อะแมนดา กอร์แมน กวีรุ่นเยาว์ ผู้กล่าวบทกวีในวันสำคัญของไบเดน 

อะแมนดา กอร์แมน กวีเยาวชน

กอร์แมน กวีรุ่นเยาว์ ผู้กล่าวบทกวีในวันสำคัญของไบเดน

อะแมนดา กอร์แมน กวีวัย 22 ปี เป็นที่กล่าวถึงอย่างมากในสื่อสังคมออนไลน์ หลังจากเธออ่านบทกวีในงานพิธีปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีโจ ไบเดน

กอร์แมนรับตำแหน่งกวีเยาวชนแห่งนครลอสแอนเจลิสตั้งแต่เธอมีอายุเพียง 16 ปี โดยครั้งนี้ เธอเป็นกวีที่มีอายุน้อยที่สุดที่ได้อ่านบทกวีในพิธีปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของสหรัฐอเมริกา

โอปราห์ วินฟรีย์ พิธีกรชื่อดัง ทวีตข้อความถึงกอร์แมนว่า “ฉันไม่เคยรู้สึกภูมิใจที่เห็นหญิงสาวรุ่นใหม่ผงาดขึ้นแบบนี้มาก่อน!” โดยในงานพิธี กอร์แมนสวมแหวนกรงนกที่วินฟรีย์ให้เป็นของขวัญด้วย เพื่อสื่อถึงมายา แอนเกโล กวีผู้ล่วงลับที่อ่านกวีในวันปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งของอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน เมื่อปี 1993

บทกวี “ขุนเขาที่เราปีน” หรือ “The Hill We Climb” ของกอร์แมน ยังระบุถึงละครเพลงดังแห่งยุค “ฮามิลตัน” จนได้รับคำชื่นชมจากลิน-มานูเอล มิรันดา ผู้ประพันธ์ละครเพลงดังกล่าวว่า บทกวีดังกล่าว “เขียนและถ่ายทอดออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ”

กอร์แมนกล่าวกับสื่อ เดอะนิวยอร์กไทมส์ ว่า เธอเขียนบทกวีไปได้เพียงไม่กี่บรรทัด แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ผู้สนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์ บุกเข้าอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 มกราคม ที่ผ่านมา เธอก็เขียนบทกวีได้จนจบภายในคืนเดียว

