“สมอร์ แซน” สลัมในสุสาน ภาพสะท้อนของปัญหาการเข้าไม่ถึงที่อยู่อาศัย

“สมอร์ แซน” สลัมในสุสาน ภาพสะท้อนของปัญหาการเข้าไม่ถึงที่อยู่อาศัย

กรุงพนมเปญ เมืองหลวงของประเทศกัมพูชา ครั้งหนึ่งเคยได้รับการขนานนามว่า ไข่มุกแห่งเอเชีย

ปัจจุบัน กรุงพนมเปญ เป็นที่หมายตาของบรรดานักลงทุนชาวต่างชาติ ภาคอุตสาหกรรมกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ตึกสูงใหญ่ผุดขึ้นใหม่ทั่วเมือง ในช่วง 5-10 ปีก่อน พนมเปญมีจำนวนอะพาร์ตเมนต์หรู ราวๆ 2,000-5,000 ยูนิต แต่ในปัจจุบันคาดการณ์กันว่ามีคอนโดและอะพาร์ตเมนต์หรูถึง 30,000 ยูนิต ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติและชาวกัมพูชาที่มีฐานะร่ำรวย

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทุนต่างชาติที่เข้าในกรุงพนมเปญมากที่สุดคือชาวจีนที่มาลงทุนในด้านธุรกิจ อุตสาหกรรมประเภทต่างๆ และอสังหาริมทรัพย์  การลงทุนมากมายเหล่านี้ส่งผลให้เศรษฐกิจกัมพูชาเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วทางด้านเศรษฐกิจของกัมพูชา รวมไปถึงอาคาร สิ่งปลูกสร้างต่างๆ และอะพาร์ตเมนต์หรูที่ผุดขึ้นจำนวนมากในกรุงพนมเปญกลับสวนทางกับประชากรกัมพูชาส่วนใหญ่ที่มีฐานะยากจน มีรายได้ค่อนข้างต่ำ ทำให้พวกเขาพบเจอกับปัญหาการเข้าไม่ถึงที่อยู่อาศัย

รัฐบาลกัมพูชามีนโยบายสนับสนุนการจัดหาที่ดินเพื่อให้สัมปทานแก่นักลงทุนต่างชาติอย่างเต็มที่ เช่นที่ บึงก๊อก

สุขไข สอน” หนึ่งในชาวบ้านที่บ้านของเธอมีหลุมฝังศพตั้งอยู่ ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับหลุมศพเหมือนเป็นเรื่องปกติ เธอบอกว่าทุกวันพระเธอจะจุดธูปเทียนเพื่อไหว้หลุมศพที่อยู่ในบ้าน เธออาศัยอยู่กับสามีและลูกๆ อีก 3 คน และกำลังตั้งครรภ์คนที่ 4 เธอเล่าให้ฟังอีกว่าตัดสินใจย้ายมาสร้างบ้านในสุสานแห่งนี้เป็นเวลาเกือบ 5 ปีแล้ว เพราะไม่สามารถหาเช่าที่พักอาศัยดีๆ ได้ และเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ เธอและครอบครัวจึงตัดสินใจย้ายมาอาศัยที่ชุมชนในสุสานแห่งนี้
สวนสาธารณะ​และทางเดินใกล้กับเขตพระราชวังหลวงพนมเปญมีผู้คนมาเที่ยวพักผ่อนจำนวนมากในช่วงวันหยุด พื้นที่นี้มีสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างใหม่และดูดี

บึงก๊อกเคยเป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ใจกลางกรุงพนมเปญ รอบๆ บึงเคยเป็นชุมชนและที่อยู่อาศัยของชาวบ้านในละแวกนั้น แต่ปัจจุบันพื้นที่บริเวณนี้กลับไม่เหลือเค้าโครงและภาพของบึงขนาดใหญ่เหมือนในอดีต เนื่องจากบึงน้ำขนาดใหญ่ถูกทำให้กลายเป็นบึงคอนกรีต

ปัจจุบัน พื้นที่ที่เคยเป็นบึงได้ถูกถมและเต็มไปด้วยอาคาร อะพาร์ตเมนต์หรู และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ไปจนเกือบหมด ส่วนใหญ่เป็นฝีมือจากทุนจีน สังเกตได้จาก ร้านอาหาร อาคาร ห้างหรู ที่ผุดขึ้นมาใหม่ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยอักษรภาษาจีน รวมไปถึงสิ่งปลูกสร้างที่กำลังก่อสร้าง

