ความรุนแรงต่อสตรี : สิทธิในชีวิตที่ปลอดภัย - National Geographic Thailand

ความรุนแรงต่อสตรี : สิทธิในชีวิตที่ปลอดภัย

ความรุนแรงต่อสตรี : สิทธิในชีวิตที่ปลอดภัย

นับตั้งแต่เกิดเหตุรุมโทรมอันน่าพรั่นพรึงที่ทำให้อินเดียช็อกไปทั้งประเทศ ผู้หญิงแดนภารตะพากันลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิและเริ่มได้รับการปกป้องจากการคุกคาม และ ความรุนแรงต่อสตรี ในที่สาธารณะมากขึ้นแล้ว

————————————————

หญิงสาวทั้งหกคนเข้าแถวเป็นรูปครึ่งวงกลมไม่เป็นระเบียบ พลางดึงชายเสื้อคลุมยาวและจัดผ้าคลุมศีรษะ พวกเธอเลือกใส่กางเกงยีนแทนที่จะเป็นกางเกง ศัลวาร์ ตัวหลวมโพรกตามประเพณีนิยมในอินเดีย นับเป็นการแสดงออกซึ่งการต่อต้านอย่างพองาม ในฐานะนักข่าว ฉันติดตามความคืบหน้าของโครงการที่มุ่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสวัสดิภาพและ ความรุนแรงต่อสตรี ในเขตเมืองของอินเดีย และตอนนี้ซึ่งเป็นช่วงต้นปี 2019 ฉันพาอาคันตุกะต่างชาติมาที่นี่เพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมโครงการเมืองปลอดภัยสำหรับผู้หญิง

ฉันเดินทางมาแล้วทั่วอินเดียเป็นเวลาเกือบ 20 ปี โดยมากตามลำพัง เรื่องราวที่ผู้หญิงเหล่านี้บอกฉัน และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละวันเกี่ยวกับชีวิตฉันเอง เป็นเรื่องราวของสังคมซึ่งพื้นที่สาธารณะถูกตีตราว่าเป็นดินแดนของบุรุษเพศเท่านั้น

สำหรับผู้หญิงในอินเดียแล้ว สถิติด้านความปลอดภัยในชีวิตนั้นถือว่าต่ำนัก เมื่อปี 2011 สำนักงานสถิติอาชญากรรมแห่งชาติของอินเดียรายงานว่า มีเหตุความรุนแรงต่อสตรี ในรูปแบบต่างๆ เกิดขึ้นถึง 228,650 ครั้ง ซึ่งมีทั้งฆาตกรรม การข่มขืนกระทำชำเรา การลักพาตัว และการล่วงละเมิดทางเพศ  ในปีนั้น การสำรวจระดับนานาชาติครั้งหนึ่งจัดอันดับให้อินเดียเป็นประเทศที่อันตรายสำหรับผู้หญิงเป็นอันดับสี่ของโลก รองจากอัฟกานิสถาน สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และปากีสถาน การปฏิบัติต่อผู้หญิงในที่สาธารณะเป็นสิ่งที่คนหลายชั่วรุ่นไม่พอใจกันมานานแล้ว แต่คดีของชโยติ ซิงห์ หรือหญิงสาวที่รู้จักกันในชื่อ นิรภยา กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายของแนวคิดหนึ่งที่ยึดถือกันมานานในอินเดีย นั่นคือ ความรุนแรงต่อสตรี ถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

