กำเนิด ผีน้อย ไทยในเกาหลีใต้ - National Geographic Thailand

กำเนิดผีน้อยไทยในเกาหลีใต้

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนไทยจำนวนหนึ่งยอมเป็น ผีน้อย หรือแรงงานผิดกฎหมายเพื่อไปขายแรงงานแบบหลบๆ ซ่อนๆ แม้จะมีเสียงตำหนิก่นด่าจากเพื่อนร่วมชาติไว้เบื้องหลัง

สำหรับในประเทศไทย ค่านิยมการออกไปค้าแรงงานในต่างประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งออกแรงงานไปต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบตะวันออกกลาง หลังจากนั้น ค่านิยมการไปขายแรงงานในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นตะวันออกกลาง เอเชีย แม้กระทั่งยุโรปหรืออเมริกา ก็เริ่มเป็นที่นิยมในหมู่คนไทยที่ต้องการค่าตอบแทนที่มากกว่าการทำงานในประเทศของตัวเองเรื่อยมา แม้จะต้องแลกกับชีวิตที่ต้องห่างไกลบ้านและต้องปรับตัววิถีชีวิตที่แตกต่างกับบ้านเกิดอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังเริ่มปรากฏปัญหาของแรงงานไทยที่ผิดกฎหมายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศเกาหลีใต้ที่กระทรวงยุติธรรมของเกาหลีใต้ออกมาให้ข้อมูลในปี 2018 ว่ามีคนไทยอาศัยอยู่ 188,206 คน และกว่าร้อยละ 65 หรือประมาณ 120,000 เป็นแรงงานที่ไม่มีเอกสารการทำงานและอาศัยอยู่ในเกาหลีใต้เกินอายุวีซ่า

นอกจากการได้ค่าตอบแทนที่สูงแล้ว ปัจจัยใดที่ทำให้คนไทยนับแสนต้องยอมเสี่ยงละเมิดกฎหมาย

การไปทำงานแบบถูกกฎหมายที่ยังมีอุปสรรคสำคัญ

เป็นที่ทราบกันดีว่า ค่าตอบแทนที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับการค้าแรงงานในประเทศ คือแรงจูงใจหลักที่ทำให้คนไทย โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานภาคเกษตรกรรมที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ซึ่งต้องพบเจอปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และปัญหารายได้ในการทำเกษตรกรรมที่ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย สนใจเข้ามาค้าแรงงานในเกาหลีใต้ และยังมีแรงงานในหัวเมืองใหญ่ที่พบว่าค่าตอบแทนที่ได้รับไม่เพียงพอในการตั้งตัวและมีชีวิตที่ดีกว่าได้ จึงเริ่มต้นกระบวนการหางานในต่างประเทศ โดยเกาหลีใต้คือหนึ่งในนั้น โดยงานที่คนไทยนิยมมักเป็นงานภาคการผลิตที่อยู่ในโรงงาน งานก่อสร้าง แรงงานภาคเกษตร งานนวดแผนไทย เป็นต้น ซึ่งจะมีการส่งแรงงานถูกกฎหมายจากประเทศไทยไปทำงานอยู่เป็นระยะๆ

ผีน้อย, ผีน้อยเกาหลี,
ตลาดกลางคืนจองโร ในเกาหลีใต้ ภาพถ่ายโดย ADAM DEAN

กระบวนการจัดส่งแรงงานไปประเทศเกาหลีใต้อย่างถูกกฎหมายโดยคร่าวๆ ต้องเริ่มจากการเข้าระบบ EPS ที่ย่อมาจาก Employment Permit System (ระบบอนุญาตการจ้างงาน) ที่ดำเนินการโดยรัฐบาลทั้งสองประเทศ

เงื่อนไขสำคัญของผู้ที่ต้องการทำงานแบบถูกกฎหมายคือต้องผ่านการทดสอบ EPS-TOPIK (สอบวัดระดับภาษาเกาหลีเพื่อไปทำงานตามระบบจ้างงาน) ซึ่งจะมีโรงเรียนที่สอนภาษาเกาหลีในไทยที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการไทยเปิดหลักสูตรเพื่อการทดสอบนี้โดยเฉพาะ อันจะมีค่าใช้จ่ายเบื้องต้นอยู่ประมาณ 9,500 บาทขึ้นไป เมื่อสอบผ่านแล้วก็จะเข้าสู่กระบวนการรายงานตัวกับกระทรวงแรงงานของไทยเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นผู้หางานในเกาหลีใต้ และทางกระทรวงฯ จะส่งข้อมูลให้นายจ้างชาวเกาหลีใต้ที่กำลังมองหาแรงงาน

