9 ต้นไม้ในตำนานแห่งความทรงจำทั่วโลก - National Geographic Thailand

9 ต้นไม้ในตำนานแห่งความทรงจำทั่วโลก

ต้นไม้ ทุกต้นบอกเล่าเรื่องราว แม้บางเรื่องอาจสะเทือนอารมณ์เกินพรรณนา ทั้งยังเก็บรักษาความทรงจำ โอบอุ้มความเชื่อ และเป็นอนุสรณ์ความเศร้า

ต้นไม้ สร้างแรงบันดาลใจที่โด่งดังที่สุดเห็นจะไม่พ้นต้นแอ๊ปเปิ้ลในสวนผลไม้ที่มณฑลลิงคอล์นเชียร์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งเล่าขานกันว่า ในปี 1666 แอ๊ปเปิ้ลผลหนึ่งร่วงหล่นจากต้น และกระตุ้นให้ชายหนุ่มนามไอแซก นิวตัน สงสัยว่า ทำไมแอ๊ปเปิ้ลถึงร่วงในแนวดิ่งลงสู่พื้นดินเสมอ

ต้นฉบับลายมือสมัยศตวรรษที่สิบแปดบอกเล่าเรื่องราวของต้นไม้ต้นนี้ว่า นิวตันซึ่งเดินทางกลับบ้านจากเคมบริดจ์ (หลังกาฬโรคระบาดทำให้ต้องปิดมหาวิทยาลัย) เดินเข้าไปในสวนและครุ่นคิดใคร่ครวญ วิลเลียม สตูกลีย์ เพื่อนและนักเขียนชีวประวัติของเขา บรรยายไว้ว่า “ความคิดเรื่องแรงโน้มถ่วงผ่านเข้ามาในหัว…จากการร่วงสู่พื้นของผลแอ๊ปเปิ้ล ขณะที่เขานั่งนึกตรึกตรองอยู่”

นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งการหยั่งรู้ครั้งแรกที่เกี่ยวพันกับต้นไม้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ขณะประทับใต้ต้นโพธิ์มิใช่หรือ

ต้นไม้เป็นที่เก็บความทรงจำของธรรมชาติ กระทั่งในระดับโมเลกุล เบนจามิน สเวตต์ ผู้เขียนหนังสือ นิวยอร์ก นครแห่งแมกไม้ (New York City of Trees) กล่าวในการสัมภาษณ์ทางวิทยุว่า “เนื้อไม้ในแต่ละชั้นของวงปีประกอบด้วยอากาศบางส่วนของปีนั้นๆ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นคาร์บอน และนั่นเองที่ทำให้ต้นไม้บันทึกเรื่องราวปีแล้วปีเล่าของเมืองเอาไว้ในเชิงกายภาพ”

ทว่าความทรงจำบางอย่างกลับทำให้หัวใจรานร้าว เฉกเช่นที่ถ่ายทอดผ่านต้นเชสต์นัตซึ่งยืนต้นอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งในกรุงอัมสเตอร์ดัม ที่ซึ่งเด็กหญิงนามอันเนอ ฟรังค์ (หรือแอนน์ แฟรงค์) และครอบครัวหลบซ่อนตัวจากพวกนาซี จากหน้าต่างห้องใต้หลังคาเพียงบานเดียวที่ไม่ถูกปิดตาย อันเนอมองเห็นต้นไม้ซึ่งช่วยบ่งบอกฤดูกาลที่ผันผ่าน ก่อนที่ตำรวจลับเกสตาโปจะจับกุมเธอและครอบครัวไปในวันที่ 4 สิงหาคม ปี 1944

หลายปีต่อมา หลังจากได้อ่านสมุดบันทึกของลูกสาว พ่อของอันเนอเอ่ยปากว่า “ผมไม่เคยรู้เลยว่า การได้เห็นเศษเสี้ยวของท้องฟ้าสีครามมีความหมายกับอันเนอมากแค่ไหน…และเชสต์นัตต้นนั้นสำคัญกับลูกมากเพียงใด”

