พิธีกรรมสวมหน้ากากเชื่อมโลกมนุษย์และจิตวิญญาณอันเก่าแก่ในบัลแกเรีย - National Geographic Thailand

พิธีกรรมสวมหน้ากากเชื่อมโลกมนุษย์และจิตวิญญาณอันเก่าแก่ในบัลแกเรีย

ประเพณีพื้นบ้านในบัลแกเรียเชื่อมโลกมนุษย์กับภพจิตวิญญาณ
เพื่อกำราบความชั่วร้าย บันดาลความมั่งคั่ง และสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง

“พวกเขามากันหลายร้อยคน เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงกระดิ่ง” อีโว ดังเชฟ เท้าความหลัง “บรรยากาศสุดเหวี่ยงและดิบเถื่อนสุดๆ ไปเลยครับ” ลองนึกภาพฝูงชนสวมหน้ากากน่าเกรงขาม ส่งเสียงเอะอะอื้ออึง กระโดดโลดเต้น กวัดแกว่งแขนไปมา

เสียงกระดิ่งรัวดัง ป่วนจังหวะชีวิตปกติ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใกล้ๆ กับกรุงโซเฟีย เมืองหลวงของบัลแกเรีย ในเมืองเปอร์นิก ซึ่งทุกเดือนมกราคม จะเป็นเจ้าภาพจัดงานเทศกาลซูโรวา งานเฉลิมฉลองสวมหน้ากากยิ่งใหญ่อลังการที่สุดงานหนึ่งในยุโรป และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของยูเนสโก งานประเพณีเต้นรำสวมหน้ากากหยั่งรากลึกในบัลแกเรีย แต่เทศกาลฤดูหนาวคล้ายคลึงกันนี้จัดขึ้นอีกหลายแห่งในยุโรป เช่น เทศกาลอูซกาเวเนสในลิทัวเนีย มาโซพุสต์ในเช็กเกีย บูโชยารัสในฮังการี และคาปราในโรมาเนีย แต่ละงานมี กลิ่นอาย เครื่องแต่งกาย และพิธีกรรมเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

บัลแกเรีย, หน้ากาก, พิธีกรรม
ในเมืองราซล็อก นักเต้นสวมหน้ากากที่เรียกกันในท้องถิ่นว่าโชส แปลว่า “ผู้พิทักษ์” สวมหน้ากากและเครื่อง แต่งกายทำจากหนังแพะเพื่อต้อนรับปีใหม่ ในภาพนี้โชสหมายเลขหนึ่งจากการเลือกของหมู่บ้าน ยืนอย่างภาคภูมิหน้ากลุ่มของเขาในทุ่งหญ้านอกเมือง

นักเต้นสวมหน้ากากของบัลแกเรียอาจสวมบทและมีชื่อแตกต่างกัน แต่รู้จักกันอย่างแพร่หลายว่า คูเคร์ (kuker พหูพจน์ kukeri) ผู้สร้างความตื่นตะลึง และความรื่นเริงแก่ผู้พบเห็น ประเพณีดังกล่าวคือสิ่งล้ำค่าควรเชิดชูสำหรับประกอบพิธีเอง เพราะถือว่าพวกเขากำลังธำรงรักษาพิธีกรรมตามความเชื่อพื้นบ้าน นอกจากนี้ การแปลงกายเชิงสัญลักษณ์และการผัดเปลี่ยนฤดูกาลใหม่ที่เฉลิมฉลองกันทั้งในรูปงานเต้นรำสวมหน้ากากตามหมู่บ้าน ที่ยืนยงมาช้านาน และในรูปเทศกาลสมัยใหม่ ยังดึงดูดการมีส่วนร่วมของชาวเมืองผู้หวนคืนถิ่นบรรพบุรุษปีแล้ว ปีเล่าในฐานะนักเต้นสวมหน้ากากในพิธี

