ความตาย : สารพัดวิธีลาโลกให้เป็นที่จดจำ - National Geographic Thailand

ความตาย : สารพัดวิธีลาโลกให้เป็นที่จดจำ

ความตาย : สารพัดวิธีลาโลกให้เป็นที่จดจำ

เราสร้างอนุสรณ์ถึงผู้วายชนม์ตามเทคโนโลยีแห่งยุคสมัย ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดอันสุดแสนไฮเทค มีวิธีประหลาดมากมายให้เลือก ต่อไปนี้คือส่วนหนึ่งของทางเลือก ความตาย หากคุณอยากเป็นที่จดจำ

ลอดประวัติศาสตร์ ผู้คนคิดค้นวิธีวิจิตรพิสดารต่างๆ เพื่อเก็บผู้ล่วงลับไว้ในความทรงจำ เช่น เหล่าพีระมิดแห่งอียิปต์  สุสานแบบ กอทิกของยุโรป หรือทัชมาฮาลในอินเดีย  สิ่งที่ผู้เศร้าโศกบางคนคิดว่ามีความหมาย คนอื่นอาจบอกว่าน่าขนลุก  ย้อนหลังไปในศตวรรษที่สิบเก้าของยุโรปและอเมริกา “ภาพถ่ายแห่ง ความตาย” (death photography) แสดงภาพผู้ล่วงลับในท่าทางที่เหมือนมีชีวิต  ส่วนพิธีศพของพุทธศาสนาแบบทิเบตที่รู้จักกันในนาม “พิธีศพแห่งเวหา” (sky burial)  ศพของผู้ตายจะถูกวางไว้ให้เป็นอาหารของฝูงแร้ง

แนวคิดเกี่ยวกับการให้เกียรติผู้ตายเกิดจากเหตุปัจจัยหลายประการ เช่น วัฒนธรรม ประเพณี ภูมิศาสตร์ ศาสนา  ทว่าแนวคิดเป็นเรื่องหนึ่ง  วิธีปฏิบัตินั้นเป็นอีกเรื่อง  ในทุกยุคสมัย เทคโนโลยีเท่าที่มีเป็นตัวกำหนดทางเลือกหลากหลายเพื่อรำลึกถึงผู้วายชนม์

จุดบรรจบระหว่างความตายกับเทคโนโลยีเป็นทางแยกที่พลุกพล่านตลอดมา  และในช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดนี้ก็ยิ่งน่าสนใจขึ้นทุกที  ความที่ผมเขียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเลี้ยงชีพ ผมจึงอ้อยอิ่งอยู่ตามทางแยกเหล่านี้เพื่อสังเกตการณ์นวัตกรรมต่างๆ เช่น อนุสรณ์แบบดิจิทัลบนโซเชียลมีเดีย ทางเลือกการฝังอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และแม้แต่ป้ายหลุมศพแบบอินเตอร์แอคทีฟ

ในบรรดาทางเลือกสุดไฮเทคสำหรับผู้ล่วงลับยุคใหม่ มีทางเลือกหนึ่งที่โดดเด่นด้วยความพิลึกอย่างแท้จริง  ด้วยความก้าวหน้าอันน่าทึ่งของวิศวอุตสาหกรรม ปัจจุบัน เราสามารถสังเคราะห์แรงทางธรณีอันทรงพลังเพื่อกำหนดชะตากรรมสุดท้ายบนโลกใบนี้ของเรา  มันฟังดูไม่มีเหตุผล สุดขั้ว และมหัศจรรย์ กล่าวคือ เราสามารถเปลี่ยนอัฐิอันไม่จีรังของเราให้กลายเป็นเพชรได้ เพชรของจริง

ด้วยเครื่องจักรสุดไฮเทค วิศวกรสามารถเปลี่ยนคาร์บอนในเถ้าอัฐิมนุษย์ให้กลายเป็นเพชรที่เหมือนกับเพชรในธรรมชาติ ทั้งในแง่กายภาพและคุณสมบัติทางเคมี

ความตาย
คริสทินา มาโทยา อายุ 18 ปี  ตอนที่ผู้เป็นพ่อถึงแก่กรรม  สิบปีถัดมา เธอกับคุณแม่นำเถ้าอัฐิของเขามาเปลี่ยนรูปให้เป็นเพชรครึ่งกะรัต “ทุกครั้งที่ฉันเอาเพชรแห่งความทรงจำให้คนอื่นดู ฉันต้องคุยเรื่องพ่อทุกทีค่ะ” มาโทยา  ตัวแทนบริษัททำเพชร อัลกอร์ดานซา ในสหรัฐฯ บอก

