เพศ-ภาพ ในมุมมองใหม่

ช่างภาพสารคดีตามหาผู้คนที่มีอัตลักษณ์ทางเพศต่างกันไปเพื่อสื่อสารให้ผู้คนได้มองเพศสภาพในมุมมองใหม่ และทลายพรมแดนทางเพศที่เป็นเพียงมายาคติในปัจจุบัน

ปัจจุบัน การก้าวข้ามพรมแดนทางเพศเป็นทั้งปรากฏการณ์และความท้าทายย้อนหลังไปในยุค “สร้างชาติ” รัฐไทยเคยสร้างขนบทางวัฒนธรรมเพื่อก่อร่างสังคมไทยให้มีรูปแบบเฉพาะขึ้นมา หนึ่งในนั้นคือกฎเกณฑ์ว่าด้วยการกำหนดเพศผลักให้แวดวงความหลากหลายทางเพศเป็นเพียงดอกไม้ที่หลบซ่อนจากแสงสว่าง แต่ทุกวันนี้ดอกไม้นั้นผลิบาน และพรมแดนเรื่องเพศค่อยๆคลายตัวส่วนหนึ่งมาจากแสงสว่างใหม่บนพื้นที่แสดงตัวตนในแต่ละแวดวง และการขยายตัวของสื่อสมัยใหม่

แฟชั่นและเสื้อผ้าไร้เพศ

ในชีวิตประจำวัน “ลีฟ”  ภวพล บุญญวินิจ มักสวมเสื้อยืดและกางเกงยีนเพื่อความคล่องตัวในการทำงาน ผู้จัดการกองถ่ายมิวสิกวิดีโอคนนี้ สนใจแฟชั่นที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางเพศ เขามักหยิบยืม (หรือขโมย) เสื้อผ้าจากแฟนสาวมาสวมใส่บ่อยๆ เวลาไปร่วมงานปาร์ตี้หรืองนแต่งงาน “เราคิดว่าสนุกดีครับ เราทาอะไรจะชอบสนุก บางวันก็ใส่มั่วซั่ว บ้าบอไปตามเรื่อง ไม่ได้เลือกเท่าไร คิดเสียว่าเอามันไว้ก่อน

“ลีฟ” ภวพล บุญญวินิจ เป็น Production Manager ให้ค่ายเพลงแห่งหนึ่ง เขาเป็นชายหนุ่มวัย 30 ที่แวดล้อมด้วยเพื่อนฝูงในวงการสร้างสรรค์ และแฟนสาวของเขาเป็นแฟชั่นสไตลิสต์ให้กับนิตยสารผู้หญิงฉบับหนึ่ง ด้วยนิสัยชอบแต่งเนื้อแต่งตัว วันหนึ่งเขาจึงทดลองนำเสื้อผ้าผู้หญิงมาสวมใส่ “เราชอบรื้อของแฟนมาใส่ดู วันหนึ่งเจอชุดสวย ลองใส่ดูแล้วรู้สึกสบายดี ไม่รุ่มร่ามด้วย” เขาหมายถึงกระโปรงหรือชุดเดรสของสุภาพสตรี

ลีฟบอกว่านิสัยจากแม่เป็นส่วนหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อเขาให้สนใจรายละเอียดของการแต่งกาย “คุณแม่ชอบแต่งตัว ชอบซื้อเสื้อผ้า เคยขายเสื้อผ้าสมัยวัยรุ่นครับ บางทีก็ชอบไปซื้อของด้วยกัน” เขาบอกว่าการได้ไปช็อปปิ้งกับแม่บ่อยๆ ทำให้เขาซึ่งเป็นลูกชายคนโตจากบรรดาลูกชายสี่คนในบ้านมีรสนิยมชอบข้าวของคล้ายๆ กับแม่

