เหลียวมองเกาหลีเหนือ - National Geographic Thailand

เหลียวมองเกาหลีเหนือ

หากจะไล่เลียงตั้งแต่กฎหมายที่เข้มงวด ผู้นำที่เหี้ยมโหด และกิตติศัพท์ว่าเป็นรัฐฤาษี แต่เกาหลีก็เปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวมานานแล้ว เป็นเวลาหลายปีที่บริษัทนำเที่ยวสัญชาติจีนนำชาวต่างชาติ รวมถึงชาวอเมริกันราวปีละ 1,000 คน ไปเยือนแดนโสมแดงเพื่อชมภาพชีวิตประจำวันของชาว”เกาหลีเหนือ” ชาวอเมริกันสามารถเยี่ยมชมสวนสนุกโรงเรียน และสถานีรถไฟใต้ดินของเกาหลีเหนือได้ และเกือบทั้งหมดก็กลับออกมาได้โดยไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น

แต่ทุกสิ่งเปลี่ยนไปในปีนี้  การเสียชีวิตของออตโต วอร์มเบียร์ นักศึกษาชาวอเมริกัน เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่ผ่านมา หลังถูกกักตัวไว้ในกรุงเปียงยางและต่อมาถูกติดสินว่ามีความผิดในข้อหาขโมยโปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อในโรงแรม [เขาล้มป่วยขณะถูกจองจำและถูกส่งตัวกลับสหรัฐฯ เพียงไม่กี่วันก่อนเสียชีวิต] ทำให้ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและเกาหลีเหนือเพิ่มสูงขึ้น ในเวลาเดียวกันการเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเปียงยางยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของสงคราม  กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จึงออกคำสั่งจำกัดผู้ถือหนังสือเดินทางของสหรัฐฯ ในการเดินทางไปเกาหลีเหนือ

ก่อนหน้าที่คำสั่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กันยายน ปี 2017 ช่างภาพ เดวิด กุตเทนเฟลเดอร์ เข้าร่วมกลุ่มกับชาวอเมริกันอีกหกคนที่ล้วนอยากไปเห็นชาติอันลี้ลับที่สุดในโลกแห่งนี้ เป็นเวลาเกือบ 20 ปีที่กุตเทนเฟลเดอร์เป็นหนึ่งในช่างภาพชาวตะวันตกไม่กี่คนที่ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศเกาหลีเหนือ เขาเดินทางไปที่นั่นมากกว่า 40 ครั้งเพื่อบันทึกเกี่ยวกับชีวิตประจำของผู้คน และบางส่วนเผยแพร่ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

เกาหลีเหนือ
ตำรวจจราจรยืนอยู่กลางสี่แยกในแกซอง เมืองที่เคยเป็นราชธานีของราชวงศ์โกเรียวในช่วงศตวรรษที่ 10-14 ปัจจุบัน เมืองนี้เป็นที่ตั้งของมรดกโลก 12 แห่ง ซึ่งรวมถึงปราสาทราชวังและและสุสาน

นักท่องเที่ยวทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มีแรงจูงใจจากความอยากรู้อยากเห็น และเกือบทุกคนบอกตรงกันว่า รู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่ได้พบเห็น  “มันแตกต่างจากสิ่งที่ฉันคิดไว้ทั้งหมดเลยค่ะ” เอมี คัง ลูกครึ่งอเมริกัน-เกาหลีที่ร่วมทริปไปกับสามี บอก

หลังจากได้ยินได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับระบอบการปกครองอันกดขี่และอิสรภาพ แต่เธอต้องประหลาดใจเมื่อพบเห็นความปกติธรรมดาของชีวิตในเปียงยาง ผู้คนมีหน้าที่การงานและและครอบครัวไม่ต่างจากที่อื่นๆ เธอยังได้พุดคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งที่บอกชื่อภาพยนตร์อเมริกันหลายเรื่องที่เธอชื่นชอบ

แบรด หยุ่น พนักงานขับรถอูเบอร์จากแคลิฟอร์เนีย รู้สึกทึ่งกับความมีระเบียบวินัย “ผู้คนที่นั่นมีความเป็นชาตินิยมสูง ภาคภูมิใจในประเทศของพวกเขาและกองทัพ ทั้งยังจงรักภักดีต่อผู้นำอย่างแท้จริง” เขาเล่า

