พิธีกรรมสวมหน้ากากเชื่อมโลกมนุษย์และจิตวิญญาณอันเก่าแก่ในบัลแกเรีย - National Geographic Thailand

พิธีกรรมสวมหน้ากากเชื่อมโลกมนุษย์และจิตวิญญาณอันเก่าแก่ในบัลแกเรีย

ประเพณีพื้นบ้านในบัลแกเรียเชื่อมโลกมนุษย์กับภพจิตวิญญาณ
เพื่อกำราบความชั่วร้าย บันดาลความมั่งคั่ง และสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง

“พวกเขามากันหลายร้อยคน เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงกระดิ่ง” อีโว ดังเชฟ เท้าความหลัง “บรรยากาศสุดเหวี่ยงและดิบเถื่อนสุดๆ ไปเลยครับ” ลองนึกภาพฝูงชนสวมหน้ากากน่าเกรงขาม ส่งเสียงเอะอะอื้ออึง กระโดดโลดเต้น กวัดแกว่งแขนไปมา

เสียงกระดิ่งรัวดัง ป่วนจังหวะชีวิตปกติ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใกล้ๆ กับกรุงโซเฟีย เมืองหลวงของบัลแกเรีย ในเมืองเปอร์นิก ซึ่งทุกเดือนมกราคม จะเป็นเจ้าภาพจัดงานเทศกาลซูโรวา งานเฉลิมฉลองสวมหน้ากากยิ่งใหญ่อลังการที่สุดงานหนึ่งในยุโรป และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของยูเนสโก งานประเพณีเต้นรำสวมหน้ากากหยั่งรากลึกในบัลแกเรีย แต่เทศกาลฤดูหนาวคล้ายคลึงกันนี้จัดขึ้นอีกหลายแห่งในยุโรป เช่น เทศกาลอูซกาเวเนสในลิทัวเนีย มาโซพุสต์ในเช็กเกีย บูโชยารัสในฮังการี และคาปราในโรมาเนีย แต่ละงานมี กลิ่นอาย เครื่องแต่งกาย และพิธีกรรมเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

บัลแกเรีย, หน้ากาก, พิธีกรรม
ในเมืองราซล็อก นักเต้นสวมหน้ากากที่เรียกกันในท้องถิ่นว่าโชส แปลว่า “ผู้พิทักษ์” สวมหน้ากากและเครื่อง แต่งกายทำจากหนังแพะเพื่อต้อนรับปีใหม่ ในภาพนี้โชสหมายเลขหนึ่งจากการเลือกของหมู่บ้าน ยืนอย่างภาคภูมิหน้ากลุ่มของเขาในทุ่งหญ้านอกเมือง

นักเต้นสวมหน้ากากของบัลแกเรียอาจสวมบทและมีชื่อแตกต่างกัน แต่รู้จักกันอย่างแพร่หลายว่า คูเคร์ (kuker พหูพจน์ kukeri) ผู้สร้างความตื่นตะลึง และความรื่นเริงแก่ผู้พบเห็น ประเพณีดังกล่าวคือสิ่งล้ำค่าควรเชิดชูสำหรับประกอบพิธีเอง เพราะถือว่าพวกเขากำลังธำรงรักษาพิธีกรรมตามความเชื่อพื้นบ้าน นอกจากนี้ การแปลงกายเชิงสัญลักษณ์และการผัดเปลี่ยนฤดูกาลใหม่ที่เฉลิมฉลองกันทั้งในรูปงานเต้นรำสวมหน้ากากตามหมู่บ้าน ที่ยืนยงมาช้านาน และในรูปเทศกาลสมัยใหม่ ยังดึงดูดการมีส่วนร่วมของชาวเมืองผู้หวนคืนถิ่นบรรพบุรุษปีแล้ว ปีเล่าในฐานะนักเต้นสวมหน้ากากในพิธี