ทว่ากลับมีพื้นที่ไม่มากนักที่เขาสามารถสวมชุดผู้หญิงได้อย่างมั่นใจ  และมักไม่พ้นงานเลี้ยงหรือปาร์ตี้  “ครั้งหนึ่งมีปาร์ตี้ธีมชุดนอนที่ออฟฟิศ เลยไปรื้อชุดนอนคลุมของแม่มา แล้วข้างในใส่สายเดี่ยวสีดำของแฟน ตอนนั้นเอามันเอาสนุกมากกว่า ผมคิดว่างานสนุกสนานแบบนี้เป็นพื้นที่ที่ง่ายต่อการยอมรับมากกว่าครับ”

ทุกวันนี้มีดีไซเนอร์เสื้อผ้ามากมายออกแบบผลงานที่สามารถสวมใส่ได้ทั้งสองเพศ แฟชั่นไร้เพศนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว และชี้ให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่ไร้พรมแดน ลีฟบอกว่า เขาสามารถสวมใส่เสื้อผ้าผู้หญิงได้โดยปราศจากข้อกังขาว่าเขาเป็นเกย์ “ผมว่าเรื่องเพศเปลี่ยนไปแล้วครับ เราแค่อยากใส่อะไรก็ใส่ แค่นั้นเอง”

โลกหลากเพศไร้ขอบเขต

ตอนที่ “ไบค์” มนัสวิน มลิวงค์ แปลงกายเป็นเซเลอร์มูน เขาดูคล้ายกับมีพลังแห่งดวงจันทร์จริงๆ หนุ่มน้อยผู้หลงใหลการ์ตูนสาวน้อยแปลงร่าง ใช้เวลา ค่อนชีวิตไปกับโลกของเซเลอร์มูน และเปลี่ยนตัวเองเป็นตัวละครในโลกเสมือนด้วยการแต่ง “คอสเพลย์” เป็น “กระต่ายน้อย” หรือตัวละครหลักจากการ์ตูน ดังกล่าว “ไม่เพียงแค่ชุดต้องเหมือนนะครับ ลีลาท่าทาง และคาแรกเตอร์ต้องได้ด้วย รายละเอียดของแต่ละตัวละครจะต่างกันครับ” เขาบอก

ตอนที่ “ไบค์”  มนัสวิน  มลิวงค์ รู้ตัวว่าหลงใหลเซเลอร์มูนเป็นช่วงที่เขาอยู่มัธยมศึกษาตอนต้น และเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับตอนที่เริ่มรู้ว่าตัวเองเป็นเกย์ โลกของเขาเป็นโลกของมะโฮโชโจะ หรือสาวน้อยแปลงร่าง ซึ่งเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นประเภทหนึ่งที่ถือกำาเนิดมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 แต่ได้รับความนิยมสูงสุดในทศวรรษ 1990 เซเลอร์มูนเป็นการ์ตูนสาวน้อยในชุดกะลาสี มีพลังวิเศษใช้ต่อสู้กับเหล่าร้าย สร้างโดยนาโอโกะ ทาเคอุจิ นักวาดการ์ตูนชาวญี่ปุ่น และได้รับการยกย่องว่าผสมผสานการ์ตูนผู้หญิงเข้ากับการต่อสู้ของการ์ตูนผู้ชายได้อย่างลงตัว แต่ส่วนสำคัญคือการสอดแทรกเรื่องของความหลากหลายทางเพศในการ์ตูนอย่างแนบเนียน

“มีทั้งหญิงรักชาย ชายรักหญิง หญิงรักหญิง ชายรักชาย เป็นการ์ตูนที่กล้ามากในยุคนั้นครับ”  ไบค์เล่าถึงการ์ตูนที่มีอายุครบ 25 ปีไปเมื่อไม่นานมานี้  “เรียกว่าเป็นการ์ตูนที่จุดความเป็นเพศอื่นๆ ทั้งในตัวเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงในยุคนั้นก็ว่าได้”

