สืบเสาะค้นหา พระเยซู ในประวัติศาสตร์ - National Geographic Thailand

สืบเสาะค้นหาพระเยซูในประวัติศาสตร์

สืบเสาะค้นหาพระเยซูในประวัติศาสตร์

หน้าตาห้องทำงานของเออูเจนีโอ อัลลีอาตา ในเมืองเยรูซาเลม เหมือนห้องทำงานหลักของนักโบราณคดีทั่วไปที่ชอบทำงานกลางแจ้งและมือไม้สกปรก ตรงมุมหนึ่งมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่พังแล้ว ฝุ่นจับเขรอะ และมีกองรายงานการขุดสำรวจวางปะปนอยู่กับตลับสายวัดและเครื่องมืออื่นๆ  เว้นแต่ว่าอัลลีอาตาสวมชุดยาวสีน้ำตาลไหม้ของนักบวชคณะฟรันซิสกัน และสำนักงานใหญ่ของท่านอยู่ในอารามแห่งพระมหาทรมาน ซึ่งตามขนบความเชื่อที่มีมายาวนานของศาสนจักร อารามแห่งนี้คือจุดที่พระเยซูคริสต์ผู้ทรงถูกตัดสินประหารชีวิต ถูกทหารโรมันเฆี่ยนตีและสวมมงกุฎหนาม

“ตามขนบความเชื่อ” เป็นคำที่คุณจะได้ยินบ่อยมากในมุมนี้ของโลกที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักจาริกแสวงบุญจำนวนมากมายังสถานที่หลายสิบแห่งเหล่านี้ ซึ่งตามขนบความเชื่อแล้วเป็นสถานที่สำคัญในพระชนม์ชีพของพระเยซูคริสต์จากสถานที่ประสูติในเมืองเบทลิเฮมไปจนถึงสถานที่ฝังพระศพในเมืองเยรูซาเลม

พระเยซู
รูปเคารพประดับเพชรพลอยหรือทับทรวงนี้ ผู้สวมใส่คืออัครบิดรเทโอฟีลอสที่สามแห่งนิกายกรีกออร์ทอดอกซ์ของเมืองเยรูซาเลมและปาเลสไตน์ทั้งหมด เป็นการแสดงความเคารพพระนางมารีย์พรหมจารีและพระกุมารเยซู

สำหรับนักโบราณคดีที่ผันตัวมาเป็นนักหนังสือพิมพ์อย่างฉัน ซึ่งรู้แน่แก่ใจว่าวัฒนธรรมทั้งหมดรุ่งเรืองแล้วก็ล่มสลาย ทิ้งไว้เพียงร่องรอยไม่กี่อย่างของกาลเวลาช่วงนั้นบนโลกใบนี้ การเสาะหาไปตามแหล่งโบราณเพื่อหาร่องรอยของชีวิตคนคนหนึ่งจึงรู้สึกเหมือนเป็นงานของคนโง่

คุณพ่ออัลลีอาตาต้อนรับฉันเสมอ และตอบคำถามด้วยความอดทน ในฐานะศาสตราจารย์สาขาวิชาโบราณคดีคริสต์ศาสนาและผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ของสตูดีอุมบีบลีกุมฟรันชิสกานุม ท่านจึงเป็นส่วนหนึ่งในพันธกิจของคณะฟรันซิสกันในการดูแลปกปักรักษาโบราณสถานทางศาสนาในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และการขุดสำรวจตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ดำเนินมาตั้งแต่ศตวรรษที่สิบเก้า

ในฐานะบุคคลผู้มีศรัทธา คุณพ่ออัลลีอาตาดูจะไม่เดือดเนื้อร้อนใจกับสิ่งที่โบราณคดีทั้งที่สามารถและไม่อาจไข แสดงถึงบุคคลผู้เป็นศูนย์กลางของคริสต์ศาสนาได้ “เป็นเรื่องพิเศษและแปลกประหลาด ที่เราจะหาข้อพิสูจน์ของ [บุคคลผู้หนึ่ง] เมื่อ 2,000 ปีมาแล้ว” ท่านยอมรับ “แต่เราก็พูดไม่ได้ว่าไม่มีร่องรอยของพระเยซูอยู่ในประวัติศาสตร์ครับ”

