สู่ สังคมผู้สูงอายุ : คนอายุ 65 กำลังจะมีมากกว่าเด็ก 5 ขวบ - National Geographic Thailand

โลกกำลังแก่ลง: คนอายุ 65 กำลังจะมีมากกว่าเด็ก 5 ขวบ

(ภาพปก) เนื่องจากลักษณะประชากรทั่วโลกเปลี่ยนไป ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสังคม ภาพถ่ายโดย JOEL SARTORE, NAT GEO IMAGE COLLECTION


ประชากรโลกมีแนวโน้มที่จะมีชีวิตนานขึ้น ในขณะเดียวกันมีเด็กเกิดใหม่น้อยลง ซึ่งถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายใน สังคมผู้สูงอายุ

ตามประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ประชากรโลกมักมีอายุเฉลี่ยน้อยลงอยู่เสมอ ทว่า นับตั้งแต่วันประชากรโลก เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กลับเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นั่นคือ ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปกำลังมีจำนวนมากว่าเด็กอายุ 5 ขวบ

วันประชากรโลกก่อตั้งโดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ในปี 1989 เพื่อส่งเสริมให้ประเด็นเรื่องประชากรโลกเป็นที่สนใจ โดยการประเด็นเรื่องประชากรโลกเพิ่มสูงขึ้นไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ากังวลเพียงเรื่องเดียว เนื่องจาก เรื่องโครงสร้างทางอายุของประชากรก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน

การมีอายุยืนยาวขึ้นของประชากรโลก เป็นความสำเร็จที่โดดเด่นของมนุษย์ แต่การที่มีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นได้สร้างความกดดันในเรื่องที่เกี่ยวข้องทางเศรษฐกิจและสังคมเช่นเดียวกัน โดยจำนวนประชากรโลกกำลังดำเนินไปในลักษณะที่กลุ่มคนสองช่วงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นในแบบที่สวนทางกัน โดยในปี 2050 อัตราส่วนของประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 16 มากกว่าเด็กอายุ 5 ขวบถึงสองเท่า

“ปีรามิดประชากรรูปทรงสามเหลี่ยม (คนอายุน้อยเป็นฐาน และคนอายุมากเป็นฐานยอดที่มีจำนวนน้อย) คือสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายประเทศเมื่อครั้งอดีต แต่ตอนนี้มันกลับมีรูปร่างเป็นทรงถังน้ำ (ปากถังด้านบนกว้าง-ปลายถังด้านล่างแคบ)” โทชิโกะ คาเนดะ แห่งสำนักงานแหล่งข้อมูลอ้างอิงประชากร (The Population Reference Bureau) กล่าวว่า ภาวะเจริญพันธุ์ที่ลดลง ประกอบกับอายุคาดเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดลักษณะประชากรเช่นนี้

กราฟประชากรรูปปีรามิดช่วยให้นักประชากรศาสตร์สามารถแสดงการกระจายตัวของช่วงอายุ กราฟนี้แสดงให้เห็นว่า จำนวนร้อยละของประชากรกำลังตกลงในทุกกลุ่ม โดยกราฟสามเหลี่ยม (หัวกลับ) แบบกราฟถังน้ำแสดงให้เห็นว่าการเติบโตของประชากรนั้นช้าลง

สังคมผู้สูงอายุ, วันประชากรโลก
ประชากรผู้สูงอายุกำลังเพิ่มขึ้น: ในปี 2100 ผู้คนราวหนึ่งในสี่จะมีอายุ 65 ปีหรือมากกว่า ในขณะที่หนึ่งในยี่สอบจะมีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ

ถึงเวลาเตรียมพร้อมแล้วหรือยัง?

ประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่เป็นประเทศสูงอายุมาราวร้อยปีแล้ว ซึ่งทำให้ประเทศเหล่านี้มีเวลาสำหรับการเปลี่ยนแปลงในระดับสังคมอย่างกว้างขวาง แต่ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ กำลังจะเป็นประเทศที่แก่ลงก่อนจะเป็นประเทศที่ร่ำรวย คาเนดะอธิบาย หลายประเทศในแถบละตินอเมริกาและเอเชียกำลังแก่เร็วขึ้น และมีเวลาและทรัพยากรน้อยนิดที่จะเตรียมระบบเงินบำนาญและระบบสุขภาพ

