เบื้องหลังการตามหาหญิงสาวชาวอัฟกานิสถาน เจ้าของดวงตาอันเปี่ยมมนตร์สะกด - National Geographic Thailand

เบื้องหลังการตามหาหญิงสาวชาวอัฟกานิสถาน เจ้าของดวงตาอันเปี่ยมมนตร์สะกด

แคร์รี รีแกน ผู้ช่วยผู้กำกับรายการ Explorer ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เป็นหัวหน้าคณะนำทีมค้นหาเด็กสาวอัฟกันในตำนาน

ตอนที่สตีฟ แมกเคอร์รี ถ่ายภาพเด็กสาวผู้นี้เมื่อปี 1984  เป็นช่วงเวลาเพียงสั้นๆ จากนั้นเรื่องราวและความเป็นไปของเธอก็กลายเป็นปริศนาลี้ลับยาวนาน

สตีฟ แมกเคอร์รี เล่าว่า ตอนนั้นเขาไปเยือนค่ายผู้ลี้ภัยชาวอัฟกานิสถานแห่งหนึ่งนอกเมืองเปชาวาร์ในปากีสถาน

“ผมบังเอิญเดินผ่านโรงเรียนแห่งหนึ่ง  ตรงมุมห้อง ผมสะดุดตากับเด็กหญิงคนหนึ่ง  แววตาของเธอช่างทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ ผมน่าจะถ่ายภาพเธอไว้ไม่เกิน 5-10 ภาพ หลังจากภาพของเธอได้รับการคัดเลือกให้เป็นปกนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนมิถุนายน 1985 ผมได้รับการสอบถามจากผู้อ่านหลายพันคนประมาณว่า เราจะช่วยเหลือเธอได้อย่างไรบ้าง เธอเป็นใครกันนะ”

“หลังเหตุโศกนาฏกรรม 9/11 อัฟกานิสถานกลับมาเป็นข่าวดังอีกครั้ง  นั่นนำไปสู่ความสนใจในตัวเด็กหญิงอัฟกันคนนั้นอีกครั้ง หลายคนสงสัยว่า เธอจะเป็นอย่างไรบ้าง เธอไปอยู่ที่ไหน และเราจะช่วยเธอได้อย่างไร ตอนนั้นเองที่เราคิดว่า น่าจะคุ้มค่าถ้าจะลองตามหาตัวเธอ ทั้งๆที่คิดในใจว่า คงต้องอาศัยปาฏิหาริย์”

“เราไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเธอ ไม่รู้ว่าเธอเป็นคนเผ่าไหน ไม่รู้ว่าเธออาศัยอยู่ที่ไหน”

แคร์รียอมรับว่า “เราไม่คิดว่าจะพบตัวเธอ เวลาล่วงเลยมา 17 ปีแล้ว และผู้คนก็หายสาบสูญจนเป็นเรื่องปกติในอัฟกานิสถาน โอกาสที่จะเจอตัวเธอยากแสนยาก เรามีเพียงภาพถ่ายของเธอเท่านั้น”

สตีฟบอกว่า “เบาะแสเดียวทีเรามีนอกจากภาพถ่ายก็คือโรงเรียนของเธอที่ผมไปถ่ายภาพ เราพยายามตามหาครูของเธอ”

“เราส่งภาพถ่ายของเธอให้ผู้ประสานงานในท้องถิ่นเพื่อแจกจ่ายไปยังบรรดาผู้อาวุโสของเผ่าต่างๆ ตามค่ายผู้ลี้ภัย”

บ่อยครั้งทีมงานพบว่า พวกเขาได้รับการกล่าวอ้างจากหญิงสาวหลายคนว่ารู้จักเธอ บางคนถึงกับอ้างว่าเป็นเธอ หรือไม่ก็จดจำแมกเคอร์รีได้ แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคำกล่าวอ้าง

