ชาร์บาต กูลา “สาวน้อยอัฟกัน” ได้บ้านแล้ว - National Geographic Thailand

ชาร์บาต กูลา “สาวน้อยอัฟกัน” ได้บ้านแล้ว

ชาร์บาต กูลา “สาวน้อยอัฟกัน” ได้บ้านแล้ว

ในที่สุดผู้ลี้ภัยที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกคนหนึ่งก็มีบ้านอาศัยแล้ว  เมื่อ ค.ศ. 1984 ชาร์บาต กูลา ขณะอายุ 12 ปี  เป็นผู้ลี้ภัยอยู่ในปากีสถาน กลายเป็นไอคอน “สาวน้อยอัฟกัน” ในทันทีเมื่อเธอขึ้นปก เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เดือนมิถุนายน  ปัจจุบันกูลาเป็นเจ้าของบ้านขนาดเกือบ 280 ตารางเมตรตกแต่งตามที่เธอประสงค์ในเมืองหลวงของอัฟกานิสถาน บ้านเกิดเมืองนอนของเธอ

บ้านหลังนี้เป็นของขวัญจากรัฐบาลอัฟกันให้ชาร์บาต ซึ่งปัจจุบันอายุ 45 ปี พร้อมกับเงินจำนวน 700 เหรียญสหรัฐต่อเดือนสำหรับเป็นค่ายังชีพและค่ารักษาพยาบาล นาจีป นางยัล โฆษกกระทรวงการสื่อสารของอัฟกานิสถานกล่าว

สาวน้อยอัฟกัน
ชาร์บต กูลา โบกมือจากหน้าต่างบ้านใหม่ของเธอ รัฐบาลอัฟกานิสถานจ่ายค่าเช่าและค่ายังชีพให้ครอบครัวของเธอ

ชาร์บาต กูลา เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในนาม “สาวน้อยอัฟกัน” (Afghan girl) ได้รับกุญแจบ้านเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2560 หลังจากที่เธอต้องลี้ภัยในปากีสถานนานถึงสามทศวรรษและหนึ่งปีอันแสนวุ่นวายที่เพิ่งผ่านมาในอัฟกานิสถาน  ดวงตาสีเขียวคมของเธอทำให้เธอกลายเป็นไอคอนทันที  ชาร์บาตเป็นกำพร้าเมื่ออายุ 6 ขวบในช่วงที่สหภาพโซเวียตรุกรานอัฟานิสถาน  เธอต้องเดินเท้าไปยังปากีสถานกับพี่น้องและคุณยาย  ภาพถ่ายของ สตีฟ แม็กเคอร์รี ทำให้เธอกลายเป็นตัวแทนความยากลำบากของผู้ลี้ภัยในอัฟกานิสถานนับพันๆ คน โดยไม่ตั้งใจ  เธอได้รับการขนานนามว่า “อัฟกันโมนาลิซา” ในบ้านเกิดเมืองนอนของเธอ  ปัจจุบันเธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของการกลับสู่อัฟกานิสถานของผู้ลี้ภัยนับแสนๆ คนในประเทศต่างๆ หลังต้องจากบ้านเกิดไปหลายทศวรรษ

 

เรื่องแนะนำ

ฟุตบอล กับการจุดประกายความหวังใหม่ของเหล่าผู้ลี้ภัย

ฟุตบอล กีฬาที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ได้ต่อประกายไฟความหวังของเด็กที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยซะอะฮฺตารี (Za'atair) ขึ้นมา 

