ภิกษุณีธัมมนันทา : นักบวชหญิงผู้สืบสานพระศาสนา แม้ไม่ถูกยอมรับเป็นนักบวชตามกฏหมายไทย

ภิกษุณีธัมมนันทา : นักบวชหญิงผู้สืบสานพระศาสนา แม้ไม่ถูกยอมรับเป็นนักบวชตามกฏหมายไทย

ภิกษุณี : หนึ่งในสี่พุทธบริษัทที่ขาดหาย 

สัมภาษณ์พิเศษ ภิกษุณีธัมมนันทา

ภิกษุณี ธัมมนันทา หรืออดีต รศ.ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในแวดวงวิชาการด้านศาสนาและสตรี หลังรับราชการเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาศาสนาและปรัชญา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่นานถึง 27 ปี และเกษียณอายุราชการก่อนสามปี เพื่อบรรพชาเป็นสามเณรีเมื่อปี พ.ศ 2544 ณ ประเทศศรีลังกา และต่อมาอุปสมบทเป็นภิกษุณีเถรวาทรูปแรกของไทยในปี พ.ศ. 2546

ปัจจุบัน ภิกษุณีธัมมนันทาเป็นเจ้าอาวาสและประธานภิกษุณีสงฆ์วัตรทรงธรรมกัลยาณีภิษุณีอาราม อำเภอเมืองจังหวัดนครปฐม ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ ผู้เป็นมารดา แม้จะไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากคณะสงฆ์ไทย อีกทั้งภิกษุณีก็ไม่ได้รับสถานะนักบวชตามกฎหมาย

ทว่าตลอดระยะเวลา 18 ปีในสมณเพศ ภิกษุณีธัมมนันทา ยังคงมุ่งมั่นทำภารกิจสำคัญอย่างการประดิษฐานภิกษุณีเถรวาทในประเทศไทย เพื่อหวังสืบทอดเจตนารมณ์แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และทำให้พุทธบริษัทสี่ [ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา] กลับมาครบถ้วนสมบูรณ์อีกครั้ง

ภิกษุณี
ภิกษุณีธัมมนันทาได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในร้อยผู้หญิงที่สร้างแรงบันดาลใจและทรงอิทธิพลที่สุดในโลกประจำปี 2019 โดยสำนักข่าวบีบีซี สหราชอาณาจักร

ในโอกาสที่ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก จัดทำนิตยสารฉบับพิเศษที่อุทิศเนื้อที่ทั้งฉบับให้แก่ผู้หญิง (ผู้หญิง : ศตวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลง) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562

กองบรรณาธิการได้รับความเมตตาจากภิกษุณีธัมมนันทาให้เข้าสัมภาษณ์พูดคุยถึงเรื่องต่างๆ อาทิ อุปสรรคและความท้าทายของการฟื้นฟูภิกษุณีสงฆ์ขึ้นในประเทศไทย และความเท่าเทียมทางเพศในสังคมไทย เป็นต้น

NGThai: การอบรมเลี้ยงดูในวัยเยาว์ของท่านโดยบิดาและมารดามีส่วนหล่อหลอมให้ท่านเติบโตขึ้นเป็นผู้หญิงที่แตกต่างจากผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกันอย่างไร เช่น การส่งไปเรียนอินเดียคนเดียวในยุคหลายสิบปีก่อน 

ภิกษุณีธัมมนันทา: เริ่มจากพ่อ [ก่อเกียรติ ษัฏเสน] ก่อน ท่านเป็นผู้ชายที่เปิดกว้างมากๆ พ่อไม่เคยวางกรอบอะไรกับเรา ลูกอยากทำอะไรทำ อยากมีกล้องถ่ายรูป ซื้อกล้องถ่ายรูปให้ตอนอายุ 12 ปี… พ่อเป็นคนสนับสนุนให้เราเป็นคนทันสมัย เป็นคนใจกว้าง แล้วก็ไม่เคยแสดงท่าทีว่าผู้ชายเป็นใหญ่หรือกดขี่ ไม่มีในบ้าน

ส่วนแม่ต้องบอกว่าเป็นสาวเปรี้ยวในสมัยของท่าน นั่นคือ พ.ศ. 2475 เป็นเนตรนารี (girl scout) ถีบจักรยานไปสิงคโปร์ 29 วัน ท่านเองก็หัวก้าวหน้า ทั้งพ่อและแม่เป็นคนหัวก้าวหน้า เราไม่เคยรู้ว่า โลกข้างนอกเขาเลี้ยงลูกผู้หญิงอีกแบบหนึ่ง