ทีมงานอาศัยเทคโนโลยีหลายอย่างในตอนนั้นในการระบุอัตลักษณ์บุคคลเมื่อเวลาเปลี่ยนไป เช่น ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งใช้วิธีสเก็ตช์ภาพคนเปลี่ยนไปตามอายุและช่วงเวลา และยังอาศัยบริการสแกนม่านตาจากบริษัทแห่งหนึ่ง

สตีฟยืนยันหนักแน่นว่า ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้แน่ใจได้ว่า “เราจะค้นพบผู้หญิงตัวจริงที่เคยเป็นเด็กสาวอัฟกันคนนั้น”

หลังจากเวลาผ่านไปสองสามสัปดาห์ ในที่สุดทีมงานก็ได้รับการติดต่อจากชายผู้หนึ่งว่ารู้จักพี่ชายของเธอ

ตอนแรกทีมงานคิดว่าคงจะคว้าน้ำเหลวอีกครั้งแต่เมื่อพี่ชายของเธอมาพบ ทีมงานก็เริ่มมีความหวัง ชายผู้นี้มีดวงตาสดใสคล้ายกับของเด็กสาวอัฟกัน

จากนั้นทีมงานก็ได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์ว่าพบตัวเธอแล้ว และจะมีผู้พาเธอมายังบ้านของผู้อาวุโสในหมู่บ้าน แต่จะมีแค่ทีมงานผู้หญิงเพียงคนเดียวในทีมที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปพบเธอ หน้าที่นั้นตกกับแคร์รี รีแกน

“เธอนั่งอยู่ด้านหลังห้อง คลุมศีรษะด้วยผ้าคลุมสีดำ ฉันมีภาพถ่ายของเธออยู่ในมือ ฉันมองภาพนั้น แล้วมองภาพเธอมองรายละเอียดต่างๆ บนใบหน้า และดวงตา ทั้งหมดล้วนสอดคล้องกัน นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันคิดว่า ‘โอ้ พระเจ้า’ นี่เราพบเธอเข้าแล้ว ฉันบอกตัวเองในตอนนั้นว่า นี่อาจเป็นเด็กหญิงอัฟกันคนนั้นจริงๆ” แคร์รีเล่า

และแล้วหลังการตรวจสอบยืนยัน เด็กสาวผู้เป็นปริศนามายาวนาน ก็มีชื่อเสียงเรียงนาม เธอคือ ชาร์บัต กุลา

“การได้ร่วมทำงานในโครงการที่มีผู้คนมากมายยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือด้วยการบริจาคเงินสนับสนุนโรงเรียนเพื่อเด็กหญิงชาวอัฟกานิสถานถือเป็นจุดสูงสุดในอาชีพของฉันกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก”  แคร์รีทิ้งท้าย

 

อ่านเพิ่มเติม : ภาพถ่ายอันทรงพลังแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากระเบิดนิวเคลียร์ภาพถ่ายอันน่าทึ่งที่เผยโฉมมาชูปิกชูให้โลกได้รู้จัก

เรื่องแนะนำ

ยลสะพานเชือกชาวอินคาที่ทำจากหญ้าล้วนๆ

สะพานแขวนความยาว 36 เมตรของชาวอินคาแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ามานานกว่า 5 ศตวรรษ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

กล้าทดสอบความกล้ากับฝูงมดกระสุนนี้ไหม?