ในช่วงปี ค.ศ. 1975-1979 หรือในยุคเขมรแดงที่กินเวลานาน 4 ปี อันเป็นช่วงเวลาที่ชาวกัมพูชาต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของเขมรแดง เอกสารสิทธิ์ต่างๆ ได้ถูกทำลายจนหมด เพื่อสร้างสังคมยุคใหม่ในตอนนั้น

หลังจากเขมรแดงล่าถอยและหมดยุคไป รัฐบาลใหม่ในยุคนั้นมีนโยบายหาทางกระตุ้นให้คนชนบทเข้ามาจับจองพื้นที่ว่างในกรุงพนมเปญ เพื่อร่วมกันทำตามนโยบายฟื้นฟูประเทศ จึงเกิดเป็นชุมชนน้อยใหญ่กว่า 4,000 ครัวเรือน ตามกฎหมาย ถ้าชาวบ้านคนใดอยู่เกิน 5 ปี ก็จะมีกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินที่ตัวเองอยู่ แต่กลับมีชาวบ้าน “ร้อยละยี่สิบ”เท่านั้นที่ได้กรรมสิทธิ์ดังกล่าว

ตลาดกลางกรุงพนมเปญเป็นตลาดขายสินค้าที่ใหญ่ที่สุดใจกลางกรุงพนมเปญ มีสินค้ามากมาย ทั้งเสื้อผ้าและแหล่งขายเครื่องอัญมณีที่อยู่ด้านใน​ ผู้คนที่มาจับจ่ายและเลือกซื้อสินค้าที่นี่โดยส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ และคนท้องถิ่นที่พอมีกำลังทรัพย์​
อาคารและคอนโดหรูผุดขึ้นมากมายทั่วกรุงพนมเปญ โดยเฉพาะในย่านบึงก๊อกที่ส่วนใหญ่เจ้าของมักเป็นทุนต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีน สิ่งนี้แสดงถึงการเจริญเติบโตของกรุงพนมเปญรวมไปถึงเศรษฐกิจ​ แต่ความเจริญและการเติบโตทางเศรษฐกิจ​เหล่านี้สวนทางกับชาวกัมพูชาในกรุงพนมเปญที่ประชากรส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ อะพาร์ตเมนต์​เหล่านี้ ส่วนใหญ่ผู้ที่ครอบครองจะเป็นชาวต่างชาติ และชาวกัมพูชาที่มีฐานะร่ำรวย

หลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลกัมพูชามีนโยบายสนับสนุนการจัดหาที่ดินเพื่อมอบสัมปทานอย่างเต็มที่ มีการโยกย้ายชาวบ้านออกจากพื้นที่ในเมืองต่างๆ ซึ่งไม่ค่อยมีใครอยากย้ายเพราะจะได้รับค่าชดเชยที่น้อยมาก และที่อยู่อาศัยที่จะต้องย้ายไปใหม่นั้นอยู่ไกลและยากลำบากเกินกว่าจะทำมาหากินและใช้ชีวิต

ท่ามกลางอาคารหรูทันสมัยและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมายในกรุงพนมเปญ กลับมีชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่จำนวนไม่น้อยที่ต้องพบเจอกับปัญหา “การเข้าไม่ถึงที่อยู่อาศัย”

คนกัมพูชาในกรุงพนมเปญที่มีฐานะปานกลางค่อนข้างไปทางต่ำ รวมไปถึงคนยากจนส่วนใหญ่ต้องอาศัยอยู่ตามแฟลตเก่าๆ บ้านเช่าโทรมๆ และเพิงในสลัมกว่า 500 แห่งทั่วเมือง

“รวมไปถึงอาศัยในพื้นที่ที่เป็นสุสาน!”

ชาวกัมพูชาในกรุงพนมเปญโดยส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ส่วนใหญ่พวกเขามักเช่าบ้านตามชุมชนแออัดหรือสลัมเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย แต่มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถเข้าถึงได้แม้กระทั่งที่พักตามชุมชนหรืออะพาร์ตเมนต์​เก่าๆ ทำให้พวกเขาต้องมาอาศัยพื้นที่ในสุสานเพื่อเป็นบ้านและที่พัก
คุณยายที่เพิ่งย้ายเข้ามาอาศัยในชุมชนสุสานแห่งนี้ กล่าวว่า ก่อนหน้านั้นเธออาศัยอยู่บ้านเช่าที่ราคาไม่แพงนัก แต่เนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทำให้เธอและครอบครอบครัวตัดสินใจย้ายมาอาศัยอยู่ในชุมชนสุสานแห่งนี้