แน่นอนว่าการเป็นนักท่องเที่ยวหมายถึงการอยู่ในสถานการณ์ที่คาดเดาได้และสงบ การทำอะไรแบบปุบปับไม่ได้รับอนุญาต ไม่มีเรื่องประหลาดใจ การเยี่ยมชมสถานที่อย่างร้านขายของชำ ลานโบว์ลิง โรงเบียร์ และคณะละครสัตว์ อยู่ภายใต้สายตาของเจ้าหน้าที่ที่คอยจับตาดูคุณทุกฝีก้าว ไม่มีใครเอ่ยถึงคำขู่เรื่องอาวุธนิวเคลียร์ หรือวิวาทะระหว่างผู้นำสูงสุด คิม จอง อุน กับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างการเดินทางของพวกเราในช่วงปลายเดือนสิงหาคม เกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามประเทศญี่ปุ่นและถูกประณามจากนานาชาติ กุตเทนเฟลเดอร์ทราบข่าวจากทวิตเตอร์ผ่านเครือข่าย 3จี ที่จำกัด ไม่มีใครที่ร่วมทริปไปกับเขารวมถึงคนที่ควบคุมดูแลคณะระแคะระคายเกี่ยวกับเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม เราสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดที่คุกรุ่นจากความขัดแย้งระลอกล่าสุด สำหรับกุตเทนเฟลเดอร์ ชาวเกาหลีเหนือดูจะมีความตึงเครียดมากขึ้นกว่าครั้งก่อนๆ ที่เขาไปเยือน บนท้องถนนเต็มไปด้วยป้ายโฆษณาชวนเชื่อมากกว่าปกติ โดยมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ อย่างรุนแรง ที่สนามบิน ผลงานศิลปะชิ้นหนึ่งแสดงภาพเด็กกำลังสร้างขีปนาวุธจากตัวต่อดูช่างเหมาะเจาะกับสถานการณ์

โปรแกรมท่องเที่ยวรวมการเยี่ยมชมเขตปลอดทหารหรือดีเอ็มซี (Demilitarized Zone: DMZ) ซึ่งเป็นพรมแดนกั้นระหว่างเกาหลีเหนือและใต้  ณ เส้นขนานที่ 38  ทหารของทั้งสองชาติยืนหน้านิ่งเป็นหินประจันหน้ากัน และพร้อมจะทำสงครามได้ตลอดเวลา สำหรับนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันผู้จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศนี้อีกการซื้อหาของที่ระลึกกลายเป็นเรื่องห้ามพลาด ตามร้านรวงต่างๆ และแผงขายของข้างถนน พวกเขากับนักท่องเที่ยวอื่นๆ เบียดเสียดกันเพื่อเลือกซื้อสินค้าอย่างแสตมป์ ผลงานศิลปะ ผลิตภัณฑ์จากโสม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเกาหลีเหนือ ของที่ระลึกที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษคือ โปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อต่อต้านอเมริกัน

เรื่อง แดเนียล สโตน

ภาพถ่าย เดวิด กุตเทนเฟลเดอร์

อ่านเพิ่มเติม : 6 เรื่องเซอร์ไพรส์ที่คุณยังไม่รู้เกี่ยวกับเกาหลีเหนือ, ไปเที่ยวเกาหลีเหนือกัน! พักในโรงแรมสุดหรูพร้อมเล่นสกีหิมะ

เรื่องแนะนำ

ผู้หญิง : การเดินทางผ่านภาพถ่าย

นับตั้งแต่สมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ก่อตั้งขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงปัจจุบัน เรื่องราวของผู้หญิงที่ได้รับการบอกเล่าและถ่ายทอดผ่านภาพถ่าย ตลอดระยะเวลากว่า 130 ปี เปลียนแปลงไปอย่างไรบ้าง คำตอบอยู่ในคลังภาพที่รวบรวมไว้หลายสิบล้านภาพ

ยลสะพานเชือกชาวอินคาที่ทำจากหญ้าล้วนๆ

สะพานแขวนความยาว 36 เมตรของชาวอินคาแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ามานานกว่า 5 ศตวรรษ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