จนกระทั่งไปทำงานที่ธรรมศาสตร์ อายุ 33 ปี มีอยู่ครั้งหนึ่งในที่ประชุม พอเราพูดอะไรขึ้นมา ก็จะมีอาจารย์ผู้หญิงบอกว่า นั่นให้ผู้ชายเขาทำ เรารู้สึกตกใจเพราะไม่เคยมีความคิดนี้อยู่ในหัว ไม่เคยมองว่า ผู้ชายต้องอย่างนั้น ผู้หญิงต้องอย่างนี้ เพราะฉะนั้น การเลี้ยงดูในวัยเด็กจึงสำคัญมาก การปลูกฝังและหล่อหลอมในบริบทของครอบครัวจึงสำคัญจริงๆ

ภิกษุณี
รูปหล่อของภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ หรือพระมหาโพธิธรรมาจารย์ วงศ์ศากยะภิกษุณีโพธิสัตต์” นับเป็นภิกษุณีรูปแรกที่อุปสมบทอย่างถูกต้อง

NGThai: หลังจากโยมแม่อุปสมบทเป็นภิกษุณี (วรมัย กบิลสิงห์) และเผชิญการต่อต้านและการไม่ยอมรับสารพัด มีส่วนทำให้ท่านสนใจหรือลุกขึ้นมาจับงานเกี่ยวกับผู้หญิงในพุทธศาสนาช่วงที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอย่างไร 

ภิกษุณีธัมมนันทาเราก็เห็นท่านมาตลอด แต่เราแยกแยะว่า นั่นเป็นเรื่องส่วนตัว การที่เรามีแม่เป็นนักบวช การที่เรากลับมาวัตร เป็นเรื่องส่วนตัว เพราะเราถูกสอนมาว่า เป็นนักวิชาการต้องเป็นกลาง (objective) ถ้าเราเอาเรื่องส่วนตัวมาใส่ในวิชาการ จะทำให้งานวิชาการของเรามีความเป็นกลางน้อยลง

ตอนที่ได้รับเชิญไปพูดที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดครั้งแรก ก็ไปพูดเรื่องหลวงย่านี่แหละ แต่เวลาที่เรานำเสนอท่านในสไลด์ ไม่มีใครรู้ว่า นั่นคือแม่เรา เพราะเขาเจาะจงให้เราไปพูดเรื่อง อนาคตของภิกษุณีไทย ซึ่งตอนนั้นมีหลวงย่าอยู่รูปเดียว เราก็พูดถึงท่านเหมือนกับที่เราจะพูดถึงคนที่เราศึกษาโดยไม่จำเป็นต้องบอกคนคนนี้เป็นแม่

แต่จากการประชุมครั้งนั้นซึ่งใช้ชื่อว่า ผู้หญิง ศาสนา และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Women, Religion and Social Changes) ทำให้เราเห็นชัดว่า ถ้าเราเป็นที่ไปเล่าเรียนมาทางพุทธศาสนา และเรามีข้อมูลเกี่ยวกับผู้หญิงมาก แต่เราเองเป็นนักวิชาการที่อยู่บนหอคอยงาช้าง ไม่ทำอะไรเพื่อที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ความรู้ทั้งหลายที่เรามีอยู่ก็เท่ากับสูญเปล่า

เพราะเหตุนี้ในปีรุ่งขึ้นหลังการประชุมคือ พ.. 2527 เราก็เริ่มขยับที่จะเป็นนักกิจกรรม (activist) ลงไปสู่การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ที่เรามีกับคนอื่นๆ ทั้งจัดการประชุม ทำหนังสือ เป็นต้น

ภิกษุณี
ภิกษุณีธัมมนันทาขณะประกอบพิธีบรรพชาสามเณรีให้แก่กุลธิดา ณ วัตรทรงธรรมกัลยาณี เมื่อเดือนธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา

NGThai: เคยได้ยินท่านเล่าให้ฟังถึงวันที่ตัดสินใจออกบวชว่า เช้าวันหนึ่งตอนแต่งหน้า เกิดคำถามขึ้นมาในใจตอนนั้นว่า นี่เราจะต้องทำแบบนี้ไปอีกนานเท่าไร อยากให้ท่านขยายความถึงเหตุการณ์ที่พลิกชีวิตตอนนั้น 