“สมอร์ แซน”หรือที่เรียกกันว่าสุสานคนเป็น คือชุมชนในสุสานที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของการเข้าไม่ถึงที่อยู่อาศัยของคนกัมพูชาในกรุงพนมเปญ หากจะนึกภาพความเหลื่อมล้ำของกัมพูชาว่าเป็นอย่างไร ภาพของคนที่อาศัยอยู่ สมอร์ แซน ที่รายล้อมไปด้วยคอนโดหรู และอาคารสิ่งปลูกสร้างสูงใหญ่รายรอบนั้น คือคำตอบ

สภาพในสลัมนั้นส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นสังกะสี ภายในบ้านหรือบริเวณบ้านเกือบทุกๆ หลังจะมีหลุมศพตั้งอยู่ ชาวบ้านยากจนที่มาอาศัยอยู่ในสุสานนี้ใช้ชีวิตกินอยู่หลับนอนใกล้ๆ กับสุสานกันบ้านเกือบทุกหลัง โดยรอบๆ ชุมชนแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นคนเวียดนาม ซึ่งก่อนที่สุสานแห่งนี้จะมาเป็นชุมชนนั้น พื้นที่บริเวณนี้ส่วนใหญ่มีชาวเวียดนามเข้ามาอาศัยอยู่กันมานาน

“ลีดา สา” เป็นหญิงสาวผู้อาศัยและประกอบอาชีพค้าขายของชำในชุมชนแห่งนี้ ภายในร้านของเธอมีหลุมศพอยู่ติดกับโต๊ะและชั้นวางขนม เธอเล่าว่า เธออยู่และขายของข้างๆ หลุมศพนี้จนชินและไม่กลัวแล้ว เพียงแต่ในทุกๆ วันพระ เธอจะจุดธูปเทียนเพื่อไหว้เคารพบูชาและขอโชคลาภให้เธอทำมาค้าขายได้ราบรื่น และเมื่อถึงวันครบรอบวันตายของร่างในหลุมฝังศพที่อยู่ภายในบ้าน ญาติพี่น้องของร่างที่อยู่ในหลุมฝังศพนี้ก็จะมาทำบุญ
เด็กๆ ในชุมชนสุสานแห่งนี้ใช้ชีวิตรวมไปถึงวิ่งเล่นบริเวณหลุมฝังศพได้อย่างปกติ เด็กๆ บอกว่าพวกเขาอยู่กับสุสานตั้งแต่ยังจำความได้จนรู้สึกชินไปแล้ว

คนกัมพูชาส่วนใหญ่นั้นนับถือศาสนาพุทธ แต่การฝังศพนั้นเป็นประเพณีของชาวเวียดนาม เมื่อผู้คนเข้ามาอาศัยอยู่ในสุสานมากขึ้น ทำให้ญาติพี่น้องของเจ้าของหลุมศพเริ่มขุดย้ายหลุมฝังศพของคนที่เขารักและบรรพบุรุษไปฝังอยู่ที่อื่นเป็นจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ต่อมา เมื่อผู้คนที่ไม่สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยมีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้พื้นที่ที่เรียกว่าสุสานกลับมีคนเป็นเยอะกว่าคนตาย ผู้คนที่มาอาศัยในสุสานแห่งนี้ชาชินกับหลุมศพจนเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน บ้างวางของต่างๆ ไว้บนหลุมศพ จอดรถหรือตากผ้าไว้ข้างๆ หลุมศพ บางหลุมถูกเด็กๆ ที่อาศัยอยู่ในสุสานยึดเป็นสนามเด็กเล่นเสมือนเป็นเรื่องปกติ

แต่บ้านหลายๆ หลังในชุมชนสุสานแห่งนี้ จะทำการจุดธูปเทียน และไหว้หลุมศพที่อยู่ในบ้านตัวเองหรือหลุมศพบริเวณบ้านในทุกๆ วันพระ เพื่อเป็นการเคารพ ขอขมา ขอพร ขอโชคลาภต่างๆ และเพื่อความสบายใจกับทั้งคนเป็นและคนตายตามความเชื่อของคนกัมพูชา ณ ชุมชนที่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ร่วมกับหลุมศพภายในบ้านของตัวเอง