ช่างภาพ อีโว ดังเชฟ ผู้เคยใช้ชีวิตเป็นชาวเมืองมาก่อน ต้องมนตร์สะกดของบรรยากาศหลุดโลกในเมืองเปอร์นิก เหล่าคูเคร์แผ่พลังงานการเชื่อมโยงอันดุดันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ซึ่งเป็นธีมหรือแก่นเรื่องในงานของเขามาโดยตลอด แล้วท้ายที่สุด ธรรมชาติก็เพรียกหาให้เขาโยกย้ายไปอยู่ชนบท เพื่อใช้ชีวิตตามเป้าหมายใหม่ และด้วยเหตุนั้น การเดินทางของช่างภาพคนหนึ่งเพื่อบันทึกความหลากหลายของประเพณีสวมหน้ากากอันเก่าแก่ดั้งเดิมของบัลแกเรีย รวมทั้งผู้คนเบื้องหลังหน้ากากเหล่านั้น จึงเริ่มต้นขึ้น

แพะเป็นตัวละครโดดเด่นในแถบภูมิภาครอบเขารีลา ซึ่งเป็นยอดเขาสูงที่สุดในบัลแกเรีย แพะเหล่านี้ซึ่งเรียกกันว่า คาโลเฟอร์ ตามชื่อเมือง เป็นพันธุ์ท้องถิ่นที่มีขนยาว ยิ่งขนแพะยาวมากเท่าใด หนังและชุดขนแพะดังกล่าวก็ยิ่งมีราคาสูงขึ้นเท่านั้น ขนแพะซึ่งมัดรวมกันแบบเดรดล็อกตามธรรมชาติ จะถูกสางด้วยเข็มเล่มเดียวทีละเส้นเพื่อให้เรียบสลวยและบางเบาสำหรับใช้ทำชุดประกอบพิธี

นักแสดงร่วมพิธีทุกคนอำพรางตนอยู่หลังหน้ากาก การแปลงกายเปิดโอกาสให้พวกเขาข้ามผ่านระหว่าง สองภพภูมิ ระหว่างโลกความจริงกับจินตภพ โลกคนเป็นกับโลกคนตาย อดีตกับอนาคต หน้ากากคูเคร์แบบดั้งเดิมประดิษฐ์จากหนังสัตว์ เขา เขี้ยว และขนนก นอกจากนี้ ยังมีแบบแกะสลักจากไม้ หรือกระทั่งใช้สีวาดทาบนใบหน้าผู้ประกอบพิธีโดยตรง หน้ากาก “จะลบอัตลักษณ์หรือตัวตนของคนผู้นั้นออกไป ทำให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิต เหนือธรรมชาติที่สามารถเข้าไปในโลกจิตวิญญาณ และสื่อสารกับเหล่าภูติผีได้ครับ” ดังเชฟอธิบาย

คูเคร์ทมิฬจากหมู่บ้านเวสเซลีโนโว ใกล้เมืองชูเมน สวมกระโปรงสตรีกับหมวกที่ตัดเย็บจากหนังแพะ พวกเขาเติมหนอกปลอมไว้บนหลังเพื่อเสริมให้ดูน่ากลัวยิ่งขึ้น ตัวละครสวมหน้ากากที่มีใบหน้าสีดำเหล่านี้เป็นตัวละครเก่าแก่โบราณที่สุดกลุ่มหนึ่ง พวกเขาจะเดินแห่ไปในหมู่บ้านโดยแวะทำพิธีไปตามบ้านทีละหลังในช่วงสัปดาห์แรกของ เทศกาลมหาพรต

เครื่องแต่งกายซึ่งแตกต่างกันไปตามภูมิภาค อาจออกแนวน่ากลัวหรือตลกขบขันก็ได้ กล่าวคือ อาจเป็นสิงสาราสัตว์ อสูรกาย ซาตาน หรือตัวละครที่เป็นมนุษย์ เช่น เจ้าสาวกับเจ้าบ่าว หมอกับพยาบาล และปู่ย่าตายาย ในภูมิภาคแถบตะวันตก คูเคร์ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า ซูร์วาคาร์ (survakar พหูพจน์ survakari) จะสวมชุดหนังสัตว์ หรือเสื้อผ้าเย็บจากผ้าขี้ริ้วสีฉูดฉาด ส่วนในแถบตะวันออกของบัลแกเรีย พวกเขาจะสวมเสื้อคลุมทูนิก คูเคร์บางคนถือดาบไม้ ตะขอต้อนแกะ หรือไม้ถูพื้น แต่ทุกคนจะสวมเข็มขัดร้อยกระดิ่งหลายขนาดต่างกันไป เชื่อกันว่าเสียงกระดิ่งมีพลังอำนาจในการชำระล้าง และช่วยให้การข้ามภพระหว่างโลกคนเป็นกับโลกคนตายเกิดขึ้นได้