หลายบริษัททั่วโลก กำลังเสนอบริการแก่บรรดาครอบครัวที่มีแนวคิดและทรัพยากรในการรำลึกถึงผู้เป็นที่รักด้วยวิธีการอันยืนยงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  อัลกอร์ดานซา บริษัทสัญชาติสวิสก็เป็นหนึ่งในนั้น

ด้วยเครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรมหนักสุดไฮเทค เหล่าวิศวกรสามารถเปลี่ยนคาร์บอนในเถ้าอัฐิมนุษย์ให้กลายเป็นเพชรที่เหมือนกับเพชรในธรรมชาติ ทั้งในแง่กายภาพและคุณสมบัติทางเคมีอย่างไม่ผิดเพี้ยน กระบวนการทางธรณีวิทยาที่เคยใช้เวลานับร้อยล้านปี สามารถทำให้สำเร็จได้ในชั่วไม่กี่สัปดาห์

กระบวนการดำเนินไปดังนี้ ภายหลังพิธีเผาศพ  ครอบครัวผู้สูญเสียส่งเถ้าอัฐิ 500 กรัมไปยังห้องปฏิบัติการของอัลกอร์ดานซาในสวิตเซอร์แลนด์  ที่นั่น นักวิทยาศาสตร์นำเถ้าอัฐิไปสกัดธาตุคาร์บอนบริสุทธิ์และเอาสิ่งเจือปนอื่นๆออก (เถ้าอัฐิที่เหลือจะถูกส่งกลับ)  หลังจากนั้น อัลกอร์ดานซาจะใช้เครื่องมือเดียวกับที่แม่ธรณีใช้ในการทำเพชรก็คือ ความร้อนและแรงดัน

ขั้นต่อไป เถ้าอัฐิที่เป็นคาร์บอนจะถูกเปลี่ยนให้เป็นแกรไฟต์ ซึ่งเป็นอัญรูปของคาร์บอนที่อะตอมถูกอัดจนเป็นแผ่นบางแน่นและเสถียร  จากนั้น คาร์บอนจะถูกอบเป็นเวลานานในเครื่องจักรที่ใช้ความดันและอุณหภูมิสูงหรือเอชพีเอชที  (high-pressure, high-temperature: HPHT) อุณหภูมิที่ใช้อาจสูงถึงราว 1,300 องศาเซลเซียส (ลองเปรียบกับเตาหลอมเหล็กที่มีอุณหภูมิ 1,200 องศาเซลเซียส)

มาถึงเรื่องความดัน ภายในเครื่องเอชพีเอชที ใช้ระบบคิวบิกเพรสสร้างแรงดัน 60,000 บาร์ลงบนแกรไฟต์ซึ่งจะค่อยๆ เปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุล ทำให้คาร์บอนกลายเป็นเพชรบริสุทธิ์

เพื่อความชัดเจน เพชรเหล่านี้ไม่เพียงเหมือนกับเพชรธรรมชาติ แต่ยังเหมือนกันถึงระดับอะตอมด้วย อัญมณีที่ได้อาจถูกเก็บไว้ในรูปดั้งเดิม หรือจะตัดและเจียระไนโดยผู้เชี่ยวชาญของอัลกอร์ดานซาก็ได้

โดยทั่วไป กระบวนการทั้งหมด จากการรับเถ้าอัฐิถึงการจัดส่งเพชรขั้นสุดท้าย ใช้เวลาห้าถึงแปดเดือน  บริษัทสร้าง “เพชรแห่งความทรงจำ” ราว 1,000 เม็ดต่อปีและมีตัวแทนอยู่ใน 34 ประเทศ

อัลกอร์ดานซาเสนอแพกเกจราคาเริ่มต้นราว 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ คริสตินา มาโทยา ตัวแทนในสหรัฐฯ กล่าว  ส่วนเรื่องราคานั้น อาจไม่สุภาพที่จะถาม แต่ใครๆ ก็อยากรู้กันทั้งนั้นใช่ไหม

“ที่ผ่านมา เพชรเม็ดใหญ่ที่สุดที่อัลกอร์ดานซาเคยทำหนัก 1.76 กะรัตและเจียระไนเป็นรูปเหลี่ยมเกสร” มาโทยากล่าว “สนนราคาอยู่ที่ 38,000 เหรียญสหรัฐ”