“เปียน ไหม”หญิงชราวัยร่วม 70 ปีที่เข้ามาอาศัยอยู่ในชุมชนนี้มานานเนื่องจากไม่มีเงินมากพอที่จะพอเช่าหรืออาศัยในที่อยู่ที่ดีๆ ต้องตัดสินใจขอซื้อพื้นที่เล็กๆ ในสุสานแห่งนี้ ในช่วงปี ค.ศ. 2000 ด้วยราคา 400 ดอลลาร์สหรัฐ

กรุงพนมเปญมีอาคารและคอนโดหรูที่ทั้งเสร็จแล้วและอยู่ในระหว่างก่อสร้างผุดขึ้นมาเรื่อยๆ เช่นเดียวกับจำนวนสลัมและชุมชนแออัดที่มีมากมาย
ป้ายร้านอาหารและป้ายร้านค้าต่างๆ จำนวนไม่น้อยในกรุงพนมเปญเต็มไปด้วยตัวอักษรภาษาจีน

เธอเล่าว่า สมัยก่อนตรงนี้เป็นป่าทึบ และรอบๆ บ้านของเธอในสมัยนั้นรายล้อมไปด้วยสุสานจนแทบจะไม่มีที่เดิน แต่บ้านของเธอนั้นอยู่บนเนินดินโล่งๆ พอดี บ้านของเธอจึงไม่ได้สร้างทับหลุมศพ ทำให้ไม่มีหลุมศพอยู่ในบ้านเหมือนกับบ้านหลายๆ หลัง และบ้านของเธอเป็นบ้านหลังแรกๆ เพียงไม่กี่หลังที่จำเป็นต้องย้ายมาอาศัยในชุมชนตอนนั้น

แต่พอเวลาผ่านไป ผู้คนก็เริ่มย้ายเข้ามาในสุสานมากขึ้น จนในช่วงหลังๆ หลุมฝังศพถูกขุดย้ายออกไปฝังที่อื่นมากขึ้น ปัจจุบันนจึงเหลือหลุมศพที่ยังอยู่ในสุสานแห่งนี้น้อยลงไปมากแล้ว เพราะปัจจุบันมีคนเป็นมาอาศัยอยู่เยอะขึ้น ทำให้ญาติของเจ้าของหลุมศพต้องขุดย้ายร่างคนตายที่ฝังอยู่ในหลุมไปฝังไว้ที่อื่นเป็นจำนวนมาก

แม้ว่า กรุงพนมเปญ ในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปมาก ดังจะเห็นได้จากการที่ในเมืองมีตึกสูง อาคารหรู และเมืองที่พัฒนาเจริญก้าวหน้ามากขึ้น แต่ชีวิตของผู้คนที่อยู่ข้างล่างกลับสวนทางกับความเจริญ ยากที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตามไปด้วย