พระเยซู
ภายในโบสถ์แห่งพระคูหาศักดิ์สิทธิ์ ผู้แสวงบุญคุกเข่าลงที่หินแห่งการเจิม ซึ่งเป็นที่ระลึกถึงการเจิมน้ำมันบนพระศพของพระเยซูก่อนการฝัง

จนถึงขณะนี้ร่องรอยสำคัญที่สุด และอาจเป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุด คือพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ โดยเฉพาะสี่เล่มแรก ได้แก่ พระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว มาระโก ลูกา และยอห์น แต่หนังสือโบราณเหล่านี้ซึ่งเขียนขึ้นในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่หนึ่ง และขนบความเชื่อที่เป็นผลสืบต่อมานั้นเกี่ยวข้องกับงานของนักโบราณคดีอย่างไร

“ขนบความเชื่อทำให้โบราณคดีมีชีวิตชีวามากขึ้น และโบราณคดีก็ทำให้ขนบความเชื่อมีชีวิตชีวามากขึ้นเช่นกันครับ” คุณพ่ออัลลีอาตาตอบ “บางครั้งทั้งสองอย่างก็สอดคล้องต้องกันดี บางครั้งก็ไม่” ท่านหยุดชั่วครู่ ยิ้มน้อยๆ “นี่จึงน่าสนใจยิ่งขึ้นครับ”

พระเยซู
ในเมืองเยรูซาเลม จากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์น พระเยซูทรงรักษาคนอัมพาตที่สระน้ำสำหรับใช้ในพิธีกรรม สระที่มีชื่อว่าสระเบเธสดานี้ ล้อมรอบด้วยเสานางจรัลห้าแถว นักวิชาการหลายคนสงสัยว่าสระน้ำนี้มีจริงหรือไม่ จนกระทั่งนักโบราณคดีขุดพบร่องรอบที่ชัดเจนของสระใต้ซากปรักของโบสถ์อายุหลายศตวรรษเหล่านี้

พระเยซู
กระดูกส้นเท้าของชายคนหนึ่งที่ตายด้วยการตรึงกางเขนซึ่งพบในสุสานของครอบครัว น่าจะหักล้างข้อกล่าวหาที่ว่าพระเยซูซึ่งถูกประหารชีวิตในฐานะอาชญากรนั้น ไม่ได้รับการฝังอย่างถูกต้อง การตรึงกางเขนของชาวโรมันมีหลายรูปแบบ

ฉันจึงเริ่มออกเดินตามรอยพระบาทของพระเยซู ย้อนรอยเรื่องราวต่างๆ ที่ผู้รจนาพระวรสารได้กล่าวไว้และการตีความจากผู้รู้หลายชั่วอายุคน ตลอดเส้นทางนี้ ฉันหวังว่าจะได้เห็นการเปรียบเทียบกันระหว่างเรื่องราวและขนบความเชื่อในคริสต์ศาสนา กับการค้นพบของนักโบราณคดีที่เริ่มต้นขุดค้นผืนทรายของดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้อย่างจริงจังเมื่อราว 150 ปีมาแล้ว

แต่ก่อนจะเริ่มการเดินทางครั้งนี้ ฉันจำต้องสืบค้นลึกลงไปถึงคำถามที่ละเอียดอ่อนคำถามหนึ่ง นั่นคือ เป็นไปได้ไหมที่พระเยซูคริสต์ไม่เคยมีตัวตนจริง เรื่องราวต่างๆบนหน้าต่างกระจกสีล้วนเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นทั้งสิ้น นี่เป็นคำประกาศยืนยันที่ท้าทายจากผู้กังขาฝีปากกล้าบางคน แต่ฉันกลับพบว่าข้อสงสัยนี้ไม่ได้มาจากนักวิชาการคนใดเลย โดยเฉพาะนักโบราณคดีที่งานของพวกเขาเป็นการดึงเอาความฝันเฟื่องทั้งหลายลงมาสู่โลกแห่งความจริง

“ผมไม่เคยได้ยินว่ามีนักวิชาการกระแสหลักคนใดไม่เชื่อเรื่องพระเยซูในแง่ประวัติศาสตร์นะครับ” เอริก ไมเยอร์ส  นักโบราณคดีและศาสตราจารย์เกียรติคุณ กล่าว “มีการถกเถียงกันในรายละเอียดมาหลายศตวรรษ แต่ไม่มีใครสงสัยว่าพระองค์ไม่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์”