ที่สุดความหลงใหลในการ์ตูนก็ผลักดันให้เขาทดลอง “คอส” หรือแต่งกายเลียนแบบตัวละครในจินตนาการและเมื่อมีการประกวดคอสเพลย์ที่งานหกรรมการ์ตูน ปี 2009 เขาก็คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดคอสเพลย์ปีนั้น  “ตอนนั้นผู้ชายยังไม่ค่อยแต่งเป็นผู้หญิงเลยครับ มีน้อยมาก เราไม่ได้แต่งสะสวยอะไร แต่เน้นใช้ตัวตนความเป็นเซเลอร์มูนมากกว่า เลยชนะครับ”

ปัจจุบัน  ไบค์เปลี่ยนความหลงใหลในเซเลอร์มูนจากนักสะสมมาเป็นพ่อค้าขายของเล่น  และนักพากย์การ์ตูน เขาบอกว่า  เพศในโลกการ์ตูนไร้ขอบเขตและหลากหลาย “ผมเคยถามลูกค้าเด็กผู้ชายที่ชอบของเล่นของผู้หญิง เขาตอบว่า  ‘ยังไม่ได้เลือก’ หรือไม่ก็ ‘เพศอะไรก็ได้ ถ้าคบกันแล้วสบายใจ’  แต่สำหรับผม  คำว่าเพศทุกวันนี้ ก็เหมือนแค่แบ่งตามอวัยวะเพศที่มีมาแต่กำาเนิดแค่นั้นเองครับ” เขาทิ้งท้าย

ความเท่าเทียมบนความไม่เท่าเทียม

หลังน้องกวีลืมตาดูโลกได้ไม่กี่วัน  “บุ๋ม”  ธันวารัฐ แวนิกเคริก ก็กลายเป็นคุณแม่จอมยุ่งที่ต้องเลี้ยงทั้งลูกอ่อน และดูแลธุรกิจขายครีมปกปิดรอยสักที่เธอสร้างแบรนด์ไว้ในโลกออนไลน์ เธอชื่นชอบรอยสักมาตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่น เคยมีชีวิตสุดเหวี่ยง เสี่ยงอันตราย และโลกของยาเสพติด  จนมาเป็นคุณแม่ผู้อ่อนโยนและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เธอบอกว่า “สังคมชอบมองคนที่มีรอยสักว่าเป็นคนไม่ดี แต่ผู้หญิงที่มีรอยสักก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นแม่ที่ดีไม่ได้นี่คะ”

รอยสักแรกของ “บุ๋ม” ธันวารัฐ แวนิกเคริก อยู่ที่หน้าอกเป็นรูปเครื่องสักโบราณขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือ รอยสักนี้ประทับบนร่างกายของเธอเมื่อครั้งยังเป็นเด็กสาววัยรุ่น ห่าม คึกคะนอง ติดเพื่อน และเกกมะเหรกเกเร ทว่ารอยสักเดียวกันนี้พาเธอข้ามโลกไปยึดอาชีพช่างสักที่แอฟริกาใต้ เก็บเงินได้ก้อนใหญ่ และพบสามีที่นั่น

รอยสักส่วนใหญ่บนเรือนร่างเธอเป็นแนวเหมือนจริง (ไม่ใช่การ์ตูน  หรือลายกราฟิก)  เธอสักตราสินค้าแบรนด์เนมของผู้หญิงไว้ที่ขาซ้ายเพื่อเตือนใจว่า เธอได้ครอบครองกระเป๋าหรือข้าวของนั้นๆมาแล้ว  และด้วยความเป็นคาทอลิก เธอจึงสักรูปพระแม่มารีย์และพระเยซูบนแขนซ้าย ซึ่งรวมถึงดอกกุหลาบที่เติมเต็มองค์ประกอบศิลป์