ช่างภาพ อีโว ดังเชฟ ผู้เคยใช้ชีวิตเป็นชาวเมืองมาก่อน ต้องมนตร์สะกดของบรรยากาศหลุดโลกในเมืองเปอร์นิก เหล่าคูเคร์แผ่พลังงานการเชื่อมโยงอันดุดันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ซึ่งเป็นธีมหรือแก่นเรื่องในงานของเขามาโดยตลอด แล้วท้ายที่สุด ธรรมชาติก็เพรียกหาให้เขาโยกย้ายไปอยู่ชนบท เพื่อใช้ชีวิตตามเป้าหมายใหม่ และด้วยเหตุนั้น การเดินทางของช่างภาพคนหนึ่งเพื่อบันทึกความหลากหลายของประเพณีสวมหน้ากากอันเก่าแก่ดั้งเดิมของบัลแกเรีย รวมทั้งผู้คนเบื้องหลังหน้ากากเหล่านั้น จึงเริ่มต้นขึ้น

แพะเป็นตัวละครโดดเด่นในแถบภูมิภาครอบเขารีลา ซึ่งเป็นยอดเขาสูงที่สุดในบัลแกเรีย แพะเหล่านี้ซึ่งเรียกกันว่า คาโลเฟอร์ ตามชื่อเมือง เป็นพันธุ์ท้องถิ่นที่มีขนยาว ยิ่งขนแพะยาวมากเท่าใด หนังและชุดขนแพะดังกล่าวก็ยิ่งมีราคาสูงขึ้นเท่านั้น ขนแพะซึ่งมัดรวมกันแบบเดรดล็อกตามธรรมชาติ จะถูกสางด้วยเข็มเล่มเดียวทีละเส้นเพื่อให้เรียบสลวยและบางเบาสำหรับใช้ทำชุดประกอบพิธี

นักแสดงร่วมพิธีทุกคนอำพรางตนอยู่หลังหน้ากาก การแปลงกายเปิดโอกาสให้พวกเขาข้ามผ่านระหว่าง สองภพภูมิ ระหว่างโลกความจริงกับจินตภพ โลกคนเป็นกับโลกคนตาย อดีตกับอนาคต หน้ากากคูเคร์แบบดั้งเดิมประดิษฐ์จากหนังสัตว์ เขา เขี้ยว และขนนก นอกจากนี้ ยังมีแบบแกะสลักจากไม้ หรือกระทั่งใช้สีวาดทาบนใบหน้าผู้ประกอบพิธีโดยตรง หน้ากาก “จะลบอัตลักษณ์หรือตัวตนของคนผู้นั้นออกไป ทำให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิต เหนือธรรมชาติที่สามารถเข้าไปในโลกจิตวิญญาณ และสื่อสารกับเหล่าภูติผีได้ครับ” ดังเชฟอธิบาย

คูเคร์ทมิฬจากหมู่บ้านเวสเซลีโนโว ใกล้เมืองชูเมน สวมกระโปรงสตรีกับหมวกที่ตัดเย็บจากหนังแพะ พวกเขาเติมหนอกปลอมไว้บนหลังเพื่อเสริมให้ดูน่ากลัวยิ่งขึ้น ตัวละครสวมหน้ากากที่มีใบหน้าสีดำเหล่านี้เป็นตัวละครเก่าแก่โบราณที่สุดกลุ่มหนึ่ง พวกเขาจะเดินแห่ไปในหมู่บ้านโดยแวะทำพิธีไปตามบ้านทีละหลังในช่วงสัปดาห์แรกของ เทศกาลมหาพรต

เครื่องแต่งกายซึ่งแตกต่างกันไปตามภูมิภาค อาจออกแนวน่ากลัวหรือตลกขบขันก็ได้ กล่าวคือ อาจเป็นสิงสาราสัตว์ อสูรกาย ซาตาน หรือตัวละครที่เป็นมนุษย์ เช่น เจ้าสาวกับเจ้าบ่าว หมอกับพยาบาล และปู่ย่าตายาย ในภูมิภาคแถบตะวันตก คูเคร์ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า ซูร์วาคาร์ (survakar พหูพจน์ survakari) จะสวมชุดหนังสัตว์ หรือเสื้อผ้าเย็บจากผ้าขี้ริ้วสีฉูดฉาด ส่วนในแถบตะวันออกของบัลแกเรีย พวกเขาจะสวมเสื้อคลุมทูนิก คูเคร์บางคนถือดาบไม้ ตะขอต้อนแกะ หรือไม้ถูพื้น แต่ทุกคนจะสวมเข็มขัดร้อยกระดิ่งหลายขนาดต่างกันไป เชื่อกันว่าเสียงกระดิ่งมีพลังอำนาจในการชำระล้าง และช่วยให้การข้ามภพระหว่างโลกคนเป็นกับโลกคนตายเกิดขึ้นได้

