เยือนเทศกาลหน้าร้อนของเมืองที่หนาวที่สุดในโลก อย่าง ยาคุสตค์ ในรัสเซีย

เฉลิมฉลองเทศกาลหน้าร้อนในยาคุสตค์ เมืองที่หนาวที่สุดในโลก

(ภาพปก) The Algyschyt หรือผู้ทำพิธี กำลังวิงวอนต่อดวงอาทิตย์และบรรดาเทพเจ้าในพิธีเปิดเทศกาลฤดูร้อนที่ Us Khatyn ที่ตั้งอยู่นอกเมือง ยาคุสตค์ เทศกาลในวันครีษมายันนี้มีผู้เข้าร่วมราวสองแสนคนจากภูมิภาคไซบีเรียและที่อื่นๆ


เมือง ยาคุสตค์ เฉลิมฉลองการมาถึงของหน้าร้อนด้วยการจัดเทศกาลอันยิ่งใหญ่ที่ควรค่าแก่การไปเยือน

คนส่วนใหญ่รู้จัก ยาคุสตค์ ในฐานะเมืองที่มีฤดูหนาวอันหฤโหด แต่ทว่า ในเมืองนี้ก็มีฤดูร้อนที่แสงแดดสว่างจ้า และดึงดูดนักท่องเที่ยวนับร้อยนับพัน

ยาคุสตค์เป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐซาฮา (คนส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อ ยาคุเทีย) ภูมิภาคไซบีเรียตะวันออกไกล พื้นที่เมืองแผ่ขยายตามภูเขา แม่น้ำ และป่าสนไทกาที่มีขนาดเท่าประเทศอินเดีย ในยามหน้าหนาว อุณหภูมิอาจลดลงถึง –57 องศาเซลเซียส แต่ในยามหน้าร้อน อุณหภูมิจะอยู่ที่ราว 21 องศาเซลเซียส ยาคุสตค์เป็นเจ้าของสถิติทั้งเมืองที่หนาวที่สุดในโลก และเมืองที่มีความแตกต่างทางอุณหภูมิมากที่สุดในโลก ความท้าทายนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวผู้กระตือรือร้นที่จะทดสอบตัวเองในความหนาวที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม ในยามร้อน ยาคุสคต์ก็เหมาะแก่การมาเยือนในช่วงเทศกาลหน้าร้อนเพื่อให้ได้สัมผัสกับวัฒนธรรมที่มีสีสัน

เทศกาลแห่งจิตวิญญาณ

ผู้คนในยาคุเทียล้วนมีความคิดว่าธรรมชาติดำรงอยู่พร้อมจิตวิญญาณ ชาวเมืองยาคุตสค์ถือเอาวันครีษมายัน (วันที่มีกลางวันยาวนานที่สุดของปี) เป็นวันจัดเทศกาลฤดูร้อน (Holiday of Ysyakh หรือ Ysyakh Festival) เพื่อเป็นเกียรติกับธรรมชาติและเทพเจ้า และเฉลิมฉลองการเริ่มต้นใหม่และความอุดมสมบูรณ์ โดยเทศกาลฤดูร้อนที่ใหญ่ที่สุดจัดขึ้นที่ Us Khatyn ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของยาคุสตค์ไปราว 19 กิโลเมตร ที่แห่งนี้ต้อนรับผู้คนราวสองแสนคนจากยาคุเทีย และเป็นที่ตั้งกระโจมขนาดใหญ่สีสันสดใส

“โดยส่วนตัว สำหรับผม เทศกาลฤดูร้อนเป็นเทศกาลทางจิตวิญญาณอันน่ารื่นรมย์” อเล็กเซย์ วาซิลเยฟ ช่างภาพที่เกิดและเติบโตในยาคุเทีย กล่าว เขาเล่าว่าบรรดาครอบครัวจะมารวมตัวทานอาหารท้องถิ่นและ คูมิส อันเป็นเครื่องดื่มจากนมม้าหมักที่มีแอลกอฮอล์เล็กน้อย และเป็นโอกาสที่ผู้สูงอายุจะมาอวยพรเด็กๆ และคนหนุ่มสาว

เทศกาลเริ่มต้นด้วยการสวดขอพรจากดวงอาทิตย์ในแท่นศิลากลางแจ้ง จากนั้นจึงรวมตัวกันเต้นรำในชุดพื้นเมือง และเล่นดนตรีแบบพื้นเมือง การแข่งขันกีฬา และงานเฉลิมฉลองตลอดคืนก่อนที่ผู้เฉลิมฉลองจะเฝ้ารอแสงอาทิตย์ของวันที่มีกลางวันยาวนานที่สุดของปี