แน่นอนว่าผู้ที่ลงทะเบียนก็ต้องรอให้มีนายจ้างเรียกตัวไปทำงาน ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจใช้เวลารอนานหลายเดือน หรืออาจเป็นปี ซึ่งถ้านายจ้างได้เลือกแรงงานคนใดก็จะมีการเรียกตัวมาเซ็นสัญญาจ้างที่กระทรวงแรงงาน จากนั้นก็จะมีการเรียนภาษาหรือทดสอบทักษะแรงงานเพิ่มเติมเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเดินทางอีกครั้ง หลังจากนั้นก็รอกำหนดวันเดินทางเพื่อเดินทางไปทำงานที่เกาหลีใต้ต่อไป

การไปแบบผิดกฎหมายนั้นใช้เวลาและขั้นตอนน้อยกว่า

แม้ขั้นตอนการไปทำงานที่เกาหลีใต้แบบถูกกฎหมายนั้นมีระบบที่ชัดเจนและได้รับการดูแลจากหน่วยงานราชการไทยแบบไม่เสียค่าบริการ อีกทั้งได้รับการประกันรายได้ตามค่าแรงในสัญญาจ้าง รวมไปถึงการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานของเกาหลีใต้ แต่ก็ยังมีสิ่งที่ผู้ที่อยากไปทำงานมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญ ทั้งค่าเล่าเรียนภาษาที่เฉียดหลักหมื่นบาท โดยเข้าเรียนแล้วก็ใช่ว่าจะสอบได้ และถึงแม้จะสอบผ่านและได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้หางานแล้ว ก็ยังต้องผ่านการรอการเลือกจากนายจ้างที่อาจจะนานนับปี สองปี หรืออาจนานกว่านั้น

ในขณะที่แรงงานจำนวนมากต้องการเงินด่วนเพื่อปลดหนี้สินในทุกเดือน จึงไม่อาจรอทำตามกระบวนการได้ หรือแม้กระทั่งแรงงานที่เข้าสู่ช่วงวัยกลางคน (อายุ 40 ปี ขึ้นไป) ที่หางานได้ลำบาก และมองว่าตัวเองหมดช่องทางการทำงานในประเทศบ้านเกิด จึงอยากไปเสี่ยงดวง-ดิ้นรน โดยการทำงานแบบผิดกฎหมายที่เกาหลีใต้ ซึ่งกลับกลายเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุด จึงทำให้เกิดแรงงานที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือ “ผีน้อย” ขึ้นมา

กรุงโซล
ผู้คนต่างหลงใหลในบรรยากาศของคลองชองกเยชอน (Cheong¬gyecheon, 청계천) โซล, เกาหลีใต้

กระบวนการเกิดขึ้นของผีน้อยมักเริ่มต้นจากการที่พวกเขาเห็นคนที่ไปทำงานเกาหลีใต้สามารถส่งเงินกลับให้ครอบครัวได้มากมาย หรือส่งต่อเรื่องราวแบบปากต่อปากว่าไปคนไทยสามารถไปทำงานที่เกาหลีใต้โดยใช้ช่วงเวลาพำนักแบบไม่ต้องใช้วีซ่าได้ถึง 90 วัน ซึ่งก็มากเพียงพอในการทำงานเพื่อให้ได้เงินจำนวนหนึ่ง หรือถ้าอยู่ทำงานนานกว่านั้น เช่น 3 หรือ 5 ปีขึ้นไป (หากไม่ถูกจับกุมเสียก่อน) ก็สามารถหาเงินในระดับที่สร้างความมั่งคั่งให้กับครอบครัวได้ ซึ่งแน่นอนการทำงานเก็บเงินที่เมืองไทยเพียงอย่างเดียวไม่สามารถให้ผลตอบแทนที่สูงเช่นนั้นได้ จึงเลือกที่จะไปทำงานแบบผิดกฎหมาย ซึ่งมีวิธีทั้งแบบติดต่อนายจ้างเกาหลีโดยตรง ที่อาจจะรู้จักผ่านสายสัมพันธ์ส่วนตัว, หาผ่านนายหน้าหางานที่สามารถพบเจอได้จากการค้นหาในอินเตอร์เน็ตหรือกลุ่มใน Facebook และวิธีการชักชวนกันของแรงงานที่ไปทำงานแบบผิดกฎหมายในเกาหลีใต้อยู่ก่อนแล้ว

