ห้องน้ำ หรือสุขา เป็นเครื่องชี้วัดได้ถึงการให้ความสำคัญกับระบบสุขาภิบาล

อันตรายที่มองไม่เห็นของชีวิตอันปราศจาก ห้องน้ำ

เมื่อแอนเดรีย บรูซช่างภาพเดินทางถึงสถานที่แห่งใหม่ เธอมีคำถามมากมายประหนึ่งว่ากำลังเตรียมแผนพัฒนาประเทศนี้ เช่น “ถนนของพวกเขาจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร?” และ “ลูกสาวของพวกเขาอยากเป็นอะไรเมื่อเติบโตขึ้น?” เป็นต้น และหลังจากได้รับมอบหมายจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ให้บันทึกภาพสารคดีเกี่ยวกับการขับถ่ายกลางแจ้งบรูซจึงเกิดคำถามใหม่ตามมา “พวกเขามี ห้องน้ำ กันหรือเปล่า?”

เรื่อง มอลลารี่ เบเนดิกท์

ภาพ แอนเดรีย บรูซ

“คุณสามารถดูได้เลยว่าประเทศนั้นๆ จัดลำดับความสำคัญอย่างไร โดยดูจากว่า ห้องน้ำ โรงเรียนเป็นยังไง” บรูซกล่าว

เรื่องราวของผู้คนที่ต้องขับถ่ายกลางแจ้งไม่ใช่สารคดีที่เธอคาดคิดว่าจะทำร่วมกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก แต่ไม่นานเธอก็ตระหนักได้ถึงความสำคัญในระดับโลกของปัญหานี้ ซึ่งไม่ต่างจากความขัดแย้งอื่นๆ ที่เธอเคยถ่ายทอดมาในอดีต

“มันอาจเป็นหนึ่งในที่สุด หรือหากไม่ใช่ที่สุดก็เป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญของมนุษยชาติในปัจจุบัน” เธอกล่าว

การขับถ่ายกลางแจ้งและการไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในเด็ก โดยเฉพาะกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ นอกจากนั้นในอินเดีย สิ่งนี้ยังเป็นสาเหตุของการถูกข่มขืนในผู้หญิงอีกด้วย เมื่อผู้หญิงต้องหาสถานที่เหมาะสมและห่างไกลจากสายตาผู้คนในช่วงเช้าตรู่หรือค่ำมืดไปแล้ว เพื่อทำธุระส่วนตัว

การบันทึกภาพที่เกี่ยวข้องกับอุจจาระนั้นเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งสำหรับช่างภาพ ในการมองหาตรงกลางระหว่างเรื่องราวอันซับซ้อนและความเหมาะสม ภาพต้องไม่ถูกบันทึกอย่างพิถีพิถันมากเกินไป ในขณะเดียวกันก็ต้องแสดงความงดงามจากความเรียบง่าย แต่บรูซมีวิธีการทำงานในแบบของเธอ เช่นเดียวกับที่เธอเคยทำมากับเรื่องอื่นๆ “ฉันเข้าไปมีส่วนร่วมกับผู็คนอย่างใกล้ชิด และติดตามพวกเขา มันเป็นเรื่องของการแชร์ประสบการณ์”

บรูซเดินทางท่องเที่ยวไปในอินเดีย, เฮติและเวียดนาม พร้อมกับสัมภาระและกล้องตัวใหญ่เพื่อบันทึกภาพของห้องน้ำตามที่เธอระบุว่า “แสดงออกซึ่งชีวิตประจำวันของผู้คนและความคล้ายคลึงกันของสถานการณ์ดังกล่าว” โดยในแต่ละประเทศมีรูปแบบของตนเอง และระดับของการจัดการกับปัญหาการขับถ่ายกลางแจ้งที่แตกต่างกัน

อินเดีย

ในอินเดีย ประเทศที่บรูซใช้เวลาอยู่อาศัยมากที่สุด มีความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่รัฐบาลลงมือทำและไม่ลงมือทำ ประเทศนี้ให้สัญญาว่าจะมีห้องน้ำจำนวน 100 ล้านห้องให้แก่ประชาชนในปี 2019 แต่คำสัญญาเป็นแค่บางส่วนของนโยบายการแก้ปัญหาเท่านั้น “พวกเขายังให้ความรู้และพยายามโน้มน้าวผู้คนถึงความสำคัญของการใช้ห้องน้ำ” บรูซกล่าว

