หลากหลายโฉมหน้าของ เพศสภาพ ในปัจจุบัน - National Geographic Thailand

หลากหลายโฉมหน้าของเพศสภาพในปัจจุบัน

หลากหลายโฉมหน้าของ เพศสภาพ ในปัจจุบัน

หลังจากที่สภาของไต้หวันได้ประกาศให้การแต่งงานระหว่างคู่รักเพศเดียวกันเป็นเรื่องถูกกฎหมาย เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ก็ได้นำความยินดีมาให้กับกลุ่มคนที่ได้เรียกร้องสิทธินี้มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่รักเพศเดียวกันในไต้หวัน ที่จะได้สิทธิในการแต่งงานและจดทะเบียนสมรสได้ถูกต้องตามกฎหมายเป็นชาติแรกในเอเชีย

ที่ผ่านมา คนทั่วไปอาจคิดว่า “การแต่งงาน” และความรัก เป็นเรื่องของ “เพศชาย” และ “เพศหญิง” เพียงอย่างเดียวมาโดยตลอด แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแนวคิดเรื่องการรักเพศเดียวกันก็อยู่ในประวัติศาสตร์เรื่อยมา และไม่อาจเปิดเผยได้อย่างชัดเจนมากนัก เนื่องจากค่านิยมของสังคมในอดีต มักมองว่าความรักประเภทนี้เป็นเรื่องผิดปกติ แต่ว่าในปัจจุบันนี้ ความรักเพศเดียวกันเริ่มสามารถเปิดเผยได้ และถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ นำมาซึ่งรูปแบบ หรือลักษณะค่านิยมทางเพศของปัจเจกบุคคลที่มีความหลากหลายมากขึ้น

อาจกล่าวได้ว่า เราอยู่ในยุคสมัยของการ “ปฏิวัติด้านเพศสภาพ” โดยแท้จริง

ภาพหมู่ภาพนี้จะทำให้เราเข้าใจคำว่า “การปฏิวัติเพศสภาพ” เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ติดต่อกับกลุ่มนักเคลื่อนไหวหลายกลุ่มเพื่อนำบุคคล 15 คน ซึ่งเป็นตัวแทนของอัตลักษณ์ทางเพศและ การแสดงออกทางเพศอันหลากหลายมารวมกันไว้ในที่เดียวกัน และคำเรียก เพศสภาพ ของพวกเขาก็มาจากคำพูดของแต่ละคนเอง

แถวบน (ยืน) จากซ้ายไปขวา 1. แฮร์รี ชาลส์เวิร์ท, 20 ปี, เควียร์ (queer — ไม่ปิดกั้นทางเพศ) 2. เอเชียนนา สกอตต์, 20 ปี, นางหรือนายแบบทั้งสองเพศรวมกัน 3. แองเจลิกา ฮิกส์, 23 ปี หญิงตรงเพศ 4. มอร์แกน เบอร์โร ฟรานซิส, 30 ปี, เลือกเป็นได้ทั้งสองเพศ 5. เอลี, 12 ปี, ชายข้ามเพศ 6. แอเรียล นิโคลสัน เมอร์ทาก, 15 ปี, หญิงข้ามเพศ 7. พิดเจียน พาโกนิส, 30 ปี, ไม่แบ่งเป็นสองเพศ 8. เชพเพิร์ด เอ็ม. เวอร์บัส, 24 ปี, ไม่ปิดกั้น ทางเพศที่ไม่แบ่งเป็นสองเพศ 9. เชอร์โน บีโก, 25 ปี, นักเคลื่อนไหวผิวสี/ชาว ข้ามเพศ 10. อล็อก เวด-มีนอน, 25 ปี, ไม่แบ่งเป็นสองเพศ

แถวล่าง (นั่ง) จากซ้ายไปขวา 1.เมมฟิส เมอร์ฟี, 16 ปี, หญิงข้ามเพศ 2.อเล็กซ์ ไบรสัน, 11 ปี, ชายข้ามเพศ 3.เดนเซล ฮัตชินสัน, 19 ปี, ชายที่ชอบเพศตรงข้าม 4.ลี, 16 ปี, เด็กชายข้ามเพศ 5.จูลส์, 16 ปี, เด็กชายข้ามเพศ