เมื่อพวกเขาเล็ดลอดกระบวนการตรวจจับของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้แล้ว พวกเขาก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งชอง “ชุมชนผีน้อย” หรือกลุ่มเครือข่ายแรงงานไทยผิดกฎหมายที่เกาหลีใต้ ซึ่งจะมีการช่วยเหลือทั้งในด้านการหางาน (ทั้งงานที่ถูกและผิดกฎหมาย) เจรจากับนายจ้าง หรือแม้กระทั่งคอยดูแลความเป็นอยู่ คอยส่งต่อข่าวสารเวลามีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ หรือบอกต่อข้อมูลองค์กรสังคมสงเคราะห์ที่คนหลบหนีเข้าเมืองสามารถได้รับการดูแลเช่นการรักษาพยาบาลแบบไม่คิดค่าใช้จ่ายได้ ซึ่งเครือข่ายที่เหนียวแน่นเช่นนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้จำนวนแรงงานเหล่านี้รู้สึกคลายความกังวลที่จะมาทำงานในเกาหลีใต้แม้จะมาอย่างผิดกฎหมาย และอาจถูกนายจ้างเอาเปรียบหรือละเมิดในเรื่องต่างๆ ก็ตาม

กรุงโซลสังคมขาดแคลนแรงงานในเกาหลีใต้ – เศรษฐกิจที่ถดถอยในไทย ตัวเร่งเพิ่มจำนวนผีน้อย

ถึงแม้ว่าแรงงานเหล่านี้จะผิดกฎหมาย แต่ทั้งบรรดานายจ้าง หรือแม้กระทั่งทางการเกาหลีเองในบางครั้งก็อาจจะ “มองข้าม” สถานะของพวกเขาไปบ้าง เนื่องจากทางเกาหลีใต้ซึ่งเป็นประเทศอุตสาหกรรมกำลังพบกับวิกฤตขาดแคลนแรงงานในหลายภาคส่วน จึงต้องมองหาแรงงานจำนวนมากที่แม้จะผิดกฎหมายจากหลายๆ ประเทศ โดยนอกจากไทยที่มีแรงงานนับแสนคนแล้ว ยังมีจากประเทศจีน เวียดนาม รัสเซีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ประเทศแถบเอเชียกลาง และประเทศอื่นๆ โดนการขาดแรงงานเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อการดำเนินกิจการหลายแห่งในระดับภาพใหญ่ของเกาหลีใต้ได้

ในขณะที่ประเทศไทยเองก็อยู่ในสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวมาเป็นระยะเวลานานหลายปี ส่งผลให้อัตราการจ้างงานถดถอย หลายบริษัทมีการปรับพนักงาน ภาวะค่าแรงที่แทบไม่เพิ่มขึ้นในขณะที่ค่าครองชีพหรืออัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นทุกปี หรือแรงงานภาคเกษตรก็ต้องพบเจอกับภัยธรรมชาติ ต้นทุนการผลิตสูง ชาวบ้านธรรมดาไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุน ส่งผลให้เกิดหนี้สินครัวเรือนล้นพ้นตัว แม้ว่ายังมีคนไทยจำนวนมากมองว่ายังสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้โดยดิ้นรนทำงานในประเทศต่อไปได้ แต่ก็มีคนไทยจำนวนมากที่มองว่าตัวเองไร้ซึ่งทางเลือกจนต้องไปเป็นแรงงานผิดกฎหมาย หรือผีน้อยในที่สุด