อะไรคือผลลัพธ์ที่มาจากประชากรโลกที่แก่ลง สิ่งหนึ่งคือการดูแลผู้สูงอายุจะมีราคาแพงกว่าการดูแลผู้ที่มีอายุน้อย จึงก่อให้เกิดความกดดันที่เพิ่มมากขึ้นว่า จะมีการจัดหาระบบการดูแลระยะยาว ระบบการจ่ายเงินบำนาญ และรักษาประชากรวัยแรงงานได้อย่างไร โดยในภูมิภาคที่พัฒนาแล้วเช่นยุโรป อันเป็นภูมิภาคที่ประชากรที่อายุมากกว่า 50 ปี ร้อยละ 10 ไม่มีบุตร การดูแลผู้สูงอายุคือความวิตกกังวลหลัก

เทรนผู้สูงอายุนั้นแพร่หลายในภูมิภาคเช่นญี่ปุ่น ยุโรป อเมริกาเหนือ และประเทศที่พัฒนาแล้วประเทศอื่นๆ อย่างไรก็ตาม แม้ประชากรในยุคเบบี้บูมเมอร์ของสหรัฐอเมริกาจะเริ่มเข้าสู่อายุ 65 ปีในปี 2011 เป็นต้นมา สหรัฐอเมริกายังเป็นประเทศที่ดูเยาว์วัยกว่าเมื่อเทียบกับบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้วประเทศอื่นๆ โดยส่วนหนึ่งมาจากอัตราการเจริญพันธุ์ของประชากรกลุ่มผู้อพยพที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประชากรทั่วไป

สังคมผู้สูงอายุ, วันประชากรโลก
ประเทศกำลังพัฒนาก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างช้าๆ: จำนวนประชากรญี่ปุ่นที่มีอายุมากที่สุดมีจำนวนมากกว่าประชากรที่อายุน้อยที่สุดตั้งแต่ปี 1978 ในขณะที่ประชากรของที่มีอายุมากที่สุดของภูมิภาคซับซาฮาราจะไม่มีจำนวนเท่าเดิมจนกระทั่งปี 2079

“ไม่ใช่ทุกประเทศที่สามารถพลิกกลับอัตราการลดลงของอัตราการเจริญพันธุ์ได้ แม้ว่ารัฐบาลจะร้องขอประชากรมีบุตรเพิ่มขึ้นอย่างที่ทำในยุโรปหรือญี่ปุ่น” คาเนดะกล่าวและเสริมว่า “เทรนผู้สูงอายุยังคงดำเนินอยู่เรื่อยไป”

อัตราการเจริญพันธุ์ยังคงใกล้หรือต่ำกว่าระดับที่ทดแทนได้ในทุกภูมิภาคบนโลกยกเว้นทวีปแอฟริกา ซึ่งมีสถานะการพัฒนาเศรษฐกิจในภาวะที่ซบเซา การเข้าถึงการศึกษาของผู้หญิงที่มีการพัฒนาอย่างจำกัด และการเพิ่มขึ้นของอัตราการเสียชีวิตเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคเอดส์

การดำเนินการของรัฐบาล

ในประเทศที่กำลังพัฒนาบางประเทศมีการใช้วิธีการที่ตรงกันข้ามกับประเทศที่กำลังเป็นสังคมผู้สูงอายุดังเช่นญี่ปุ่นและอิตาลีโดยการออกมาตรการกำจัดการเพิ่มประชากร ประเทศจีนและอินเดียได้มีการริเริ่มใช้การวางแผนครอบครัวให้ประชากรในช่วงทศวรรษ 1970 แต่กลับกลายเป็นว่า ประเทศจีนได้รับผลกระทบโดยการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม คาเนดะกล่าวว่า อัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลงสามารถให้ผลในเชิงบวกเช่นเดียวกัน กล่าวคือ เมื่ออัตราการเจริญพันธุ์ลดลง แต่ประชากรยังไม่อยู่ในภาวะสูงอายุมากนัก รัฐบาลสามารถใช้จ่ายงบประมาณในการศึกษาระดับมัธยมศึกษาหรือการศึกษาในระดับสูงได้ และจะเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจในอีกทางหนึ่ง โดยทั้งประเทศไทยและเกาหลีใต้ไขว่คว้าโอกาสนี้ไว้ได้ในช่วงที่มีโครงสร้างทางประชากรในแบบอุดมคตินี้