ความทรงจำบางเรื่องเป็นที่รับรู้ของคนหมู่มาก เฉกเช่นเรื่องราวความไร้เดียงสาและความสูญเสียซึ่งแฝงเร้นอยู่ในต้นไม้แห่งการรู้ดีรู้ชั่ว ณ สวนสวรรค์อีเดน ต้นไม้ต้นนี้ออกผลเป็นแอ๊ปเปิ้ลแห่งการล่อลวง และการกินผลไม้ต้องห้ามนั้นจะนำไปสู่ผลลัพธ์อันเจ็บปวด

หากด้านมืดของความเป็นมนุษย์ถือกำเนิดจากใต้ต้นไม้แล้วไซร้ ก็คงเหมาะสมแล้วที่ร่มไม้เขียวขจีช่วยปลอบประโลมใจมนุษย์ได้เช่นกัน ดังเช่นต้นเอล์มอเมริกันต้นหนึ่งในเมืองโอคลาโฮมาซิตี ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 9 เมษายน ปี 1995 เหตุระเบิดที่วางแผนและก่อการโดยทิโมที แมกเว ทหารผ่านศึกผู้ต่อต้านรัฐบาล ถล่มอาคารอัลเฟรด พี. เมอร์ราห์ สูงเก้าชั้นของรัฐบาลกลางในย่านใจกลางเมือง และคร่าชีวิตผู้คน 168 คน

แรงระเบิดเผาไหม้ลำต้น ทำให้ใบร่วงหล่นจนหมดสิ้น พร้อมฝังสะเก็ดและเศษซากลงในเนื้อไม้ของต้นเอล์มสูง 10 เมตรที่เติบโตในลานจอดรถใกล้เคียง ทุกวันนี้ “ต้นไม้ผู้รอดชีวิต” ไม่เพียงเป็นจุดเด่นของพิพิธภัณฑ์และอนุสรณ์สถานแห่งชาติโอคลาโฮมาซิตี แต่ยังช่วยปลอบประโลมใจคนอย่างดอริส โจนส์ ผู้สูญเสียแคร์รี แอนน์ เลนซ์ ลูกสาววัย 26 ปีที่กำลังตั้งครรภ์ไปในเหตุระเบิดครั้งนั้น เธอบอกว่า “ฉันรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้เห็นต้นเอล์มค่ะ มันเป็นสิ่งดีๆที่รอดพ้นเหตุการณ์เลวร้ายมาได้”

1. ต้นสนบริสเซิลโคนไพน์, ป่าแห่งชาติอินโย, แคลิฟอร์เนีย

ต้นไม้
เอดมันด์ ชุลแมน นักวิทยาศาสตร์ผู้เชื่อมั่นว่า วงปีต้นไม้เผยประวัติภูมิอากาศโลกได้ ใช้เวลาช่วงฤดูร้อนหลายปี ในภูมิภาคแถบตะวันตกของสหรัฐฯ เพื่อเสาะหาตัวอย่างต้นไม้อายุมากที่สุดที่ยังยืนต้นอยู่ เมื่อปี 1957 ชุลแมน ค้นพบเมทูเซลาห์ สนบริสเซิลโคนไพน์ที่มีวงปี 4,789 วง นักวิจัยค้นพบสนที่น่าตื่นตาตื่นใจอีกต้นในรัฐเนวาดา แต่การเจาะแก่นเพื่อตรวจหาอายุไม่ประสบผลเพราะสว่านหัก จึงตัดสินใจโค่นมันลงและพบว่ามีวงปีถึง 4,862 วง เท่ากับว่าพวกเขาได้โค่นต้นไม้อายุยืนที่สุดไปแล้วโดยไม่ตั้งใจ