ยาคุตสค์
เทศกาลฤดูร้อนเป็นเทศกาลสำคัญของบรรดาครอบครัว ที่จะมารวมตัวกันกินแพนเค้ก เนื้อม้า ปลาทอด หรือปลาตากแห้ง และคูมิส (นมม้าหมัก)
ยาคุสตค์, เทศกาลฤดูร้อน
ผู้เข้าร่วมเทศกาลต่อแถวนานนับชั่วโมงเพื่อกดตัวเองลงไปกับเสาหลักในพิธีเพื่อขอดวงวิญญาณของธรรมชาติให้ช่วยบันดาลในเรื่องต่างๆ
ยาคุสตค์ , รัสเซีย, เทศกาล, หน้าร้อน, เทศกาลหน้าร้อน
คนท้องถิ่นกำลังพักผ่อนที่ทะเลสาบในเมือง Us Khatyn พื้นที่ทำพิธีกลางแจ้งของเมืองยาคุสตค์ ตามธรรมเนียมแล้ว พื้นที่ทำพิธีนั้นสะท้อนถึงวิถีของการให้เกียรติวิญญาณของธรรมชาติในพื้นที่ การไม่ทำให้พื้นดินแปดเปื้อน และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสอดคล้อง
ยาคุสตค์, ฤดูร้อน, เทศกาลฤดูร้อน, รัสเซีย, ไซบีเรีย
ภาพผู้คนที่เข้ามาชมเทศกาลฤดูร้อนในเมือง Amga ชาวยาคุสตค์มีเชื้อสายเตอร์กิก ซึ่งถูกรุกรานโดยกลุ่มผู้สนับสนุนพระเจ้าซาร์และในช่วงสหภาพโซเวียต ในทุกวันนี้ พวกเขาคือประชากรครึ่งหนึ่งของยาคุเทีย
ยาคุสตค์, เทศกาลฤดูร้อน, เทศกาล
กลุ่มหญิงสาวนักเต้นรวมตัวกันเพื่อเตรียมตัวเต้นรำในพิธีเปิดที่ Us Khatyn’s เทศกาลนี้เป็นการรวมเอาวัฒนธรรมต่าง ๆ จากทั่วทั้งยาคุเทียมาจัดแสดง
ยาคุสตค์, มวยปล้ำ, เทศกาล, รัสเซีย
มวยปล้ำเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยม ดังจะเห็นได้จากการมีทีมมวยปล้ำที่มีอยู่มากมายในหลายหมู่บ้านของยาคุเทีย ในที่แห่งนี้นักมวยปล้ำทั้งสองจะต้องเผชิญหน้ากันในระหว่างพิธีเฉลิมฉลองเทศกาลนี้ ซึ่งอยู่ในเมือง Mirny
ยาคุสตค์, รัสเซีย, เทศกาล, ฤดูร้อน
ผู้หญิงคนนี้สวมหมวกที่มีตัวอักษรอันมีความหมายว่า ฤดูร้อน แม้ว่า Yakutia จะมีชื่อเสียงมากเกี่ยวกับการทำลายสถิติเรื่องความหนาวเย็นในฤดูหนาว แต่เมืองนี้ก็มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยแวะเวียนมาในช่วงฤดูร้อน
ยาคุสตค์, เทศกาล, ฤดูร้อน, รัสเซีย
บรรดาเด็กสาวในชุดพื้นเมืองกำลังกินไอศกรีมในหมู่บ้าน Amga พวกเธอสวมใส่เครื่องประดับเงินที่ส่งต่างกันมาจากรุ่นสู่รุ่น
ยาคุสตค์, รัสเซีย, เทศกาล, ฤดูร้อน
ศิลปะการแสดงที่ประกอบไปด้วยการร้องเพลง การละเล่นพื้นบ้านประกอบดนตรี การเล่านิทานพื้นบ้าน เหล่านี้เป็นกิจกรรมหลักในงานเทศกาล Ysyakh ในเมือง Aldan
ยาคุสตค์, เทศกาล, รัสเซีย, เทศกาลฤดูร้อน
บรรดาหญิงสาวของเมือง Amga กำลังเตรียมตัวสำหรับพิธีเปิดการเฉลิมฉลองเทศกาลฤดูร้อน โดยการถือเตาที่ทำจากมูลโคเพื่อให้ควันจากเตาไล่วิญญาณชั่วร้ายที่ถูกส่งมาทำลายวันหยุด
ยาคุสตค์, ไซบีเรีย, ฤดูร้อน, เทศกาล, เทศกาลฤดูร้อน
ผู้ร่วมงานเทศกาลคนหนึ่งในหมู่บ้าน Amga สวมใส่ชุดพื้นเมือง หลาย ๆ ครอบครัวใช้เวลาร่วมกันในการเตรียมเสื้อผ้าสำหรับเทศกาลฤดูร้อน ผู้เป็นแม่จะส่งต่ออัญมณีของตระกูลจากรุ่นสู่รุ่น