ภิกษุณีธัมมนันทาช่วงนั้นเราทำรายการโทรทัศน์ ปกติแล้วเป็นคนรักสวยรักงามทีเดียว มีความสุขกับการแต่งหน้า ขนาดเล็บยังต้องทาทุกวัน เพราะถ้ายังทาเล็บอยู่จะนอนไม่หลับ เลยต้องล้างออก พอวันรุ่งขึ้นก็ทาใหม่ รักสวยรักงามถึงขนาดนั้น พอแต่งหน้าเสร็จก็รู้สึกมีความสุข

แต่เช้าวันนั้น พอแต่งหน้าเสร็จ กลับถามตัวเองในกระจก หรือคนในกระจกถามเรากลับมาว่า จะต้องทำแบบนี้อีกนานไหม ถ้าเป็นศาสนาคริสต์ เขาถือว่าเป็นการรับกระแสเรียกจากพระเจ้า เป็นจุดพลิกผันที่เรามีความรู้สึกว่า พอแล้ว นั่นเป็นจุดหักเหจริงๆ

แล้วก็เข้ามาสู่ปี 2000 พอดี ขึ้นสหัสวรรษใหม่ เลยคิดว่าเราน่าจะทำอะไรที่มีความหมายกับชีวิตของเรา ปีนั้นก็เลยไปรับศีลโพธิสัตว์ที่ไต้หวัน ซึ่งเป็นเหมือนบันไดขั้นแรกของการที่เราอุทิศตนให้กับเส้นทางนี้ ปีรุ่งขึ้นคือปี 2001 ถึงได้บวช จะว่าไปก็เหมือนกับเราได้เตรียมชีวิตมาเป็นขั้นๆ

NGThai: ในสังคมไทย ประเพณีการบวชมีส่วนช่วยในเรื่องการเลื่อนชั้นทางสังคม เช่น เด็กชายยากจนในชนบทมีโอกาสได้รับการศึกษาผ่านการบวชเรียน แต่โอกาสลักษณะนี้มีน้อยมากสำหรับผู้หญิง สังคมไทยจะได้อะไรหากลูกผู้หญิงมีโอกาสได้บวชเรียนแบบเดียวกัน    

ภิกษุณีธัมมนันทาถ้าเรามองในทางกลับกัน ถ้าลูกผู้หญิงสามารถทำได้เหมือนลูกผู้ชาย ก็ย่อมเป็นการช่วยยกระดับสังคมโดยเฉพาะในชนบท เพียงแต่เกิดกับผู้หญิง แทนที่จะเป็นผู้ชาย แต่ปรากฏว่าการบวชผู้หญิงถูกทำให้ยากเหลือเกิน ทั้งๆ ที่การบวชเปิดประตูให้มากๆ ในสมัยพุทธกาล ในวัฒนธรรมไทยกลับถูกปิดกั้น ก็เลยไม่มาถึงจุดที่เราคุยกัน ไม่มาถึงตรงที่จะเปิดโอกาสให้ลูกผู้หญิงได้ไต่ระดับขึ้นมาโดยผ่านการบวช

กลับกลายเป็นว่า ถ้าจะบวช ต้องมีฐานหรือต้นทุนทางสังคมมากพอสมควร ไม่เช่นนั้น เข้ามาก็มักอยู่ไม่รอด จนสุดท้ายก็ต้องกลับออกไปใหม่ 

ภิกษุณี
ภาพบนและล่าง: สามเณรีได้รับการฝึกฝนเพื่อขัดเกลาจิตใจ และปฏิบัติศาสนกิจ เช่น การออกบิณฑบาต จากภิกษุณีที่วัตรทรงธรรมกัลยาณี
ภิกษุณี
ภิกษุณีนำสามเณรีออกบิณฑบาต

NGThai: ท่านคิดว่าอะไรคืออุปสรรคสำคัญที่สุดในการทำงานเพื่อประดิษฐานภิกษุณีสงฆ์ในสังคมไทย    

ภิกษุณีธัมมนันทาอุปสรรคสำคัญที่สุดคือการยึดมั่นถือมั่นในตัวเรา การไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน ตอนที่บวชเข้ามาใหม่ๆ เราก็จะมีทิฐิ อัตตาตัวตนสูงโดยที่เราไม่รู้ตัว เราเป็นลูกคนเดียว เรามีการศึกษาดี เราเป็นครูบาอาจารย์ เรามีประสบการณ์นานาชาติมากมาย เราไม่รู้ตัวว่า ทำตัวเหมือนคนมีอภิสิทธิ์ เวลาทำอะไรก็มักทำตามวิธีที่เราคิด