ความรุนแรงต่อสตรี
นับตั้งแต่ปี 2010 รถไฟใต้ดินแต่ละขบวนในกรุงนิวเดลีจะมีตู้หนึ่งจัดไว้สำหรับสตรีโดยเฉพาะ ระบบขนส่งมวลชนยังมีสายด่วนสำหรับผู้หญิงและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยผู้หญิงประจำอยู่ที่หลายสถานีด้วย เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทางการเดลีประกาศว่าจะเริ่มให้ผู้หญิงโดยสารฟรี เพื่อเปิดโอกาสให้สตรีทุกชนชั้นเข้าถึงบริการขนส่งมวลชนสาธารณะได้
ความรุนแรงต่อสตรี
ผู้หญิงเดินข้ามถนนในกรุงนิวเดลี ใกล้จุดเกิดเหตุรุมโทรมบนรถประจำทางเมื่อปี 2012 ซึ่งจุดชนวนให้เกิดการประท้วงลุกลามไปทั่วประเทศ รัฐบาลกลางตอบสนองด้วยการเร่งรัดกระบวนการพิจารณาคดีในศาลของผู้ต้องหา และตั้งกองทุนสำหรับโครงการริเริ่มต่างๆ เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยให้สตรี

สิ่งที่น่าทึ่งคือปฏิกิริยาของสังคมอินเดียต่อการทำร้ายร่างกายผู้หญิงที่รู้จักกันในชื่อ นิรภยา เพราะวันแล้ววันเล่าที่ผู้หญิงออกมาประท้วงบนท้องถนนโดยตะโกนคำว่า “เสรีภาพที่ปราศจากความกลัว!” ซึ่งอาจนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในที่สุด

นิรภยาเป็นภาษาฮินดี แปลว่า “ปราศจากความกลัว” เธอเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในปี 2012 เมื่อนักศึกษาแพทย์สาวคนนี้ถูกรุมโทรมบนรถประจำทาง โดยผู้ก่อเหตุเป็นชายเมาสุราหกคนซึ่งใช้แท่งเหล็กแทงเข้าไปในอวัยวะเพศของเธอหลังกระทำชำเรา จากนั้นจับเธอโยนลงจากรถ เธอเสียชีวิตในเวลาต่อมา ฆาตกรที่บรรลุนิติภาวะแล้วถูกจับกุม ดำเนินคดี และได้รับโทษประหารชีวิต ซึ่งเป็นผลลัพธ์อันผิดแผกไปจากปกติวิสัยในประเทศที่คดีข่มขืนเพียงหนึ่งในสี่คดีลงเอยด้วยการพิพากษาลงโทษ สิ่งที่น่าทึ่งกว่าคือปฏิกิริยาของสังคมอินเดียที่มีต่อการทำร้ายร่างกายนิรภยา เพราะวันแล้ววันเล่าที่ผู้หญิงออกมาประท้วงบนท้องถนนโดยตะโกนคำขวัญว่า “เสรีภาพที่ปราศจากความกลัว!” ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในที่สุด

หน่วยงานท้องถิ่นและระดับชาติทุ่มเม็ดเงินให้โครงการริเริ่มใหม่ๆเกี่ยวกับความปลอดภัยของสตรี เมื่อปี 2013 รัฐบาลอินเดียในขณะนั้นกันเงิน 145 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อดำเนินมาตรการส่งเสริมความปลอดภัยของผู้หญิง รัฐบาลปัจจุบันให้คำมั่นว่าจะจัดสรรเงินเกือบสามเท่าของทุนประเดิมนั้น เพื่อเปลี่ยนเมืองหลักๆแปดเมือง รวมถึงเดลี ให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น มีแสงสว่างมากขึ้น และเป็นสถานที่ที่เป็นมิตรต่อสตรีมากขึ้น

ความรุนแรงต่อสตรี
อุษา วิศวกรรม แสดงเทคนิคป้องกันตัวให้นักเรียนในรามครห์ ชนบทในรัฐราชสถาน วิศวกรรมริเริ่มโครงการเรดบริเกด (Red Brigade) หลังเธอถูกทำร้ายร่างกาย และตำรวจท้องถิ่นไม่สืบสวนตามคำแจ้งความของเธอ ปัจจุบัน กลุ่มเรดบริเกดจัดการเดินขบวน ดำเนินโครงการรณรงค์สร้างการตระหนักรู้ และจัดฝึกอบรมการป้องกันตัว
ความรุนแรงต่อสตรี
เจ้าหน้าที่จากหน่วยตำรวจลาดตระเวนสีชมพูในรัฐเกรละตอบสนองต่อการแจ้งเหตุผู้ชายบุกรุกเข้าไปในย่านที่อยู่อาศัยสำหรับหญิงล้วนในถิรุวนันถปุรัม ซึ่งเปิดตัวในเมืองเมื่อปี 2016 และมีตำรวจสีชมพู 32 นายคอยตอบรับการแจ้งเหตุเกี่ยวกับสตรีและเด็ก รวมทั้งเชี่ยวชาญคดีที่ต้องใช้ทนายและอนุญาโตตุลาการ