บทกวีของเธอ แปลได้ว่า

ขุนเขาที่เราปีน
เมื่อวันหนึ่งมาถึง เราถามตนเองว่าจะพบกับแสงสว่างท่ามกลางเงามืดไร้สิ้นสุดได้ที่ใด
ความสูญเสียที่แบกรับ ทะเลที่เราฝ่า
เราทนท้ากลางท้องของสัตว์ร้าย
เราเรียนรู้ว่าความเงียบมิใช่สันติเสมอไป
และแนวทางแนวคิดของความ “เที่ยงตรง” มิได้หมายถึงความ “ยุติธรรม”
แต่แล้ว, รุ่งอรุณก็มาถึงเราก่อนที่จะทันรู้
ไม่ว่าเช่นไร เราทำได้
ไม่ว่าเช่นไร เราทนฝ่าและได้เห็นชาติที่มิได้พังทลาย แค่เพียงยังไม่สมบูรณ์
เรา, ทายาทของประเทศชาติและช่วงเวลา ที่เด็กสาวผิวดำตัวผอมผู้สืบเชื้อสายจากทาส และถูกเลี้ยงมาด้วยมารดาเพียงผู้เดียวสามารถใฝ่ฝันว่าจะเป็นประธานาธิบดี และพบว่าตนกำลังอ่านกวีแด่ประธานาธิบดีคนหนึ่ง
และใช่, เรานั้นยังห่างไกลจากความแวววาม ห่างไกลจากประกายพิสุทธิ์งาม
แต่ก็มิได้หมายความว่า เราจะต่อสู้เพื่อสร้างสหรัฐที่สมบูรณ์แบบ
เราต่างต่อสู้เพื่อสร้างสหรัฐของเราด้วยเจตจำนง
เพื่อร้อยเรียงประเทศชาติที่อุทิศแก่ทุกวัฒนธรรม ทุกสีผิว ทุกบุคคล และทุกสถานะของมนุษย์
และดังนั้นเราจึงยกสายตาขึ้น มิใช่เพียงต่อสิ่งที่อยู่ระหว่างเรา แต่เป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเรา
เราเชื่อมสิ่งที่แยกจากกันเพราะรู้ว่า เราต้องตั้งอนาคตไว้ข้างหน้า ก่อนความแตกต่างอื่นใดทั้งมวล
เราวางแขนลงเพื่อที่จะได้เอื้อมแขนหากันและกัน
เราไม่คิดทำร้ายผู้ใด และคิดให้ทุกคนกลมเกลียว
ขอให้โลก, หากมิได้เป็นอื่นใด, ได้กล่าวว่าสิ่งเหล่านี้เป็นจริง
ว่าแม้เราโศกร่ำ, เราจำเริญ
ว่าแม้เรารวดร้าว, เรามุ่งหวัง
ว่าแม้เราเหนื่อยล้า, เราท้าลอง
ว่าเราจะผูกพันชั่วนิรันดร, ด้วยชัยชนะ
มิใช่เพราะว่าเราจะไม่รู้จักพ่ายแพ้อีกครั้ง แต่เพราะว่าเราจะไม่แตกแยกกันอีกสักครา
พระคัมภีร์บอกให้เราเห็นภาพว่า ทุกคนจะได้นั่งอยู่ใต้ร่มเงาเถาองุ่นและต้นมะเดื่อของตน และไม่มีใครมาทำให้หวาดกลัวได้
หากเราใช้ชีวิตตามกาลเวลา เมื่อนั้นชัยชนะจะมิได้อยู่กับคมดาบ แต่จะอยู่กับสะพานที่เราสร้าง
นี่คือคำสัญญาต่อท้องทุ่ง ขุนเขาที่เราปีน ถ้าเพียงเรากล้า
เพราะว่าการเป็นอเมริกันนั้นมากกว่าเกียรติยศที่เราสืบทอดมา
เป็นอดีตที่เราเหยียบย่างและวิถีทางที่เราซ่อมแซม
เราได้เห็นพลังที่อาจทำลายชาติมากกว่าที่จะแบ่งปัน
อาจทำลายประเทศด้วยจุดหมายของการหน่วงประชาธิปไตยให้เชื่องช้า
ความพยายามนั้นจวนเจียนจะสำเร็จ
แต่แม้ว่าประชาธิปไตยอาจถูกถ่วงเวลาบ้างเป็นครั้งคราว
แต่จะไม่มีวันพ่ายแพ้อย่างถาวร
ในสัจจะนี้, ในศรัทธานี้, เราเชื่อ
ว่าเมื่อดวงตาของเรามองไปยังอนาคต
ประวัติศาสตร์ก็ได้ส่องสายตามามองเรา
นี่คือยุคสมัยแห่งการไถ่บาปที่เที่ยงธรรม
เราจงยำเกรง ณ จุดเริ่มต้น
เรามิได้เตรียมตนให้พร้อมกับการรับสืบทอดห้วงเวลาที่น่าสะพรึง
แต่ภายในนั้น เราพบพลังเพื่อเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่ เพื่อสร้างความหวังและเสียงหัวเราะแก่ตัวเรา
ดังนั้นเมื่อครั้งที่เราถูกถาม “เราจะเอาชนะหายนะนี้ได้อย่างไร”
ในตอนนี้เราตอบได้ว่า “หายนะนั้นจะมาเอาชนะเราได้อย่างไร”
เราจะไม่เดินย้อนหลังกลับไป แต่จะก้าวไปในสิ่งที่ควรเป็น
ประเทศชาติที่ฟกช้ำแต่เป็นหนึ่ง
เมตตาปรานีแต่หนักแน่น เข้มแข็ง และเสรี
เราจะไม่หันหลังหรือถูกขวางด้วยการขู่ เพราะเรารู้ว่าการเพิกเฉยเฉื่อยชาจะเป็นมรดกแก่คนรุ่นหลัง
ความพลาดหลงของเราจะกลายเป็นภาระ
แต่สิ่งหนึ่งนั้นเป็นที่แน่นอน:
หากเราผสานความเมตตากับพละกำลัง และพละกำลังกับความถูกต้อง แล้วความรักจะเป็นมรดกตกทอดและการเปลี่ยนแปลง, สู่สิทธิโดยกำเนิดของลูกหลานของเรา
ดังนั้นขอให้เราส่งต่อประเทศที่ดีกว่าประเทศที่เราได้รับมา
ด้วยทุกลมหายใจจากห้วงอากาศในอุรา
เราจะยกโลกคร่ำบาดแผลนี้ให้กลายเป็นโลกแสนอัศจรรย์
เราจะลุกขึ้นจากเนินเขาทองคำแห่งตะวันตก
เราจะลุกขึ้นจากแดนตะวันออกเฉียงเหนือที่สายลมพัดพา ที่ซึ่งเหล่าบิดาประกาศปฏิวัติ
เราจะลุกขึ้นจากนครริมทะเลสาบแห่งรัฐกลางแดนตะวันตก
เราจะลุกขึ้นจากแดนใต้เปี่ยมแสงตะวัน
เราจะสร้างใหม่ สมานฉันท์ และฟื้นฟูกันและกัน
ในทั่วทุกท้องถิ่นของชาติ ในทั่วทุกมุมที่เราเรียกว่าประเทศ
ประชาชนของเรา หลายหลากและงดงาม จะผุดพราย, บอบช้ำ, และงดงาม
เมื่อวันหนึ่งมาถึง เราก้าวออกจากเงื้อมเงา ลุกร้อนและไม่หวาดเกรง
รุ่งอรุณวันใหม่ผลิฉายดังเราได้ปลดปล่อย
เนื่องว่าแสงสว่างนั้นมีอยู่เสมอ
หากเพียงเรากล้าพอที่จะมอง
หากเพียงเรากล้าพอที่จะเป็น