เรื่องและภาพโดย วิศรุต วีระโสภณ
บรรณาธิการภาพ เอกรัตน์ ปัญญะธารา

เรื่องแนะนำ

อันตรายที่มองไม่เห็นของชีวิตอันปราศจาก ห้องน้ำ

เมื่อแอนเดรีย บรูซช่างภาพเดินทางถึงสถานที่แห่งใหม่ เธอมีคำถามมากมายประหนึ่งว่ากำลังเตรียมแผนพัฒนาประเทศนี้ เช่น “ถนนของพวกเขาจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร?” และ “ลูกสาวของพวกเขาอยากเป็นอะไรเมื่อเติบโตขึ้น?” เป็นต้น และหลังจากได้รับมอบหมายจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ให้บันทึกภาพสารคดีเกี่ยวกับการขับถ่ายกลางแจ้งบรูซจึงเกิดคำถามใหม่ตามมา “พวกเขามี ห้องน้ำ กันหรือเปล่า?” เรื่อง มอลลารี่ เบเนดิกท์ ภาพ แอนเดรีย บรูซ “คุณสามารถดูได้เลยว่าประเทศนั้นๆ จัดลำดับความสำคัญอย่างไร โดยดูจากว่า ห้องน้ำ โรงเรียนเป็นยังไง” บรูซกล่าว เรื่องราวของผู้คนที่ต้องขับถ่ายกลางแจ้งไม่ใช่สารคดีที่เธอคาดคิดว่าจะทำร่วมกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก แต่ไม่นานเธอก็ตระหนักได้ถึงความสำคัญในระดับโลกของปัญหานี้ ซึ่งไม่ต่างจากความขัดแย้งอื่นๆ ที่เธอเคยถ่ายทอดมาในอดีต “มันอาจเป็นหนึ่งในที่สุด หรือหากไม่ใช่ที่สุดก็เป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญของมนุษยชาติในปัจจุบัน” เธอกล่าว การขับถ่ายกลางแจ้งและการไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในเด็ก โดยเฉพาะกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ นอกจากนั้นในอินเดีย สิ่งนี้ยังเป็นสาเหตุของการถูกข่มขืนในผู้หญิงอีกด้วย เมื่อผู้หญิงต้องหาสถานที่เหมาะสมและห่างไกลจากสายตาผู้คนในช่วงเช้าตรู่หรือค่ำมืดไปแล้ว เพื่อทำธุระส่วนตัว การบันทึกภาพที่เกี่ยวข้องกับอุจจาระนั้นเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งสำหรับช่างภาพ ในการมองหาตรงกลางระหว่างเรื่องราวอันซับซ้อนและความเหมาะสม ภาพต้องไม่ถูกบันทึกอย่างพิถีพิถันมากเกินไป ในขณะเดียวกันก็ต้องแสดงความงดงามจากความเรียบง่าย แต่บรูซมีวิธีการทำงานในแบบของเธอ เช่นเดียวกับที่เธอเคยทำมากับเรื่องอื่นๆ “ฉันเข้าไปมีส่วนร่วมกับผู็คนอย่างใกล้ชิด และติดตามพวกเขา มันเป็นเรื่องของการแชร์ประสบการณ์” บรูซเดินทางท่องเที่ยวไปในอินเดีย, เฮติและเวียดนาม พร้อมกับสัมภาระและกล้องตัวใหญ่เพื่อบันทึกภาพของห้องน้ำตามที่เธอระบุว่า “แสดงออกซึ่งชีวิตประจำวันของผู้คนและความคล้ายคลึงกันของสถานการณ์ดังกล่าว” […]

บันทึกประวัติศาสตร์ “โชคดีที่ได้เกิดในรัชกาลที่ 9”

เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ ภาพถ่าย จันทร์กลาง กันทอง หลังมีประกาศให้ประชาชนที่จะเข้าร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 สามารถเข้าพื้นที่รอบมณฑลพิธีท้องสนามหลวงได้ตั้งแต่เวลา 05.00น. ของวันที่ 25 ตุลาคม สิ่งที่ฉันเห็นผ่านภาพข่าวและจากการตระเวนสำรวจรอบพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม คือภาพประชาชนทุกเพศทุกวัยจากทั่วทุกสารทิศหอบหิ้วเสื้อผ้าสัมภาระที่จำเป็นเข้ามาจับจองพื้นที่ใกล้เคียงจุดคัดกรองทั้งเก้าจุดเพื่อหวังจะมีโอกาสเข้าไปกราบถวายสักการะเป็นครั้งสุดท้าย บางคนตั้งใจมารอตั้งแต่ช่วงดึกของวันที่ 22 ก็มี ไม่นานนัก ตลอดแนวบาทวิถีและหน้าอาคารพาณิชย์บริเวณนั้นก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนในชุดสีดำ…ที่มีหัวใจดวงเดียวกัน นอกจากต้องลดขั้นตอนการใช้ชีวิตให้ง่ายที่สุด กินน้อย นอนน้อย เข้าห้องน้ำน้อยแล้ว พวกเขายังต้องเผชิญกับบททดสอบจากธรรมชาติมากมาย ตั้งแต่อากาศร้อนอบอ้าว แสงแดดที่แผดเผาจนผิวแทบไหม้และสายฝนที่กระหน่ำเป็นระยะๆไปจนถึงอาการอ่อนเพลียลมแดด และไข้หวัดที่เริ่มเล่นงานหลายคน แต่ทุกคนก็ยัง “ยิ้มสู้” และยืนหยัดรอต่อไป ภาพเหล่านั้นทำให้ฉันคิดในใจว่าจะต้องใช้ความรักมากแค่ไหนกันกว่าที่คนคนหนึ่งจะยอมเสียสละตัวเองได้ถึงเพียงนี้แต่คำถามเดียวกันนี้ก็ทำให้ฉันอดคิดถึงสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำเพื่อปวงชนชาวไทยตลอด 70 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ เพราะความรักที่ทรงมีต่อบ้านเมืองและประชาชนของพระองค์นั่นเอง จุดเริ่มต้นของการมีทุกอย่างทีดีในวันนี้คือการต่อสู้กับความยากจนอันเป็นศัตรูตัวฉกาจของคนไทยเมื่อหลายทศวรรษก่อน ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปยังถิ่นทุรกันดารต่างๆตั้งแต่ดอยสูงเสียดฟ้าจรดชายเลนปากทะเลเพื่อทรงรับฟังปัญหาตรวจตราพื้นที่ และเก็บข้อมูลด้วยพระองค์เอง แม้ข้าราชบริพารหลายคนจะเคยกราบทูลว่าพระองค์ไม่จำเป็นต้องลำบากพระวรกายเช่นนั้น แต่ก็ทรงทำเพราะต้องการให้ประชาชนได้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้งและอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์เสมอ  จนมีคำกล่าวในเวลาต่อมาว่า “ไม่มีที่ใดในผืนแผ่นดินไทยที่พระองค์เสด็จฯไปไม่ถึง” เช้ามืดวันแห่งประวัติศาสตร์  26 ตุลาคม 2560 […]