งานขั้นแรกๆ กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ กล่าวคือ ทุกวันนี้ในเดลีตำรวจจัดโครงการอบรมป้องกันตัวฟรี 10 วันให้แก่ผู้หญิง จากนั้นจะขยายให้ครอบคลุมทั้งเมือง โดยจัด “ฝึกอบรมถึงประตูบ้าน” ให้คนกลุ่มใหญ่ขึ้น  ในรัฐเกรละทางตอนใต้ หน่วยตำรวจหญิงล้วนที่เรียกว่า ตำรวจสีชมพู (Pink Police) จัดกองกำลังลาดตระเวนไปตามท้องถนนและตอบรับการโทรศัพท์แจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายจากผู้หญิง

ชมพูเป็นสีที่กำหนดไว้สำหรับบริการขนส่งมวลชนสาธารณะส่วนใหญ่ในเขตเมืองที่จัดให้แก่สตรีโดยเฉพาะ สามล้อเครื่องสีชมพูมีไว้สำหรับผู้โดยสารหญิง ตอนนี้ รถไฟใต้ดินมีตู้โดยสารของผู้หญิงแยกต่างหาก และที่จุดตรวจความปลอดภัยของสถานีชุมทางต่างๆ ผู้หญิงจะยืนในแถวของตัวเอง และได้รับความคุ้มครองจากผู้ชายที่พยายามกระแซะเข้ามาใกล้

ความรุนแรงต่อสตรี
ผู้หญิงเข้าร่วมการเดินยามเที่ยงคืน (Women Walk at Midnight) ซึ่งจัดขึ้นทุกเดือนในเดลี โครงการนี้เริ่มขึ้นในปี 2013 เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งเดินไปตามย่านต่างๆ ของเมืองเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ปัจจุบัน โครงการนี้มุ่งทวงคืนพื้นที่สาธารณะให้กับผู้หญิงหลังพลบค่ำ และเอื้อให้ผู้หญิงท่องไปในเมืองของตัวเองได้โดยไม่ต้องหวาดกลัว การเดินดังกล่าวจัดขึ้นผ่านเฟซบุ๊ก และแต่ละเดือนมีผู้เข้าร่วมอย่างน้อยสี่คนไปจนถึงมากกว่าสิบคน

ฉันยอมรับว่าไม่เชื่อมั่นกับโครงการเหล่านี้มากนัก การแบ่งแยกทางเพศโดยรัฐบาลอย่างนั้นหรือ นี่เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ผู้หญิงรู้สึกปลอดภัยและสบายใจในพื้นที่สาธารณะพอๆ กับผู้ชายอย่างนั้นหรือ แต่แล้วฉันก็เห็นแคมเปญติดแฮชแท็กของผู้หญิงอินเดียและรู้สึกใจชื้นขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น #TakeBackTheNight อันเป็นความพยายามระดับโลกที่รวมเหล่าหญิงกล้าหาญในอินเดียมาเดินด้วยกันนอกบ้านหลังอาทิตย์ตกดิน หรือ #MeetToSleep เมื่อปีกลายที่จัดให้ผู้หญิง 600 คนทั่วประเทศมานอนกลางแจ้งด้วยกันในตอนกลางคืนอย่างปลอดภัย เช่นเดียวกับที่ผู้ชายชาวอินเดียชอบทำ