ฉันได้ยินคำตอบคล้ายๆกันนี้จากไบรอน แมกเคน นักโบราณคดีและศาสตราจารย์วิชาประวัติศาสตร์ เขาบอกว่า “ผมนึกตัวอย่างไม่ออกว่ามีบุคคลใดที่มีชีวิตเข้ากับช่วงเวลาและสถานที่ได้อย่างเหมาะเจาะดีมาก แต่ผู้คนกลับบอกว่าไม่มีตัวตนจริงเลยครับ”

แม้แต่จอห์น โดมินิก ครอสแซน อดีตบาทหลวงและประธานร่วมของกลุ่มประชุมชวนโต้เถียงทางวิชาการ ก็ยังเชื่อว่าพวกข้องใจอย่างสุดโต่งนั้นกล่าวเกินไป จริงอยู่ว่าการทำอัศจรรย์ต่างๆของพระเยซูในความคิดของคนสมัยใหม่ ล้วนเป็นสิ่งที่ยากจะเข้าใจและยอมรับได้ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะสรุปว่าพระเยซูแห่งนาซาเรทเป็นเพียงนิทานทางศาสนา

พระเยซู
เสาของสุเหร่ายิวที่เมืองคาเปอรนาอุมจากศตวรรษที่สองถึงห้าซึ่งบางส่วนได้รับการบูรณะแล้ว ตั้งทับอยู่บนโบสถ์หลังเดิม เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าพระเยซูเคยเสด็จมาที่นี่ ตามความเห็นของนักวิชาการบางคน ใกล้กันนั้นนักโบราณคดีขุดพบที่พักอาศัยที่คริสต์ศาสนิกชนรุ่นแรกๆ ให้ความเคารพนับถือ ซึ่งอาจจะเป็นบ้านของอัครสาวกเปรโตร

“คุณบอกว่าพระองค์ดำเนินบนผิวน้ำ แต่ไม่มีใครทำอย่างนั้นได้ ฉะนั้นพระองค์จึงไม่มีตัวตนอย่างนั้นหรือ นั่นเป็นคนละเรื่องกันนะครับ” ครอสแซนบอกฉัน “ความจริงที่ว่าพระองค์ทรงกระทำสิ่งนั้นในแกลิลีบ้าง ทำสิ่งนี้ในเยรูซาเลมบ้าง และทรงทำให้พระองค์เองถูกประหาร ผมคิดว่าเรื่องทั้งหมดนี้เข้ากับสภาพการณ์บางอย่างได้อย่างเหมาะเจาะทีเดียวครับ”

นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องพระเยซูแบ่งออกเป็นสองฝ่ายตรงข้ามกัน ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าพระเยซูผู้ทรงทำอัศจรรย์ที่กล่าวถึงในพระวรสารเป็นพระเยซูองค์จริง ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งคิดว่าพระเยซูที่แท้จริงซ่อนอยู่ภายใต้เรื่องราวในพระวรสาร การจะมองเห็นได้ต้องอาศัยการค้นคว้าวิจัยทางประวัติศาสตร์และการวิเคราะห์ข้อเขียนต่างๆ ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างวิชาโบราณคดีเป็นเครื่องสนับสนุน

พระเยซู
ในช่วงเทศกาลปัสกา (Passover) ผู้ชายชาวสะมาเรียหรือสะมาริตัน เดินขึ้นไปยังยอดเขาเกริซิม ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าเป็นพระวิหารที่แท้จริงของพระเจ้ามากกว่าที่เมืองเยรูซาเลม ในสมัยของพระเยซู ชาวสะมาเรียถูกรังเกียจว่าเป็นพวกนอกรีต แต่ในคำเทศนาแบบอุปมาที่รู้จักกันดีที่สุดเรื่องหนึ่งของพระองค์ ทรงเล่าเรื่อง “ชาวสะมาเรียใจดี” เป็นตัวอย่างของผู้ที่รักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

 