คำจำกัดความใหม่ของเพศสภาพ

อภิธานศัพท์นี้เรียบเรียงโดยได้รับคำแนะนำจากเอลี อาร์. กรีน เจ้าหน้าที่ ศูนย์ศึกษาทางเพศที่มหาวิทยาลัยไวเดนเนอร์ในเพนซิลเวเนีย และลูคา เมาเรอร์ จากศูนย์เพื่อการศึกษา การเข้าถึง และการให้การบริการเกี่ยวกับ เลสเบียน เกย์ ไบเซ็กชวล และคนข้ามเพศ ที่วิทยาลัยอิททาคาในนิวยอร์ก ทั้งสองเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Teaching Transgender Toolkit

ไม่มีเพศ (agender): บุคคลที่ไม่ ระบุว่ามีอัตลักษณ์ทางเพศซึ่งจำแนกเป็นชายหรือหญิง หรือบุคคลที่ระบุตัวเองว่าเป็นคนไม่มีอัตลักษณ์ทางเพศ

ทั้งสองเพศรวมกัน (androgynous): มีลักษณะความเป็นเพศชายและเพศหญิงรวมกัน หรือไม่แสดงออกทางเพศตามแบบแผน

คนตรงเพศ (cisgender): คำเรียกบุคคลที่มีอัตลักษณ์ทางเพศตรงกับ เพศทางชีววิทยาเมื่อแรกเกิด (บางครั้งใช้คำย่อว่า ซิส “cis”)

แบ่งเป็นสองเพศ (gender binary): คือแนวคิดที่ว่า เพศสภาพ ต้องเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง (ชาย/หญิง) โดยอิงกับเพศกำเนิด แทนที่จะอิงกับอัต-ลักษณ์ทางเพศและการแสดงออกทางเพศอันหลากหลาย คำจำกัดความนี้ถือเป็นข้อจำกัดหรือเป็นปัญหาสำหรับผู้ที่ไม่ตรง (หรือไม่ประสงค์) จะถูกจำแนกเป็นเพศใดเพศหนึ่ง

แสดงออกทางเพศตรงกับบรรทัดฐานของสังคม (gender conforming): คนที่แสดงออกทางเพศตรงบรรทัด- ฐานของสังคม กล่าวคือ เด็กชาย หรือผู้ชายต้องหรือควรมีความเป็นชาย และเด็กหญิงหรือผู้หญิงต้องหรือควรมีความเป็นหญิง คนตรงเพศ (cis) ทุกคนอาจไม่แสดงออกตรง ตามบรรทัดฐานของสังคม และคนข้ามเพศก็ไม่จำเป็นต้องแสดงออกค้านกับบรรทัดฐานของสังคมเสมอไป

ภาวะความไม่พอใจในเพศตัวเอง หรือจีดี (gender dysphoria: GD): คู่มือวินิจฉัยและสถิติสำหรับความ ผิดปกติทางจิตฉบับที่ห้า (DSM-5) ของสมาคมสุขภาพจิตอเมริกา (American Psychiatric Associa- tion) ให้คำจำกัดความว่าเป็นการ ข้ามเพศโดยได้รับการวินิจฉัยทางแพทย์ การรวมภาวะจีดีว่าเป็นความผิดปกติทางจิตอยู่ในคู่มือ ดังกล่าวเป็นเรื่องที่อื้อฉาวในชุมชนคนข้ามเพศต่าง ๆ เพราะบ่งบอกว่าคนข้ามเพศคือผู้ป่วยทางจิต แทนที่จะเป็นอัตลักษณ์ทางเพศซึ่ง เป็นที่ยอมรับ ทว่าผู้ที่ต้องการรักษา ภาวะนี้ต้องได้รับคำวินิจฉัยอย่างเป็น ทางการเสียก่อน