‘The Hill We Climb’ โดยอแมนดา กอร์แมน, ยุวกวีแห่งชาติ
อ่านบทกวีในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนที่ 46 โจเซฟ อาร์ ไบเดน จูเนียร์
20 มกราคม 2021
แปลและเรียบเรียงบทกวีโดย ธีรภัทร เจริญสุข


 

เรื่องแนะนำ

ลอนดอนผงาด

ท่ามกลางปัญหาที่มาพร้อมกับการเจริญเติบโตและใกล้เวลาที่สหราชอาณาจักรจะออกจากสหภาพยุโรป มหานครอันโดดเด่นของโลกแห่งนี้จะยังครองความเป็นหนึ่งต่อไปได้หรือไม่

ประวัติศาสตร์น่าทึ่งว่าด้วยการปิดสมัยประชุมรัฐสภาอังกฤษโดยกษัตริย์

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร อ่านสุนทรพจน์ในการประชุมสภาขุนนาง หรือสภาสูงแห่ง รัฐสภาอังกฤษ เพื่อเริ่มต้นการประชุมสภา ที่โดยปกติจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงฤดูในไม้ผลิ และมีสมัยประชุมเป็นระยะเวลา 1 ปี ภาพถ่ายโดย ALASTAIR GRANT, WPA POOL/GETTY จากเบร็กซิตสู่การระบาดของไข้รากสาดใหญ่ มีการใช้เครื่องมือที่เป็นกลการเมืองนี้เป็นเวลานับร้อยปีเพื่อปิดสมัยประชุมสภานิติบัญญัติของอังกฤษ ใน รัฐสภาอังกฤษ สมัยการประชุมจะยุติลงเมื่อปีของการประชุมสภานิติบัญญัติ หรือที่เรียกว่าสมัยการประชุมสิ้นสุดลง จากนั้นสมัยการประชุมครั้งใหญ่จะเริ่มต้น อาจฟังดูเป็นเรื่องง่าย แต่ไม่เป็นอย่างนั้นเสียทีเดียว การปิดสมัยการประชุมของอังกฤษเต็มไปด้วยเรื่องของวัฒนธรรมและโอกาสทางการเมือง ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานมานับศตวรรษ และบางครั้งมีการใช้เป็นกลเม็ดเล่ห์เหลี่ยมของรัฐบาล โดยวิธีการปิดสมัยประชุมเป็นเครื่องมืออันเย้ายวนของนักการเมืองอังกฤษที่ต้องการแขวนการออกกฎหมายที่พวกเขาไม่พึงประสงค์ การปิดสภา (บางสำนักข่าวใช้คำว่า ระงับการประชุมสภา) เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองครั้งล่าสุดเกิดจากนายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีจากพรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งวางแผนที่จะปิดสมัยประชุมที่ยาวนานที่สุดในรอบ 400 ปี โดยประกาศขยายเวลาการพักการประชุมสภาออกไปจนถึงวันที่ 14 ตุลาคม ก่อนถึงกำหนดวันที่อังกฤษต้องถอนตัวออกจากสมาชิกของสหภาพยุโรป (อียู) แบบไร้ข้อตกลงได้ตามกำหนด ก็คือ ในวันที่ 31 ตุลาคม นี้ ถ้าบอริสสามารถดำเนินการตามแผนนี้ได้สำเร็จ จะเป็นเหตุให้สมาชิกสภานิติบัญญัติหยุดปฏิบัติหน้าที่ในสภาเป็นเวลา 5 สัปดาห์ และทำให้การอภิปรายเรื่องการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรสั้นลงไปอย่างมาก กล่าวคือ […]