ในขณะที่ฟิสิกส์ของเพชรแห่งความทรงจำนั้นน่าทึ่ง จากพันล้านปีสู่ช่วงไม่กี่สัปดาห์  ราคาอาจไกลเกินเอื้อมสำหรับเรา  แต่ความตายเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงและส่วนใหญ่ไม่น่าพึงประสงค์ แล้วไฉนยังต้องแพงอีกด้วยเล่า

แล้วบริษัทอีกแห่งหนึ่งก็ก้าวสู่ตลาดเล็กๆ สุดพิลึกนี้  บริษัทสตาร์ตอัปสัญชาติสเปนชื่อ ไบโอสเอิร์น  (Bios Urn) เสนอทางเลือกแห่งความทรงจำไฮเทคที่เราจ่ายไหวมากกว่า

ความตาย
ไบโอส์เอิร์น (บนและล่าง) นวัตกรรมจากบริษัทสตาร์ตอัปสัญชาติสเปน (ขอบคุณภาพถ่ายจาก www.biosurn.com)

ความตาย

ด้วยแอปในสมาร์ตโฟนกับโกศอินเทอร์แอคทีฟ บริษัทดังกล่าวชวนบรรดาครอบครัวที่โศกเศร้าเปลี่ยนผู้ล่วงลับอันเป็นที่รักให้กลายเป็นต้นไม้ในบ้าน  แคปซูลของอัฐิจะถูกวางไว้ที่ก้นภาชนะขนาดใหญ่ที่จะใช้ปลูกต้นกล้า  เมื่อต้นกล้าเติบโตขึ้นจะแผ่รากไปถึงอัฐิ  อุปกรณ์เซนเซอร์ “ไบโอสอินคิวบ์” ที่ติดตั้งภายในจะตรวจวัดอุณหภูมิ ความชื้น และสภาพดิน ตลอดจนรดน้ำและดูแลต้นอ่อนแห่งความทรงจำแบบอัตโนมัติ  ข้อมูลจะถูกส่งเข้าสมาร์ตโฟนทำให้ครอบครัวดูแลต้นอ่อนได้ระหว่างที่มันเติบโตเป็นต้นไม้

บริษัทดังกล่าวเสนอทางเลือกให้สองแบบ แบบแรกคือโกศย่อยสลายได้แบบธรรมดากับกระถางในราคา 145 ดอลลาร์สหรัฐ  ส่วนที่แพงกว่าจะเป็นแบบที่ทำงานร่วมกับตัวเซนเซอร์และแอป สนนราคาราว 700 ดอลลาร์สหรัฐ

แคนดี เค. คานน์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการไว้ทุกข์สมัยใหม่แถวหน้าคนหนึ่งของโลก เธอสอนศาสนาเปรียบเทียบอยู่ ที่มหาวิทยาลัยเบย์เลอร์ในเทกซัส คานน์บอกว่าในฐานะประเพณีการไว้ทุกข์ เพชรแห่งความทรงจำกับโกศอัจฉริยะต่างก็เป็นการผลิตซ้ำของประเพณีที่เก่าแก่กว่าเท่านั้น  ทั้งสองอย่างเกี่ยวข้องกับแนวคิดทางจิตวิทยาในการสืบเนื่องของสายสัมพันธ์

แนวคิดของการเก็บรักษาผู้ล่วงลับไว้ในชีวิตของเราไม่ว่าจะรูปแบบใดๆ นั้นดีต่อเรามากกว่าการตัดขาดอย่างสิ้นเชิง เช่น การฝังศพ  เพชรและโกศสะท้อนถึง “ความต้องการพิธีกรรมที่สืบเนื่องซึ่งเกี่ยวข้องและระลึกถึงบทบาทของการสูญเสียผู้วายชนม์” คานน์กล่าว “มันทำให้ผู้ที่ยังอยู่โศกเศร้าได้โดยไม่ต้องถูกบังคับให้ ‘ก้าวต่อไป’ หรือลืมผู้ตาย”

หากคุณสนใจดำเนินตามเส้นทางที่แสนแปลกประหลาดนี้ คานน์เสนอให้พิจารณาถึงความงามอย่างประหลาดของอัญมณีไว้ทุกข์สมัยวิกตอเรีย  “ผู้โศกเศร้าจะเก็บปอยผมของผู้ล่วงลับไว้ในอัญมณีสำหรับสวมใส่” เธอกล่าว “ผมที่ถูกถักด้วยการออกแบบที่ซับซ้อนจนเป็นแหวน เข็มประดับเสื้อ หรือเข็มกลัด ซึ่งมีเพียงเจ้าตัวที่รู้ที่มาของผมเหล่านั้น”