2. ต้นแปะก๊วยขอลูก, โตเกียว, ญี่ปุ่น

ต้นไม้
ตามประเพณีเชื่อกันว่า ต้นแปะก๊วยซึ่งยืนต้นอยู่ในสวนของวัดโซะชิงะยะคิชิโมะจินในกรุงโตเกียว ช่วยให้ผู้มาขอพรมีลูกได้ดังหวัง แม้เทพธิดาคิชิโมะจินจะเป็นผู้พิทักษ์เด็ก แต่เรื่องราวความเป็นมากลับน่าสะพรึงกลัวไม่น้อยเพราะพระนางเลี้ยงดูลูกๆ ที่น่าจะมีจำนวนหลายพันคนด้วยการลักพาลูกของคนอื่นมาเป็นอาหาร เพื่อให้บทเรียนแก่พระนาง พระพุทธองค์จึงทรงซ่อนลูกคนหนึ่งของพระนางในบาตร เมื่อคิชิโมะจินวิงวอนต่อพระพุทธองค์ จึงทรงเทศนาถึงความทุกข์ทรมานที่พระนางก่อแก่ผู้อื่น ทำให้พระนางคิดได้และกลับใจปวารณาตนเพื่อปกป้องเด็กๆ ทุกคน

3. ต้นสะเดา, พาราณสี, อินเดีย

ต้นไม้
ทางตอนเหนือของอินเดีย ต้นสะเดาได้รับการขนานนามว่า ต้นไม้แห่งการเยียวยา และเป็นภาคหนึ่งของพระแม่ศีตลาเทวี สำหรับผู้คนในชุมชนรอบวัดนังฆันพีร์บาบาในเมืองพาราณสี ต้นสะเดาต้นนี้เป็นมากกว่านั้น ชายผู้หนึ่งเล่าให้เดวิด แฮเบอร์แมน ศาสตราจารย์ด้านศาสนาจากมหาวิทยาลัยอินดีแอนา ผู้บันทึกเรื่องราวเหล่านี้ ฟังว่า “ลูกชายผมคลอดก่อนกำหนดครับ… คุณหมอบอกว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน แต่ผมเฝ้าสวดขอพรจากสะเดาต้นนี้ และ…แกก็รอดมาได้” ต้นสะเดานี้ห่มสาหรีและใส่หน้ากากพระแม่เพื่อตอกยํ้าความเชื่อมโยงระหว่างพระแม่กับผู้สักการบูชา

4. ต้นแอ๊ปเปิ้ลของนิวตัน, ลิงคอล์นเชียร์, อังกฤษ

ต้นไม้
ผลแอ๊ปเปิ้ลที่หล่นจากต้นหน้าคฤหาสน์วูลส์ทอร์ป บ้านในวัยเด็กของเซอร์ไอแซก นิวตัน ไม่ได้หล่นใส่ศีรษะของเขาตามที่เล่าขานกัน หากร่วงสู่พื้นดิน กระนั้น รายงานที่ตีพิมพ์ในปี 1752 ยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่กระบวนการทางความคิดซึ่งท้ายที่สุดตกผลึกเป็นกฎแรงโน้มถ่วงสากล พายุได้พัดต้น “แรงโน้มถ่วง” ต้นเดิมโค่นลงเมื่อราวปี 1820 แต่รากยังคงฝังอยู่และงอกใหม่เป็นต้นแอ๊ปเปิ้ลดังในภาพ

นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งการหยั่งรู้ครั้งแรกที่เกี่ยวพันกับต้นไม้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ขณะประทับใต้ต้นโพธิ์มิใช่หรือ