เพื่อให้เห็นแนวคิดดังกล่าวในภาพถ่ายบุคคลของเขา ดังเชฟหันไปหาธรรมชาติ เหมือนกับที่หน้ากาก และพิธีกรรมนั้น “ได้แรงบันดาลใจจากป่าดงพงไพร” เขาบอก ฉากหลังของเขาทำให้พรมแดนระหว่างความจริงและสิ่งเหนือธรรมชาติพร่าเลือน การจัดแสงช่วยเสริมความลี้ลับ ให้ความรู้สึกล่องลอยมีมนต์ขลัง “นอกจากแค่บันทึกขนบธรรมเนียมนี้ไว้” เขากล่าว “ผมอยากให้ตัวละครเหล่านี้รู้สึกเหมือนมีชีวิตอยู่ในโลกจิตวิญญาณของ พวกเขาด้วย”

ราโดสลาฟ สตอยยานอฟ วัย 49 กับอิวานา ลูกสาววัย 12 พักเหนื่อยในกระท่อมที่ไร่ปศุสัตว์ของสตอยยานอฟ ซึ่งเขาใช้เลี้ยงแพะขนยาวพันธุ์ที่ใช้ทำชุดแต่งกายและหน้ากาก เนื่องจากหนังแพะชนิดนี้มีราคาสูงลิ่ว ผู้ประกอบพิธี จึงมักเพาะเลี้ยงแพะของตัวเอง เครื่องแต่งกายและหน้ากากหนึ่งชุดอาจต้องใช้หนังถึงห้าผืน สนนราคาอาจสูงถึง ผืนละ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐ

“ผมเดินทางไปที่บ้านของคนที่ผมอยากถ่ายภาพ ตามหมู่บ้านเล็กๆ ทั่วประเทศ” ดังเชฟเล่า “ส่วนใหญ่ อยู่ในช่วงฤดูหนาว ระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน ซึ่งพวกคูเคร์จะออกมาเพ่นพ่านกัน” นั่นคือช่วงที่พวกเขา ประกอบพิธีกรรมกันนั่นเอง

พิธีกรรมนี้เป็นเครื่องหมายบ่งบอกการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนในวัฏจักรเวียนว่ายตายเกิด เมื่อย้อนเล่าถึงต้นกำเนิดประเพณีนี้ ชาวบ้านจะพูดถึงตำนานการสร้างโลกเรื่องเดียวกัน กล่าวคือ ในช่วงเวลาพิเศษที่พรมแดนระหว่างสองโลก ได้แก่ โลกของคนเป็นกับโลกของบรรพบุรุษผู้วายชนม์ พังทลายลง สวรรค์กับโลกจะเชื่อมผสานกัน วิญญาณผู้วายชนม์จะเข้ามาท่องภพคนเป็น ผู้คนจำเป็นต้องปกป้องคุ้มครองหมู่บ้าน เรือกสวน บ้านเรือน และผู้อยู่อาศัยทั้งหลายจากพลังอำนาจชั่วร้าย พวกเขาเล่า ประเพณีนี้แฝงไว้ซึ่งเนื้อหา ไร้กาลเวลาว่าด้วยการเสริมพลังอำนาจ และการอยู่รอดในช่วงเวลาท้าทายอย่างฤดูหนาว

นักแสดงละครใบ้ที่เรียกกันว่า ซูร์วาคาร์ จากหมู่บ้านอิลอฟดอล สวมหน้ากากไม้รูปศีรษะแบบดั้งเดิมของภูมิภาค“หน้ากากนี้ใส่แล้วช่วยให้สุขภาพแข็งแรงและโชคดีมีชัย ให้พลังบวกและเหมือนได้ชาร์จแบตเตอรี่ครับ” อันเดร คอเตฟ ทางซ้าย เล่า ปัจจุบันหน้ากากไม้รูปศีรษะเกือบทั้งหมดของหมู่บ้านถูกกว้านซื้อไปโดยนักสะสม และช่างแกะสลักชั้นครูส่วนใหญ่ล้มหายตายจากไปหมดแล้ว โดยไม่มีโอกาสได้ถ่ายทอดทักษะฝีมือของตนให้คนรุ่นหลัง