งานวิจัยล่าสุดหักล้างทฤษฎีวิทยาการผลิตอาวุธยุคโบราณ

กองทัพทหารถูกสร้างขึ้นเพื่อรับใช้ จิ๋นซีฮ่องเต้ ในชีวิตหลังความตาย ภาพถ่าย IRA BLOCK, NAT GEO IMAGE COLLECTION งานวิจัยล่าสุดหักล้างทฤษฎีวิทยาการผลิตอาวุธยุคโบราณ เป็นเวลากว่าสี่ทศวรรษที่นักวิจัยต่างเชื่อว่า อาวุธทองสัมฤทธิ์อายุ 2,200 ปีของเหล่าทหารดินเผานั้นถูกสงวนไว้อย่างน่าประหลาด เหตุเพราะอาวุธเหล่านั้นชุบโครเมียมแทบทั้งสิ้น แต่ทว่าอาจไม่ใช่เช่นนั้นแล้ว จากผลการศึกษาครั้งล่าสุด หากก๊อกน้ำในห้องน้ำของคุณมีสีเงินมันวาว แสดงว่ามันคงผ่านการชุบโครเมียมมาแล้ว โดยยุโรปได้เริ่มการทดลองกับเทคโนโลยีป้องกันสนิมนี้เมื่อศตวรรษที่ 19 แต่ก็นับเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้วที่ทฤษฎีทางเลือกเช่นนี้ได้แพร่หลายในแวดวงวิชาการและสื่อซึ่งเป็นที่นิยม ทฤษฎีนี้คือ: การชุบโครเมียมประดิษฐ์ขึ้นในศตวรรษที่สามก่อนคริสตกาล ณ แผ่นดินจีน เพื่อป้องกันไม่ให้อาวุธทองสัมฤทธิ์ที่ฝังอยู่กับกองทัพทหารดินเผาในหลุมฝังศพของจักรพรรดิจิ๋นซีนั้นเกิดสนิม โดยทฤษฎีการชุบโครเมียมนี้มีมาตั้งแต่ปี 1970 ซึ่งเป็นช่วงที่มรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งนี้ถูกค้นพบครั้งแรก หลังจากรายงานการขุดค้นบ่งชี้ว่า การเคลือบผิวบนวัสดุสามารถอธิบายวิธีรักษาอาวุธทองสัมฤทธิ์อายุ 2,200 ปีได้อย่างดีเยี่ยม นักวิทยาศาสตร์ชาวจีน ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงบุกเบิกที่เรียกว่า การทำแผนที่องค์ประกอบเพื่อเผยให้เห็นชั้นของโครเมียมที่อยู่ภายในตัวต้นแบบอาวุธ โดยนักวิจัยบ่งชี้ว่า อาวุธต่างๆ สามารถจุ่มลงไปในสารละลายโครเมียมออกไซด์ได้ ซึ่งเป็นวิธีที่รู้จักกันในชื่อ การชุบโลหะ ซึ่งเทคนิคนี้จะแตกต่างกับวิธี การชุบโครเมียม แบบสมัยใหม่ วิธีการทั้ง 2 ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นมีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงมาเป็นระยะเวลากว่าสองพันปีที่แล้วในช่วงราชวงศ์ฉิน แต่ปรากฎว่ากระบวนการเหล่านั้นไม่ได้นำมาใช้กับอาวุธโดยตรง และข้อมูลเหล่านี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Scientific Reports นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอนและพิพิธภัณฑ์รูปปั้นทหารและม้าศึกของจักรพรรดิจิ๋นซี […]

โลกร้างใบจิ๋ว

เรื่อง เจเรมี เบอร์ลิน ภาพถ่าย ลอรี นิกซ์ และ แคทลีน  เกอร์เบอร์ เมืองที่กลายเป็นซากปรัก รถไฟจอดนิ่งสนิทอยู่บนราง โรงเรียนที่เงียบสงัด ห้องสมุด และเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ทรุดโทรมผุพังไปตามกาลเวลา  ผู้คนอันตรธานไป นี่คือจุดจบของโลกที่เรารู้จักแต่ลอรี นิกซ์ กลับรู้สึกสบายดี อันที่จริงเธอและแคทลีน เกอร์เบอร์ ซึ่งเป็น คู่หูทั้งในเรื่องศิลปะและชีวิตจริง คือสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังฉากสิ้นโลกเหล่านี้ วันฟ้าหม่นวันหนึ่งในฤดูหนาวทั้งคู่ กำลังทำงานอยู่ในห้องเช่าซึ่งเป็นทั้งที่พักและที่ทำงาน พวกเธอกำลังบรรจงสร้างฉากจำลองสามมิติของหายนะ นิกซ์เล่าว่าเป้าหมายของพวกเธอคือการสร้างและ ถ่ายภาพ “เรื่องราวที่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป นั่นคือแบบจำลองของเมืองยุคไร้มนุษย์ หลังเกิดภัยพิบัติปริศนาทำลายล้างทุกสิ่ง” เพื่อ “ปลดปล่อย กระตุกต่อมคิด และปลุกเร้า” จินตนาการของผู้ชม “เราต้องการ[ให้ผู้ชม] ใคร่ครวญถึงปัจจุบันเราจะยังมีอนาคตอยู่หรือ ไม่ เราจะสามารถปกป้องตัวเองได้หรือเปล่า” นิกซ์ได้ความคิดส่วนใหญ่ในการรังสรรค์ผลงานอันสลับซับซ้อนนี้จากการนั่งรถไฟใต้ดิน หรือไม่ก็การเปิดหนังสือ ท่องเที่ยวต่าง ๆ แรงบันดาลใจอื่น ๆ มาจากความทรงจำในอดีตของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตขึ้นในพื้นที่ที่เกิด พายุทอร์นาโดช่วงทศวรรษ 1970 หรือจากภาพยนตร์แนว ภัยพิบัติและแฟนตาซีอย่าง ตึกนรก (The Towering Inferno) และ […]