พระเยซูคริสต์จะทรงเคยเป็นหรือเป็นผู้ใดก็ตาม แต่ความหลากหลายและศรัทธาของบรรดาสานุศิษย์สมัยใหม่นั้นอยู่ในขบวนแห่หลากสีสัน ในวันที่ฉันไปถึงเบทลิเฮม เมืองโบราณที่เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ประสูติของพระเยซู

ฉันเดินไปทันกลุ่มนักแสวงบุญชาวไนจีเรียที่จัตุรัสเมนเจอร์ และเดินตามพวกเขาลอดทางเข้าเตี้ยๆของโบสถ์พระกุมารบังเกิด ช่องทางเดินสูงชะลูดในมหาวิหารถูกห่อหุ้มอยู่ในผ้าใบกันน้ำและนั่งร้าน ทีมนักอนุรักษ์กำลังวุ่นอยู่กับการทำความสะอาดเขม่าเทียนหลายศตวรรษให้ออกจากภาพโมเสกเคลือบทองสมัยศตวรรษที่สิบสอง เราค่อยๆ เดินรอบบริเวณที่เปิดไว้ให้เห็นการสร้างโบสถ์นี้ในยุคแรกสุดเมื่อทศวรรษ 330 ตามพระบัญชาของจักรพรรดิคอนสแตนติน จักรพรรดิชาวคริสต์องค์แรกของโรม

บันไดอีกชุดหนึ่งนำเราลงไปยังถ้ำที่ตามตะเกียงไว้และมีช่องเล็กๆตกแต่งด้วยหินอ่อน ที่นี่มีดาวสีเงินดวงหนึ่งเป็นเครื่องบ่งบอกถึงจุดที่ตามขนบความเชื่อแล้วเป็นที่ซึ่งพระเยซูทรงบังเกิด ผู้แสวงบุญพากันคุกเข่าลงจุมพิตดาวดวงนี้ และทาบมือลงบนหินที่เย็นและเป็นมันวาว ไม่นานเจ้าหน้าที่ของโบสถ์ขอให้พวกเขารีบเดินต่อไปเพื่อให้กลุ่มอื่นได้เข้ามาสัมผัสหินศักดิ์สิทธิ์นี้ด้วย

โบสถ์พระกุมารบังเกิดเป็นโบสถ์คริสต์เก่าแก่ที่สุดที่ยังใช้งานอยู่ทุกวันก็จริง แต่ไม่ใช่นักวิชาการทุกคนจะเชื่อว่า พระเยซูประสูติที่เบทลิเฮม พระวรสารเพียงสองในสี่เล่มเท่านั้นที่กล่าวถึงการบังเกิดของพระองค์ และยังกล่าวไว้แตกต่างกัน นักวิชาการบางคนตั้งข้อสังเกตว่า ผู้รจนาพระวรสารกล่าวว่าพระเยซูบังเกิดในเมืองเบทลิเฮมเพื่อผูกเรื่องชาวบ้านแกลิลีกับนครของชาวยูเดียตามคำพยากรณ์ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมที่ว่า นครแห่งนี้จะเป็นที่ประสูติของพระเมสสิยาห์หรือพระผู้ไถ่

พระเยซู
พระวรสารกล่าวว่า ไม่กี่ชั่วโมงก่อนถูกจับกุมและถูกตรึงบนไม้กางเขน พระเยซูทรงอธิษฐานภาวนาในสวนแห่งหนึ่งชื่อ เกทเสมนี (Gethsemane) ซึ่งอาจจะมาจากคำในภาษาอาราเมอิก แปลว่าเครื่องหีบน้ำมัน ทุกวันนี้นักแสวงบุญจำนวนมากมาที่สวนมะกอกนอกกำแพงเมืองเยรูซาเลมแห่งนี้ เพื่อรำลึกถึงคืนที่มืดมิดที่สุดในพระชนม์ชีพของพระเยซู

