็กผู้ลี้ภัย ในยูกันดามี

ค่ายผู้ลี้ภัยบิดีบิดี, ยูกันดา – เด็กๆ ได้ยินเสียงรถยนต์ของเราก่อนตัวรถจะเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายหลักที่ฟุ้งไปด้วยฝุ่นสีแดงเสียอีก ฝุ่นที่คลุ้งกระจายนั้นหนามาก และแปลกดีที่ไม่กี่วันต่อมา ฉัน (นีนา สตรอคลิก – ผู้เขียน) เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งใช้ฝุ่นแดงๆ เหล่านั้นทาปากแทนลิปสติก เราจอดรถที่ร่มเงาใต้ต้นไม้ พวกเด็กๆ พร้อมกันอยู่แล้วสำหรับการถ่ายภาพดูได้จากหุ่นดินเหนียวในมือ ทีแรกพวกเขาแสดงอาการเหนียมอาย แต่พอคุ้นเคยก็พากันอวดของเล่นที่มี ส่วนเด็กที่ไม่ได้พกมาก็รีบวิ่งกลับที่พักไปหยิบดินเหนียวที่ถูกปั้นเป็นรูปต่างๆ อาทิ รถยนต์ คน และอื่นๆ อีกมากมายมาโชว์

เด็กๆ กลุ่มนี้เกือบจะได้เป็นชาวเซาท์ซูดานรุ่นแรกที่เติบโตในช่วงเวลาเอกราชของประเทศ น่าเสียดายที่สงครามกลางเมืองทำลายทุกอย่าง ทุกวันนี้เด็กชาวเซาท์ซูดานมากกว่า 1 ล้านคนต้องอพยพออกนอกประเทศ เติบโตในค่ายผู้ลี้ภัยที่ตั้งขึ้นในยูกันดา และประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ แทน ชีวิตในค่ายยากลำบากก็จริง แต่เด็กๆ เหล่านี้ก็เรียนรู้ที่จะสร้างความเพลิดเพลินให้แก่ตนเอง แม้กระทั่งในพื้นที่ห่างไกลที่สุด โดยเฉพาะในค่ายบิดีบิดีที่มีผู้ลี้ภัยเด็กมากถึง 200,000 คน ดินสีแดงให้อะไรมากกว่าแค่เป็นดินธรรมดา

เด็กผู้ลี้ภัย
Isaac Lemi วัย 13 ปี เด็กผู้ลี้ภัยชาวเซาท์ซูดานในยูกันดาถือรถบัสของเล่นในมือ ตัวรถทำมาจากลังของ World Food Program ของเล่นจริงๆ หาได้ยากในค่ายผู้ลี้ภัย ดังนั้นเด็กๆ ที่นี่จึงสร้างของเล่นขึ้นเองด้วยสองมือ

 

บิดีบิดี (Bidibidi) คือชื่อของค่ายผู้ลี้ภัยในยูกันดาที่ทอดตัวเหยียดยาวสุดลูกหูลูกตา ที่นี่คือบ้านของชาวเซาท์ซูดานจำนวนมากกว่า 300,000 คน  โซน 5 ของค่ายตั้งอยู่ห่างจากโซน 1 ที่ยูเอ็นและองค์กรอื่นๆ ตั้งฐานรับความช่วยเหลือในระยะขับรถ 1 ชั่วโมงถึง และหมู่บ้าน 19 สถานที่ที่พวกเราเดินทางมาคือพื้นที่ชายขอบของค่ายที่มีพื้นที่กว้างใหญ่พอๆ กับกรุงลอนดอน