เรื่อง RACHEL BROWN

ภาพ ALEXEY VASILYEV


อ่านเพิ่มเติม ยาคุตสค์ เมืองหนาวที่สุดในโลก

 

เรื่องแนะนำ

ชาวคองโกแปลงขยะให้เป็นงานศิลปะแห่งการต่อต้าน สะท้อนปัญหารุมเร้าประเทศ

ศิลปินสร้างสรรค์แฟชั่นจากขยะเพื่อตอกย้ำชะตากรรมของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก  นั่นคือชาติอันรุ่มรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติ  แต่ถูกรุมเร้าจากความยากจน และเป็นแหล่งรองรับขยะจากทั่วโลก หลังจากใช้เวลาหลายปีเล่าเรียนที่สถาบันวิจิตรศิลป์ในกรุงกินชาซา  และฟังคำแนะนำจากบรรดาอาจารย์ให้สร้างสรรค์ผลงานจากวัสดุที่ “เหมาะสม” เช่น  เรซินและปูนปลาสเตอร์  นักศึกษาบางคนตัดสินใจทำในสิ่งที่แตกต่าง พวกเขาสร้างงานศิลปะจากสิ่งที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัว  ซึ่งรวมถึงยางรถยนต์  ท่อไอเสีย  โฟม  ขวดพลาสติก  เสาอากาศ  กระป๋องนมหรือสี ขนนก  แผ่นซีดี  รองเท้าแตะ  และสิ่งของทิ้งขว้างอื่น ๆ ศิลปินเหล่านี้เชื่อว่า ผลงานของพวกเขาน่าจะกระทบใจผู้พบเห็น  และสะท้อนแง่มุมอันน่าหดหู่ในชีวิตของชาวคองโก  นั่นคือขยะ ขยะซึ่งมีทั้งที่คนในท้องถิ่นสร้างขึ้น  และที่ชาติบริโภคนิยมสุดขั้วส่งมาโถมทับ  ขยะที่เกิดจากการสูบทรัพยากรจากผืนดินของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกอย่างไม่มีวันสิ้นสุด  และฝากรอยแผลไว้บนผืนดิน ในกรุงกินชาซา  ลำรางสาธารณะมีขวดพลาสติกลอยเกลื่อนกลาด  ตลาด ร้านค้าท่วมท้นไปด้วยสินค้ามือสองมือสามที่ชาติรํ่ารวยทิ้งขว้าง  และที่หลั่งไหลเข้ามาเร็วขึ้นเรื่อยๆ  คือจากจีน  ในพื้นที่ที่บรรดาบริษัทข้ามชาติทำเหมืองแร่โคบอลต์  ซึ่งเป็นส่วนประกอบลํ้าค่าในแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ  ของเสียที่ถูกปล่อยออกมามักปนเปื้อนระบบแม่นํ้าและสรรพชีวิตที่ต้องพึ่งพา ด้วยการนำขยะมารังสรรค์ประติมากรรมและศิลปะการแสดง  ศิลปินเหล่านี้หวังจะกระตุกให้สาธารณชนมองเห็นปัญหาเร่งด่วนที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่  เมื่อปี 2015  เอ็ดดี  เอเกเต  ศิลปินผู้เกิดในกินชาซาและนักกิจกรรมเพื่อสังคม  มีบทบาทสำคัญในการทำให้ศิลปะแนวใหม่นี้กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างผ่านภาพยนตร์ระดับชาติ  เอเกเตยังเป็นผู้ก่อตั้งเทศกาล คินแอกต์ (KinAct Festival)  ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อจัดแสดงผลงานศิลปะที่กระตุกต่อมคิดของผู้คนในสังคม ประติมากรรมสวมใส่ได้ชื่อ “โรโบอันนองซ์” (Robot […]