โดยที่ลืมหรือไม่ได้ตระหนักว่า วัดอยู่ด้วยสงฆ์หรือสังฆะ เวลาพูดอะไรไป เขาไม่เข้าใจเรา เพราะเราพูดจากอีกระดับหนึ่ง ต้องมาตั้งหลักใหม่ ใช้เวลากว่าสองปีถึงได้ตระหนักว่า เราต้องการสร้างสังฆะใช่ไหม ถ้าเราไม่ละวาง ไม่คลี่คลายความยึดมั่นถือมั่นตามแบบของเรา ก็ไปไม่รอดนะ   

NGThai: มีคนพูดว่า การปฏิบัติธรรมหรือการเจริญงอกงามทางจิตวิญญาณเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล บทบาทหรือรูปแบบภายนอกจริงๆ แล้ว ไม่ได้สำคัญอะไร คุณจะเป็นอะไรก็ได้ 

ภิกษุณีธัมมนันทาเป็นความคิดที่ผิดนะ ตอนที่พระพุทธเจ้ามอบหมายพระศาสนาไว้กับคนสี่กลุ่ม ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทรงมอบหมายให้ หนึ่ง ศึกษาคำสอน  สอง นำไปปฏิบัติ สาม หากมีคนนอกจ้วงจาบ สามารถจะแก้ต่างได้ สี่ ให้เผยแผ่ออกไป

ถ้าทำได้เช่นนี้ จึงจะเรียกว่าสืบสานได้ คำว่า ‘สืบสานไม่เกิด หากเราปฏิบัติได้ และรู้ได้ตามลำพัง เพราะเมื่อเราตาย พระศาสนาก็หมดที่ตัวเรา ตอนที่พระพุทธเจ้าทรงส่งพระภิกษุออกไปประกาศพระศาสนา ทั้งหมดบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ทรงกำชับว่าจงยังประโยชน์ตน และประโยชน์ท่านนี่คือสองส่วนที่อย่าลืม ระหว่างที่เราปฏิบัติเพื่อมรรคผลซึ่งเป็นสิ่งที่ดี  แต่ในระหว่างที่เรายังไม่บรรลุมรรคผล เราก็ช่วยเหลือสังคมไปด้วย ถ้าทำได้พระพุทธศาสนาก็จะเป็นพุทธศาสนาสำหรับสังคม

ทีนี้ถ้าผู้หญิงเราได้บวช ผู้หญิงช่วยเข้ามากันศึกษา  มาช่วยกันแก้ตรงนี้  เราไม่ได้บวชผู้หญิงเพื่อผู้หญิง แต่เป็นการบวชผู้หญิงเพื่อพัฒนาสังคม เพื่อรักษาและสืบสานพระศาสนา 

แม้จะไม่เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นทางการ จากคณะสงฆ์ไทย และไม่มีลักษณะนักบวช ตามกฎหมาย แต่หาใช่อุปสรรคสําาหรับผู้หญิง ที่เลือกเดินบนเส้นทางสู่การเป็นภิกษุณี

 NGThai: ทุกวันนี้ เราพูดเรื่องความเท่าเทียมระหว่างเพศกันมาก แม้แต่ในกฎหมายสูงสุดอย่างรัฐธรรมนูญก็กำหนดไว้ และผู้หญิงก็เข้าไปมีบทบาทในหลายพื้นที่ที่เคยเป็นของผู้ชายมาก่อน แต่ทำไมจึงดูเหมือนว่า ศาสนากลับเป็นพื้นที่ท้ายๆ ที่ผู้หญิงไม่สามารถมีที่ยืนได้อย่างทัดเทียมกับผู้ชาย 

ภิกษุณีธัมมนันทาเป็นเรื่องจริง มีปัญหาและอุปสรรคมาก ซึ่งจริงๆ แล้วควรจะเป็นพื้นที่เปิด เรามาช่วยทำงาน ต้องคิดใหม่ คิดจากบริบทใหม่ กรอบความคิดเป็นกรอบความคิดที่ไปต่อไม่ได้ ไปไม่รอด แต่เราคงรอไม่ได้ เราต้องทำของเราไปเรื่อยๆ ทำในส่วนของเรา แม้จะน้อยนิด เวลานี้คนที่ออกบวชเป็นสามเณรีและภิกษุณีมีอยู่ด้วยกัน 285 รูปแล้ว นี่ก็ผ่านมา 18 ปีแล้วตั้งแต่เราบวชมา 