เรื่อง นิลัญชนา โภว์มิก

ภาพถ่าย สมญา ขันเทลวัล

*อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนพฤศจิกายน 2562


สารคดีแนะนำ

ความเท่าเทียมทางเพศ : คำถามที่สังคมไทยต้องขบคิด

เรื่องแนะนำ

เดินทาง ตามรอยพระพุทธเจ้า นับจากประสูติจนปรินิพพาน จากเนปาลสู่อินเดีย

ตามรอยพระพุทธเจ้า จากเนปาลสู่อินเดีย ภารกิจแห่งจิตวิญญาณเพื่อตามหามหาบุรุษผู้แสวงหาโมกขธรรม ผมกำลังเดินเท้าผ่านด่านพรมแดนโสเนาว์ลีปราการด่านสุดท้ายในรัฐอุตตรประเทศของอินเดีย ก่อนเข้าสู่เขตประเทศเนปาลพร้อมนักท่องเที่ยววัยแสวงหาอีกหลายสิบชีวิต พวกเขาล้วนมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่สาครมาทา “หน้าผากแห่งท้องฟ้า” หรือชื่อในภาษาท้องถิ่นของเอเวอเรสต์ ยอดเขาสูงที่สุดในโลก ทว่าเส้นทางของผมนั้นต่างออกไป เพราะการมาเยือนเนปาลครั้งนี้ คือการตามรอยจาริกของมหาบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งอุทิศชีวิตแสวงหาความจริงอันยิ่งใหญ่ทว่าธรรมดาสามัญอย่างยิ่ง จนค้นพบสัจจธรรมที่เรียกว่า “ธรรมะ” อันนำไปสู่การพ้นทุกข์ มหาบุรุษผู้นั้นคือพระศาสดาพุทธโคดม หรืออดีตเจ้าชายสิทธัตถะ จากพรมแดนเนปาล ผมโดยสารรถประจำทางท้องถิ่นไปยังตลาดเมืองเตาลิฮาวา เพื่อต่อรถไปยังเมืองติเลาราโกฏ [เมืองโบราณติเลาราโกฏ (Tilaurakot) ในปัจจุบัน อยู่ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาลประมาณ 300 กิโลเมตร] ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงกบิลพัสดุ์ เมืองหลวงแห่งแคว้นสักกะ แคว้นอิสระที่ปกครองตนเองโดยเหล่าตระกูลศากยวงศ์ สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะและประทับอยู่จนกระทั่งพระชนมายุ 29 พรรษา ทุกวันนี้ กรุงกบิลพัสดุ์เหลือเพียงกองอิฐ ซากปรักหักพัง และเนินดินที่สูงไม่เกินสองเมตร บันทึกในคัมภีร์โบราณของพุทธศาสนาทั้งสองนิกายใหญ่ คือเถรวาทและมหายาน กล่าวถึงการก่อสร้างกรุงกบิลพัสดุ์ไว้ว่า ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มเชิงเขาหิมาลัย และเต็มไปด้วยต้นสักกะจำนวนมาก [ปัจจุบันไม่มีข้อมูลยืนยันแน่ชัดว่า ต้นสักกะคือพรรณไม้ชนิดใด แต่บริเวณรอบ ๆ ซากโบราณสถานมีต้นตะคร้อขนาดใหญ่และต้นทองกวาวขึ้นอยู่ทั่วไป] ขณะที่ข้อมูลอีกด้านหนึ่งเสนอว่า นครแห่งนี้เกิดจากเหล่าราชบุตรพลัดถิ่นของพระเจ้าโอกกากราชที่อาจหาญสร้างบ้านแปลงเมืองด้วยไพร่พลและกำลังคนของตนพระเจ้าโอกกากราชจึงพระราชทานคำชมว่า “ศากยะ” แปลว่าผู้มีความสามารถ จึงเป็นอีกหนึ่งที่มาของศากยวงศ์ แม้กรุงกบิลพัสดุ์จะเหลือเพียงกองซากอิฐ แต่ความพยายามฟื้นฟูสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ดำเนินการมายาวนานแล้ว ย้อนหลังไปเมื่อปี พ.ศ. 2439 ดร.เอ. […]