วงการโบราณคดียังเงียบในเรื่องนี้เป็นส่วนใหญ่ เพราะถึงอย่างไร จะมีโอกาสสักแค่ไหนในการขุดหาหลักฐานการลี้ภัยของคู่สามีภรรยาชาวบ้านเมื่อสองพันปีมาแล้ว จนถึงทุกวันนี้การขุดสำรวจภายในและรอบๆ บริเวณโบสถ์พระกุมารบังเกิดยังไม่พบศิลปวัตถุใดๆที่มีอายุอยู่ในช่วงคริสตกาล ไม่มีร่องรอยใดๆบ่งบอกว่าชาวคริสต์ในยุคแรกถือว่าที่นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หลักฐานที่ชัดเจนชุดแรกของการเลื่อมใสศรัทธามาจากศตวรรษที่สาม เมื่อนักเทววิทยา ออริเจน บันทึกไว้ว่า “ในเบทลิเฮมมีการแสดงถ้ำที่ [พระเยซู] ทรงบังเกิด” ต้นศตวรรษที่สี่ จักรพรรดิคอนสแตนตินทรงส่งคณะผู้แทนพระองค์ไปหาสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับพระชนม์ชีพของพระเยซู และทำให้เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ด้วยการสร้างโบสถ์และแท่นบูชาขึ้น เมื่อพวกเขาพบสถานที่ซึ่งเชื่อว่าเป็นถ้ำที่พระกุมารบังเกิดแล้ว จึงสร้างโบสถ์งดงามขึ้นหลังหนึ่ง เป็นโบสถ์หลังแรกก่อนจะมาเป็นโบสถ์หลังปัจจุบัน

นักวิชาการหลายคนที่ฉันพูดคุยด้วยไม่ออกความเห็นใดๆในเรื่องสถานที่ประสูติ เนื่องจากหลักฐานที่เป็นรูปธรรมยังไม่ชัดเจนพอจะสรุปได้ ภาษิตเก่าแก่ที่ฉันร่ำเรียนมาในวิชาโบราณคดี 101 ที่ว่า “การไม่มีหลักฐานหาใช่หลักฐานของการไม่มี” ใช้ได้กับกรณีนี้

เรื่อง คริสติน โรมีย์

ภาพถ่าย ไซมอน นอร์ฟอล์ก

 

อ่านเพิ่มเติม

ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นทุกวันในอียิปต์

เรื่องแนะนำ

เหมืองแร่ ไทย ประวัติศาสตร์และสถานะความมั่งคั่งบนทุกขลาภจากชีวิตมนุษย์

ปฐมบทเหมืองแร่ไทย ประเทศไทยในอดีตพบแร่ธาตุที่มีความสำคัญทางการค้าอย่างดีบุก  ทองคำ   และพลวง  โดยเฉพาะดีบุกเป็นแร่ที่สยามค้าขายกับยุโรปมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา  โดยมีเกาะภูเก็ตเป็นแหล่งแร่ดีบุกที่ดีและสมบูรณ์ที่สุด หลังสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง  ปี พ.ศ. 2398  กลุ่มชาวตะวันตกที่พร้อมด้วยเงินทุนและความชำนาญเข้ามาทำกิจการเหมืองแร่ในสยาม  เปลี่ยนการผลิตแบบร่อนแร่ของคนพื้นถิ่น  หรือเหมืองของชาวจีนแต่เดิม  เป็นการทำเหมืองที่ทันสมัย  แต่กิจการเหมืองแร่ซึ่งควรนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจกลับไม่เป็นเช่นนั้น  เพราะเป้าหมายการผลิตเป็นไปเพื่อการส่งออกแร่ดิบ  ปัจจัยการผลิตทั้งทุนและเทคโนโลยีถูกควบคุม รายได้กระจุกในหมู่นักลงทุนต่างชาติ ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศยังล้าหลังและขาดความสมดุล  จนนำมาซึ่งความขัดแย้งมากมายในภายหลัง “เก็บหาดป่าตองเอาไว้ให้ฝรั่งมานอนแก้ผ้าเล่น  จะมีประโยชน์สักแค่ไหนกัน”  ข้อแย้งเถียงของฝ่ายธุรกิจเหมืองดีบุก  เมื่อสมาคมการท่องเที่ยวและสภาจังหวัดภูเก็ต  มีมติเป็นเอกฉันท์เสนอให้รัฐบาลในยุคหนึ่งระงับการขุดแร่ในทะเลรอบเกาะภูเก็ตทุกแปลง  ช่วงนั้นความขัดแย้งเรื่องเหมืองแร่ทวีขึ้น  เกิดเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงคัดค้านเหมืองหลายครั้ง  กระทั่งในที่สุดก็มีการชุมนุมของมวลชนนับแสนซึ่งนับเป็นการชุมนุมทางสิ่งแวดล้อมที่มีผู้เข้าร่วมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศไทย  เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2529  เหตุการณ์บานปลายกลายเป็นเหตุจลาจลเผาโรงงานถลุงแร่แทนทาลัม  หรือแร่ผลพลอยได้จากการถลุงดีบุก  ด้วยเหตุผลว่าโรงถลุงแร่กลางเมืองจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ  สิ่งแวดล้อม  และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่กำลังเฟื่องฟู เหตุการณ์นั้นนับเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่แสดงว่า  ชาวภูเก็ตได้หันหลังให้กิจการเหมืองแร่โดยเด็ดขาด  แม้ว่าที่ผ่านมาผู้คนต่างจดจำว่าอุตสาหกรรมเหมืองแร่มีส่วนสร้างเศรษฐกิจอันรุ่งโรจน์ให้ภูเก็ต  แต่พวกเขากลับเลือกจะเก็บภูเก็ตไว้เป็นไข่มุกแห่งอันดามัน อำเภอร่อนพิบูลย์  จังหวัดนครศรีธรรมราช  แหล่งผลิตแร่ดีบุกขนาดใหญ่ที่พัฒนาขึ้นมายุคเดียวกับภูเก็ต  โดยมีบริษัททุ่งคาร์  ฮาร์เบอร์  ทิน  เดรดยิง  จำกัด  ซึ่งเคยทำเหมืองที่ภูเก็ตขยายกิจการเหมืองเรือขุด (dredging) มาขุดแร่ที่ร่อนพิบูลย์  เรือขุดที่ว่านั้นล่องขุดแร่บนบกแทบทุกตารางนิ้วทั่วทั้งเมือง  […]