ตัวฉัน และโนรา โลเร็ก ช่างภาพสาวเดินทางมายังหมู่บ้านแห่งนี้เพื่อพบปะกับกลุ่มผู้หญิงชาวเซาท์ซูดานที่กำลังปักผ้าปูที่นอนซึ่งเรียกกันว่า “มีลาญา” (Milaya) นกกระพือปีก, ดอกไม้ และต้นไม้นานาพรรณ ลวดลายทั้งหมดถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยสองมือ ภูมิปัญญาท้องถิ่นเหล่านี้ส่งต่อจากแม่มายังลูกสาว และผ้าปักมืออันวิจิตรงดงามเหล่านี้ยังถูกมอบให้เป็นของขวัญวันแต่งงาน หรือใช้ประดับตกแต่งบ้าน แต่ละผืนใช้เวลาปักนานหลายสัปดาห์ บ้างหลายเดือน ปกติแล้วการปักมีลาญาคืองานอดิเรก แต่ที่ค่ายบิดีบิดีนี่คือการฆ่าเวลาแก้เบื่อ ลูกค้ามีไม่มากนัก และที่นี่ก็ใช้มีลาญาสำหรับตกแต่งโบสถ์ หรือประดับลานศพเท่านั้น แม่ๆ ผู้ลี้ภัยปักผ้าขณะที่ลูกไปโรงเรียน ตักน้ำ หรือในตอนที่พวกเขากำลังปั้นของเล่นชิ้นใหม่ๆ จากดิน

ใกล้กันนั้น โนราสังเกตเห็นเด็กชายคนหนึ่งเล่นกับของเล่นที่ปั้นมาจากโคลนสีน้ำตาล เธอถามเด็กน้อยว่าขอถ่ายรูปได้ไหม? หนูน้อยยืนขึ้นให้ถ่ายภาพ ของเล่นวางแบในมือโดยมีกระท่อมเป็นฉากหลัง เด็กคนอื่นวิ่งเข้ามาสมทบ พวกเขามีรถที่ประดิษฐ์จากลังกระดาษของ World Food Program บางคนมีรถยนต์ ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำลองที่ปั้นจากดิน ชีวิตในค่ายที่แทบไม่มีอะไรให้ซื้อขาย เด็กเหล่านี้สร้างโลกของพวกเขาขึ้นมาเอง

เด็กผู้ลี้ภัย
ของเล่นทำมือพบได้ทั่วไปในค่าย และเด็กๆ เองก็เป็นกลุ่มประชากรที่มีจำนวนมากที่สุด จากภาพคือ Peter Mandela (ภาพซ้าย) Wane Samuel และ Cosmas Amule (ภาพกลาง) และภาพขวาคือ Loghua Burkene
เหล่านี้คือของเล่นที่เด็กๆ ประดิษฐ์ขึ้นจากวัสดุรอบตัว

ล่ามวัย 24 ปีของเรามีนามว่า “Asha” ดูเหมือนว่าเธอจะรู้จักคนครึ่งค่าย Asha เล่าว่า เธอและพี่ชายใช้เวลาหลายชั่วโมงหมดไปกับการปั้นของเล่นในเซาท์ซูดาน เพื่อสอนเทคนิคการทำของเล่นด้วยตนเองแก่เด็กๆ และแน่นอนในฐานะผู้หญิง แม่สอนวิธีการปักมีลาญาให้แก่เธอเช่นกัน ทุกวันนี้เธอยังเก็บมีลาญาผืนงามสีชมพู ที่มีลวดลายดอกไม้สีม่วง, เหลือง และแดงรายล้อมด้วยใบไม้เอาไว้ ถ้าคุณถามผู้ลี้ภัยเหล่านี้ว่าพวกเขาเอาอะไรติดตัวมาบ้าง? ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจากบ้านโดยมีสมบัติเพียงไม่กี่ชิ้นห่อมาในผ้าปูเตียง บนถนนที่ทอดยาวสู่ยูกันดา Asha บรรยายว่าเด็กๆ อาจล้มตายระหว่างทางจากความเหนื่อยล้า หรือการขาดอาหาร ร่างของพวกเขาคงจะถูกฝังใต้ต้นไม้บริเวณนี้ และเมื่อกลางคืนมาถึง บางครั้ง Asha เผลอคิดไปว่านี่ฉันกำลังตั้งแคมป์นอนทับบนที่ที่เคยมีเด็กตายอยู่หรือเปล่า

เด็กผู้ลี้ภัย
Susan James วัย 10 ขวบ โชว์ตุ๊กตาให้ช่างภาพดู
เด็กผู้ลี้ภัย
ตุ๊กตาของ Simon Ayole วัย 13 ปี ไม่เหมือนใคร เพราะมีเส้นผมด้วย