ทุกวันนี้ การแต่งกายเน้นที่ตัวผู้ประกอบพิธีมากกว่า โดยมุ่งแสดงให้เห็นความโดดเด่นเฉพาะตัวควบคู่ ไปกับประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้าน และก็เช่นเดียวกับหน้ากาก พิธีกรรมจะมีรูปแบบแตกต่างกันแล้วแต่เมืองและภูมิภาค ในแถบตะวันตกของบัลแกเรีย กลุ่มนักเต้นสวมหน้ากากจะประกอบพิธีตั้งแต่วันคริสต์มาสจนถึงวันสมโภชพระคริสต์แสดงองค์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า “วันเวลาอันแปดเปื้อน” เพราะภูติผีวิญญาณร้ายออกเพ่นพ่าน ขณะที่เหล่าคูเคร์ในแถบตะวันออกจะทำพิธีกันก่อนจะเข้าเทศกาลมหาพรต

ในอดีต จะมีแต่หนุ่มโสดอายุน้อยเท่านั้นที่ประกอบพิธีกรรมนี้ในฐานะพิธีแห่งการเปลี่ยนผ่าน หรือเข้าสู่ความเป็นชายอย่างสมบูรณ์ และเป็นข้อพิสูจน์ถึงความพร้อมที่จะแต่งงานสร้างครอบครัว ปัจจุบัน ผู้คนทุกวัยและเพศสภาพเข้าร่วมขบวนแห่รอบหมู่บ้านเพื่อนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์และการผัดเปลี่ยนเข้าสู่ฤดูกาลใหม่

เรื่อง อิกลีกา มิชโควา
ภาพถ่าย อีโว ดังเชฟ

สามารถติดตามสารคดี โลกระหว่างสองภพภูมิ ฉบับสมบูรณ์ได้ที่ นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนตุลาคม 2564

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/533276


อ่านเพิ่มเติม อนาคตคือยนตกรรมไฟฟ้า

รถยนต์ไฟฟ้า

เรื่องแนะนำ

ทำไมตัวตลกจึงพบได้ทุกที่ในเม็กซิโก?

เมื่อ ลูคาน อกุสตี ช่างภาพชาวอาร์เจนตินาย้ายที่อยู่เข้าไปในเม็กซิโก เธอต้องพบกับเทศกาลทางศาสนามากมายที่เกิดขึ้นตลอดปี “ศาสนามีอยู่ทุกที่ค่ะ” เธอกล่าว อกุสตี ผู้นิยามตนเองว่า เธอเป็นคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า รู้สึกหลงใหลไปกับเหล่าตัวละครจำลองในการเฉลิมฉลองสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ ตามโบสถ์ท้องถิ่น รวมถึงวันแห่งความตาย การบันทึกสารคดีที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมผสมของชาวคริสต์และชนพื้นเมือง จึงกลายมาเป็นหัวใจหลักในการทำงานของเธอ ในขณะที่กำลังเยื่ยมชมเมืองโคอาเทเปก ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐเบรากรุซ เธอเดินผ่านขบวนแห่ที่ประกอบด้วยนักบวช วงดุริยางค์ประจำโรงเรียน และกลุ่มตัวตลกในหน้ากากสีสันสดใสที่กำลังเต้นรำ อกุสตีรู้สึกทึ่งไปกับสิ่งที่เธอเห็น ภายใต้หน้ากากเหล่านั้นมีทั้งผู้ชาย ผู้หญิงและเด็ก เธอเพิ่งจะเรียนรู้ว่าผู้คนเหล่านี้กำลังสืบสานประเพณีเก่าแก่ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมของชาวสเปน และเพิ่งจะได้รับการรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่เมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา ผู้คนจำนวนมากที่เต้นรำอยู่นั้นเต้นเพื่อพระแม่กัวดาลูเป หรือพระแม่มารี เพื่อแลกกับความโชคดีในชีวิต ตัวตลกแต่ละตัว หรือแต่ละทีมมีเสื้อผ้าและคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกัน พวกเขาโพสต์ท่าถ่ายภาพบนฉากผ้าสีสันสดใส ซึ่งเป็นผ้าชนิดเดียวกันกับที่ใช้ในการทำชุด “ผ้าของพวกเขาสวยงามและเต็มไปด้วยสีสัน ในขณะเดียวกันหากคุณมองไปที่เสื้อผ้าของพวกเขาจะพบว่าเสื้อผ้าถูกทำมาจากเศษผ้าเก่า หรือไม่ได้ใช้แล้ว” อกุสตีกล่าว โดยมองว่าการแต่งกายทำนองนี้เป็นการสะท้อนถึงวิถีชีวิตจริงของชาวเม็กซิโกและชาวละติน อเมริกา ที่ซึ่งความยากจนถูกเก็บซ่อนเอาไว้ผ่านงานเทศกาล ในอดีตตัวตลกเหล่านี้จะถูกแสดงโดยชายชรา แต่ในปัจจุบัน ผู้สวมบทบาทเป็นตัวตลกส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่หรือเด็กๆ ที่มาร่วมงานพร้อมกับพ่อ “เบรากรุซเป็นหนึ่งในรัฐที่อันตรายที่สุดของเม็กซิโก” เธอกล่าว โดยหมายถึงความรุนแรงและปัญหายาเสพติดที่เกิดขึ้นในภูมิภาค การแต่งกายเป็นตัวตลกนี้จึงมีส่วนช่วยให้เด็กๆ ได้ทำกิจกรรมในทางบวก รวมถึงยังเป็นการรักษาประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ให้คงอยู่ต่อไป เรื่อง อเล็กซา คีเฟอร์ ภาพ ลูคาน อกุสตี […]