การทยอยอพยพกลับมาของพวกเขาในช่วงการระบาดของไวรัส COVID-19 อาจทำให้แรงงานเหล่านี้ลดลงไปพักหนึ่ง แต่เมื่อมองจากปัญหาทั่งรากลึกของทั้งสองประเทศ ปัญหาแรงงานผีน้อยนั้นจึงดูเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขได้ และยังคงเป็นเรื่องที่บั่นทอนจิตใจผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมายอยู่ไปแบบไม่เห็นจุดสิ้นสุด

แหล่งข้อมูล

รีวิวขั้นตอนการไปทำงานที่เกาหลีใต้ อย่างถูกกฎหมายล้านเปอร์เซ็นต์

รัฐบาลเกาหลีเผยร้อยละ 36 ของแรงงานผิดกฎหมายเป็นคนไทย

การไปทำงานต่างประเทศ

ไปเกาหลี(ใต้)กันดีกว่า! คนอีสานแห่สมัคร เผยทำเกษตร 3 ปี มีเงิน3 ล.

สนทนากับ “ผีน้อย”: ประสบการณ์คนงานไทยผิดกฎหมายในเกาหลีใต้

‘ผีน้อยไทยในเกาหลี’ ทางรอดจากสังคมไร้ทางเลือก


อ่านเพิ่มเติม ชีวิตที่จำจากจรของแรงงานอพยพแรงงานข้ามชาติ

เรื่องแนะนำ

กลับไปเยือนฟุกุชิมะ

กลับไปเยือน ฟุกุชิมะ หลายปีผ่านไปหลังเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัตินิวเคลียร์ในจังหวัด ฟุกุชิมะ ระดับของกัมมันตรังสียังคงสูงและอันตรายเกินกว่าที่มนุษย์จะอาศัยอยู่ได้ ขณะนี้บริเวณรอบๆ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เกิดภัยพิบัติกลายสภาพมาเป็นเมืองร้าง ร่วมเดินทางกลับไปยังเมือง Futaba ที่ตั้งอยู่ห่างจากโรงไฟฟ้าราว 2.5 ไมล์ พร้อมกับชายผู้เคยอาศัยอยู่ที่นี่ ออกสำรวจเมืองอันเงียบเหงาและบ้านของเขาที่ร่องรอยของการมีชีวิตอยู่ยังคงปรากฏให้เห็น พร้อมรับฟังว่าภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นได้เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปอย่างไรบ้าง ด้านรัฐบาลญี่ปุ่นใช้เงินจำนวนหลายพันล้านดอลล่าร์ในการทำความสะอาดพื้นที่รอบๆ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ซึ่งทำให้ช่วงหลายปีที่ผ่านมาปริมาณรังสีที่ตกค้างลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตามคาดกันว่าบริเวณที่ใกล้กับศูนย์กลางภัยพิบัตินั้นอาจไม่สามารถพัฒนาพื้นที่ให้กลับมาอยู่อาศัยได้อีก   อ่านเพิ่มเติม นี่คือสิ่งที่อาวุธนิวเคลียร์ทิ้งเอาไว้