เมื่อบรรดาคุณพ่อขอใช้สิทธิ์ “ลาคลอด”

ลูกๆของผมเชื่อมั่นในตัวผมพอๆกับที่เชื่อในภรรยาของผม” แอนเดรส  เบิร์กสตรอม เจ้าหน้าที่คุมความประพฤติ กล่าว ในภาพคือเวลาอาบนํ้าของแซม (ที่อยู่ในอ่าง) และอีเลียต ในสวีเดน สิทธิการขอ ลาคลอด นั้นใช้ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง จึงมีคุณพ่อชาวสวีเดนจำนวนมากขอใช้สิทธิเพื่อดูแลลูกอย่างใกล้ชิดด้วยตัวเอง และออกมาเป็นภาพถ่ายชุดนี้ เมื่อลูกชายของโจฮัน บาฟแมน ชื่อ วิกโก ลืมตาดูโลก ผู้เป็นพ่อก็เริ่มโครงการถ่ายภาพที่เขารู้สึกผูกพันใกล้ชิด นั่นคือการถ่ายทอดเรื่องราวของบรรดาคุณพ่อที่ใช้สิทธิ์ลางานตามนโยบาย ลาคลอด ที่บังคับใช้อย่างครอบคลุมในประเทศสวีเดนเพื่อใช้เวลาอยู่กับลูกๆ การหยุดงานแบบได้ค่าตอบแทนระหว่าง ลาคลอด เป็นเรื่องปกติที่พบได้ทั่วโลก และถือเป็นนโยบายระดับชาติของ 34 จาก 35 ประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือโออีซีดี (Organisation for Economic Co-operation and Development:OECD) ยกเว้นก็แต่เพียงสหรัฐฯ และราวสองในสามของประเทศสมาชิกให้เงินอุดหนุนสำหรับการลาเลี้ยงลูกเป็นเวลาสั้นๆ แก่ผู้ชาย การขยายสิทธิประโยชน์นี้นำมาใช้ครั้งแรกในสวีเดนเมื่อปี 1974 สวีเดนอนุญาตให้พ่อแม่แบ่งวันลางานสูงสุด 480 วัน เพื่อเลี้ยงดูลูกโดยได้ค่าตอบแทนและโบนัส  แม้จะมีสิ่งจูงใจเหล่านี้  แต่กลับมีคุณพ่อชาวสวีเดนเพียงร้อยละ 14 “ที่แบ่งวันลาเท่าๆ กับภรรยาเพื่อเลี้ยงดูลูก” บาฟแมนบอก เขาเป็นหนึ่งในคุณพ่อเหล่านั้นที่ใช้เวลาอยู่กับวิกโก ซึ่งคลอดในปี 2012 “ผมอยากใช้เวลาอยู่กับลูกที่บ้าน ผมอยากรู้ความต้องการของเขาครับ” และในปี 2016 […]

ความตาย : สารพัดวิธีลาโลกให้เป็นที่จดจำ

ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ผู้คนคิดค้นวิธีพิสดารต่างๆ เพื่อเก็บผู้ล่วงลับไว้ในความทรงจำ เช่น เหล่าพีระมิดแห่งอียิปต์  สุสานแบบกอทิกของยุโรป หรืออนุสรณ์แห่งความรักอันเลื่องลืออย่างทัชมาฮาล ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เรายังมีทางเลือกสุดไฮเทคอีกมากมายให้ตายอย่างเป็นที่จดจำ