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง ภาพถ่าย  เริงฤทธิ์ คงเมือง เรื่อง  ศิริพร พรศิริธิเวช บนเนื้อที่ 17 ไร่ภายในสวนสมรม (หรือสมลม — ภาษาถิ่นภาคใต้หมายถึง สวนขนาดเล็กที่ปลูกพืชผลผสมผสาน) ของสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือลุงนิล ในวันนี้ พลุกพล่านไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศที่แวะเวียนมาทัศนศึกษาและดูงานในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ทุเรียนต้นใหญ่มีเถาพริกไทยเลื้อยขึ้นไปเกาะออกลูกสีเขียวสดเป็นพวง ขณะที่พื้นใต้ร่มทุเรียนเต็มไปด้วยพืชผลนานาชนิด เช่น กล้วย มังคุด และมะนาวขึ้นเบียดเสียดดูราวป่าดิบชื้น แต่กว่าจะมาเป็นสวนที่สร้างรายได้ไม่ขาดมือ และยังเหลือเผื่อจุนเจือผู้คนในวันนี้ เจ้าของสวนร่างสูงโปร่ง ผิวสีเข้ม และน้ำเสียงถิ่นใต้เป็นเอกลักษณ์ต้องผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชน “โธ่…ใครจะไปรู้ ตอนนั้นทุเรียนมันราคาดี” ลุงนิล เท้าความหลัง เมื่อครั้งที่ต้องนั่งกุมขมับกับความล้มเหลวของสวนทุเรียนกว่า 700 ต้นที่เฝ้าทะนุถนอมมาแรมปี แต่จากการขาดความรู้และประสบการณ์ทำให้ประสบกับภาวะขาดทุนจนมีหนี้สินท่วมตัว ด้วยความคิดว่าต้องปลูกทุเรียนอย่างเดียว เพราะทุเรียนราคาดี และเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด ลุงนิลจึงระดมใส่ปุ๋ย อัดฉีดสารเคมีสารพัด ยี่ห้อไหนใครว่าดี ลุงนิลไม่รอช้า หามาประเคนใส่ “ช่วงหลังไม่มีเงินมาลงทุนทำระบบน้ำ ก็เลยตัดสินใจให้นายทุนมาทำสัญญาเหมาสวนทำทุเรียนนอกฤดู ด้วยความหวังว่าอีกไม่นานเกินรอทุเรียนจะให้ผลผลิต เดี๋ยวก็ได้เงินคืน” ลุงนิลเล่า แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นดังหวัง เพราะเมื่อหมดสัญญาราคาขายทุเรียนปีนั้นดิ่งลงเหว ซ้ำร้ายเจ้าทุเรียนพระเอกในท้องเรื่องยังมาชิงตายตอนจบ ด้วยการทยอยยืนต้นตายหลายร้อยต้น เพราะพิษสงของสารเคมีที่ระดมใส่หวังจะให้ได้ผลดี ยิ่งไปกว่านั้น ผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์และแบ่งบานไปด้วยความฝันของชายวัยกลางคน กลับเปลี่ยนเป็นเนื้อดินแห้งแข็งที่ไม่สามารถปลูกต้นไม้ให้งอกงามดังเดิม ท้ายที่สุด ของแถมจากเหตุการณ์ทั้งมวลนี้ก็คือหนี้สินก้อนโตสองล้านกว่าบาทที่ดูเหมือนจะกองเกลื่อนอยู่ทุกแห่งหนที่ลุงนิลก้าวไป “หมดปัญญา ไม่อยากอยู่แล้ว” เสียงลุงนิลเริ่มสั่นเครือ “ตอนนั้นหยิบปืนขึ้นมาแล้ว แต่ดีที่ลูกชายเดินเข้ามา ก็เลยเก็บปืนไว้ก่อน” ขณะที่ความสิ้นหวังกำลังกัดกินใจดั่งฝูงตั๊กแตนปาทังก้ารุมทึ้งต้นข้าวโพดบนผืนดินแห้งผากอยู่นั้นปาฏิหาริย์ก็บังเกิด กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ที่กำลังเผยแพร่ผ่านทางโทรทัศน์ขณะนั้นดังเข้าหูชายผู้สิ้นหวัง สมบูรณ์ ศรีสุบัติ เล่าว่า ”เป็นดั่งหยาดน้ำฝนชโลมใจ” ชายผู้เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ท่องพระราชดำรัสนั้นได้อย่างขึ้นใจว่า …การจะเป็นเสือนั้น ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง…  …ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไป ทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้แค่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถอยู่ได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนก็ใจร้อน เพราะเดือดร้อน