เพื่อให้เห็นแนวคิดดังกล่าวในภาพถ่ายบุคคลของเขา ดังเชฟหันไปหาธรรมชาติ เหมือนกับที่หน้ากาก และพิธีกรรมนั้น “ได้แรงบันดาลใจจากป่าดงพงไพร” เขาบอก ฉากหลังของเขาทำให้พรมแดนระหว่างความจริงและสิ่งเหนือธรรมชาติพร่าเลือน การจัดแสงช่วยเสริมความลี้ลับ ให้ความรู้สึกล่องลอยมีมนต์ขลัง “นอกจากแค่บันทึกขนบธรรมเนียมนี้ไว้” เขากล่าว “ผมอยากให้ตัวละครเหล่านี้รู้สึกเหมือนมีชีวิตอยู่ในโลกจิตวิญญาณของ พวกเขาด้วย”

ราโดสลาฟ สตอยยานอฟ วัย 49 กับอิวานา ลูกสาววัย 12 พักเหนื่อยในกระท่อมที่ไร่ปศุสัตว์ของสตอยยานอฟ ซึ่งเขาใช้เลี้ยงแพะขนยาวพันธุ์ที่ใช้ทำชุดแต่งกายและหน้ากาก เนื่องจากหนังแพะชนิดนี้มีราคาสูงลิ่ว ผู้ประกอบพิธี จึงมักเพาะเลี้ยงแพะของตัวเอง เครื่องแต่งกายและหน้ากากหนึ่งชุดอาจต้องใช้หนังถึงห้าผืน สนนราคาอาจสูงถึง ผืนละ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐ

“ผมเดินทางไปที่บ้านของคนที่ผมอยากถ่ายภาพ ตามหมู่บ้านเล็กๆ ทั่วประเทศ” ดังเชฟเล่า “ส่วนใหญ่ อยู่ในช่วงฤดูหนาว ระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน ซึ่งพวกคูเคร์จะออกมาเพ่นพ่านกัน” นั่นคือช่วงที่พวกเขา ประกอบพิธีกรรมกันนั่นเอง

พิธีกรรมนี้เป็นเครื่องหมายบ่งบอกการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนในวัฏจักรเวียนว่ายตายเกิด เมื่อย้อนเล่าถึงต้นกำเนิดประเพณีนี้ ชาวบ้านจะพูดถึงตำนานการสร้างโลกเรื่องเดียวกัน กล่าวคือ ในช่วงเวลาพิเศษที่พรมแดนระหว่างสองโลก ได้แก่ โลกของคนเป็นกับโลกของบรรพบุรุษผู้วายชนม์ พังทลายลง สวรรค์กับโลกจะเชื่อมผสานกัน วิญญาณผู้วายชนม์จะเข้ามาท่องภพคนเป็น ผู้คนจำเป็นต้องปกป้องคุ้มครองหมู่บ้าน เรือกสวน บ้านเรือน และผู้อยู่อาศัยทั้งหลายจากพลังอำนาจชั่วร้าย พวกเขาเล่า ประเพณีนี้แฝงไว้ซึ่งเนื้อหา ไร้กาลเวลาว่าด้วยการเสริมพลังอำนาจ และการอยู่รอดในช่วงเวลาท้าทายอย่างฤดูหนาว