เรื่อง KELSEY NOWAKOWSKI


อ่านเพิ่มเติม รวมภาพความอบอุ่นของปู่ย่าตายายทั่วโลก

เรื่องแนะนำ

วันที่ท้องฟ้ามืดมิด

เรื่องและภาพถ่าย  เอกรัตน์ ปัญญะธารา “Black Day” เป็นโปรเจ็กต์ถ่ายภาพที่ใช้เวลาตลอดหนึ่งปีของเอกรัตน์ ปัญญะธารา บรรณาธิการภาพและช่างภาพประจำนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559  อันเป็นวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร “เป็นช่วงเวลาที่ความเงียบกลับมีเสียงดังก้อง เป็นช่วงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศรู้สึกร่วมกันต่อเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ผมจึงเลือกเล่าเรื่องด้วยการบันทึกอารมณ์แทนการบันทึกเหตุการณ์อย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นบันทึกหนึ่งของตัวเองและเป็นบันทึกหนึ่งของเหตุการณ์ซึ่งยาวนานตลอดหนึ่งปีเต็มของการไว้ทุกข์” เอกรัตน์กล่าว “สิ่งที่ยากที่สุดคือการถ่ายสิ่งที่มองไม่เห็นเพราะเป็นอารมณ์  เป็นการถ่ายภาพที่ใช้จินตนาการมากกว่าถ่ายสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า หรือการถ่ายสัญลักษณ์ที่นำไปสู่ความรู้สึกนี้ เป็นสิ่งที่ยากมากและไม่เคยทำมาก่อน” ที่ผ่านมา การถ่ายภาพเพื่อตีพิมพ์ลงใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ใช้วิธีบอกเล่าเรื่องราวที่ร้อยเรียงจากภาพถ่ายชุดหนึ่ง แต่สำหรับ “Black Day” เอกรัตน์ไม่กำหนดกฎเกณฑ์การถ่ายภาพของเขา “แต่มีเกณฑ์ในการเลือกภาพว่า ดูแล้วเกิดความเชื่อมโยงถึงความรู้สึกนั้นไหม ผมถ่ายภาพไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เรื่องที่ดี ทุกขั้นตอนเป็นการทดลอง ตั้งแต่การลงพื้นที่เพื่อถ่ายภาพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่า ภาพไหนจะใช่หรือไม่ใช่โดยกำหนดโทนสีของภาพให้เป็นโทนสีที่ใกล้เคียงกับอารมณ์ของคนไทยในวันที่ได้ยินข่าวสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 9”   อ่านเพิ่มเติม : ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙, ประพาสต้นบนดอย สี่ทศวรรษโครงการหลวง

เวียดนามสร้างปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจได้อย่างไร

หลังจากพิษของสงครามอันยาวนานได้ฉุดรั้งเวียดนามให้กลายเป็นหนึ่งในประเทศยากจนที่สุดในโลก แต่สามทศวรรษให้หลัง เวียดนามกลายเป็นฐานการผลิตสินค้าที่สำคัญ เศรษฐกิจเวียดนาม พุ่งทะยานอย่างหยุดไม่อยู่ไปเสียแล้ว เศรษฐกิจเวียดนาม เปรียบได้กับคนหนุ่มสาวที่กำลังเติบโตและมีความหวังว่าทุกสิ่งเป็นไปได้ หากเดินไปในกรุงฮานอยของเวียดนาม ก็จะพบว่ามีพลังงานที่ไร้ขีดจำกัดอยู่ทุกที่ ผู้คนมากมายขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ฉวัดเฉวียนบนถนนที่มีการซื้อขายทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่โทรศัพท์มือถือไปจนถึงอาหารในร้านขนาดเล็กนับไม่ถ้วน โดยพวกเขาล้วนเร่งรีบกันไปทำงานหรือเรียนหนังสือ ในบรรยากาศเดียวกันนี้เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน เวียดนามคือหนึ่งประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้กลายมาเป็นประเทศรายได้ปานกลางภายในระยะเวลาอันสั้นได้อย่างไร หลังสงครามเวียดนามที่กินเวลานาน 20 ปี สิ้นสุดลงในปี 1975 รัฐบาลคอมมิวนิสต์เริ่มออกนโยบายวางแผนเศรษฐกิจจากศูนย์กลาง ช่วงกลางปี 1980 มูลค่ารวมของผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP) ต่อหัวอยู่ที่ 200 – 300 ดอลลาร์สหรัฐ แน่นอนว่าในขณะนั้นยังไม่มีนโยบายเปิดรับทุนต่างชาติ จุดเปลี่ยนสำคัญของ เศรษฐกิจเวียดนาม เกิดขึ้นในปี 1986 รัฐบาลเวียดนามออกแผนปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองชื่อว่าโด่ยเหม่ย (DoiMoi) อันหมายถึง บูรณะหรือดำเนินการใหม่ แผนปฏิรูปนี้เปลี่ยนเวียดนามให้กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม (a socialist-oriented market economy) และในปีเดียวกันก็ได้ออกกฎหมายให้การลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในประเทศ ทุกวันนี้เวียดนามคือดาวเด่นในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 6 – 7 ที่สามารถแข่งขันได้กับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างประเทศจีน โดยมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศมีค่าเท่ากับมูลค่ารวมของผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP) คำถามมีอยู่ว่า […]