5. ต้นสนมอนเทซูมาไซเปรส, ซานตามารีอาเดลตูเล, โออาซากา, เม็กซิโก

ต้นไม้
นักเรียนชั้นประถมหกจากโรงเรียนโกเลเคียวโมโตลีนีอาเดอันเตเกรา เข้าแถวหน้ากระดานหน้าต้นสนมอนเทซูมาไซเปรส ที่รู้จักกันในนามเอลอาร์บอลเดลตูเล ลำต้นซึ่งมีขนาดเส้นรอบวง 36 เมตรและเส้นผ่านศูนย์กลางราว 11.5 เมตรช่วยประคองเรือนยอดที่แผ่กว้างเกือบเท่าสนามเทนนิสสองสนาม ในทศวรรษ 1990 รัฐบาลเม็กซิโกเปลี่ยนเส้นทางทางหลวงสายแพน-อเมริกา และอนุมัติงบประมาณในการขุดบ่อนํ้าสำหรับใช้หล่อเลี้ยงต้นสนไซเปรสนี้ เพื่อบรรเทาความเสียหายที่เกิดจากควันท่อไอเสียและระดับนํ้าใต้ดินที่ลดตํ่าลง

6. ต้นเบาบับ, ดาร์บี, ออสเตรเลีย

ต้นไม้
ต้นเบาบับในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียต้นนี้เป็นที่รู้จักในนามต้นไม้คุกแห่งดาร์บี ซึ่งคริสติน ฮาร์แมน นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย และเอลิซาเบท แกรนต์ นักมานุษยวิทยาสถาปัตย์จากมหาวิทยาลัยแอดิเลด เห็นว่าผิดถนัด แม้จะเล่าลือกันว่า ต้นไม้นี้เป็นที่คุมขังหรือพื้นที่กักกันนักโทษชาวอะบอริจินระหว่างขนย้ายไปดาร์บี ทั้งฮาร์แมนและแกรนต์แย้งว่า เรื่องเล่าดังกล่าวเป็น “ความจงใจที่จะนำเสนอต้นเบาบับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวซึ่งมีประวัติด้านมืด เพื่อแสดงถึงชัยชนะที่นักล่าอาณานิคมมีเหนือชาวอะบอริจิน”

หากด้านมืดของความเป็นมนุษย์ถือกำเนิดจากใต้ต้นไม้ เฉกเช่นต้นไม้แห่งการรู้ดีรู้ชั่ว ณ สวนสวรรค์อีเดน… ก็คงเหมาะสมแล้วที่ร่มไม้เขียวขจีช่วยปลอบประโลมใจมนุษย์ได้เช่นกัน

7.ต้นแพร์ “ผู้รอดชีวิต” อนุสรณ์สถาน 9/11 นิวยอร์กซิตี, นิวยอร์ก

ต้นไม้
หลังเหตุก่อการร้าย 9/11 ทำลายตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์สูง 110 ชั้นในย่านโลเวอร์แมนแฮตตันจนเหลือเพียงซากเศษเหล็ก หลังจากวันแห่งควันดำทะมึนและเถ้าถ่านอันน่าสะพรึงกลัว หลังจากการสูญเสียชีวิตผู้คน 2,753 คน สิ่งมีชีวิตสุดท้ายที่ถูกดึงออกจากซากปรักคือต้นแพร์แคลเลอรีที่กลายมาเป็นแบบอย่างของพฤกษาแห่งความอาดูร (บนและล่าง) ทว่าแฝงไว้ซึ่งความสามารถในการหยัดยืนอีกครั้ง ต้นแพร์ต้นนี้ถูกเพลิงเผาไหม้เกรียมด้านหนึ่งซึ่งเป็นด้านที่ผู้ออกแบบเลือกให้หันออกสู่ทางเดินหลักที่ผู้มาเยี่ยมชมใช้ “เพื่อให้พวกเขาได้เห็นห้วงเวลาที่โลกเปลี่ยนไปครับ” โรนัลโด เวกา อดีตผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบอาวุโสของอนุสรณ์สถาน ให้เหตุผล