NGThai: เวลาที่ยังเหลืออยู่ในชีวิต ท่านอยากเห็นอะไรเกิดขึ้นกับผู้หญิงไทย อาจจะสักในอีกสิบปีข้างหน้า  

ภิกษุณีธัมมนันทาถ้าเป็นในส่วนของภิกษุณีสงฆ์เอง ก็อยากให้มีคุณภาพมากขึ้น คุณภาพในที่นี้หมายถึงทั้งข้างในและข้างนอก เรื่องการศึกษาสำคัญมากพอๆ กับการปฏิบัติภายใน เพราะจะช่วยให้ท่านสื่อสารออกไปสู่คนภายนอกให้เข้าใจได้ดีขึ้นว่า การออกบวชของเราเป็นสิ่งที่งดงามมาก

แม้ว่าเรายังอาจปฏิบัติไปไม่ถึงไหน แต่สิ่งที่เราได้สัมผัส เพียงแค่ชีวิตของเราที่ได้สัมผัสสิ่งนี้แล้ว เราพบว่าเรามีความสุขมากขึ้น ไม่ต้องไปถึงขั้นว่า เราเป็นผู้สำเร็จขนาดไหน แต่เราได้เข้าไปลิ้มรสพระธรรม แล้วสิ่งนี้ดีต่อใจเราอย่างไร เรามีการเปลี่ยนแปลงที่ตัวเราอย่างไร สิ่งนี้สำคัญมาก อยากเห็นตรงนี้ และอีกอย่างที่อยากเห็นคือ คนที่ออกบวชทั้งผู้หญิงและผู้ชายละวางตัวตน เข้ามาเป็นลูกพระพุทธเจ้าจริงๆ

NGThai: ท่านอยากฝากหรือให้คำแนะนำอะไรถึงผู้หญิง ไม่ว่าจะในฐานะแม่ หรือ ภิกษุณี   

ภิกษุณีธัมมนันทาผู้หญิงเรามีความพิเศษบางอย่างที่เหนือกว่าผู้ชาย คือเวลาผู้หญิงให้ เราจะให้แบบไม่มีเงื่อนไข เป็นความรักแบบไม่มีเงื่อนไข (unconditional love) ไม่มีความคิดว่า ให้แล้ว เธอต้องทำอะไรให้ฉันกลับคืนเท่านั้นเท่านี้  คนเป็นแม่ส่วนใหญ่จะมีคุณลักษณะนี้อยู่ในตัว และคุณลักษณะนี้ถ้าเผื่อแผ่ไปสู่สังคมวงกว้าง สังคมเราจะเป็นสังคมที่เอื้ออาทรต่อกันมากกว่านี้

ภิกษุณี
กิจวัตรหนึ่งของภิกษุณีธัมมนันทา คือการให้โอวาสและอบรมความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรมแก่ภิกษุณีสงฆ์ที่วัตรทรงธรรมกัลยาณี

สัมภาษณ์และเรียบเรียง โกวิทย์ ผดุงเรืองกิจ

ภาพถ่าย เอกรัตน์ ปัญญะธารา


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : ทองคำเปลว กับพิธีกรรมทางพุทธศาสนา

เรื่องแนะนำ

ภิกษุณี : หนึ่งในสี่พุทธบริษัทที่ขาดหาย

แม้สามเณรีและภิกษุณียังไม่ได้รับการยอมรับจากคณะสงฆ์ไทยอย่างเป็นทางการ อีกทั้งไม่มีสถานะนักบวชตามกฎหมายไทย แต่นั่นหาได้เป็นอุปสรรคต่อความพยายามฟื้นฟูภิกษุณีสงฆ์ขึ้นในประเทศไทยอีกครั้งของภิกษุณีธัมมนันทา หรืออดีต รศ.ดร. ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ ผู้เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า "เราไม่ได้บวชผู้หญิงเพื่อผู้หญิง แต่เป็นการบวชผู้หญิงเพื่อพัฒนาสังคม เพื่อรักษาและสืบสานพระศาสนา"