แต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็สามารถที่จะแก้ไขได้… ไม่น่าเชื่อว่าพระราชดำรัสไม่กี่ประโยคนั้นจะสามารถหยุดความคิดอันโง่เขลา และกระทั่งให้ชีวิตใหม่แก่สมบูรณ์ ศรีสุบัติ ในห้วงเวลาอันเลวร้ายที่สุดของชีวิต… ย้อนหลังกลับไป 36 ปี หรือเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความตอนหนึ่งว่า …การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป… นั่นอาจถือเป็นการพระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นครั้งแรก ก่อนที่ปรัชญาดังกล่าวจะมีการนำมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในอีกกว่า 20 ปีต่อมา ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” อันหนักหนาสาหัส รัฐบาลในขณะนั้นต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพ เพื่อยืนหยัดพึ่งพาตนเองพร้อมไปกับการดำเนินนโยบายสำคัญๆในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งดังเดิมได้อีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าแนวคิดที่พระองค์ทรงวางไว้เมื่อหลายสิบปีนั้น จะยังคงใช้ได้ดีและนำสมัยอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตผู้อำนวยการกองประเมินผลและข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ซึ่งปัจจุบันลาออกมาเป็นชาวนาและเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และยังดำรงตำแหน่งประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ดร.วิวัฒน์ให้ทรรศนะว่า ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงวางแผนคราวละไม่ต่ำกว่า 50 ปีเสมอ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพระอัจฉริยภาพและสายพระเนตรอันยาวไกล ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” เมื่อสิบกว่าปีก่อน (และตอกย้ำอีกครั้งด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ ”แฮมเบอร์เกอร์” ในปัจจุบัน) ได้เกิดปรากฏการณ์ที่คนไทยและหลายประเทศทั่วโลกหันมาสนใจ และนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้อย่างแพร่หลายทั้งในการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจ ในส่วนของประเทศไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการบรรจุในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 (1) ความว่า ”บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ” ขณะที่องค์การสหประชาชาติยกย่องว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีคุณูปการทั้งต่อประเทศไทยและนานาประเทศโดยนายโคฟี อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติในขณะนั้น ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ในเช้าที่อากาศร้อนอบอ้าวของเดือนมีนาคมที่ผ่านมาราว 500 กิโลเมตรจากอำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร อันเป็นที่ตั้งของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนและสวนสมรมของลุงนิล ฉันเข้ามายืนเก้ๆ กังๆ พร้อมกับเหงื่อเม็ดเป้งที่ผุดขึ้นตามใบหน้าเมื่อแรกก้าวลงจากรถแท็กซี่และค่อยๆหายไปพร้อมสายลมเย็นที่พัดโชยอยู่ตรงหน้าป้อมกองวัง ประตูพระยมอยู่คุ้น ทางเข้าเขตพระราชฐานที่จะเข้าสู่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา หากจะว่าไปแล้ว สถานที่แห่งนี้คือประจักษ์พยานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดแห่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทรงใช้ทดลองและบ่มเพาะแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงใจกลางกรุงเทพมหานคร คุณศศิภา ตันสิทธิ หญิงสาวตาคม พูดจาฉะฉานเป็นเจ้าหน้าที่งานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ทำหน้าที่นำฉันเยี่ยมชมส่วนต่างๆ ของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เธอพาฉันผ่านไปตามถนนลาดยางสายเล็กที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้ นกหลายชนิดแข่งขันกันส่งเสียงร้อง ขณะที่กระรอกตัวอ้วนพีสองตัววิ่งไล่กันไปตามกิ่งไม้ โดยไม่สนใจผู้คน ห่างออกไปตรงพื้นที่โล่งมีเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวราวสิบคนในชุดเสื้อสีน้ำเงินกำลังสาละวนกับการถอนหญ้าและคัดน้ำเข้าแปลงนาข้าวทดลองที่กำลังปลูกต้นถั่วซึ่งชูยอดเขียวขจี คุณศศิภาเล่าว่า แปลงนาผืนเล็กนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทดลองขับ ”ควายเหล็ก” หรือรถไถแบบสี่ล้อคันแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2504 ด้วยพระองค์เอง เพื่อเตรียมแปลงปลูกข้าว โดยข้าวพันธุ์แรกที่ปลูกคือ ข้าวพันธุ์หอมนางนวล ต่อมาในวันที่ 27 ตุลาคม ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีทำขวัญข้าวหรือขวัญแม่โพสพขึ้น และเมื่อรวงข้าวสุกได้ที่ก็เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง โดยผลผลิตข้าวที่ได้ทรงให้นำไปเก็บรักษาพันธุ์ไว้ที่กรมการข้าวเพื่อใช้ในการเพาะปลูกในปีถัดไป อีกส่วนหนึ่งนำไปใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หากมองอย่างผิวเผิน บรรยากาศโดยรอบของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ดูไม่ต่างไปจากแปลงไร่นาของเกษตรกรไทยทั่วไปนัก แต่ในบริเวณอื่นๆ จะเป็นอาคารทดลองและโรงงาน ที่นี่มีกิจกรรมการศึกษาและการทดลองมากกว่า 35 โครงการ โดยแบ่งเป็นโครงการที่ไม่ใช่ธุรกิจ อาทิ โครงการป่าไม้สาธิต และโครงการนาข้าวทดลอง กับโครงการกึ่งธุรกิจ อาทิ โครงการโรงโคนมสวนจิตรลดา และโครงการเกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร  เป็นต้น นอกเหนือจากกิจกรรมทางการเกษตรและการแปรรูปผลผลิตแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงให้ความสำคัญกับการทดลองและการพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และไบโอดีเซล เป็นต้น โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ริเริ่มโครงการพัฒนาพลังงานทดแทนด้วยการศึกษาแนวทางการนำน้ำมันปาล์มมาใช้งานแทนน้ำมันดีเซล นอกจากนั้นยังได้พระราชทานเงินทุนวิจัยเบื้องต้นเพื่อใช้สร้างอาคารและซื้ออุปกรณ์ในการทดลองผลิตเชื้อเพลิงแอลกอฮอล์จากอ้อยที่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2528 ด้วยทรงเล็งเห็นว่าจะเกิดวิกฤติน้ำมันขึ้นในอนาคต และทรงเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอ้อยสูง อ้อยส่วนที่เกินจากการผลิตอาหารควรนำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ซึ่งก็คือผลิตแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ยังสามารถรองรับในกรณีที่อ้อยราคาตกต่ำได้อีกด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เข้าเยี่ยมชมโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และต้องตื่นเต้นปนฉงนกับเจ้าโคเนื้อสีน้ำตาลแดง และกระบือสีดำตัวย่อมๆที่กำลังยืนเคี้ยวเอื้องทำหน้าตากรุ้มกริ่มอยู่ข้างๆ […]

ชีวิตในเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดของโลก

  ชีวิตในเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดของโลก จากท้องฟ้าจนถึงพื้นดินกรุงนิวเดลีเต็มไปด้วยมลพิษ เมืองหลวงของประเทศอินเดียนี้มีขนาดเทียบเท่ากับครึ่งหนึ่งของรัฐโรดไอแลนด์ และเป็นบ้านของประชากรที่มีจำนวนมากกว่าผู้คนในมหานครนิวยอร์กถึง 2 เท่า ปกติแล้วเมื่อพูดถึงมลพิษทางอากาศ กรุงปักกิ่ง ของจีนจะถูกนึกถึงขึ้นมาเป็นอันดับแรก แต่ผลการศึกษาเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศระดับโลก เมื่อปี 2014 โดยองค์การอนามัยโลกพบว่า กรุงนิวเดลีมีปริมาณฝุ่นละอองมากกว่ากรุงปักกิ่งหลายเท่า และด้วยปริมาณของมันทำให้มหานครแห่นี้กลายเป็นเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก เพื่อจะเข้าใจว่าชาวอินเดียมีชีวิตความเป็นอยู่กันอย่างไร กับมลพิษเหล่านี้ Matthieu Paley ช่างภาพ ใช้เวลา 5 วันในการเดินตะลอนไปในนิวเลี ด้วยภาพถ่ายของเขาช่วยให้เรามองเห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปริมาณรถยนต์อันหนาแน่นและการเผาขยะ หมอกควันสีเหลืองหนาทึบลอยปกคลุมตัวเมือง แม้แต่แม่น้ำยมุนา แม่น้ำอันศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่รอดพ้นจากปัญหานี้ แม่น้ำที่มีความสำคัญเป็นลำดับที่สองรองจากแม่น้ำคงคานี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู ตัวแม่น้ำมีความยาว 1,376 กิโลเมตร ไหลผ่านหลายรัฐในอินเดียและเป็นสายธารหล่อเลี้ยงผู้คนกว่า 57 ล้านคน 80% ของมลพิษในน้ำไหลผ่านนิวเดลีเป็นระยะทาง 22.5 กิโลเมตร การพังทลายของหน้าดิน, กระบวนการกำจัดของเสียและสารเคมีที่ถูกปล่อยลงน้ำส่งผลให้น้ำในแม่น้ำกลายเป็นสีดำ และเกิดแผ่นฟิล์มสีขาวลอยปกคลุมผิวน้ำ สุนิตา นาเรน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม (CSE) ซึ่งตั้งอยู่นกรุงนิวเดลี และเธอยังติดอันดับ 1 ใน 100 คนที่มีอิทธิพลต่อโลกจากการดำเนินงานนโยบายเพื่อสิ่งแวดล้อม ในปี 2010 ระบุว่า […]

ทำโมจิแบบคนญี่ปุ่น

ทำโมจิแบบคนญี่ปุ่น เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ Shoichi Sugiyama ได้แบ่งปันสูตรและวิธีการทำขนมโมจิแบบชาวญี่ปุ่นแท้ๆ ให้แก่ผู้คนที่สนใจในเมืองซีแอตเทิล ขั้นตอนของเขาเริ่มต้นด้วยการหุงข้าวญี่ปุ่นนาน 30 – 40 นาทีจนข้าวสุก จากนั้นนำข้าวร้อนๆ มาตำในครกซึ่งต้องใช้ความร่วมแรงร่วมใจอย่างมากในขั้นตอนนี้ เมื่อตำไปเรื่อยๆ ก็จะได้ก้อนแป้งเหนียวๆ จากนั้นนำก้อนแป้งที่ได้มาตัดแบ่งพอดีคำก็จะได้โมจิแบบดั้งเดิม “การตำโมจิในตอนที่มันกำลังร้อนๆ เป็นช่วงเวลาที่พิเศษครับ เพราะจะได้พูดคุยกับญาติหรือเพื่อนบ้านที่มาช่วยทำโมจิ” Sugiyama กล่าว ทั้งนี้เชื่อกันว่าโมจิมีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน ก่อนที่จะแพร่หลายไปยังญี่ปุ่นและเกาหลีในช่วงศตวรรษที่ 10 ซึ่งในเกาหลีจะเรียกว่า “ต็อก”   อ่านเพิ่มเติม บริการร้องไห้กับหนุ่มหล่อในญี่ปุ่น