ต้นไม้

8. ต้นเควกกิงแอสเพน, ป่าแห่งชาติฟิชเลก, ยูทาห์

ต้นไม้
ต้นเควกกิงแอสเพนชื่อ “แพนโด” ซึ่งประกอบด้วยลำต้น 47,000 ต้น ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 270 ไร่ และมีนํ้าหนักรวมกันราว 5.9 ล้านกิโลกรัมนี้ ถือเป็นสิ่งมีชีวิตเดี่ยวที่อาจถือกำเนิดขึ้นเมื่อหลายหมื่นปีก่อนจากเมล็ดพันธุ์เควกกิงแอสเพนเมล็ดเดียว และแพร่พันธุ์ด้วยการแตกหน่อจากระบบรากที่ขยายตัวต่อเนื่อง (คำว่าแพนโดในภาษาละตินแปลว่า “แพร่กระจาย”) แต่ละลำต้นมีเอกลักษณ์ทางพันธุกรรมเหมือนกันทุกประการ และมีอายุไม่เกิน 150 ปี แต่ระบบรากอาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่อายุยืนที่สุดในโลก

9. ต้นมะม่วง, นาอุนเด, โมซัมบิก

ต้นไม้
ต้นมะม่วงในเมืองนาอุนเด ประเทศโมซัมบิก ให้มากกว่าแค่ร่มเงา เช่นเดียวกับต้นไม้ที่ได้รับการขนานนามว่า “รุกขชาติแห่งการสานเสวนา” อื่นๆ มะม่วงต้นนี้เป็นสถานที่สำหรับการบอกเล่าเรื่องราวตามประเพณี จัดพิธีกรรม และการวางระเบียบชุมชน โคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติผู้ล่วงลับ จากประเทศกานา บันทึกไว้ว่านี่คือ “สถานที่แห่งการพบปะสนทนา แสวงหาการประนีประนอมและระงับข้อพิพาท เพื่อก้าวข้ามความแตกต่างและฟูมฟักความสามัคคี หากเรามีปัญหาและหาทางออกไม่ได้ เราก็จะมาพบกันอีกในวันพรุ่งนี้และสนทนากันต่อไป”