คานน์กล่าวว่าเครื่องประดับเหล่านั้นมีหน้าที่เดียวกับเพชรหรือโกศในปัจจุบัน รวมทั้งภาพถ่ายของความตายในยุคก่อน  เป็นเรื่องที่คนเราหันเข้าหาเทคโนโลยีในยุคนั้นๆ เพื่อรับมือกับความตายและการตาย  คนโรมันทำ คนเปอร์เซียก็ทำ ชาวมายาก็ด้วย  เราก็ทำเหมือนกันด้วยไมโครชิปที่ละเอียดอ่อนและเครื่องจักรขนาดใหญ่  เทคโนโลยีเปลี่ยนไปก็จริง แต่ประสบการณ์พื้นฐานของมนุษย์นั้นไม่เคยแปรเปลี่ยน

เนื่องจากผมยังพอมีเวลา (หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น) ผมวางแผนจะเลื่อนการตัดสินใจใดๆ ออกไปจนกระทั่งผมได้สำรวจทางเลือกในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดทั้งหมดของผม  ตอนนี้ผมเอนไปทางต้นไม้  มันชื่นใจมากกว่า และที่ผ่านมาผมก็นิยมความนิ่งสงบของพืชพรรณในฐานะทางเลือกของชีวิต

ส่วนเพชรที่ว่านั่น ท่าจะชอบแรงกดดันอย่างหนักหน่วง 

ความตาย
คอมพิวเตอร์จะมาแทนป้ายหลุมศพไหม แคที ทอร์นตัน คิดเรื่องความตายมาพักใหญ่แล้ว  ปีที่ผ่านมา นักประวัติศาสตร์สุสานผู้นี้สำรวจคำจารึกบนป้ายหลุมศพและวิจัย “ผู้อาศัย” ที่ถูกฝังอยู่ในสุสานเลกวูดในบ้านเกิดของเธอที่มินนีแอโพลิส   คนทั่วโลกกำลังตั้งคำถามว่า สุสานเป็นการใช้ที่ดินซึ่งนับวันมีแต่จะหายากอย่างยั่งยืนหรือไม่  “หากไม่ได้วางแผนมาก่อน เรื่องราวที่ถูกฝังในสุสานอาจสูญหายตลอดไป” ทอร์นตันว่า  แต่เทคโนโลยีกำลังเสนอทางออกให้  ทอร์นตันกำลังสำรวจว่า การกลายเป็นเมืองใหญ่ระดับโลกและกำเนิดของการจัดเก็บเอกสารแบบดิจิทัลกำลังเปลี่ยนแปลงแบบแผนในการรำลึกถึงผู้ตายหรือไม่ (ภาพถ่าย: แกรี เบิร์กส์, CITY OF LONDON CEMETERY AND  CREMATORIUM)

จากเถ้าสู่เถ้า: ทางเลือกอื่นๆ

เพชรแห่งความทรงจำ : เป็นเพียงหนึ่งในทางเลือกร่วมสมัยในกระบวนการจัดการเถ้าอัฐิจากพิธีศพ

ดนตรีไม่มีวันตาย : บริษัทแห่งหนึ่งในสหราชอาณาจักรจะอัดเถ้าอัฐิของผู้เป็นที่รักของคุณเข้าไปในแผ่นเสียงไวนิลที่สั่งทำขึ้นเฉพาะ

ใต้สมุทร : คนรักทะเลอาจวางแผนชีวิตหลังสิ้นใจกับบริษัทแห่งหนึ่งในฟลอริดาที่เปลี่ยนเถ้าอัฐิให้เป็นปะการังเทียมและแหล่งอาศัยสำหรับสัตว์ทะเล

สู่จักรวาล : บริษัทแห่งหนึ่งในเมืองฮิวสตัน รัฐเทกซัส จับมือกับบริษัทเที่ยวบินอวกาศเพื่อส่งเถ้าอัฐิขึ้นสู่วงโคจรไปดวงจันทร์ หรือไกลกว่านั้น  แต่แน่นอนว่า ราคาก็พุ่งสู่อวกาศด้วย