ย้อนกลับไปในปี 2011 เซาท์ซูดานได้รับการประกาศให้เป็นประเทศเกิดใหม่ หลังสู้รบกับซูดานมานานครึ่งศตวรรษ ทว่าความหวังว่าชีวิตคงขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ดีขึ้นช่างสั้นนัก สงครามกลางเมืองอุบัติขึ้นในปี 2013 และอีกครั้งในปี 2016 ท่ามกลางการสังหารหมู่อันนองเลือด ผู้คนพากันอพยพหนีไปยังยูกันดา เดือนสิงหาคมในปีนั้นมีรายงานว่าจำนวนผู้ลี้ภัยที่เดินทางมายังยูกันดามากถึง 6,000 คนต่อวัน ผืนป่าเริ่มรายล้อมไปด้วยกระท่อมเล็กๆ และต่อมาก็กลายเป็นค่ายผู้ลี้ภัยขนาดใหญ่ ทุกวันนี้ค่ายบิดีบิดีมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากค่ายผู้ลี้ภัยคอกส์บาซาร์ ในบังกลาเทศ

แต่ยูกันดาไม่เหมือนหลายประเทศทั่วโลก เพราะพลเมืองชั่วคราวเหล่านี้มีสิทธิที่จะหางานทำ และเข้าถึงการศึกษา จากนโยบายรองรับผู้ลี้ภัย ตัวค่ายเองก็ไม่ได้เบียดเสียดไปด้วยเต็นท์ผ้าใบดังที่ใครหลายคนคิด ครอบครัวชาวเซาท์ซูดานเหล่านี้อาศัยอยู่ในกระท่อมที่มีแปลงข้าวโพด, ข้าว หรือผักอื่นๆ ขนาดไม่ใหญ่โตมากนัก น้ำที่ใช้อุปโภคบริโภคไหลมาจากท่อที่มีหัวก๊อก และมากกว่าครึ่งของโรงเรียนในค่ายถูกสร้างขึ้นอย่างถาวร ทั้งยังมีคลินิกก่อขึ้นจากก้อนอิฐที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

เด็กผู้ลี้ภัย
โทรศัพท์มือถือ, วิทยุ และเฮลิคอปเตอร์ ของเล่นเหล่านี้ถูกปั้นขึ้นมาจากดินโคลน
เด็กผู้ลี้ภัย
นอกจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แล้ว ตุ๊กตาก็เป็นอีกสิ่งที่เด็กๆ นิยมปั้นกัน
เด็กผู้ลี้ภัย
ภาพซ้ายคือลูกบอลที่ทำจากลังกระดาษ ส่วนภาพซ้ายคือกระเป๋าสำหรับไว้ใส่สมุดไปโรงเรียนที่แม่ทำให้ Alex Lomore

ชีวิตของผู้ลี้ภัยชาวเซาท์ซูดานดูปลอดภัย ทว่ายากจนแสนเข็ญ บ้านของพวกเขาเต็มไปด้วยเอกสารจากเอ็นจีโอมากมาย ส่วนเฟอร์นิเจอร์ก็มีแค่ฟูกนอนจากแผ่นโฟม เก้าอี้พลาสติก และโคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์ ตลาดที่พอจะจับจ่ายซื้อหาสินค้าได้ขายแค่สบู่กับโซดา ดังนั้นของใช้ต่างๆ จึงถูกสร้างขึ้นด้วยมือของผู้ลี้ภัยเอง ตัวอย่างที่น่าประทับใจคือเด็กๆ ที่ใช้สิ่งที่มีอย่างสมบูรณ์ล้นเหลือให้เกิดประโยชน์ มันคือ “ดิน” เราเดินทางไกลมาถึงที่นี่ก็เพื่อชมความชาญฉลาดและความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขา ซึ่ง Asha พานักประดิษฐ์ตัวจิ๋วเหล่านี้มาถ่ายรูปเรียงคน