เรื่องไม่ลับในวงหวย

เผยอีกด้านหนึ่งของวงการหวย ทางลัดสู่รายได้ที่มากขึ้นของผู้ขายที่มาจากชนบท สะพานสู่ความร่ำรวยสำหรับบรรดาผู้ซื้อ แต่พึงระวังหากหลงระเริงเสี่ยงโชคมากเกินไป รู้ตัวอีกทีหนี้สินอาจกองอยู่ตรงหน้าแทน

เจาะอดีต ปัจจุบัน อนาคตวงการ หนังสือไทย

เมื่อพูดถึงคุณค่า หนังสือไทย บางเล่มอาจเป็นตำราหายากของนักวิชาการตัวเก็งรางวัลโนเบล อาจเป็นของสะสมของเศรษฐี ผู้หลงใหลประวัติศาสตร์ทางปัญญา หรืออาจไม่ต่างจากกระดาษชำระสำหรับคนไม่เห็นค่า เมื่อพูดถึงมูลค่า หนังสือไทย อาจเป็นที่มาของอุตสาหกรรมมูลค่า 20,000 ล้านบาทต่อปี อาจเป็นแหล่งรายได้สำหรับจ่ายค่าเช่าตึกของสำนักพิมพ์เปิดใหม่ หรือไม่ก็เป็นความหวังสุดท้ายของนักเขียนไส้แห้ง เมื่อพูดถึงชีวิต หนังสือบางเล่มอาจบอกเล่าเรื่องราวความรักประโลมโลก หรือสะท้อนภาพชีวิตจริงอันน่าเศร้าของมนุษย์ และหากพูดถึงมนุษยชาติ หนังสือเพียงเล่มเดียวอาจนำทางเด็กน้อยสักคนให้เติบใหญ่ขึ้นเป็นได้ทั้งไอน์สไตน์, ดา วินชี, ดาร์วิน, เอดิสัน, คานธี และแม้แต่ฮิตเลอร์ แต่สำหรับผม ทุกอย่างเริ่มจากหนังสือเล่มหนึ่งที่พบในห้องสมุดโรงเรียน หนังสือที่หาใช่วรรณกรรมอมตะระดับโลก ไม่ใกล้เคียงหนังสืออันเป็นตัวแทนแห่งการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ หรือหนังสือเพื่อการหลุดพ้นทางจิตวิญญาณ หนังสือเล่มนั้นคือรวมเรื่องสั้นหัสนิยายชุด “ฒ ผู้เฒ่า” ของมนัส จรรยงค์ ราชาเรื่องสั้นเมืองไทยผู้จากโลกนี้ไปแล้วกว่า 50 ปี เรื่องสั้นชุดนั้นพาผมล่องลอยไปบนฉากชีวิตแห่งท้องทุ่งเมืองเพชรบุรี และชนบทไทยในยุคปลายพุทธศตวรรษที่ 24 แวดล้อมด้วยธรรมชาติอันบริบูรณ์ หรือไม่ก็ความแห้งแล้งกันดาร การกดขี่ ธาตุแท้ของมนุษย์ ความเรียบง่าย ความทรหด อารมณ์ขันร้ายกาจ ไปจนถึงตัวละครเท่ ๆ อย่างนักเลงปืน เสือนักปล้น อนงค์สะคราญ และพระเอกโฉมงามแห่งบ้านทุ่ง ที่ขาดไม่ได้คือบรรดาเฒ่าหนู เฒ่าโพล้ง […]