ถ้าสังคมมองผู้คนหลากเพศด้วยสายตาแตกต่างกัน โลกของคนมีรอยสักกลับมีความเท่าเทียมและสอดทับกันสนิทโดยมองข้ามเรื่องเพศไป บุ๋มบอกว่า ไม่ว่าผู้มีรอยสักจะเป็นเพศใด สังคมก็จะมองพวกเขาด้วยสายตาเดียวกัน “ทั้งๆ ที่รอยสักเป็นการตอบสนองความต้องการของตัวเรา แต่สิ่งที่เราได้รับกลับมาจากสังคมคือการมองเป็นคนไม่ดีไปเสียทั้งหมด” เธอบ่นน้อยใจ

ในอดีตรอยสักเป็นวัฒนธรรมและอาจเป็นเครื่องแสดงอัตลักษณ์ทางเพศ แต่รอยสักสวยงามทุกวันนี้ไม่แบ่งแยกเพศ “โลกมันไปไกลแล้วนะ มันข้ามไปแล้ว อย่างลายมังกรเต็มหลัง แต่ก่อนต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น เดี๋ยวนี้มังกรลงหลังลงก้นถึงขาผู้หญิงเยอะแยะแล้วค่ะ”

ดอกไม้ในมัดกล้าม

“บัว” สัตตบงกช ซิมเม็น ก้าวสู่วงการเพาะกายตามสามีและอุทิศเวลาให้กับการฝึกซ้อมจนติดทีมชาติไทย เธอบอกว่า ชีวิตนักเพาะกายหญิงทุกคนต้องเผชิญกับความแปรปรวนจากผลข้างเคียงของอาหารเสริมและการฝึกซ้อม จนความอ่อนช้อยและรูปร่างความเป็นผู้หญิงเปลี่ยนไป “บางทีก็คิดถึงเมื่อก่อนนะคะ” เธอบอกขณะหยิบรูปภาพเก่าๆ ของตัวเองขึ้นมาดู  “สมัยก่อนบัวสวย หน้าเรียวกว่านี้ ดูเดี๋ยวนี้สิคะ”

กิจวัตรของ “บัว” สัตตบงกช ซิมเม็น ก็เหมือนกับคุณแม่ ลูกสองทั่วไปที่อุทิศเวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันให้กับลูก ๆ ทั้งการรับ – ส่งโรงเรียน เตรียมอาหาร พาไปเที่ยวเล่น และพาเข้านอน อาชีพของเธอคือผู้ผลิตกระเป๋าตามสั่ง

แต่ชีวิตอีกภาคหนึ่งของเธอคือนักเพาะกายทีมชาติไทยรุ่น Athletic Physique (เป็นรุ่นที่อยู่กึ่งกลางระหว่างรุ่นสวยงาม หรือ Model Physique กับรุ่นเพาะกาย หรือ Bodybuilding ที่เน้นกล้ามเนื้อหนักหน่วงกว่า) “บัวไม่ใช่ผู้หญิงจ๋าค่ะที่ต้องแต่งหน้าใส่ส้นสูงตลอด แล้ว…เอ่อ บัวไม่มีหน้าอกค่ะ ก็เลยไม่เล่นรุ่น Model” เธอบอก

วิถีนักเพาะกายของเธอเริ่มต้นเมื่อเกือบสี่ปีก่อน จากแม่บ้านผู้ตามใจปากที่เธอบอกว่า “อ้วนเผละ” จนมาเข้ายิมตามสามีที่ขณะนั้นกำลังเอาดีกับการเพาะกาย นำามาสู่การท้าทายและแข่งขันกับตัวเอง “ตอนนั้นคิดแต่ว่าจะให้สามีดูดีคนเดียวไม่ได้ ชั้นต้องดูดีด้วย”