การแสดงออกทางเพศ (gender expression): คือการแสดงออกภาย นอกของบุคคลที่สะท้อนเพศสภาพ โดยมักรวมสไตล์ส่วนตัว การแต่งกาย ทรงผม เครื่องสำอาง เครื่องประดับ นํ้าเสียงสูงตํ่า และภาษากาย การแสดงออกทางเพศมักจัดประเภทเป็น แบบผู้ชาย แบบผู้หญิง หรือทั้งสองเพศรวมกัน การแสดงออกทางเพศยังอาจสอดคล้องกับอัตลักษณ์ ทางเพศ หรือไม่สอดคล้องก็ได้

เพศที่เลื่อนไหลไปมา (gender- fluid): คนที่มีอัตลักษณ์ทางเพศ หรือการแสดงออกทางเพศเปลี่ยนแปลงไปมาระหว่างผู้ชาย/ความเป็นชาย และผู้หญิง/ความเป็นหญิง

อัตลักษณ์ทางเพศ (gender iden- tity): ความรู้สึกจากส่วนลึกของ คนคนหนึ่งว่าตนมีเพศสภาพอย่างไร โดยอิงกับคำจำกัดความของตัวเอง

เครื่องหมายทางเพศ (gender marker): การกำหนดค่า (เพศชาย, เพศหญิง, หรืออย่างอื่น) ที่ระบุในบันทึกของทางการ เช่น สูติบัตร หรือใบขับขี่ เครื่องหมายทางเพศใน เอกสารของคนข้ามเพศคือเพศที่ ติดตัวมาแต่กำเนิด เว้นเสียแต่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างถูกต้อง ตามกฎหมาย

แสดงออกทางเพศที่ไม่ตรงกับบรรทัดฐานของสังคม (gender nonconforming): คนที่แสดงออก ทางเพศไม่ตรงตามบรรทัดฐานของสังคม เช่น เด็กชายหรือผู้ชายที่ “ไม่แมนพอ” หรือดูเหมือนผู้หญิง ขณะที่เด็กหญิงหรือผู้หญิงก็ “ไม่หญิง พอ” หรือดูเหมือนผู้ชาย ชาวข้ามเพศ อาจไม่เป็นเช่นนี้ทุกคน และคนที่แสดงออกทางเพศไม่ตรงกับ บรรทัดฐานของสังคมก็อาจไม่ได้เป็นคนข้ามเพศทุกคน คนตรงเพศอาจแสดงออกไม่ตรงกับบรรทัดฐานของสังคม คนทั่วไปมักสับสนว่า การแสดงออกเช่นนี้ต้องพ้องกับรสนิยมทางเพศ (sexual orientation)

ไม่ปิดกั้นทางเพศ (genderqueer): คนที่มีอัตลักษณ์ทางเพศไม่ใช่ทั้งหญิงและชาย อาจอยู่กึ่งกลาง หรือหลุดพ้นกรอบทางเพศ หรืออาจเป็นการผสมผสานของเพศทั้งหมด

เพศกำกวม (intersex): คนที่มี ความผิดปกติด้านพัฒนาการของระบบอวัยวะเพศ หรือดีเอสดี โดยมีโครงสร้างของระบบสืบพันธ์ พันธุ- กรรม โครงสร้างของอวัยเพศ หรือ ฮอร์โมน ที่ทำให้มีร่างกายซึ่งไม่ สามารถแบ่งเป็นหญิงหรือชายได้ คน มักสับสนคนที่มีเพศกำกวมกับคน ข้ามเพศ แต่ทั้งสองประเภทแตกต่าง กันสิ้นเชิง คำว่า กะเทย (herma- phrodite) ซึ่งหมายถึงคนที่มีอวัยวะ ทั้งเพศชายและเพศหญิงในคน คนเดียวกัน ถือว่าตกยุคและเป็น การดูหมิ่น

แอลจีบีทีคิว (LGBTQ): ตัวย่อ ที่หมายถึงเลสเบียน เกย์ ไบเซ็ก- ชวล ทรานส์เจนเดอร์ (ข้ามเพศ) และเควียร์ (ไม่ปิดกั้นทางเพศ) และ/หรือปัจเจกบุคคลและชุมชนที่มีลักษณะดังกล่าว บางครั้งใช้ แตกต่างออกไปว่า แอลจีบีที (LGBT) และแอลจีบีคิว (LGBQ)