เวียดนามเป็นตัวอย่างของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหา แต่ความยากคือการเข้าถึง “ผู้คนไม่ค่อยเปิดกันเท่าไหร่และพวกเขาก็ค่อนข้างกลัวกล้อง ดังนั้นคุณจำเป็นต้องใช้เวลาอย่างมากเพื่อทำให้เขาเข้าใจในสิ่งที่คุณกำลังทำ” อย่างไรก็ตามเมื่อผู้คนเปิดประตูให้บรูซ เธอพอใจอย่างมากกับสิ่งที่ได้เห็น “คุณจะเห็นว่าทุกโรงเรียนมีห้องน้ำ การขับถ่ายกลางแจ้งไม่เกิดขึ้นอีกแล้วในเวียดนาม ไม่เหมือนเมื่อ 10 ปีก่อน”

เวียดนาม

ความท้าทายที่สุดของบรูซในฐานะช่างภาพคือที่เฮติ เมื่อกลุ่มคนที่นั่นแบ่งปันประสบการณ์ของการล้างส้วมด้วยมือที่เกิดขึ้น 2 ปีต่อครั้งให้เธอดู พวกเขาเป็นที่รู้จักในชื่อ Bayakou แต่สำหรับบรูซเธอเรียกพวกเขาว่า “ซุปเปอร์ฮีโร่แห่งสุขาภิบาลเฮติ” โดยพวกเขาจะทำงานในตอนกลางคืน เมื่อตัวตนถูกปกปิดและความรุนแรงของกลิ่นลดน้อยลง “ทุกๆ คนเกลียดพวกเขา และตัวตนของพวกเขาถูกปิดบังจากสาธารณะ เนื่องจากพวกเขาเป็นตัวแทนของปัญหาที่เฮติไม่อาจแก้ได้ นั่นคือเรื่องห้องน้ำ”

ต้องใช้เวลาสามถึงสี่เดือนกว่าบรูซจะสามารถโน้มน้าว Bayakou คนหนึ่งให้พาเธอไปดูการทำงานด้วยได้ เป็นเวลากว่า 5 ชั่วโมงที่บรูซบันทึกภาพของชายคนหนึ่งที่ “แช่อยู่ในสิ่งปฏิกูลตั้งแต่หัวจรดเท้า ซึ่งในตอนท้ายตาของเขาแทบจะลืมไม่ขึ้นจากอาการบวม”

ในตอนแรกที่เธอเดินทางมาถึงเฮติ เธอได้เตรียมอุปกรณ์และเสื้อผ้าอย่างดีไว้สำหรับป้องกัน แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องทำงานร่วมกับ Bayakou เธอตัดสินใจทิ้งทุกอย่างที่เธอนำมาด้วย “สำหรับฉันการอยู่ที่เฮติ ปกปิดใบหน้าตัวเองจากกลิ่นอันรุนแรง ในขณะที่กำลังถ่ายภาพของ Bayakou มันแสดงให้เห็นว่าฉันไม่เคาพหรือชื่นชมในสิ่งที่พวกเขาทำ ดังนั้นฉันจึงทำเช่นพวกเขาเพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกละอายใจในภายหลัง”

เมื่อถึงเวลาสิ้นสุดของการบันทึกภาพสารคดี เธอยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวจะยังคงอยู่ต่อไป เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครนึกถึง “มันไม่ใช่เรื่องที่สวยงาม มันเป็นอะไรที่ผู้คนอยากจะลืม และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมปัญหานี้จึงยังคงมีอยู่ทั่วโลก”

 

อ่านเพิ่มเติม : ทำความสะอาดโลกไร้สุขาภิบาล, สุขาอยู่หนใด

เรื่องแนะนำ

อารยธรรมโบราณ : เมื่อเด็กตกเป็นเหยื่อบูชายัญ

การบูชายัญอันสูงสุด : นักโบราณคดีค้นพบหลักฐานอันน่าพรั่นพรึงของการบูชายัญเด็กนับร้อยชีวิตในดินแดนที่ปัจจุบันคือประเทศเปรู อะไรคือเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความพยายามอันสิ้นหวังในการอ้อนวอนต่อทวยเทพ และการยอมสังเวยชีวิตอันมีค่าของเด็กๆ ซึ่งหมายถึงอนาคตของอารยธรรมนั้นเอง

พระราชพิธี บรมราชาภิเษก สองรัชกาล

เป็นเวลาถึง 69 ปีแล้วนับจากปีพุทธศักราช 2493 ที่พระราชพิธี บรมราชาภิเษก ครั้งหลังสุดเกิดขึ้นในแผ่นดินสยาม นับเป็นเรื่องมหาปีติสำหรับพสกนิกรชาวไทยอีกครั้ง เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นระหว่างวันที่  4-6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 ก่อนจะถึงวันแห่งประวัติศาสตร์นั้น เราขอย้อนอดีตนำภาพถ่ายหาดูยากของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสองรัชกาล ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 มาฝากกัน 