ศิลปวัตถุของอาสนวิหารนอเทรอดามที่ยังคงอยู่และมอดไหม้ไปแล้ว

อัคคีภัยแห่งอาสนวิหารนอเทรอดามนำพาความโศกเศร้ามายังมนุษยชาติ เนื่องจากศิลปวัตถุซึ่งแสดงถึงภูมิปัญญาของคนยุคก่อนและวัตถุศักดิ์สิทธิ์อันประเมินค่ามิได้ต้องสูญสลายไป แต่ยังมี สมบัติแห่งนอเทรอดาม หลายชิ้นที่รอดมาได้โดยผู้คนที่ยินดีฝ่ากองเพลิงเพื่อรักษาเอาไว้ การสูญเสียสิ่งก่อสร้างที่เป็นมรดกโลกซึ่งมีอายุมานานกว่า 850 ปีอย่างอาสนวิหารนอเทรอดาม นำพาความโศกเศร้ามาสู่คนทั่วไป เพราะอาสนวิหารแห่งนี้มิใช่แหล่งท่องเที่ยวอันสวยงามที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงปารีสและฝรั่งเศสเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นสถานที่ซึ่งแสดงถึงความสามารถทางสถาปัตยกรรมที่ต้องอาศัยความเพียรพยายามในการสร้างสรรค์ รวมไปถึงการเป็นที่เก็บรักษางานศิลปะและสมบัติหลายชิ้นที่ไม่อาจประเมินค่าได้ ทั้งงานศิลปวัตถุโบราณ เครื่องดนตรี รูปปั้น งานไม้ และวัตถุศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาที่เก็บรักษาไว้มาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ ได้มีประชาชนที่เห็นความสำคัญของวัตถุและ สมบัติแห่งนอเทรอดาม ที่อยู่ภายในอาสนวิหารได้ทั้งพนักงานดับเพลิง บาทหลวง ตำรวจ และคนทั่วไปรวมตัวกันสร้างโซ่มนุษย์ และบางคนก็ยืนกรานเข้าไปในพื้นที่อันตรายเพื่อจะนำสมบัติและศิลปวัตถุเหล่านี้ออกมาให้จงได้ จนให้มีสมบัติล้ำค่าจำนวนมากรอดจากอัคคีภัยครั้งนี้ แต่ก็มีวัตถุบางส่วนที่ไม่สามารถระบุชะตากรรมได้ว่าเป็นอย่างไร หรือบางชิ้นก็ได้รับการระบุว่าสูญสลายไปในกองเพลิงไปโดยสิ้นเชิงแล้ว นี่คือข้อมูลของ สมบัติแห่งนอเทรอดาม ที่ยังเหลือรอด ไม่ทราบสถานะ และถูกทำลายไปแล้ว สมบัติที่เก็บรักษาไว้ได้ มงกุฎหนามศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Crown of Thorns) เป็นหนึ่งในสมบัติทางศาสนาที่ตกทอดมาอย่างยาวนานซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ในอาสนวิหารนอเทรอดาม โดยมงกุฎหนามศักดิ์สิทธิ์นี้เชื่อกันว่าถูกวางไว้บนศีรษะของพระเยซูในขณะที่พระองค์ถูกตรึงกางเขน แต่เดิมนั้นอยู่ที่กรุงเยรูซาเลม และได้ถูกมอบให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 9 แห่งฝรั่งเศส ผู้สร้าง Sainte-Chappelle ในกรุงปารีส และต่อมาได้กลายเป็นนักบุญ Louis เป็นผู้เก็บรักษาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 โดยมงกุฎหนามศักดิ์สิทธิ์นี้ถูกส่งต่อมาที่นอเทรอดามในภายหลัง […]

เผยวงการร่างทรงในมุมมองที่คุณอาจยังไม่เคยรู้

การทรงเจ้า เเละ ร่างทรง ถือได้ว่าเป็นความเชื่อที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมประเพณีไทยมาตั้งเเต่โบราณกาล ทว่าศรัทธาเหล่านี้มีจริงหรือไม่?

ฤดูกาลแห่งการ ล่าวาฬ: วิถีและประเพณีอันเก่าแก่ของชนพื้นเมืองในอลาสกา

สำหรับชนพื้นเมืองในอลาสกา วาฬคือศูนย์กลางวิถีชีวิตและประเพณีอันเก่าแก่ การล่าวาฬที่ทำกันเพียงปีละครั้ง ไม่เพียงเป็นแหล่งอาหารของคนทั้งชุมชน แต่ยังเป็นการสืบสานวิถีอันเก่าแก่ไม่ให้สาบสูญไป