เพศ-ภาพ ในมุมมองใหม่

ช่างภาพสารคดีตามหาผู้คนที่มีอัตลักษณ์ทางเพศต่างกันไปเพื่อสื่อสารให้ผู้คนได้มองเพศสภาพในมุมมองใหม่ และทลายพรมแดนทางเพศที่เป็นเพียงมายาคติในปัจจุบัน ปัจจุบัน การก้าวข้ามพรมแดนทางเพศเป็นทั้งปรากฏการณ์และความท้าทายย้อนหลังไปในยุค “สร้างชาติ” รัฐไทยเคยสร้างขนบทางวัฒนธรรมเพื่อก่อร่างสังคมไทยให้มีรูปแบบเฉพาะขึ้นมา หนึ่งในนั้นคือกฎเกณฑ์ว่าด้วยการกำหนดเพศผลักให้แวดวงความหลากหลายทางเพศเป็นเพียงดอกไม้ที่หลบซ่อนจากแสงสว่าง แต่ทุกวันนี้ดอกไม้นั้นผลิบาน และพรมแดนเรื่องเพศค่อยๆคลายตัวส่วนหนึ่งมาจากแสงสว่างใหม่บนพื้นที่แสดงตัวตนในแต่ละแวดวง และการขยายตัวของสื่อสมัยใหม่ แฟชั่นและเสื้อผ้าไร้เพศ “ลีฟ” ภวพล บุญญวินิจ เป็น Production Manager ให้ค่ายเพลงแห่งหนึ่ง เขาเป็นชายหนุ่มวัย 30 ที่แวดล้อมด้วยเพื่อนฝูงในวงการสร้างสรรค์ และแฟนสาวของเขาเป็นแฟชั่นสไตลิสต์ให้กับนิตยสารผู้หญิงฉบับหนึ่ง ด้วยนิสัยชอบแต่งเนื้อแต่งตัว วันหนึ่งเขาจึงทดลองนำเสื้อผ้าผู้หญิงมาสวมใส่ “เราชอบรื้อของแฟนมาใส่ดู วันหนึ่งเจอชุดสวย ลองใส่ดูแล้วรู้สึกสบายดี ไม่รุ่มร่ามด้วย” เขาหมายถึงกระโปรงหรือชุดเดรสของสุภาพสตรี ลีฟบอกว่านิสัยจากแม่เป็นส่วนหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อเขาให้สนใจรายละเอียดของการแต่งกาย “คุณแม่ชอบแต่งตัว ชอบซื้อเสื้อผ้า เคยขายเสื้อผ้าสมัยวัยรุ่นครับ บางทีก็ชอบไปซื้อของด้วยกัน” เขาบอกว่าการได้ไปช็อปปิ้งกับแม่บ่อยๆ ทำให้เขาซึ่งเป็นลูกชายคนโตจากบรรดาลูกชายสี่คนในบ้านมีรสนิยมชอบข้าวของคล้ายๆ กับแม่ ทว่ากลับมีพื้นที่ไม่มากนักที่เขาสามารถสวมชุดผู้หญิงได้อย่างมั่นใจ  และมักไม่พ้นงานเลี้ยงหรือปาร์ตี้  “ครั้งหนึ่งมีปาร์ตี้ธีมชุดนอนที่ออฟฟิศ เลยไปรื้อชุดนอนคลุมของแม่มา แล้วข้างในใส่สายเดี่ยวสีดำของแฟน ตอนนั้นเอามันเอาสนุกมากกว่า ผมคิดว่างานสนุกสนานแบบนี้เป็นพื้นที่ที่ง่ายต่อการยอมรับมากกว่าครับ” ทุกวันนี้มีดีไซเนอร์เสื้อผ้ามากมายออกแบบผลงานที่สามารถสวมใส่ได้ทั้งสองเพศ แฟชั่นไร้เพศนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว และชี้ให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่ไร้พรมแดน ลีฟบอกว่า เขาสามารถสวมใส่เสื้อผ้าผู้หญิงได้โดยปราศจากข้อกังขาว่าเขาเป็นเกย์ “ผมว่าเรื่องเพศเปลี่ยนไปแล้วครับ เราแค่อยากใส่อะไรก็ใส่ แค่นั้นเอง” โลกหลากเพศไร้ขอบเขต ตอนที่ “ไบค์”  มนัสวิน  มลิวงค์ […]