เมื่อโลกติดไวรัส โควิด-19 :รายงานในเบลเบียม

ในวอร์ดผู้ป่วย โควิด-19 บุคลากรทางการแพทย์ที่เหนื่อยอ่อนดูแลคนไข้และคอยรับฟังความกลัวในเสียงกระซิบของพวกเขา  “ถ้าฉันไม่ทำ” พยาบาลผู้หนึ่งถาม “แล้วใครจะทำล่ะ” เซดริก เครเบเฮย์ แต่งตัวตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์รอบตัวเขา ได้แก่ หน้ากากอนามัย เฟซชิลด์ป้องกันใบหน้า ชุดป้องกันการติดเชื้อ ถุงสองชั้นหุ้มรองเท้า ถุงมือสองชั้น เขาฝึกถือกล้องและใช้งานผ่าน ชั้นพลาสติก ที่บ้านพักคนชราแห่งหนึ่งในกรุงบรัสเซลส์ เขาเฝ้ามองหญิงสูงวัยผู้หนึ่งจ้องเข้าไปในดวงตาพยาบาลที่มาตรวจเชื้อ โควิด-19 ให้เธอ “เช เปอ” ฉันกลัว ผู้หญิงคนนั้นบอก พยาบาลจับมือเธอไว้ โน้มเข้าไปใกล้ๆ แล้วบอกว่า ฉันก็กลัวค่ะ เธอกับทีมงานอยู่ระหว่างตรวจหาเชื้อให้ผู้คนเกือบ150 คนภายในวันนั้นวันเดียว หลังจากตรวจเสร็จ เธอก็หันมาทางเครเบเฮย์ น้ำเสียงเธอฟังดูทั้งแตกสลาย แข็งแกร่ง โศกสลด และโกรธเกรี้ยวในเวลาเดียวกัน “ไม่มีใครเข้าใกล้คนเหล่านี้ได้ค่ะ” เธอบอก “ถ้าฉันไม่ทำ แล้วใครจะทำล่ะ” เครเบเฮย์วัย 43 ปี เป็นหลานของชาวเบลเยียมและชาวดัตช์ผู้รอดตายจากสงครามโลกครั้งที่สอง ในฐานะช่างภาพข่าว การยืนอยู่เบื้องหน้าการสู้รบด้วยอาวุธและความตายไม่ใช่เรื่องผิดวิสัยสำหรับเขา แต่ระหว่างใช้เวลาอยู่ตามโรงพยาบาล สถานดูแลผู้สูงอายุ และรถตู้ขนส่งศพเมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา เครเบเฮย์ก็ตระหนักว่า ชาวเบลเยียมรุ่นเขากำลังเป็นประจักษ์พยานผู้เห็นชาติของตนประสบวิกฤติเป็นครั้งแรกและกำลังหวาดกลัวเช่นเดียวกับที่คนเบลเยียมรุ่นปู่ย่าเคยประสบมาก่อน ในช่วงสองสามสัปดาห์ระหว่างเดือนมีนาคมและเมษายน อัตราป่วยตายต่อหัวจากโรคโควิด-19 ของเบลเยียมดูจะอยู่ในอันดับสูงสุดของโลก […]