เด็กผู้ลี้ภัย
คอมพิวเตอร์ของเด็กๆ ทำขึ้นจากกระดาษ

ไม่กี่วันถัดมา เด็กๆ ทราบว่าพวกเรากลับมายังหมู่บ้านแห่งนี้อีกครั้งเพื่อเก็บข้อมูลเพิ่ม พวกเขาเข้าแถวเรียงรายตามสองข้างถนน และดึงเราให้เดินเข้าไปยังร้านน้ำชาเล็กๆ ที่ซึ่งเราได้พบกับของเล่นสุดสร้างสรรค์คอลเลคชั่นล่าสุด วิทยุดินเหนียวที่มีแท่งไม้เสียบแทนเสา, ตุ๊กตาดินเหนียวที่มีผมสีดำเต็มหัว และสิงห์นักบิดสวมหมวกกันน็อคบนมอเตอร์ไซค์จำลอง

เด็กชายคนหนึ่งถือปืนดินเหนียวอย่างระมัดระวังให้โนราถ่ายภาพ Asha สั่งให้เด็กที่เหลือต่อแถวตามหลังเธอ บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงโหวกเหวกปนเสียงหัวเราะ บางคนยังคงตกแต่งของเล่นของตนอย่างประณีตแม้อยู่ในแถว ที่ท้ายแถวเด็กชายคนสุดท้ายผู้สวมเสื้อลาย และมีรอยยิ้มกว้างกำลังพยายามปั้นก้อนดินในมือให้เป็นของเล่นชิ้นใหม่

เรื่อง นีนา สตรอคลิก

ภาพถ่าย โนรา โลเร็ก

เด็กผู้ลี้ภัย
แม้แต่แท่งไม้ก็กลายมาเป็นของเล่นได้
เด็กผู้ลี้ภัย
ภาพซ้าย Brian Otim โชว์ของเล่นที่สร้างจากพลาสติกหลายชิ้นนำมาประกอบกัน ส่วนภาพขวาคือปืนที่ปั้นขึ้นจากดินของ Falidi Aharo
เด็กผู้ลี้ภัย
กล่องใส่สบู่แปลงร่างมาเป็นรถมินิบัส
เด็กผู้ลี้ภัย
Martin Salah กับรถบรรทุกที่สร้างจากกล่องใส่สบู่
เด็กสองคนนี้อวดรถที่พวกเขาสร้างขึ้นมากับมือ

 

อ่านเพิ่มเติม

บ้านแสนสุขของผู้ลี้ภัยเซาท์ซูดาน

 

เรื่องแนะนำ

หนู: วายร้ายในเงามืด…ฝันร้ายของชาวเมือง

"หนู" สัตว์ตัวน้อยนี้สมควรถูกเกลียดจริงหรือ สิ่งที่เราชิงชังที่สุดเกี่ยวกับหนู ทั้งความสกปรก ความมีลูกดก  ความทรหดอดทนและไหวพริบในการอยู่รอดของพวกมัน ล้วนเป็นคุณสมบัติที่ใช้กับมนุษย์ได้ด้วย ความสกปรกของหนูคือความสกปรกของเรา ในสถานที่ส่วนใหญ่ หนูเติบโตจากขยะและอาหารที่เราทิ้งขว้างอย่างมักง่าย

ไอศกรีมจากขยะพลาสติก

ไอศกรีมจากขยะพลาสติก ใครๆ ก็ชื่นชอบไอศกรีม แต่หากมาได้เห็น ไอศกรีมจากขยะพลาสติก เหล่านี้คงกินไม่ลง อันที่จริงมันกินไม่ได้ด้วย แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ผู้คนตระหนักถึงปัญหาขยะล้นเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปัญหาขยะพลาสติก ผลงานไอศกรีมที่กินไม่ได้เหล่านี้เป็นฝีมือของนักศึกษาศิลปะชาวไต้หวัน พวกเขาตระเวนรวบรวมตัวอย่างของน้ำจากแหล่งน้ำต่างๆ กว่าร้อยแห่งทั่วประเทศ จากนั้นนำมาแช่แข็งเอาไว้ในแม่พิมพ์ และเคลือบด้วยเรซิ่นเพื่อให้คงรูปถาวร แน่นอนว่าดูด้วยตาก็พอจะรู้ว่าของหวานเหล่านี้ไม่น่าลิ้มลอง แต่พึงระวังไว้ให้ดี หากมนุษย์เรายังคงไม่เปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคที่มากเกินจำเป็นกันตั้งแต่ตอนนี้ นี่อาจเป็นอนาคตของไอศกรีมที่ลูกหลานเราจะได้กินก็เป็นได้   อ่านเพิ่มเติม แพขยะพลาสติกแห่งแปซิฟิกไม่ใช่ในแบบที่คุณคิด

ภาพความสนิทสนมของคนรักงูกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก

โดย อเล็กซานดรา เกโนวา ภาพถ่าย จาน่า โรมาโนว่า งูเป็นที่น่าหลงใหลและน่ารังเกียจผ่านสายตามนุษย์มานานนับสหัสวรรษ ในอารยธรรมกรีกโบราณ งูคือสัญญาณแห่งความอุดมสมบูรณ์และการเกิดใหม่ ในขณะที่บรรดาชาวคริสต์มองว่างูคือสัญลักษณ์ของการหลุดพ้น ทุกวันนี้งูไม่ใช่แค่อยู่ในวัฒนธรรมป๊อป แต่พวกมันคือสัตว์เลี้ยงประจำบ้าน จาน่า โรมาโนว่า ช่างสาวภาพชาวรัสเซียผู้เป็นโรคกลัวงู เริ่มต้นโปรเจคเก็บภาพระยะยาวของงูและเจ้าของตามบ้าน ซึ่งการเลี้ยงงูกลายมาเป็นเรื่องปกติธรรมดา เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายลง “ฉันต้องการสำรวจความหวาดกลัวของตนเองและหาคำตอบว่าทำไมผู้คนถึงเก็บสิ่งมีชีวิตนี้ไว้เป็นสัตว์เลี้ยง” เธอกล่าว แต่ภาพถ่ายของโรมาโนว่าไม่ใช่ภาพถ่ายของงูแบบทั่วๆ ไป “ภาพถ่ายของงูในสิ่งแวดล้อมต่างๆ” ผลักการมีส่วนร่วมของผู้ชมออกไป เธอกล่าว ในบรรดารูปที่น่าสนใจของเธอ งูโบอาตัวอ้วนเลื้อยไปมารอบๆ ตู้ไม้, งูเหลือมเลื้อยพันเตารีดที่ตั้งเอาไว้ และงูข้าวโพดเลื้อยไปมาระหว่างแม่เหล็กที่ติดบนตู้เย็นลายเสือดาว   แก้ปัญหาความกลัวงู การถ่ายภาพให้งูกลมกลืนไปกับลวดลายและพื้นหลังไม่ได้แค่เป็นเรื่องน่าสนใจ แต่ยังเป็นการท้าทายตัวเธอเองอีกด้วย “ในตอนแรกเริ่ม ฉันไม่แม้แต่จะมองภาพของพวกมันด้วยซ้ำ” เธอกล่าว “ทุกวันนี้ถ้าให้เลี้ยงสักตัวเป็นสัตว์เลี้ยง ก็โอเคนะ” จากการสำรวจผ่านโปรเจคดังกล่าว เธอสามารถวิเคราะห์จุดเริ่มต้นของความกลัวงูออกมาได้ “ความกลัวงูส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ผ่านวัฒนธรรม” เธอกล่าว “เช่นในหนังสยองขวัญ, พ่อแม่ที่เตือนลูกๆ ว่างูเป็นสัตว์อันตรายหรือแม้กระทั่งข่าวปลอมๆ ที่ว่างูกลืนเจ้าของลงท้องไป” โรมาโนว่ายังประหลาดใจมากที่พบว่าผู้ชายจำนวนมากเลี้ยงงูเป็นสัตว์เลี้ยง “ฉันคิดมาตลอดว่าผู้หญิงน่าจะเลี้ยงงูเยอะกว่า เพราะภาพถ่ายจำนวนมากของงูที่กำลังพันรอบตัวพวกเธอ”   สเตอริโอไทป์แบบโซเวียต อีกหนึ่งความท้าทายของเธอในการทำโปรเจคนี้คือ “การแสวงหาความงดงามของยุคหลังโซเวียต” “มันมีความเชื่อหรือภาพลักษณ์ที่มองว่าชาวรัสเซียและบรรดาอดีตประเทศโซเวียตเป็นคนยังไง” […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.