ในหลากหลายวัฒนธรรมมีพิธีกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้เด็กชายเตรียมความพร้อมไปสู่การเป็นชายชาตรี สำหรับพิธีกรรมของชนเผ่า Sateré-Mawe ในป่าแอมะซอน ของบราซิลนี้จะทำให้คุณขนหัวลุก เพราะพวกเขาใช้มดกระสุนเจ้าของฉายามดกัดเจ็บราวกับถูกปืนยิง เป็นเครื่องมือในการทดสอบ เมื่อเริ่มพิธีกรรมบรรดาผู้ใหญ่ในชนเผ่าจะไปคุ้ยหามดกระสุนและทำให้พวกมันสลบ จากนั้นพวกเขาจะนำมดกระสุนสอดเข้าไปในถุงมือที่สานขึ้นจากใบไม้ ทำให้มดไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ เด็กชายที่เข้าร่วมพิธีกรรมจะต้องสอดมือเข้าไปในถุงมือดังกล่าว และเต้นรำอยู่นาน 10 นาที จึงจะสามารถถอดถุงมือออกได้ ซึ่งแม้จะทาผงถ่านทั่วมือแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่วายถูกมดกระสุนกัดอยู่ดี ความเจ็บปวดจะลุกลามไปทั่วมือและอาจต้องใช้เวลาถึง 24 ชั่วโมงกว่าจะหาย แต่นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะพวกเขาต้องทำเช่นนี้จนครบ 20 ครั้งจึงจะได้รับการยอมรับในฐานะ “นักรบ” ของเผ่าอย่างเต็มภาคภูมิ   อ่านเพิ่มเติม : มหัศจรรย์แห่งอาหาร ชมกระบวนการทำ “ซุปหิน” ในเม็กซิโก, ความงามที่เปลี่ยนแปลงไปของชนเผ่าอะปาตานี

“สตรี เพศสถานะและเพศวิถีศึกษา” หลักสูตรเรียนที่เปิดโลกความเสมอภาคทางเพศ

ปริญญาโท “สตรี เพศสถานะ และเพศวิถีศึกษา” มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลักสูตรแรกและหลักสูตรเดียวในอาเซียน เรียนเพื่อสร้างความเป็นมนุษย์และสร้างสะพานไปสู่สังคมในอุดมคติ ตลอดทั้งเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เราได้เห็นบรรยากาศของ Pride Month ที่อบอวลไปทั่วทั้งอินเตอร์เน็ต สื่อหลัก สื่อรอง และบุคคลทรงอิทธิพลทั่วโลกพร้อมใจกันสื่อสารว่า สิทธิในการแสดงออกของบุคคลเพศหลากหลายมีความหมายเดียวกับสิทธิมนุษยชน แต่ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ในวันที่ความเข้าใจเรื่องความเท่าเทียมไม่ได้แพร่หลายเท่าวันนี้ มีความพยายามของนักวิชาการและอาจารย์กลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ต้องการผลักดันความรู้ความเข้าใจเรื่องดังกล่าว ก่อให้เกิดเป็นหลักสูตรสตรีศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ก่อนมีการปรับหลักสูตรเมื่อปี พ.ศ. 2556 จนกลายเป็น “หลักสูตรปริญญาโทสตรี เพศสถานะ และเพศวิถีศึกษา” ที่ครอบคลุมประเด็นมากขึ้น เพื่อส่งท้ายเดือน Pride Month เราขอพาทุกคนย้อนกลับไปดูเรื่องราวพัฒนาการของทั้งหลักสูตรนี้ และบรรยากาศที่ห้อมล้อมประเด็นความเท่าเทียมทางเพศในประเทศไทย ผ่านบทสัมภาษณ์กับ อาจารย์ ดร. โกสุม โอมพรนุวัฒน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโครงการศึกษาศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสตรีศึกษา ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ และตัวแทนผู้เรียน 3 ท่านจากทางหลักสูตร ท่ามกลางสังคมที่ยังไม่เข้าใจประเด็นความลื่นไหลทางเพศ อ.โกสุม เล่าว่า ย้อนกลับไปเมื่อวันที่หลักสูตรเพิ่งเริ่มก่อตั้งภายใต้ชื่อ “สตรีศึกษา” เรื่องสิทธิสตรีเป็นเรื่องที่ใหม่มากในสังคมไทย และได้รับความสนใจจากผู้เรียนทั้งในและนอกคณะ จนถึงขั้นมีผู้เรียนมาขอ Sit-in […]