ไม่แบ่งเป็นสองเพศ (nonbinary): สเปกตรัมของอัตลักษณ์และการแสดงออกทางเพศแบบหนึ่ง โดยไม่สรุปว่าเพศต้องเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง (ชาย/หญิง) เท่านั้น หรือไม่เป็นอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น โดยอิงกับเพศกำเนิด กลุ่มนี้ยังรวมถึงคำว่า ไม่มีเพศ (agender) เลือกเป็นได้ทั้ง สองเพศ (bigender) เพศที่เลื่อน ไหลไปมา (genderfluid) และเป็น ได้ทุกเพศ (pangender)

สรรพนาม: สรรพนามระบุเพศที่ ให้เกียรติและตรงกับบุคคล ซึ่งบุคคลนั้นเลือกใช้ด้วยตัวเอง ควรถามบุคคลนั้น ๆ ก่อนว่าใช้สรรพนามอะไรนอกจากคำว่า “เขา” “เธอ” และ “พวกเขา” แล้ว ยังมีสรรพนามใหม่ที่ไม่มีเพศ ซึ่งได้แก่ “ซี” (zie) และ “เพอร์” (per)

การระงับวัยเริ่มเจริญพันธุ์: กระบวนการทางแพทย์ที่ยับยั้งการ เปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนซึ่งทำให้เกิด การเจริญพันธุ์ในวัยรุ่น ผลที่ได้คือ การชะลอพัฒนาการของลักษณะทางเพศระยะทุติยภูมิ (เช่น การเติบโต ของเต้านม การขยายของอัณฑะ การกระจายไขมันในร่างกาย การเปลี่ยนแปลงของเสียง เป็นต้น) การกดภาวะดังกล่าวทำให้วัยรุ่น มีเวลาตัดสินใจว่าจะรับฮอร์โมน ของเพศที่ต้องการเป็นหรือไม่ และ ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะความไม่พอใจในเพศตัวเองที่วัยรุ่นข้ามเพศมัก ประสบในระยะเจริญพันธุ์

ไม่ปิดกั้นทางเพศ (queer): คำ กว้าง ๆ สำหรับคนที่ไม่ได้รักคนต่างเพศ และ/หรือคนตรงเพศ คำคำนี้ในอดีตเคยใช้เป็นคำหยามหมิ่น แต่ปัจจุบันบางคนบอกว่าเป็นการยืนยันตัวตน ในขณะที่บางคนบอกว่าเป็นคำที่ทำให้เกิดความเสื่อมเสีย

วิถีทางเพศหรือรสนิยมทางเพศ (sexual orientation): เป็นความ รู้สึกพึงใจที่บุคคลหนึ่ง ๆ มีต่อคนอื่น คนคนหนึ่งอาจถูกใจคนเพศเดียวกันหรือเพศตรงข้าม หรือทั้งสองเพศ หรือไม่มีความชอบในเพศหรือเพศสภาพใดเป็นพิเศษ บางคนอาจไม่มีความรู้สึกดึงดูดทางเพศเลยและอาจเรียกตัวเองว่า ไม่ฝักใฝ่ใจทางเพศ (asexual) วิถีทางเพศเป็นเรื่องของ ความพึงใจในคนอื่น ๆ (เป็นเรื่องภายนอก) ขณะที่อัตลักษณ์ทางเพศเป็นความรู้สึกจากส่วนลึกว่า ตัวตนของเราเป็นอย่างไร (เป็นเรื่องภายใน)

ข้ามเพศ (transgender): บางครั้ง เรียกย่อ ๆ ว่า “ทรานส์” (trans) อันเป็นคำคุณศัพท์เรียกคนซึ่งอัตลักษณ์ ทางเพศไม่ตรงกับเพศกำเนิด คำคำนี้ ยังอาจหมายถึงอัตลักษณ์กลุ่มหนึ่งซึ่งรวมถึงเด็กชายหรือผู้ชายข้ามเพศ คนที่เป็นเพศหญิงแต่กำเนิด แต่คิดว่าตนเป็นเด็กชายหรือผู้ชาย และคนที่เป็นชายแต่กำเนิด แต่คิดว่าตนเป็นเด็กหญิงหรือผู้หญิง