ปกปักประวัติศาสตร์ เยเมน ให้พ้นจากภัยสงคราม

ขณะสงครามคุกคามชาว เยเมน นับล้าน นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดี กำลังดิ้นรนเพื่อรักษาสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมโบราณที่เคยรุ่งโรจน์ ขณะยืนอยู่ที่ก้นธารวาดี [wadi – ธารน้ำในทะเลทราย] อันแห้งผาก ฉันแหงหน้าขึ้นไปซึมซับโครงสร้างใหญ่ยักษ์ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องบนนั่นคือหินที่ตัดอย่างแม่นยำแถวแล้วแถวเล่า ก่อเรียงซ้อนกันอย่างไร้รอยตะเข็บโดยไม่มีปูนเชื่อมผสานเมื่อราว 2,500 ปีก่อน ทะยานสูงขึ้นไป 15 เมตรสู่ท้องฟ้าที่กำลังโรยแสงเหนือทะเลทราย การเรียกสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมยุคโบราณนี้ว่าเป็นแค่เขื่อนให้ความรู้สึกเหมือนดูแคลน ตอนที่มหาเขื่อนแห่งมะริบ (Great Dam of Marib) สร้างขึ้นในดินแดนที่ปัจจุบันคือประเทศ เยเมน กำแพงเขื่อนที่ก่อด้วยดินและหินแผ่กว้างกินพื้นที่เกือบสองเท่าของเขื่อนฮูเวอร์ โครงสร้างประตูระบายน้ำขนาดมหึมาที่ยังเหลืออยู่เป็นส่วนหนึ่งของระบบอันซับซ้อนที่ควบคุมการไหลของน้ำฝนตามฤดูกาลจากแถบภูเขาสูงของ เยเมน ไปยังทะเลทรายแห้งผากทางตะวันออก หล่อเลี้ยงโอเอซิสทางการเกษตรบนพื้นที่รกร้างว่างเปล่า 60,000 ไร่ และใจกลางของทั้งหมดคือมะริบ ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจอันรุ่งเรือง เมืองหลวงของอาณาจักรซาบาในคาบสมุทรอาหรับ ซึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุดเพราะเกี่ยวข้องกับผู้นำในตำนานนามว่า บิลควิส ที่ถูกจารึกให้เป็นอมตะในพระคริสตธรรมคัมภีร์และคัมภีร์อัลกุรอานในนาม ราชินีแห่งชีบา ในยุครุ่งเรืองสูงสุดของมะริบ ซึ่งเริ่มจากศตวรรษที่แปดก่อนคริสตกาล เขื่อนนี้เป็นที่มาแห่งความมั่งคั่งสำหรับนครหลวงของซาบา และเป็นเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังสถานะจุดแวะพักอันอุดมสมบูรณ์ ทั้งเป็นแหล่งผลิตอาหาร หลากล้นด้วยน้ำสำหรับเหล่าอูฐที่กระหายน้ำและบรรดาพ่อค้าวาณิชผู้หิวโหย อาณาจักรซาบาเจริญเฟื่องฟูอยู่ทางใต้ของคาบสมุทรอาหรับ ที่ซึ่งยางสนหอม ยางมดยอบ และยางไม้หอมล้ำค่าอื่นๆ ถูกซื้อขายกันที่ศูนย์กลางอันมั่งคั่งของเส้นทางกำยาน ที่ทอดยาวจากอินเดียไปจดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นอกจากนี้ ซาบายังเป็นจุดสำคัญของเศรษฐกิจคาราวาน ซึ่งสินค้าล้ำค่าอย่างงาช้าง ไข่มุก […]