เมื่อรูปกายภายนอกเปลี่ยนไปเป็นสุภาพสตรีกล้ามโตเส้นเลือดปูดโปนอย่างเห็นได้ชัด หลายครั้งเธอรับรู้ได้ถึงสังคมที่วิจารณ์รูปลักษณ์เธอในที่สาธารณะ “เวลาขึ้นรถไฟฟ้าคนก็จะมองค่ะ บางคนก็นินทา ‘ผู้หญิงหรือกะเทยวะเนี่ย’ แต่บัวคิดว่าประสบความสำาเร็จนะคะ ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลง คนคงไม่มองแบบนี้” เธอมองโลกในแง่ดี

แม้เพาะกายจะเป็นกีฬาที่ฝึกฝนได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง แต่สำหรับเพศหญิงแล้ว กีฬานี้ต้องอุทิศร่างกายให้ทั้งชีวิต เพราะบางส่วนของร่างกายจะไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว นอกจากนี้ ยังมีอาหารเสริมและฮอร์โมนที่ช่วยให้นักกีฬาสามารถสร้างกล้ามเนื้อได้มากขึ้นเท่ากับเพศชาย แต่ก็มีผลข้างเคียงทั้งตับและระบบสืบพันธุ์ “อย่างบัวเองประจำาเดือนไม่มีเป็นปีแล้ว และรูปร่างเปลี่ยน เสียงเปลี่ยน ขนก็เยอะขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นเพราะฮอร์โมนเพศชายค่ะ”

อย่างไรก็ตาม ระหว่างถ่ายภาพ เธอมักจะเน้นย้ำพลาง หัวเราะว่า “ช่วยถ่ายให้ดูเป็นผู้หญิงหน่อยนะคะ”

เรื่อง ราชศักดิ์ นิลศิริ
ภาพถ่าย เอกรัตน์ ปัญญะธารา

ตีพิมพ์ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนมกราคม 2560


อ่านเพิ่มเติม หลากหลายโฉมหน้าของเพศสภาพในปัจจุบัน

เรื่องแนะนำ

แรงงานขนอิฐ เบื้องหลังอุตสาหกรรมก่อสร้างอันรุ่งเรืองในอินเดีย

เรื่องราวของ แรงงานอินเดีย นับล้านคนผู้กระเสือกกระสนในอุตสาหกรรมโรงอิฐฝุ่นคลุ้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานใช้หนี้ จึงต้องตรากตรำทำงานอันยากลำบากนี้ต่อไป พื้นที่ใกล้เมืองธุบรี (Dhubri) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐอัสสัม (Assam) ประเทศอินเดีย บริษัทอิฐเอบีซีที่ตั้งอยู่ใกล้ริมตลิ่งแม่น้ำพรหมบุตรมีไอน้ำคลุ้ง อันเป็นบรรยากาศเช่นเดียวกับโรงทำอิฐอีกราวสองแสนโรงทั่วอินเดีย ชาซิมา คาธุม หญิงสาววัย 24 ปี มีชะตากรรมเช่นเดียวกับแรงงานกว่า 12 ล้านที่ต้องตรากตรำทำงานในโรงทำอิฐฝุ่นคลุ้ง คาธุมเป็นหญิงร่างเล็ก ผอมแห้ง หน้าคม แต่ดูแก่กว่าคนรุ่นเดียวกัน ก่อนหน้านี้ ครอบครัวของเธอ ซึ่งทำงานเป็นคนทำอิฐเช่นเดียวกัน ต้องฝืนใจขายพื้นที่ฟาร์มเล็กๆของครอบครัว เนื่องจากที่ดินผืนนั้นไม่สามารถเพาะปลูกได้อีกต่อไป และพวกเขาต้องการเงินก้อนเพื่อสร้างบ้านสำหรับลูกสาวทั้งหกคน ดังนั้น คาธุมจึงต้องเลิกเรียนกลางคันตั้งแต่อายุ 14 ปี และออกมาใช้แรงงานอย่างหนักนับตั้งแต่นั้น ภายใต้บรรยากาศปล่องควันของโรงงานทำอิฐหลากหลายโรงในพื้นที่ ในช่วงเวลา 5 เดือนของหน้าแล้งทุกปี ภายใต้ดวงอาทิตย์อันร้อนระอุ เธอต้องลากก้อนอิฐน้ำหนักประมาณ 18 กิโลกรัม ซึ่งเป็นก้อนอิฐที่ยังไม่ผ่านการเผา ราว 8 ถึง 10 ก้อน ประหนึ่งว่าเธอเป็นรถยกแรงงานมนุษย์ หญิงสาวขนอิฐเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรต่อวัน เพื่อขนถ่ายก้อนอิฐดิบไป-กลับยังเตาเผา เหงื่อที่โทรมหน้าของเธอเกาะไปด้วยฝุ่นหนาราวกับเอาโคลนมาพอกไว้ (เชิญคลิกชมวิดีโอการทำงานอันเหนื่อยยากของแรงงานขนอิฐแห่งอินเดีย) “ฉันได้เงิน […]