เมืองไทยในอดีต : ภาพเก่าสยามประเทศจากคลังภาพ National Geographic

เมืองไทยในอดีต : สารคดีเกี่ยวกับเมืองไทยที่เคยตีพิมพ์ในเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เพียงไม่ถึงหกปีหลังตีพิมพ์สารคดีเกี่ยวกับเมืองไทยเรื่องแรกว่าด้วยการคล้องช้างครั้งสำคัญในสมัยสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงในฉบับเดือนธันวาคม ปี 1906 นิตยสาร National Geographic ก็ได้รับต้นฉบับสารคดีเกี่ยวกับเมืองไทยจากนักเขียนและช่างภาพฝีมือดีชื่อ พันเอก Lea Febiger แห่งกองทัพบกสหรัฐฯ  ผู้ได้รับหมายให้เป็นผู้แทนทางการทหารของสหรัฐฯ ในการเข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่างวันที่ 2-10 ธันวาคม ปี 1911 (พุทธศักราช 2454) นี่จึงเป็นสารคดี ” เมืองไทยในอดีต ” เรื่องที่สองที่ได้รับการตีพิมพ์ใน National Geographic ในครั้งนี้ นิตยสาร National Geographic อุทิศเนื้อที่ถึง 27 หน้าตีพิมพ์ภาพถ่ายและสารคดีเรื่อง “The Coronation of His Majesty King Maha-Vajiravudh of Siam” ในนิตยสารฉบับเดือนเมษายน 1912 ลองไปชมบรรยากาศ ภาพเก่าเมืองไทย ที่หาดูได้ยากชุดนี้ ผู้เขียนบรรยายเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดลออ ตั้งแต่พระราชพิธีก่อนวันบรมราชาภิเษก เช่น การเสกน้ำสำหรับถวายเป็นน้ำอภิเษกและสรงมุรธาภิเษกภายในพระอุโบสถ […]

การปฏิวัตินีโอลิทิค คืออะไร

ผู้หญิงกำลังใช้เคียวเก็บเกี่ยวธัญพืชใน Tras os Monte ในโปรตุเกส ภาพถ่ายโดย VOLKMAR K. WENTZEL, NAT GEO IMAGE COLLECTION การปฏิวัตินีโอลิทิคซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า การปฏิวัติเกษตรกรรม คือการเปลี่ยนจากการล่าสัตว์และหาของป่าไปสู่การทำเกษตรกรรม ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงมนุษยชาติไปตลอดกาล เชื่อกันว่า การปฏิวัตินีโอลิทิค (Neolithic) หรือ การปฏิวัติเกษตรกรรม เกิดขึ้นเมื่อราว 12,000 ปีก่อน มันเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างการสิ้นสุดของยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายกับการเริ่มต้นของสมัย (Epoch) ทางธรณีวิทยาที่ในยุคปัจจุบันคือโฮโลซีน (Holocene) การปฏิวัติในครั้งนี้เปลี่ยนแปลงการกินอยู่ และการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ไปตลอดกาล และได้เบิกทางสู่อารยธรรมมนุษย์สมัยใหม่ ในยุคนีโอลิทิค นักล่าหาของป่า (Hunter-Gatheres) เร่ร่อนอยู่ตามธรรมชาติเพื่อตามล่าและหาอาหาร แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น นักล่าอาหารกลายเป็นเกษตรกร และเปลี่ยนแปลงจากวิถีชีวิตนักล่าหาของป่ามาอยู่เป็นหลักเป็นแหล่งมากขึ้น สาเหตุของการตั้งรกราก แม้ว่าช่วงเวลาและสาเหตุที่แน่นอนของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เคยเป็นมาจะยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ โดยมีการคาดเดาว่าการเพาะปลูกของมนุษย์เกิดขึ้นครั้งแรกในบริเวณพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ (Fertile Crescent หรือบริเวณเมโสโปเตเมีย) ในแถบตะวันออกกลาง อันเป็นบริเวณที่ผู้คนหลายกลุ่มพัฒนาการเกษตรตามแบบของตัวเอง จึงเป็นไปได้ว่า “การปฏิวัติเกษตรกรรม” เป็นการปฏิวัติที่มีการพัฒนาในตัวเองอยู่หลายครั้ง มีหลายสมมติฐานที่ให้คำตอบว่าเหตุใดมนุษย์จึงหยุดเร่ร่อนเพื่อหาอาหารและเริ่มเพาะปลูก ความกดดันทางประชากร (Population Pressure) อาจทำให้เกิดการแย่งชิงอาหารที่มากขึ้น […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.