ฟุตบอลมีถิ่นกำเนิดที่ใด? โบราณคดีมีคำตอบ

คนเราเล่นฟุตบอลกันมาตั้งแต่ 3,000 ปีก่อน หลักฐานทางโบราณคดีชี้ว่าชาวมายา และชาวแอสเท็กซ์ในทวีปอเมริกามีการแข่งขันกีฬาที่ใช้ลูกบอลกลมๆ เดาะไปเดาะมาให้เข้าเขตแดนของฝ่ายตรงข้าม

สำรวจโลก : การถือกำเนิดของประชากรโลก

เมื่อปี 2014 สตรีมีครรภ์เกือบหนึ่งในห้าของโลกให้กำเนิดทารกด้วยการผ่าท้องทำคลอด เดิมทีวิธีการผ่าตัดดังกล่าว ซึ่งเป็นการนำทารกออกจากมดลูกผ่านทางท้อง มีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงความซับซ้อนที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตระหว่างการทำคลอดทางช่องคลอด ทว่าอัตราการผ่าท้องทำคลอดในบางประเทศกลับสูงกว่าอัตราการประเมินขององค์การอนามัยโลกที่ว่า การผ่าท้องทำคลอดช่วยป้องกันการเสียชีวิตของมารดาและทารกได้ร้อยละ 10 หลายเท่าตัว ทำไมบางประเทศจึงมีการผ่าท้องทำคลอดมากนัก แอนา พีลาร์ เบทรัน เจ้าหน้าที่การแพทย์ขององค์การอนามัยโลก บอกว่า ปัจจัยที่เอื้อต่อการผ่าท้องทำคลอดคือความคาดหวังของครอบครัวและแพทย์ที่ว่าการคลอดจะปลอดภัยกว่า อีกทั้งวิธีนี้ยังช่วยลดระยะเวลาในการคลอดที่ยาวนานหรือเจ็บปวดลงได้ อัตราการผ่าท้องทำคลอดที่สูงอย่างเช่น ในบราซิลอาจสะท้อนถึงความต้องการกำหนดเวลาเกิดของเด็ก ขณะที่อัตราที่ต่ำอาจบ่งชี้ว่า การเข้าถึงการรักษาพยาบาลยังไม่เพียงพอ บราซิล – ประเทศที่มีอัตราการผ่าท้อง ทำคลอดมากที่สุด (ร้อยละ 55.6) นี้เริ่มรณรงค์ด้านสาธารณสุขเมื่อปี 2015 เพื่อสนับสนุนการคลอดด้วยวิธีธรรมชาติ ฟินแลนด์ – มีอัตราการผ่าท้องทำคลอดต่ำที่สุดในหมู่ประเทศพัฒนาแล้ว (ร้อยละ 14.7) ซึ่งอาจเป็นผลจากการทำคลอดโดยหมอตำแย และเกณฑ์วิธีการรักษาที่เข้มงวด อียิปต์ – อัตราการผ่าท้องทำคลอดของประเทศนี้ (ร้อยละ 51. กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะผู้หญิงขอผ่าท้องทำคลอดกันมากขึ้น และแพทย์พยายามเลี่ยงความยุ่งยากทางการแพทย์และทางกฎหมาย ชาติแอฟริกา – ทารกน้อยกว่าร้อยละ 1.6 ในไนเจอร์ ชาด และเอธิโอเปีย กำเนิดด้วยวิธีการผ่าท้องทำคลอด สาเหตุหลักเป็นเพราะการขาดแคลนสถานพยาบาล   อ่านเพิ่มเติม : สำรวจโลก […]