ผู้พิทักษ์ท้องทะเล

ประวัติศาสตร์การประมงในคาบสมุทรบาฮากาลีฟอร์เนีย ประเทศเม็กซิโก เป็นตำนานซึ่งมีทั้งรุ่งเรืองและโรยรา ตอนที่จอห์น สไตน์เบ็ก นักเขียนชื่อดัง มาเยือนคาบสมุทรแห่งนี้เมื่อปี 1940 เขารู้สึกทึ่งกับความหลากหลายทางชีวภาพอันเหลือเชื่อ ทั้งกระเบนราหูฝูงใหญ่ ดงหอยมุก และเต่าที่มีอยู่มากมายเสียจนผู้เฒ่าผู้แก่ที่นี่เล่าว่า คุณสามารถเดินข้ามทะเลได้โดยเหยียบไปบนกระดองเต่า แต่หลังจากหลายทศวรรษของการทำประมงเกินขนาด ภูมิภาคแถบนี้กำลังประสบกับการล่มสลายของอุตสาหกรรมประมง ในพื้นที่สองสามแห่ง ชุมชนเล็กๆเริ่มคิดหาวิธีรักษาทรัพยากร ในที่สุดแนวคิดของพวกเขาก็แพร่หลาย จากเรื่องราวความสำเร็จที่กระจัดกระจายเหล่านี้ เราพอจะมองเห็นกฎหรือข้อกำหนดห้าข้อซึ่งถือได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการมหาสมุทรอย่างยั่งยืน ข้อแรก จะเป็นการดีถ้าพื้นที่นั้นตั้งอยู่ค่อนข้างโดดเดี่ยวโดยมีชุมชนเพียงหนึ่งหรือสองแห่งใช้ประโยชน์ ข้อที่สอง ชุมชนต้องมีทรัพยากรมูลค่าสูง ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์เป็นข้อกำหนดข้อที่สาม ข้อที่สี่ ชาวประมงต้องมีวิธีหาเลี้ยงชีพระหว่างที่ทรัพยากรกำลังฟื้นตัว และข้อสุดท้าย ชุมชนต้องร้อยรัดอยู่ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ในบาฮา หลายชุมชนแสดงให้เห็นความสำคัญของข้อกำหนดเหล่านี้ ตัวอย่างหนึ่งที่น่าทึ่งของทรัพยากรมูลค่าสูงสามารถเห็นและสัมผัสได้ในลากูนาซานอิกนาเซียว เลียบชายฝั่งลงไปประมาณ 30 กิโลเมตร ย้อนหลังไปเมื่อปี 1972 ตำนานท้องถิ่นเล่าว่า ฟรันซิสโก มาโยรัล กำลังจับปลาตรงบริเวณที่เขาจับตามปกติในลากูน เขามักติดไม้พายไปด้วยเพื่อใช้ตีลำเรือเมื่อใดก็ตามที่วาฬสีเทาว่ายเข้ามาใกล้เกินไป ทุกคนคิดว่าวาฬสีเทาเป็นสัตว์อันตรายไม่นานวาฬตัวหนึ่งก็เข้ามาใกล้เรือของเขาด้วยเหตุผลที่ไม่อาจรู้ได้ มาโยรัลเอื้อมมือออกไปสัมผัสตัวมันอย่างกล้าๆ กลัวๆ วาฬเอียงตัวเข้าหาและยอมให้เขาลูบเนื้อตัวและผิวหนังเรียบนุ่มของมัน พอถึงปลายทศวรรษ 1980 มาโยรัลและชาวประมงคนอื่นๆก็นำนักท่องเที่ยวไปชมวาฬคราวละหลายสิบคน ไม่มีสถานที่ใดที่กุญแจความสำเร็จข้อที่สาม นั่นคือความจำเป็นต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ จะชัดเจนมากไปกว่าในกาโบปุลโม ในช่วงทศวรรษ 1980 ที่นี่เป็นหมู่บ้านประมงซบเซาใกล้ปลายคาบสมุทรบาฮา […]

สุขเมื่อได้กลับบ้านของชาวฟิลิปปินส์ในวันคริสต์มาส

สำหรับคนงานฟิลิปปินส์ในต่างแดน การกลับบ้านช่วงคริสต์มาสถือเป็นเวลาแห่งความสุข ซึ่งมักผ่านไปเร็วเสมอ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกบันทึกภาพแห่งความประทับใจนี้ไว้