แปลงเพศ (transsexual): เป็น คำเก่าที่ใช้เรียกคนข้ามเพศ ซึ่งอาจได้รับฮอร์โมนหรือการผ่าตัดแปลงเพศให้เข้ากับอัตลักษณ์ทางเพศของตน แทนที่จะอยู่ในเพศเดิมแต่กำเนิด คำคำนี้ยังมีการใช้กันอยู่ แต่คำว่า “ข้ามเพศ” เป็นที่นิยมมากกว่า

ที่มา: THE TEACHING TRANSGENDER TOOLKIT, โดยเอลี อาร์. กรีน และลูคา เมาเรอร์


อ่านเพิ่มเติม มองใหม่เรื่องเพศสภาพ

เรื่องแนะนำ

คนไทยในอดีตหากมีคู่ต่างชาติ มีโทษถึงประหารชีวิต

แม้ทุกวันนี้คู่รักข้ามเชื้อชาติหรือวัฒนธรรมในสังคมไทยจะดูเป็นเรื่องปกติ แต่ย้อนกลับไปในอดีต สิ่งนี้เป็นข้อห้ามและมีโทษร้ายแรงถึงประหารชีวิต

เนยโฮมเมดที่มีอายุครึ่งศตวรรษ

“เนยโฮมเมด”ที่มีอายุครึ่งศตวรรษ Baqar Taihan กำลังขุดบางอย่างที่กินได้ออกมาจากใต้ดิน ในเมืองกาเนช ที่ตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหมเชิงเทือกเขาหิมาลัยทางตอนเหนือของปากีสถาน Taihan กำลังขุดเอาบางสิ่งที่มีค่าไม่ต่างจากทองคำ มันคือเนยโฮมเมดที่ทำมาจากนมของวัวและจามรี ห่อหุ้มด้วยเปลือกไม้เบิร์ช และบรรจุใส่กล่องฝังไว้ยังใต้ดินของจัตุรัสกลางเมืองเป็นเวลานานหลายปี โดยที่เนยบางก้อนนั้นมีอายุมากกว่า Taihan เองที่อยู่ในวัยกลางคนเสียอีก “ปู่ย่าของเราฝังเนยเหล่านี้นานเป็นร้อยปี” Taihan นักกิจกรรมท้องถิ่นและนักประวัติศาสตร์มือสมัครเล่นของชุมชนกล่าว “ทุกวันนี้เนยที่เก่าแก่ที่สุดที่ผมรู้จักมีอายุประมาณ 40 – 50 ปี” (วัฒนธรรมอาหารเก่าแก่ไม่ได้รวมถึงแค่กระบวนการหมักเท่านั้น มาชมวิธีการปรุงซุปแบบคนโบราณ) Maltash คือชื่อเรียกของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวที่ทำจากนมสัตว์ อาหารขึ้นชื่อของชาวฮันซา ที่อาศัยอยู่ในเมืองกาเนช สถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยแยกตัวเป็นอิสระจากปากีสถานในปี 1974 เนย Maltash จะได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างดีหลายปีใต้พื้นดินบนที่ราบสูง ภูมิภาคแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของเกษตรกรผู้เสี้ยงสัตว์และปลูกเอพริคอตมานานหลายร้อยปี พวกเขานับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ และยังคงรักษาวัฒนธรรมเก่าแก่ไว้ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการทำไวน์หรือองค์ความรู้เชมัน (คนทรงเจ้าที่มีความสามารถติดต่อกับวิญญาณได้) แตกต่างจากอาหารที่อุดมไปด้วยเครื่องเทศรสจัดจ้านเหมือนชาวเอเชียใต้ อาหารของพวกเขารสชาติเบาและประกอบด้วยธัญพืชเสียเป็นส่วนใหญ่ ผักที่ปรุงเกือบสุก ผลไม้ รวมถึงผลิตภัณฑ์จากนม ที่ว่ากันว่าอาหารเหล่านี้ช่วยให้ชาวฮันซามีอายุยืนยาว “เนยที่ผลิตจากหุบเขานี้ เป็นเนยที่มีกลิ่นแรงที่สุด” ข้อเขียนจาก E.F. Knight เจ้าหน้าที่ชาวอังกฤษ จากยุคล่าอาณานิคม ผู้มีประสบการณ์กับอาหารท้องถิ่นนี้ในปี 1892 “ยิ่งเก็บไว้นานมากเท่าไหร่ เนยก็จะยิ่งมีรสชาติดีมากเท่านั้น พวกเขาฝังเนยไว้ใต้ดิน […]