บรรยากาศวันเด็ก ก่อนอำลาเขาดิน

บรรยากาศวันเด็ก ก่อนอำลา”เขาดิน” เมื่อ 63 ปีที่แล้ว นายวี.เอ็ม. กุลกานี ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิภาพเด็กระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ เชิญชวนให้ประเทศต่างๆ เห็นความสำคัญและความต้องการของเด็กและกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทของตนด้วย  รัฐบาลในยุคนั้นจึงจัดให้มีคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และเอกชน กำหนดให้มีการเฉลิมฉลองวันเด็กแห่งชาติทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค  ในยุคนั้นงานวันเด็กแห่งชาติจัดในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม  แต่พอถึง พ.ศ. 2508 ก็เปลี่ยนมาเป็นวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม เพื่อความสะดวกของผู้ปกครองและเป็นช่วงที่อากาศดีกว่าช่วงฤดูฝนอย่างเดือนตุลาคม เขาดินหรือสวนสัตว์ดุสิตเป็นหน่วยงานราชการที่จัดงาน วันเด็ก ซึ่งได้รับความนิยมจากเด็กและพ่อแม่ผู้ปกครองตลอดมา  แต่รู้กันหรือไม่ว่า เขาดินที่เปิดทุกวันและเนืองแน่นโดยเฉพาะวันเด็กนี้ มีความเป็นมาอย่างไรประวัติคร่าวๆ ของ เขาดินหรือสวนสัตว์ดุสิตแห่งนี้ย้อนไปถึงสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีจุดเริ่มต้นจากความต้องการสร้างสวนพฤกษชาติในเขตพระราชวังสวนดุสิต ต่อมาในรัชสมัยของรัชกาลที่ 7 มีพระราชดำริที่จะทำนุบำรุงสวนพฤกษชาติแห่งนี้ให้กว้างขวาง และดีกว่าที่เป็นอยู่รวมถึงเปิดให้ประชาชนมาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจด้วย เขาดินในตอนแรกจึงมีสถานะเป็นสวนสาธารณะไม่ใช่สวนสัตว์ดังปัจจุบัน จนกระทั่งต่อมาทางเทศบาลกรุงเทพฯ ริเริ่มย้ายเอาสัตว์บางชนิดจากสวนอื่นๆ มาอาศัยที่นี่ รวมถึงขอให้ทางสำนักพระราชวังส่งช้างหลวงเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสชม สวนสัตว์ดุสิตจึงได้ฤกษ์เปิดตัวในฐานะสวนสัตว์แรกของไทยเมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2481 (ชมภาพเก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของเขาดินได้ ที่นี่ ) เอ่ยถึง เขาดินแล้ว ต้องเอ่ยถึงตำนานคู่เขาดินอย่าง ฮิปโปโปเตมัสที่ชื่อ แม่มะลิขวัญใจที่ใครๆ มาเขาดินก็ต้องมาชม […]

ชมงาน Cut Piece และ Changes ตัดขั้วให้ถึงหัวใจ ศิลปะการแสดงสดบอกอะไรเรา

ชมงานของศิลปิน มงคล เปลี่ยนบางช้าง และ นพวรรณ สิริเวชกุล ทำไมศิลปะการแสดงสด จึงกระทบใจเราหนักหนา ในผลงานศิลปะกว่า 200 ผลงานใน BAB 2022 มีศิลปะการแสดงสด (Performance Art) อยู่หลายชุด หนึ่งในนั้นคืองานของ 2 ศิลปิน มงคล เปลี่ยนบางช้าง และ นพวรรณ สิริเวชกุล ซึ่งสร้างผลงานศิลปะการแสดงร่วมกันมายาวนาน ในหัวข้อที่ต่างกัน แต่มักอยู่ในโครงการเดียวกันเสมอ Duo Performance ใน BAB 2022 มงคล เปลี่ยนบางช้าง ทำงานศิลปะการแสดงตั้งแต่ พ.ศ. 2538 เขาเป็นผู้อำนวยการของ blurborders International Performance Art eXchange มงคลทำกิจกรรมศิลปะมากมายเกี่ยวกับปัญหาสังคม เขาได้รับเชิญจากเทศกาลทั้งในและต่างประเทศ อาทิ เยอรมนี โปแลนด์ ยูเครน สโลวาเกีย ฮังการี สาธารณรัฐเช็ก สหรัฐอเมริกา แคนาดา […]