นักแสดงละครใบ้ที่เรียกกันว่า ซูร์วาคาร์ จากหมู่บ้านอิลอฟดอล สวมหน้ากากไม้รูปศีรษะแบบดั้งเดิมของภูมิภาค“หน้ากากนี้ใส่แล้วช่วยให้สุขภาพแข็งแรงและโชคดีมีชัย ให้พลังบวกและเหมือนได้ชาร์จแบตเตอรี่ครับ” อันเดร คอเตฟ ทางซ้าย เล่า ปัจจุบันหน้ากากไม้รูปศีรษะเกือบทั้งหมดของหมู่บ้านถูกกว้านซื้อไปโดยนักสะสม และช่างแกะสลักชั้นครูส่วนใหญ่ล้มหายตายจากไปหมดแล้ว โดยไม่มีโอกาสได้ถ่ายทอดทักษะฝีมือของตนให้คนรุ่นหลัง

ทุกวันนี้ การแต่งกายเน้นที่ตัวผู้ประกอบพิธีมากกว่า โดยมุ่งแสดงให้เห็นความโดดเด่นเฉพาะตัวควบคู่ ไปกับประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้าน และก็เช่นเดียวกับหน้ากาก พิธีกรรมจะมีรูปแบบแตกต่างกันแล้วแต่เมืองและภูมิภาค ในแถบตะวันตกของบัลแกเรีย กลุ่มนักเต้นสวมหน้ากากจะประกอบพิธีตั้งแต่วันคริสต์มาสจนถึงวันสมโภชพระคริสต์แสดงองค์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า “วันเวลาอันแปดเปื้อน” เพราะภูติผีวิญญาณร้ายออกเพ่นพ่าน ขณะที่เหล่าคูเคร์ในแถบตะวันออกจะทำพิธีกันก่อนจะเข้าเทศกาลมหาพรต

ในอดีต จะมีแต่หนุ่มโสดอายุน้อยเท่านั้นที่ประกอบพิธีกรรมนี้ในฐานะพิธีแห่งการเปลี่ยนผ่าน หรือเข้าสู่ความเป็นชายอย่างสมบูรณ์ และเป็นข้อพิสูจน์ถึงความพร้อมที่จะแต่งงานสร้างครอบครัว ปัจจุบัน ผู้คนทุกวัยและเพศสภาพเข้าร่วมขบวนแห่รอบหมู่บ้านเพื่อนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์และการผัดเปลี่ยนเข้าสู่ฤดูกาลใหม่

เรื่อง อิกลีกา มิชโควา
ภาพถ่าย อีโว ดังเชฟ

สามารถติดตามสารคดี โลกระหว่างสองภพภูมิ ฉบับสมบูรณ์ได้ที่ นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนตุลาคม 2564