เมื่อโลกติดไวรัสโควิด-19: รายงานจาก อินโดนีเซีย

การระบาดใหญ่ทั่วโลกที่ทำให้สุสานแน่นขนัดขึ้น ส่งผลให้ท้องถนนร้างผู้คนไปด้วย แต่ก็ในระดับหนึ่งเท่านั้น ใน อินโดนีเซีย ผู้คนยังออกมาทำกิจกรรมสำคัญกันอยู่ เช่น ฉลองเทศกาลทางศาสนาและรับการแจกจ่ายอาหาร การระบาดใหญ่ทั่วโลกของ โควิด-19 ทำให้ประเพณี มูดิค (mudik) ในประเทศ อินโดนีเซีย หรือการที่ชาวเมืองแห่เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดในหมู่บ้านและชนบทถึงกับชะงักงัน อินโดนีเซียมีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก และการเคลื่อนย้ายผู้คนในช่วงมูดิคหลังสิ้นสุดการถือศีลอดในเดือนรอมฎอนก็ถือเป็นมหกรรมระดับชาติ ถ้าเป็นปีก่อนๆ ช่างภาพ มุฮัมมัด ฟัดลี จะพาภรรยากับลูกสาวขึ้นรถตู้นิสสันของครอบครัว แล้วขับฝ่าการจราจรติดขัดออกจากเมืองหลวงจาการ์ตา การเดินทางกลับบ้านเกิดของฟัดลีใช้เวลา 36 ชั่วโมงไปตามถนนคดเคี้ยวและโดยสารเรือข้ามฟาก แต่พ่อแม่ของเขารออยู่ และฟัดลีก็เป็นลูกคนเดียว ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้น และเทศกาลรอมฎอนกำลังเริ่มขึ้น รัฐบาลอินโดนีเซียสั่งจำกัดการเดินทางระหว่างภูมิภาคเป็นเวลาหกเดือน ซึ่งเท่ากับเป็น “การสั่งระงับประเพณีมูดิค” ตามที่หนังสือพิมพ์ จาการ์ตาโพสต์ เรียก เมื่อต้องติดอยู่ในเมือง ฟัดลีจึงเดินหน้าทำงานต่อ ผู้ช่วยช่างภาพคนหนึ่ง ขับรถพาเขาไปตามท้องถนนว่างเปล่าไร้ความเคลื่อนไหว กระทั่งเช้าวันที่พวกเขาเลี้ยวตรงหัวมุมถนนสายหนึ่งและ เห็นฝูงชนมารวมตัวกันเนืองแน่น พวกเขาเดินเบียดเสียดกันอย่างเร่งรีบเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดหมายเดียวกัน “จอดตรงนี้ก่อนครับ” ฟัดลีบอก เขาดึงหน้ากากอานามัยขึ้นมาปิดปากปิดจมูก แล้วรีบลงจากรถ เกิดอะไรขึ้นครับ เขาถาม และโดยไม่ได้ชำเลืองมามองเขา ผู้คนตอบว่า “บันตวนโซซีอัล” หรือการแจกของยังชีพสารพัดโดยกลุ่มชายในชุดเครื่องแบบทางอีกฟากของประตูรั้วที่ปิดอยู่ […]

ยกเลิกการค้นหา MH370 หลังสี่ปีไร้วี่แวว

ปริศนาการหายไปของเที่ยวบิน MH370 อาจกลายเป็นปริศนาตลอดกาล หลังรัฐมนตรีมาเลเซียออกมาประกาศว่าจะยุติการค้นหาทั้งหมดในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ เนื่องจากผ่านมาสี่ปีแล้ว แต่ยังไม่สามารถหาคำตอบของโศกนาฏกรรมได้

ชีวิตของชนเผ่าแอฟริกาในอินเดีย

ชีวิตของชนเผ่าแอฟริกาในอินเดีย น่าประหลาดใจที่ได้รับทราบว่ามีชนเผ่าจากแอฟริกาอาศัยอยู่ในประเทศอินเดียด้วย พวกเขาถูกเรียกว่า Siddi บรรพบุรุษของพวกเขาเป็นทาสจากแอฟริกาตะวันออกที่ถูกส่งมาขายยังอินเดียและภูมิภาคอาหรับเมื่อหลายร้อยปีก่อน พวกเขาหลบหนีเข้าป่าและยังคงใช้ชีวิตเช่นนั้นอย่างเรียบง่ายมาจนถึงรุ่นลูกหลาน แค่ในรัฐกรนาฏกะเพียงรัฐเดียวมีจำนวนของชาว Siddi อาศัยอยู่ราว 35,000 คน และยังสามารถพบได้ในรัฐอื่นๆ อีกเช่น ในรัฐคุชราต, มหาราษฏระ, กัว และในเมืองไฮเดอราบัด แม้ชีวิตของชาว Siddi นั้นจะเรียบง่ายและยังคงเอกลักษณ์ขนบธรรมเนียมของทวีปบ้านเกิดไว้ แต่ในสังคมอินเดียพวกเขาต้องเผชิญกับความรังเกียจเนื่องจากเชื้อชาติที่แตกต่าง ชาวอินเดียมองว่าพวกเขามีวรรณะที่ต่ำที่สุดและไม่มีใครอยากจะคบค้าสมาคมด้วย ตลอดจนแม้แต่การแตะต้องสัมผัสตัว สารคดีที่จัดทำขึ้นโดย Asha Stuart จะพาคุณผู้อ่านไปสัมผัสกับวิถีชีวิตของชาว Siddi ในอินเดีย เมื่อพวกเขากลายเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกเลือกปฏิบัติเฉกเช่นพลเมืองชั้นสอง   อ่านเพิ่มเติม ปราการมองไม่เห็นที่แบ่งเขาแบ่งเรา