ชีวิตเริ่มต้นที่วัย 9 ขวบ

เรื่อง อีฟ โคแนนต์ ภาพถ่าย โรบิน แฮมมอนด์ หากต้องการคำตอบตรงไปตรงมาว่า เพศสภาพกำหนดชะตาชีวิตของเราอย่างไร ลองไปถามจากปากเด็กเก้าขวบทั่วโลก เมื่ออายุเก้าขวบ เด็กชายหญิงตั้งแต่จีนถึงแคนาดา  และเคนยาถึงบราซิล บรรยายถึงความฝันอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับอาชีพในอนาคต ขณะที่เด็กผู้ชายไม่เห็นว่าเพศเป็นอุปสรรค แต่เด็กผู้หญิงมากมายกลับไม่คิดเช่นนั้น ณ ช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนเข้าสู่วัยรุ่น เด็กเก้าขวบสามารถประเมินโอกาสของตนเอง และข้อจำกัดที่เพศสภาพมีต่อพวกเขาและเธอได้อย่างไม่ต้องสงสัย เพื่อเข้าใจมุมมองของเด็กๆ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ตระเวนไปยังบ้าน 80 หลังในสี่ทวีป เราถามเด็กวัยเก้าขวบด้วยคำถามชุดเดียวกัน คำตอบนั้นตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม หลายคนยอมรับทันทีว่า การทำตัวให้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่พวกเขาเรียกว่าบ้าน และบทบาทที่ถูกคาดหวัง อาจเป็นเรื่องยากลำบาก เหนื่อยหน่าย สับสน และอ้างว้าง แต่อีกหลายคนไปได้สวยเมื่อพวกเขาทลายกำแพงทางเพศลงได้ การเป็นเด็กผู้หญิงมีอะไรดีที่สุด เอเวอรี แจ็กสัน ปัดปอยผมทำไฮไลต์สีรุ้งและครุ่นคิดกับคำถาม “การเป็นเด็กผู้หญิงดีหมดทุกอย่างเลยค่ะ!” แล้วอะไรเลวร้ายที่สุดในการเป็นเด็กผู้หญิง “ก็เรื่องที่พวกเด็กผู้ชายชอบพูดว่า ‘นั่นไม่ใช่เรื่องของเด็กผู้หญิง เป็นเรื่องของเด็กผู้ชายต่างหาก’ ” เอเวอรีใช้เวลาสี่ปีแรกของชีวิตเป็นเด็กผู้ชาย และไม่มีความสุข ความที่ใช้ชีวิตเป็นเด็กหญิงข้ามเพศอย่างเปิดเผย  มาตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบัน เด็กน้อยชาวแคนซัสซิตีโดยกำเนิดคนนี้จึงกลายเป็นศูนย์กลางของการถกเถียงอภิปรายที่ขยายวงกว้างขึ้นเกี่ยวกับบทบาทและสิทธิทางเพศ ซันนี โภเป เด็กชายวัยเก้าขวบที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆใกล้นครมุมไบ […]

ชีวิตในเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดของโลก

  ชีวิตในเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดของโลก จากท้องฟ้าจนถึงพื้นดินกรุงนิวเดลีเต็มไปด้วยมลพิษ เมืองหลวงของประเทศอินเดียนี้มีขนาดเทียบเท่ากับครึ่งหนึ่งของรัฐโรดไอแลนด์ และเป็นบ้านของประชากรที่มีจำนวนมากกว่าผู้คนในมหานครนิวยอร์กถึง 2 เท่า ปกติแล้วเมื่อพูดถึงมลพิษทางอากาศ กรุงปักกิ่ง ของจีนจะถูกนึกถึงขึ้นมาเป็นอันดับแรก แต่ผลการศึกษาเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศระดับโลก เมื่อปี 2014 โดยองค์การอนามัยโลกพบว่า กรุงนิวเดลีมีปริมาณฝุ่นละอองมากกว่ากรุงปักกิ่งหลายเท่า และด้วยปริมาณของมันทำให้มหานครแห่นี้กลายเป็นเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก เพื่อจะเข้าใจว่าชาวอินเดียมีชีวิตความเป็นอยู่กันอย่างไร กับมลพิษเหล่านี้ Matthieu Paley ช่างภาพ ใช้เวลา 5 วันในการเดินตะลอนไปในนิวเลี ด้วยภาพถ่ายของเขาช่วยให้เรามองเห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปริมาณรถยนต์อันหนาแน่นและการเผาขยะ หมอกควันสีเหลืองหนาทึบลอยปกคลุมตัวเมือง แม้แต่แม่น้ำยมุนา แม่น้ำอันศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่รอดพ้นจากปัญหานี้ แม่น้ำที่มีความสำคัญเป็นลำดับที่สองรองจากแม่น้ำคงคานี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู ตัวแม่น้ำมีความยาว 1,376 กิโลเมตร ไหลผ่านหลายรัฐในอินเดียและเป็นสายธารหล่อเลี้ยงผู้คนกว่า 57 ล้านคน 80% ของมลพิษในน้ำไหลผ่านนิวเดลีเป็นระยะทาง 22.5 กิโลเมตร การพังทลายของหน้าดิน, กระบวนการกำจัดของเสียและสารเคมีที่ถูกปล่อยลงน้ำส่งผลให้น้ำในแม่น้ำกลายเป็นสีดำ และเกิดแผ่นฟิล์มสีขาวลอยปกคลุมผิวน้ำ สุนิตา นาเรน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม (CSE) ซึ่งตั้งอยู่นกรุงนิวเดลี และเธอยังติดอันดับ 1 ใน 100 คนที่มีอิทธิพลต่อโลกจากการดำเนินงานนโยบายเพื่อสิ่งแวดล้อม ในปี 2010 ระบุว่า […]