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง ภาพถ่าย  เริงฤทธิ์ คงเมือง เรื่อง  ศิริพร พรศิริธิเวช บนเนื้อที่ 17 ไร่ภายในสวนสมรม (หรือสมลม — ภาษาถิ่นภาคใต้หมายถึง สวนขนาดเล็กที่ปลูกพืชผลผสมผสาน) ของสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือลุงนิล ในวันนี้ พลุกพล่านไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศที่แวะเวียนมาทัศนศึกษาและดูงานในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ทุเรียนต้นใหญ่มีเถาพริกไทยเลื้อยขึ้นไปเกาะออกลูกสีเขียวสดเป็นพวง ขณะที่พื้นใต้ร่มทุเรียนเต็มไปด้วยพืชผลนานาชนิด เช่น กล้วย มังคุด และมะนาวขึ้นเบียดเสียดดูราวป่าดิบชื้น แต่กว่าจะมาเป็นสวนที่สร้างรายได้ไม่ขาดมือ และยังเหลือเผื่อจุนเจือผู้คนในวันนี้ เจ้าของสวนร่างสูงโปร่ง ผิวสีเข้ม และน้ำเสียงถิ่นใต้เป็นเอกลักษณ์ต้องผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชน “โธ่…ใครจะไปรู้ ตอนนั้นทุเรียนมันราคาดี” ลุงนิล เท้าความหลัง เมื่อครั้งที่ต้องนั่งกุมขมับกับความล้มเหลวของสวนทุเรียนกว่า 700 ต้นที่เฝ้าทะนุถนอมมาแรมปี แต่จากการขาดความรู้และประสบการณ์ทำให้ประสบกับภาวะขาดทุนจนมีหนี้สินท่วมตัว ด้วยความคิดว่าต้องปลูกทุเรียนอย่างเดียว เพราะทุเรียนราคาดี และเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด ลุงนิลจึงระดมใส่ปุ๋ย อัดฉีดสารเคมีสารพัด ยี่ห้อไหนใครว่าดี ลุงนิลไม่รอช้า หามาประเคนใส่ “ช่วงหลังไม่มีเงินมาลงทุนทำระบบน้ำ ก็เลยตัดสินใจให้นายทุนมาทำสัญญาเหมาสวนทำทุเรียนนอกฤดู ด้วยความหวังว่าอีกไม่นานเกินรอทุเรียนจะให้ผลผลิต เดี๋ยวก็ได้เงินคืน” ลุงนิลเล่า แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นดังหวัง เพราะเมื่อหมดสัญญาราคาขายทุเรียนปีนั้นดิ่งลงเหว ซ้ำร้ายเจ้าทุเรียนพระเอกในท้องเรื่องยังมาชิงตายตอนจบ ด้วยการทยอยยืนต้นตายหลายร้อยต้น เพราะพิษสงของสารเคมีที่ระดมใส่หวังจะให้ได้ผลดี ยิ่งไปกว่านั้น ผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์และแบ่งบานไปด้วยความฝันของชายวัยกลางคน กลับเปลี่ยนเป็นเนื้อดินแห้งแข็งที่ไม่สามารถปลูกต้นไม้ให้งอกงามดังเดิม ท้ายที่สุด ของแถมจากเหตุการณ์ทั้งมวลนี้ก็คือหนี้สินก้อนโตสองล้านกว่าบาทที่ดูเหมือนจะกองเกลื่อนอยู่ทุกแห่งหนที่ลุงนิลก้าวไป “หมดปัญญา ไม่อยากอยู่แล้ว” เสียงลุงนิลเริ่มสั่นเครือ “ตอนนั้นหยิบปืนขึ้นมาแล้ว แต่ดีที่ลูกชายเดินเข้ามา ก็เลยเก็บปืนไว้ก่อน” ขณะที่ความสิ้นหวังกำลังกัดกินใจดั่งฝูงตั๊กแตนปาทังก้ารุมทึ้งต้นข้าวโพดบนผืนดินแห้งผากอยู่นั้นปาฏิหาริย์ก็บังเกิด กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ที่กำลังเผยแพร่ผ่านทางโทรทัศน์ขณะนั้นดังเข้าหูชายผู้สิ้นหวัง สมบูรณ์ ศรีสุบัติ เล่าว่า ”เป็นดั่งหยาดน้ำฝนชโลมใจ” ชายผู้เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ท่องพระราชดำรัสนั้นได้อย่างขึ้นใจว่า …การจะเป็นเสือนั้น ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง…  …ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไป ทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้แค่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถอยู่ได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนก็ใจร้อน เพราะเดือดร้อน แต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็สามารถที่จะแก้ไขได้… ไม่น่าเชื่อว่าพระราชดำรัสไม่กี่ประโยคนั้นจะสามารถหยุดความคิดอันโง่เขลา