เรื่อง : เกลน แมคโดนัลด์

ภาพถ่าย: แดน วินเทอร์ส

อ่านสารคดีเรื่องอื่นๆ ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนพฤษภาคม 2562 


อ่านเพิ่มเติม

ความตายหาใช่การลาจาก ประเพณีแปลก เก็บศพไว้ในบ้าน

เรื่องแนะนำ

ในอาคารสงเคราะห์เหล่านี้ ทุกพื้นที่คือเวทีสร้างสรรค์

เรื่อง เจเรมี เบอร์ลิน ภาพถ่าย มาริอุช ยานิสเซฟสกี สีที่ผนังหลุดลอก พื้นเต็มไปด้วยคราบสกปรก ตาข่ายห่วงบาสเกตบอลขาดรุ่ย และดูเหมือนว่าไม่มีใครสนใจ เด็กๆ ยังคงหัวเราะสนุกสนานระหว่างเล่นเกม พวกผู้ชายงีบกลางวัน ส่วนบางคนส่งเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ที่ห้องโถง ในเมืองที่มีขึ้นชื่อว่ามีประชากรหนาแน่นที่สุดเมืองหนึ่ง ทุกชั้นของอาคารสงเคราะห์แห่งนี้เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา นี่คือสิ่งที่ มาริอุช ยานิสเซฟสกี ช่างภาพชาวโปแลนด์ค้นพบเมื่อเขาเดินทางมาเยี่ยมชมโครงการอาคารสงเคราะห์ของรัฐบาล ใน Barangay 128 ของเขตทอนโด ในกรุงมะนิลา เมื่อปีที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวก่อสร้างขึ้นในปี ช่วงทศวรรษ 1990 ใกล้กับภูเขาสโมกกี้ ที่ซึ่งครั้งหนึ่งสถานที่แห่งนี้เคยเป็นแหล่งทิ้งขยะปริมาณมากกว่า 2 ล้านตัน ปัจจุบันอาคารสงเคราะห์เหล่านี้ยังคงเป็นบ้านของบรรดาอดีตคนงาน ยานิสเซฟสกีเคยถ่ายสารคดีทั่วๆ ไป ในฟิลิปปินส์มาก่อน แต่คราวนี้เขามีเรื่องบางอย่างที่ค้างอยู่ในใจ “ผมอยากจะแสดงให้เห็นว่าชีวิตประจำวันในเมืองที่มีประชากรมหาศาลอย่างกรุงมะนิลา มันเป็นอย่างไร” เขากล่าว “และพวกเขาอยู่อาศัยกันอย่างไรในพื้นที่เปิดและตามบันได” ดังนั้นช่างภาพจึงไม่เลือกที่จะถ่ายภาพในหลากหลายมุม แต่เขากลับใช้วิธีการเฝ้ารออยู่ในมุมเดียวแทน เพื่อดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นเบื้องหน้า แต่ละชั้นเหมือน “เวทีที่ถูกออกแบบมาเหมือนกัน” เขากล่าว แต่เพียงไม่นานแต่ละเวทีก็เปิดเผยเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไป : ผู้หญิงลุกขึ้นมาทำอาหาร, ผู้ชายเล่นพนัน, เด็กๆ เล่นการ์ดเกม ยานิสเซฟสกีเดินทางไปยังสถานที่แห่งนี้ในแต่ละสัปดาห์เพื่อบันทึกฉากของครอบครัว, เพื่อนฝูง […]

ชีวิตในเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดของโลก

  ชีวิตในเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดของโลก จากท้องฟ้าจนถึงพื้นดินกรุงนิวเดลีเต็มไปด้วยมลพิษ เมืองหลวงของประเทศอินเดียนี้มีขนาดเทียบเท่ากับครึ่งหนึ่งของรัฐโรดไอแลนด์ และเป็นบ้านของประชากรที่มีจำนวนมากกว่าผู้คนในมหานครนิวยอร์กถึง 2 เท่า ปกติแล้วเมื่อพูดถึงมลพิษทางอากาศ กรุงปักกิ่ง ของจีนจะถูกนึกถึงขึ้นมาเป็นอันดับแรก แต่ผลการศึกษาเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศระดับโลก เมื่อปี 2014 โดยองค์การอนามัยโลกพบว่า กรุงนิวเดลีมีปริมาณฝุ่นละอองมากกว่ากรุงปักกิ่งหลายเท่า และด้วยปริมาณของมันทำให้มหานครแห่นี้กลายเป็นเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก เพื่อจะเข้าใจว่าชาวอินเดียมีชีวิตความเป็นอยู่กันอย่างไร กับมลพิษเหล่านี้ Matthieu Paley ช่างภาพ ใช้เวลา 5 วันในการเดินตะลอนไปในนิวเลี ด้วยภาพถ่ายของเขาช่วยให้เรามองเห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปริมาณรถยนต์อันหนาแน่นและการเผาขยะ หมอกควันสีเหลืองหนาทึบลอยปกคลุมตัวเมือง แม้แต่แม่น้ำยมุนา แม่น้ำอันศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่รอดพ้นจากปัญหานี้ แม่น้ำที่มีความสำคัญเป็นลำดับที่สองรองจากแม่น้ำคงคานี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู ตัวแม่น้ำมีความยาว 1,376 กิโลเมตร ไหลผ่านหลายรัฐในอินเดียและเป็นสายธารหล่อเลี้ยงผู้คนกว่า 57 ล้านคน 80% ของมลพิษในน้ำไหลผ่านนิวเดลีเป็นระยะทาง 22.5 กิโลเมตร การพังทลายของหน้าดิน, กระบวนการกำจัดของเสียและสารเคมีที่ถูกปล่อยลงน้ำส่งผลให้น้ำในแม่น้ำกลายเป็นสีดำ และเกิดแผ่นฟิล์มสีขาวลอยปกคลุมผิวน้ำ สุนิตา นาเรน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม (CSE) ซึ่งตั้งอยู่นกรุงนิวเดลี และเธอยังติดอันดับ 1 ใน 100 คนที่มีอิทธิพลต่อโลกจากการดำเนินงานนโยบายเพื่อสิ่งแวดล้อม ในปี 2010 ระบุว่า […]

โรคซึมเศร้า คุณหายได้ : ลุกขึ้นมาเปลี่ยน

โรคซึมเศร้า คุณหายได้ : ลุกขึ้นมาเปลี่ยน โรคซึมเศร้าถือเป็นอาการทางจิตเวชอย่างหนึ่งที่มีผู้ป่วยมากมาย ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวมาก่อน หรือบางกรณีผู้ป่วยก็มีอาการสับสนกับภาวะอารมณ์ซึมเศร้าภายในจิตใจ ทำให้ผู้ที่มีอาการไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงทีมีอยู่จำนวนมาก สาเหตุส่วนมากเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีในสมอง หรือสารสื่อประสาทที่มีหน้าที่ในการควบคุมการทำงานทางร่างกายและจิตใจต่างๆ เช่นอารมณ์ ความคิดและพฤติกรรม โดยโรคนี้จะส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หรือผู้ป่วยจะขาดแรงกระตุ้นและกำลังใจในการใช้ชีวิต แต่อย่างไรก็ตาม “โรค” ที่ตามหลักถือเป็นความผิดปกติทางการแพทย์ ก็สามารถรักษาให้หายได้ผ่านการดูแลโดยแพทย์อย่างใกล้ชิด “ไขศรี วิสุทธิพิเนตร” เคยถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของตนในช่วงที่ป่วยเป็น โรคซึมเศร้า มานานกว่า 7 ปี ลงในหนังสือ “เรื่องเล่าจากยอดภูเขาน้ำแข็ง” หนังสือดังกล่าวได้รับรางวัลสารคดียอดเยี่ยมรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ปี 2557 มาวันนี้เธอหายป่วยแล้วและต้องการเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยทางจิตทุกคนที่กำลังต่อสู้กับโรค โดย “การเปลี่ยนแปลงตนเองจากข้างใน” เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยให้เธอหายและสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างมีความสุขมากกว่าเดิม "ไขศรี วิสุทธิพิเนตร" เคยถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของตนในช่วงที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามานานกว่า 7 ปี ลงในหนังสือ "เรื่องเล่าจากยอดภูเขาน้ำแข็ง" หนังสือดังกล่าวได้รับรางวัลสารคดียอดเยี่ยมรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ปี 2557 มาวันนี้เธอหายป่วยแล้วและต้องการเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยทางจิตทุกคนที่กำลังต่อสู้กับโรค โดย "การเปลี่ยนแปลงตนเองจากข้างใน" เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยให้เธอหายและสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างมีความสุขมากกว่าเดิม โพสต์โดย National Geographic Thailand เมื่อ วันจันทร์ที่ 28 สิงหาคม […]