ความรุนแรงครั้งล่าสุดในศรีลังกาบ่งชี้ความขัดแย้งแบบใดในประเทศนี้

เจ้าหน้าที่ทหารศรีลังกาตั้งแถวคุ้มกันหน้าโบสถ์ St. Anthony ซึ่งถูกระเบิดในเมือง Kochchikade กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา มีคนกว่า 300 คนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ ระเบิดศรีลังกา ที่มีติดต่อกันในโรงแรมและโบสถ์ซึ่งเหล่าศาสนิกกำลังเข้าร่วมพิธีในงานวันอีสเตอร์ ภาพถ่ายโดย THARAKA BASNAYAKA, NURPHOTO/GETTY ประวัติศาสตร์สงครามกลางเมืองและสันติภาพอันเปราะบางในภูมิภาคเอเชียใต้เช่นศรีลังกา ได้สะท้อนเรื่องราวของวงจรการแก้แค้นระหว่างเชื้อชาติ และความจำเป็นที่ต้องสร้างอัตลักษณ์ความเป็นชาติร่วมกัน หลังเหตุการณ์ ระเบิดศรีลังกา เหตุการณ์ระเบิดฆ่าตัวตายในวันอาทิตย์อีสเตอร์ที่ประเทศศรีลังกา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 300 คน และบาดเจ็บกว่า 500 คน และการค้นพบระเบิดที่สถานีขนส่งกว่า 87 ลูก ดูเหมือนว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งบทใหม่ในประเทศที่มีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งในเรื่องของศาสนาและชาติพันธุ์มานานกว่า 70 ปี เราอาจกล่าวได้ว่าประวัติศาสตร์ของศรีลังกาหลังได้รับเอกราชมาจากอังกฤษนั้นวนเวียนอยู่กับความขัดแย้งระหว่างชาวสิงหลซึ่งนับถือศาสนาพุทธและเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ (ร้อยละ 75 ของประชากร หรือราว 21 ล้านคน) กับชาวทมิฬ อันเป็นประชากรส่วนน้อยของศรีลังกาซึ่งบรรพบุรุษของพวกเขาถูกกวาดต้อน มาจากรัฐทมิฬนาฑู ของอินเดีย เพื่อให้เป็นแรงงานให้ชาวอังกฤษ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อนักการเมืองชาวสิงหลซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศได้ครองอำนาจ ก็ออกนโยบายฟื้นฟูศาสนาพุทธซึ่งชาวสิงหลภาคภูมิใจ เพื่อให้ศรีลังกาเป็นดินแดนของชาวสิงหลที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม พวกเขาปฏิบัติต่อชาวทมิฬซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศเกิดความขัดแย้ง ทั้งแง่ของเชื้อชาติ ศาสนา วิถีชีวิต และภาษา ชาวทมิฬถูกผลักดันให้ไปอยู่ในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศและถูกลิดรอนสิทธิต่างๆ […]