เรื่อง แคที นิวแมน

ภาพถ่าย ไดแอน คุก และเลน เจนเชล


อ่านเพิ่มเติม ค้นพบต้นไม้เก่าแก่ที่สุดในยุโรป และยังคงเติบโตอยู่

เรื่องแนะนำ

คนรุ่นใหม่ไฮเทคแห่งแอฟริกา

คนรุ่นใหม่ไฮเทคแห่งแอฟริกา วันหนึ่งเมื่อปี 2004 ที่หมู่บ้านเกษตรกรรมเอ็นจิเนียร์ในเคนยา ซึ่งได้ชื่อนี้มาเพราะเคยมีคนอังกฤษเปิดร้านซ่อมเครื่องยนต์กลไกที่นั่น เด็กชายร่างผอมบางผู้มีสายตาสั้นเดินผ่านร้านรับพิมพ์งานแห่งเดียวในหมู่บ้านและเห็นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน นั่นคือคอมพิวเตอร์ เด็กชายยืนข้างเครื่องที่ส่งเสียงหึ่งๆ สายตาจับจ้องไปที่คำและตัวเลขบนกระดาษที่ส่งผ่านจากคอมพิวเตอร์ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ปีเตอร์ คารีอูคี เด็กชายซึ่งเพิ่งย่างเข้าวัยรุ่นได้ค้นพบอนาคตของตนเอง พ่อแม่ของปีเตอร์ซึ่งปลูกกะหล่ำและมันฝรั่งพอยังชีพ  เริ่มกังวลว่าลูกของตนไปขลุกอยู่ที่ร้านพิมพ์งานนานเกินไปไม่มีชาวบ้านเอ็นจิเนียร์คนใดเข้าถึงอินเทอร์เน็ต แม้แต่บ้านที่มีไฟฟ้าใช้ก็มีอยู่ไม่กี่หลัง การเฟื่องฟูของธุรกิจเทคโนโลยีคือแนวคิดอันไกลห่าง  กระนั้น ปีเตอร์ก็ติดใจเสียแล้ว  เมื่อคะแนนสูงลิ่วในระดับประถมศึกษาส่งให้เขาเข้าโรงเรียนมาเซโนอันทรงเกียรติ (ซึ่งมีศิษย์เก่าอย่างบิดาของบารัก โอบามา) ครูให้เขาถือกุญแจห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ซึ่งปีเตอร์จะเข้าไปนั่งเขียนโปรแกรมทั้งคืน พอถึงปี 2010 พ่อมดคอมพิวเตอร์วัย 18 ปีก็เดินทางไปกรุงคิกาลี เมืองหลวงของรวันดา  เขาได้งานออกแบบระบบออกตั๋วอัตโนมัติให้ระบบรถโดยสารประจำทางของที่นั่น  ถึงแม้คิกาลีจะเป็นหนึ่งในเมืองที่สะอาดและปลอดอาชญากรรมที่สุดในแอฟริกา ทว่าระบบขนส่งมวลชนกลับไม่หนีประเทศอื่นๆ  รถประจำทาง (ที่จริงเป็นเพียงรถตู้) ไม่ตรงเวลา  แน่นเป็นปลากระป๋องและช้ายังกับเต่าคลาน  คนเดินทางส่วนใหญ่พึ่งจักรยานยนต์รับจ้างซึ่งขึ้นชื่อเรื่องขับขี่หวาดเสียว อันที่จริงในภูมิภาคซับสะฮาราของแอฟริกา อุบัติเหตุบนท้องถนนคือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ไล่ตามเอดส์และมาลาเรียมาติดๆ และสถิติของตำรวจที่คาริอูคีเห็นก็บ่งชี้ว่า  อุบัติเหตุบนท้องถนนราวร้อยละ 80 ในคิกาลีเกี่ยวข้องกับจักรยานยนต์ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ทำให้  คาริอูคีกับรูมเมตชื่อ บาร์เร็ตต์ แนช เพื่อนร่วมอุดมการณ์สตาร์ท-อัปจากแคนาดา  จับมือกัน หลังปิดคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปในตอนเย็น คาริอูคีกับแนชจะเดินผ่านย่านเริงรมย์ของคิกาลีไปยังบาร์กลางแจ้งเพื่อนั่งดื่มเบียร์  พลางครุ่นคิดหาคำตอบของคำถามพื้นฐานว่า พวกเขาจะจัดหาบริการจักรยานยนต์รับจ้างที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ […]