อารยธรรมโบราณ : เมื่อเด็กตกเป็นเหยื่อบูชายัญ

การบูชายัญอันสูงสุด : นักโบราณคดีค้นพบหลักฐานอันน่าพรั่นพรึงของการบูชายัญเด็กนับร้อยชีวิตในดินแดนที่ปัจจุบันคือประเทศเปรู อะไรคือเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความพยายามอันสิ้นหวังในการอ้อนวอนต่อทวยเทพ และการยอมสังเวยชีวิตอันมีค่าของเด็กๆ ซึ่งหมายถึงอนาคตของอารยธรรมนั้นเอง

ภาพความสนิทสนมของคนรักงูกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก

โดย อเล็กซานดรา เกโนวา ภาพถ่าย จาน่า โรมาโนว่า งูเป็นที่น่าหลงใหลและน่ารังเกียจผ่านสายตามนุษย์มานานนับสหัสวรรษ ในอารยธรรมกรีกโบราณ งูคือสัญญาณแห่งความอุดมสมบูรณ์และการเกิดใหม่ ในขณะที่บรรดาชาวคริสต์มองว่างูคือสัญลักษณ์ของการหลุดพ้น ทุกวันนี้งูไม่ใช่แค่อยู่ในวัฒนธรรมป๊อป แต่พวกมันคือสัตว์เลี้ยงประจำบ้าน จาน่า โรมาโนว่า ช่างสาวภาพชาวรัสเซียผู้เป็นโรคกลัวงู เริ่มต้นโปรเจคเก็บภาพระยะยาวของงูและเจ้าของตามบ้าน ซึ่งการเลี้ยงงูกลายมาเป็นเรื่องปกติธรรมดา เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายลง “ฉันต้องการสำรวจความหวาดกลัวของตนเองและหาคำตอบว่าทำไมผู้คนถึงเก็บสิ่งมีชีวิตนี้ไว้เป็นสัตว์เลี้ยง” เธอกล่าว แต่ภาพถ่ายของโรมาโนว่าไม่ใช่ภาพถ่ายของงูแบบทั่วๆ ไป “ภาพถ่ายของงูในสิ่งแวดล้อมต่างๆ” ผลักการมีส่วนร่วมของผู้ชมออกไป เธอกล่าว ในบรรดารูปที่น่าสนใจของเธอ งูโบอาตัวอ้วนเลื้อยไปมารอบๆ ตู้ไม้, งูเหลือมเลื้อยพันเตารีดที่ตั้งเอาไว้ และงูข้าวโพดเลื้อยไปมาระหว่างแม่เหล็กที่ติดบนตู้เย็นลายเสือดาว   แก้ปัญหาความกลัวงู การถ่ายภาพให้งูกลมกลืนไปกับลวดลายและพื้นหลังไม่ได้แค่เป็นเรื่องน่าสนใจ แต่ยังเป็นการท้าทายตัวเธอเองอีกด้วย “ในตอนแรกเริ่ม ฉันไม่แม้แต่จะมองภาพของพวกมันด้วยซ้ำ” เธอกล่าว “ทุกวันนี้ถ้าให้เลี้ยงสักตัวเป็นสัตว์เลี้ยง ก็โอเคนะ” จากการสำรวจผ่านโปรเจคดังกล่าว เธอสามารถวิเคราะห์จุดเริ่มต้นของความกลัวงูออกมาได้ “ความกลัวงูส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ผ่านวัฒนธรรม” เธอกล่าว “เช่นในหนังสยองขวัญ, พ่อแม่ที่เตือนลูกๆ ว่างูเป็นสัตว์อันตรายหรือแม้กระทั่งข่าวปลอมๆ ที่ว่างูกลืนเจ้าของลงท้องไป” โรมาโนว่ายังประหลาดใจมากที่พบว่าผู้ชายจำนวนมากเลี้ยงงูเป็นสัตว์เลี้ยง “ฉันคิดมาตลอดว่าผู้หญิงน่าจะเลี้ยงงูเยอะกว่า เพราะภาพถ่ายจำนวนมากของงูที่กำลังพันรอบตัวพวกเธอ”   สเตอริโอไทป์แบบโซเวียต อีกหนึ่งความท้าทายของเธอในการทำโปรเจคนี้คือ “การแสวงหาความงดงามของยุคหลังโซเวียต” “มันมีความเชื่อหรือภาพลักษณ์ที่มองว่าชาวรัสเซียและบรรดาอดีตประเทศโซเวียตเป็นคนยังไง” […]