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/533276


อ่านเพิ่มเติม อนาคตคือยนตกรรมไฟฟ้า

รถยนต์ไฟฟ้า

เรื่องแนะนำ

การล่าสัตว์จะช่วยปกป้องสัตว์ป่าได้จริงหรือ

การล่าสัตว์จะช่วยปกป้องสัตว์ป่าได้จริงหรือ ช้างทยอยปรากฏตัวเป็นโขลงเล็กๆ  พวกมันเดินอ้อยอิ่งหาแหล่งน้ำอยู่ใกล้แอ่งที่คลุ้งไปด้วยฝุ่น ด้วยอุณหภูมิในเดือนกันยายนที่สูงถึง 40 องศาในช่วงกลางวัน ช้างจึงเดินหากินอยู่ตรงชายขอบทะเลทรายคาลาฮารี ประเทศนามิเบีย ในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าที่มีชุมชนเป็นผู้ดำเนินการชื่อ ไนไน (Nyae Nyae) ซึ่งปัจจุบันมีชนพื้นเมืองเผ่าซานราว 2,800 คนอาศัยอยู่อย่างแร้นแค้น ช้างทิ้งกิ่งไม้หักและมูลอุ่นๆไว้ตามทางที่เดินผ่านไป เมื่อได้กลิ่นเหงื่อของเราผสมกับกลิ่นหญ้าที่ถูกแดดแผดเผา พวกมันก็พากันออกวิ่งพลางส่งเสียงร้องแปร๋นๆ หนีหายไปทันที ในเวลาต่อมา ตรงขอบฟ้า ช้างอำพรางตัวอยู่ในร่มเงาของต้นอะเคเชีย  สำหรับสัตว์ตัวใหญ่ขนาดนั้น ถ้าตาไม่แหลมคมจริง คงแทบมองไม่เห็นพวกมัน และตอนนี้ดวงตาที่ว่านั้นเป็นของชายชื่อดาม นักแกะรอยชาวซานในท้องถิ่น เจ้าของรูปร่างเตี้ยล่ำ ผู้ยืนอยู่บนหลังรถแลนด์ครูสเซอร์ ดามโน้มตัวออกไปจนเกือบสุดทางด้านขวาของรถ พลางสอดส่ายสายตามองหารอยเดินบนพื้นทราย เขาตบประตูรถ  แล้วรถก็เบรกดังเอี๊ยด ดามกระโดดลงจากรถไปตรวจสอบรอยเท้า ขอบรอยมีลักษณะเป็นลอนหยักลาดเข้าด้านใน และมีวงกลมเล็กๆอยู่ตรงกลาง เขาชี้มือชี้ไม้ แล้วฟีลิกซ์ มาร์นเวกเคอเคอ พรานอาชีพและมัคคุเทศก์ในการเดินทางครั้งนี้  ก็โดดผลุงออกจากประตูด้านคนขับ  มาร์นเวกเคอในวัย 40 ปี มีร่างกายกำยำ ผิวแดงก่ำ และผมสีทอง สวมหมวกผ้าและกางเกงขาสั้น บุคลิกท่าทางแนบเนียนดูราวกับส่งตรงมาจากบริษัทคัดเลือกนักแสดง เขายืนมองรอยเท้าสักครู่ สีหน้าแสดงความกังขาแต่แล้วก็พยักหน้าเห็นพ้องด้วย ถ้าป่าทะเลทรายในไนไนเป็นบ้านของครอบครัวชาวซาน มันก็ยังเป็นบ้านของช้างป่าขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่เหลืออยู่เช่นกัน รอยเท้านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ พวกเราที่เหลือลงจากรถ  […]

ชมฝีมือการวาดแผนที่ของเด็กๆ ที่ชนะการประกวดระดับโลก

โครงการประกวดภาพวาดแผนที่ในปีนี้ (Barbara Petchenik Children’s Map Competition 2017) ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม ผลงานจากเด็กๆจำนวนเกือบ200 คนจาก 34 ประเทศมีตั้งแต่ฝีมือระดับน่ารักน่าชัง ไปจนถึงฝีมือระดับแพรวพราว หลังผลการตัดสินโดย ICA ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกได้รวบรวมผลงานเข้าตาที่ชนะรางวัลมาให้ได้ชมกัน โดยในที่นี้ผลงานที่ผู้วาดมีอายุน้อยที่สุดเป็นของ หนูน้อยวัย 3 ขวบจากบัลแกเรีย สำหรับธีมของการประกวดในปีนี้คือ “ฉันรักแผนที่” แน่นอนว่าศิลปินรุ่นจิ๋วหลายคนใช้สัญลักษณ์รูปหัวใจเป็นสื่อกลางในที่นี้รวมถึง Colegio Arturo Soria วัย 12 ขวบจากสเปน ที่วาดภพของแผนที่พับเป็นรูปหัวใจ และในส่วนของรางวัลความคิดสร้างสรรค์ในปีนี้ ทางคณะกรรมการผู้ตัดสินไม่อาจเลือกให้รางวัลกับภาพใดภาพหนึ่งโดยเฉพาะได้ ดังนั้นรางวัลจึงถูกประกาศร่วมกันระหว่าง Urteja Kardasiute วัย 4 ขวบจากลิทัวเนียเจ้าของผลงานอันอบอุ่น ดลกและพระอาทิตย์กุมมือกันแสดงออกถึงมิตรภาพ และ Phoebe McClean จากนิวซีแลนด์ ภาพวาดที่สะท้อนถึงนโยบายทางการเมืองของประธานาธิบดีทรัมป์ ส่วนรางวัลภาพวาดขวัญใจมวลชนในปีนี้ตกเป็นของ Champ Turner วัย 15 ปีจากเมืองออสติน ในรัฐเท็กซัส […]

คนสูบส้วมแห่งเฮติ – ค้นพบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในงานสกปรก

พวกบายากูหรือคนสูบส้วมในกรุงปอร์โตแปรงซ์ เมืองหลวงของเฮติ ทำงานบริการที่จำเป็ต่อสุขภาวะของเมือง กระนั้น พวกเขากลับจำเป็นต้องเก็บงานของตนไว้เป็นความลับ

รวมเรื่องราวเทศกาลกลับบ้านของชาวเอเชีย

ในพื้นที่ต้อนรับผู้โดยสารขาเข้าของท่าอากาศยานนานาชาติ Manila’s Ninoy Aquino เต็มไปผู้คนที่มารอรับญาติหรือคนที่รักเพื่อกลับบ้านในช่วงเทศกาลคริสต์มาส การขาดแคลนโอกาสในการทำงานและค่าจ้างแรงงานในประเทศที่ต่ำทำให้ชาวฟิลิปปินส์นับล้านคนเดินทางไปทำงานยังต่างประเทศ โดยหลายคนตั้งเป้าหมายว่าอยากมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมเมื่อกลับมาบ้าน ภาพถ่ายโดย HANNAH REYES MORALES, NATIONAL GEOGRAPHIC เพราะการ กลับบ้าน คือเวลาแห่งความสุข อันเป็นวัฒนธรรมร่วมของชาวเอเชีย แม้จะมีช่วงเวลาที่ต่างกัน แต่มีจุดประสงค์เดียวกันคือได้การพบกับคนที่ผูกพันซึ่งห่างเหินกันไปนาน อาจไม่ได้มีแค่เราต้องเดินทาง กลับบ้าน ในช่วงเทศกาลหยุดยาว สำหรับประเทศไทย เมื่อถึงเทศกาลที่มีวันหยุดติดต่อกันยาวนาน เช่น เทศกาลสงกรานต์ หรือเทศกาลปีใหม่ ผู้ที่จากถิ่นฐานมาทำงานหรือเข้ามาศึกษาตามต่างจังหวัดจำนวนมากได้ใช้โอกาสนี้กลับไปยังบ้านเกิดเพื่อเยี่ยมเยือนครอบครัว คนรัก หรือมิตรสหายที่ผูกพัน ก่อให้เกิดเป็นปรากฏการณ์ของการแห่กัน “ กลับบ้าน ” ที่ตามมาด้วยภาพการจราจรแน่นขนัดตามเส้นทางถนนหลวงสายหลัก ความหนาแน่นผู้โดยสารจำนวนมากที่ต้องการกลับภูมิลำเนาในสถานีขนส่งมวลชนประเภทต่างๆ รวมไปถึงภาวะที่ต้องเบียดเสียดกันในยานพาหนะหนึ่งคันเพื่อให้ถึงจุดหมาย แต่ถึงแม้จะมีอุปสรรคเพียงใด เมื่อได้ไปยังจุดหมายซึ่งเป็นสถานที่ที่ผูกพัน ได้พบเจอคนที่อยากพบและได้มีโอกาสทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันจนความคิดถึงที่สะสมมาตลอดทั้งปีได้บรรเทาลงไป ก็ทำให้ปรากฏการณ์การกลับบ้านในช่วงหยุดยาวนั้นกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขซึ่งคนชาติต่างๆ ในเอเชียนั้นมีร่วมกัน นี่คือเรื่องราวบางส่วนของ เทศกาลกลับบ้าน ของบรรดาประเทศในเอเชีย ประเทศฟิลิปปินส์ – เทศกาลคริสต์มาส ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศฟิลิปปินส์เป็นชาวคริสต์ ดังนั้นช่วงเทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นเวลาที่พวกเขาได้กลับบ้านเกิด พร้อมกับฉลองปีใหม่ในคราวเดียวกัน ในโอกาสนี้ ชาวฟิลิปปินส์ที่ออกไปเป็นแรงงานอพยพในต่างประเทศซึ่งมีอยู่จำนวนมากก็ถือโอกาสนี้กลับบ้านมารวมตัวกันกับครอบครัวและมิตรสหาย กิจกรรมรวมญาติที่ชาวฟิลิปปินส์นิยมทำกันคือการทานมื้อเย็น Noche Buena […]