ไอ้ไข่ ตำนานสิ่งศักดิ์สิทธิ์แดนใต้ กลายเป็นปรากฏการณ์การท่องเที่ยวได้อย่างไร

ผู้มาเยี่ยมชมวัดเจดีย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ทางภาคใต้ของประเทศไทย บริจาครูปปั้นไก่จำนวนนับไม่ถ้วน เพื่อเป็นเกียรติแก่ “ไอ้ไข่” ตำนานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอลวิญญาณของเด็กชาย ที่เชื่อกันว่าจะนำพาความโชคดีมาให้ ภาพถ่ายโดย AMANDA MUSTARD, NATIONAL GEOGRAPHIC ผู้คนนับหมื่นแห่เดินทางไปยังวัดเจดีย์ ที่ตั้งรูปปั้น ไอ้ไข่ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อแสวงหาความหวังและโชคลาภในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เมื่อการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสส่งผลให้ต้องปิดพรมแดนระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ของไทยต้องหยุดชะงัก คิดเป็นสัดส่วนมูลค่ามากกว่าร้อยละ 20 ของ GDP ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน คำบอกเล่าแพร่กระจายออกไปว่าวิญญาณของรูปปั้นสมัยศตวรรษที่ 18 ในภาคใต้ของประเทศไทย ที่เรียกว่า “ไอ้ไข่” ได้ให้โชคแก่หญิงคนหนึ่งที่มาสักการะจนเธอถูกรางวัลลอตเตอรี หลังจากนั้นหญิงคนดังกล่าวกลายเป็นที่รู้จัก เธอจึงเปิดเผยถึงความมั่งคั่งและความสำเร็จที่เธอได้รับมาจากการสักการะไอ้ไข่ ในไม่ช้าวัดเจดีย์ ที่มีรูปปั้นไอ้ไข่ ก็กลายเป็นสถานที่ในการแสวงหาสิ่งที่ปรารถนาและโชคลาภของคนไทย สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย วิญญาณถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและยังถูกมองว่าเป็นประตูสู่ความมั่งคั่งหรือการปกปักรักษาอีกด้วย “ถ้าคุณพิจารณาแนวความคิดทางศาสนาที่เป็นที่นิยมของไทย ความเชื่อเรื่องผีและวิญญาณนั้นมีปฏิสัมพันธ์กับคุณในชีวิตประจำวัน” ดร.ประกีรติ สัตสุต อาจารย์ประจำคณะมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าว “เมื่อคุณไปตลาดคุณจะเห็นศาลเจ้าที่ตั้งไว้ประจำอาณาเขต หรือในร้านค้าที่มีนางกวักไว้นำโชค คุณสามารถใช้วัตถุเหล่านี้เพื่อเก็บเกี่ยวโชคลาภ ความมั่งคั่ง หรือบรรลุเป้าหมายของคุณในโลกนี้ ซึ่งหมายความว่า จะต้องมีการสื่อสารและความสัมพันธ์กันบางอย่าง” เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาทำให้เกิดสภาวะกดดันทางสังคมและการเงินอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณนี้จึงกลายเป็นแหล่งยึดเหนี่ยวสำหรับคนไทยจำนวนมาก จนทำให้ไอ้ไข่ ซึ่งเคยเป็นที่รู้จักแค่กับคนในท้องถิ่น แต่ตอนนี้กลายเป็นสถานที่ซึ่งยินดีต้อนรับผู้เลื่อมใสหลายพันคนต่อวัน […]

สถิติคลื่นการอพยพย้ายถิ่นของชาวโลก

คาราวาน ผู้อพยพ ชาวเอลซัลวาดอร์ข้ามแม่น้ำซูเชียเต (Suchiate River) ที่แบ่งพรหมแดนของประเทศกัวเตมาลาและเม็กซิโก เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของเม็กซิโกปฏิเสธคำขอร้องเข้าประเทศเป็นหมู่คณะ เนื่องจากพวกเขาจะมุ่งหน้าที่ชายแดนทางตอนเหนือที่ติดกับสหรัฐอเมริกา ภาพถ่ายโดย MOISES SAMAN, MAGNUM PHOTOS/NATIONAL GEOGRAPHIC นี่คือสถิติของ ผู้อพยพ ย้ายถิ่นฐานของผู้คนบนโลกปัจจุบัน ทั้งประเทศที่มีประชากรอพยพไปนอกประเทศมากที่สุด และประเทศที่เปิดรับผู้อพยพมากที่สุด กระแสเข้าออกของผู้คนข้ามแนวพรมแดนกำหนดประวัติศาสตร์โลกมาช้านาน ข้อมูลการอพยพย้ายถิ่นระหว่างประเทศในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ช่วยให้เราเข้าใจว่า เพราะเหตุใดผู้คนจึงเลือกที่จะทิ้งบ้านเมืองของตน และพวกเขามุ่งหน้าไปไหน ผู้อพยพเหล่านี้ไม่ถึงร้อยละสิบถูกบีบให้ต้องหนีจากภัยร้าย ส่วนใหญ่ต้องการแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า และจะโยกย้ายถิ่นฐานเมื่อมีเงินมากพอ การอพยพย้ายถิ่นทั้งโลกมีจำนวนไม่ถึง 100 ล้านคนในทศวรรษ 1960 และแม้ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนแต่นั้นมา ผู้อพยพย้ายถิ่นยังคงมีจำนวนเพียงเสี้ยวเดียวของประชากร 7,600 ล้านคนของโลกในปัจจุบัน 258 ล้านคือจำนวนผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่นอกประเทศบ้านเกิดของตนในปี 2017 ร้อยละ 3 ของผู้คนทั่วโลกเป็นผู้อพยพย้ายถิ่น ตัวเลขนี้คงที่อยู่เป็นเวลา 50 ปี ความยากจนรั้งให้อยู่กับที่ เงินตราช่วยให้การโยกย้ายเกิดขึ้นได้ บังกลาเทศ ผู้คนนับล้านหนีตาย จากความขัดแย้งในทศวรรษ 1970 และในทศวรรษ 1980 อีกนับล้านเริ่มออกไปทำงานในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย […]