ภาพความกลัวจากในบ้านผีสิงเหล่านี้ ทำอดขำไม่ได้

เรื่อง เรเชล บราวน์ กล้องดักถ่ายภาพเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับบรรดานักวิทยาศาสตร์ผู้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสัตว์ป่า พวกเขามักจะติดตั้งกล้องเหล่านี้ไว้ตามเส้นทางเดินของสัตว์ เพื่อให้ได้ภาพถ่ายตามธรรมชาติของมัน กล้องเหล่านี้ถูกควบคุมด้วยรีโมทเซ็นเซอร์ระยะไกล จึงใช้ได้ดีกับผู้ล่าอันตรายอย่างเสือจากัวร์ หรือใช้ในการติดตามพฤติกรรมโดยไม่ต้องรบกวนสัตว์ เช่นการรุมกินซากสัตว์ของฝูงอีแร้ง และเช่นเดียวกัน เทคโนโลยีนี้กำลังถูกนำมาใช้จับภาพความหวาดกลัวของผู้คน ที่บ้านผีสิง The Nightmares Fear Factory บ้านผีสิงชื่อดังในเมืองไนแอการาฟอลส์ ของแคนาดา ผู้เปิดให้บริการความขนหัวลุกมานานกว่า 30 ปี ในกลางทศวรรษที่ 20 Frank LaPenna เจ้าของกิจการได้แรงบันดาลใจจากกล้องถ่ายภาพบนรถไฟเหาะ เขาจึงตั้งใจว่าจะนำไอเดียเดียวกันนี้มาบันทึกภาพความหวาดกลัวของบรรดาลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการเอาไว้ “ในตอนแรกผมยืนอยู่ในความมืด มีกล้องดิจิตอลตัวจิ๋วในมือคอยจับภาพผู้คนที่กำลังหวาดกลัว” เขาอธิบาย “จากนั้นผมจะวิ่งลงไปที่ลอบบี้ เอาเมมการ์ดออกจากกล้องเสียงเข้าคอมพิวเตอร์ และโชว์ภาพที่ถ่ายได้ขึ้นจอมอนิเตอร์ให้คนที่เพิ่งออกมาจากบ้านผีสิงได้เห็น” LaPenna ทำแบบนี้จนเมื่อเขาได้รู้จักกับเทคโนโลยีใหม่นั่นคือกล้องดักถ่ายภาพ ซึ่งจะบันทึกภาพอัตโนมัติ ด้วยเซนเซอร์ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อสัตว์ตัวนั้นๆ เดินผ่านอินฟาเรดที่ดักไว้ เขาออกแบบในรูปแบบที่คล้ายกันเพียงแต่ว่าเปลี่ยนจากอินฟาเรดเป็นปฏิกิริยาของผู้คนที่ตกใจเป็นสิ่งกระตุ้นให้กล้องทำงานแทน ด้วยวิธีนี้ช่วยให้เขาได้ภาพถ่ายของผู้คนกว่า 550 ภาพต่อวัน และบ้านผีสิงนี้เปิดทุกวันฉะนั้นในแต่ละปีเขาจึงมีภาพถ่ายที่รวบรวมเอาไว้หลายแสนภาพเลยทีเดียว ซึ่งในปี 2011 ภาพถ่ายเหล่านี้ถูกอัพโหลดขึ้นเว็บไซต์ของบ้านผีสิง เพื่อดึงดูดผู้ที่สนใจอยากลิ้มลองความสยองขวัญให้เข้ามาใช้บริการกันมากขึ้น แม้ว่าจะแตกต่างจากกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ที่ให้ประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ แต่คิดดูอีกที มองไปที่รูปถ่ายเหล่านี้ เราทุกคนล้วนคือสัตว์ที่เมื่ออะดรีนาลีนพลุ่งพล่านจากความกลัว ปฏิกิริยาที่แสดงออกมาผ่านภาพถ่ายจึงเป็นสัญชาตญาณล้วนๆ […]