รายากับมังกรตัวสุดท้าย : ดิสนีย์นำเสนอความเป็นอาเซียนในแอนิเมชันอย่างไร

เป็นครั้งแรกที่ดิสนีย์ได้นำเสนอเรื่องราวของตัวละครเจ้าหญิงจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่าน รายา กับมังกรตัวสุดท้าย ทว่า ภาพยนตร์เรื่องสามารถแสดงออกถึงวัฒนธรรมจากภูมิภาคนี้ได้ดีเพียงใด เรื่องราวในดินแดนจินตนาการ การต่อสู้ฝ่าฝันอุปสรรคของตัวละครเอก เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ปรารถนาในจิตใจ คือสูตรสำเร็จในการเล่าเรื่องของภาพยนตร์จากดิสนีย์หลายต่อหลายเรื่องด้วยกัน บ่อยครั้งเช่นเดียวกันที่ดินแดนในจินตนาการเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมาจากภูมิภาคหรือประเทศที่ใกล้เคียงกับโลกความเป็นจริงอย่าง ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้  (Moana) ที่เชื่อว่านำมาต้นแบบมาจากประเทศแถบหมู่เกาะในเขตโอเชียเนีย มหาสมุทรแปซิฟิก อะลาดิน จากภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือมู่หลาน ที่เชื่อว่าเป็นวีรสตรีต้นแบบจากประเทศจีนยุคโบราณ และหลังจากในรอบ 90 ปี การก่อตั้งสตูดิโอ ดิสนีย์ได้สร้างภาพยนตร์แอนิเมชันที่นำฉากหลังจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรก นั่นคือภาพยนตร์เรื่อง  รายากับมังกรตัวสุดท้าย (Raya and the Last Dragon)  ที่ทางทีมผู้สร้างกล่าวว่าได้รับแรงบันดาลใจจากการได้เดินทางไปในภูมิภาคดังกล่าว รายากับมังกรตัวสุดท้าย เล่าเรื่องถึงนครสมมติที่ชื่อว่า คูมันตรา ที่ครั้งหนึ่งเป็นนครที่ทั้งมนุษย์และมังกรอยู่ร่วมกันเมื่อ 500 ปีก่อน โดยมังกรเป็นผู้ดูแลและดลบันดาลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์บนโลก จนกระทั่งมีปีศาจที่ชื่อว่า ‘ดรูน’ ที่มีลักษณะคล้ายหมอกควันเข้ามาทำร้ายมนุษย์ ทำให้เผ่าพันธุ์มังกรต้องเสียสละตัวเองเพื่อปกป้องมนุษย์และโลกใบนี้ไว้ ทิ้งไว้เพียงอัญมณีมังกร สิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนแห่งพลังจากมังกรที่คอยปกปักโลกนี้เอาไว้เบื้องหลัง แต่ตามตำนาน ยังมีมังกรตัวสุดท้ายที่ชื่อว่า ซิซู ที่ยังคงหลับใหลและซ่อนตัวอยู่หลังจากเหตุการณ์เสียสละของเผ่าพันธุ์ครั้งนั้น ทว่าหลังจากนั้น ผู้คนในนครคูมันตราเกิดความขัดแย้งจนต้องแตกตัวเองออกเป็น 5 เผ่าใหญ่ และมีการแย่งชิงอัญมณีดังกล่าวซึ่งถูกเก็บรักษาไว้โดยเจ้าเมืองเบญจา เจ้าเมืองผู้มีความฝันว่าต้องการรวมผู้คนจาก 5 […]