และกระทั่งให้ชีวิตใหม่แก่สมบูรณ์ ศรีสุบัติ ในห้วงเวลาอันเลวร้ายที่สุดของชีวิต… ย้อนหลังกลับไป 36 ปี หรือเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความตอนหนึ่งว่า …การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป… นั่นอาจถือเป็นการพระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นครั้งแรก ก่อนที่ปรัชญาดังกล่าวจะมีการนำมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในอีกกว่า 20 ปีต่อมา ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” อันหนักหนาสาหัส รัฐบาลในขณะนั้นต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพ เพื่อยืนหยัดพึ่งพาตนเองพร้อมไปกับการดำเนินนโยบายสำคัญๆในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งดังเดิมได้อีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าแนวคิดที่พระองค์ทรงวางไว้เมื่อหลายสิบปีนั้น จะยังคงใช้ได้ดีและนำสมัยอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตผู้อำนวยการกองประเมินผลและข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ซึ่งปัจจุบันลาออกมาเป็นชาวนาและเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และยังดำรงตำแหน่งประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ดร.วิวัฒน์ให้ทรรศนะว่า ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงวางแผนคราวละไม่ต่ำกว่า 50 ปีเสมอ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพระอัจฉริยภาพและสายพระเนตรอันยาวไกล ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” เมื่อสิบกว่าปีก่อน (และตอกย้ำอีกครั้งด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ ”แฮมเบอร์เกอร์” ในปัจจุบัน) ได้เกิดปรากฏการณ์ที่คนไทยและหลายประเทศทั่วโลกหันมาสนใจ และนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้อย่างแพร่หลายทั้งในการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจ ในส่วนของประเทศไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการบรรจุในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 (1) ความว่า ”บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ” ขณะที่องค์การสหประชาชาติยกย่องว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีคุณูปการทั้งต่อประเทศไทยและนานาประเทศโดยนายโคฟี อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติในขณะนั้น ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ในเช้าที่อากาศร้อนอบอ้าวของเดือนมีนาคมที่ผ่านมาราว 500 กิโลเมตรจากอำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร อันเป็นที่ตั้งของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนและสวนสมรมของลุงนิล ฉันเข้ามายืนเก้ๆ กังๆ พร้อมกับเหงื่อเม็ดเป้งที่ผุดขึ้นตามใบหน้าเมื่อแรกก้าวลงจากรถแท็กซี่และค่อยๆหายไปพร้อมสายลมเย็นที่พัดโชยอยู่ตรงหน้าป้อมกองวัง ประตูพระยมอยู่คุ้น ทางเข้าเขตพระราชฐานที่จะเข้าสู่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา หากจะว่าไปแล้ว สถานที่แห่งนี้คือประจักษ์พยานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดแห่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทรงใช้ทดลองและบ่มเพาะแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงใจกลางกรุงเทพมหานคร คุณศศิภา ตันสิทธิ หญิงสาวตาคม พูดจาฉะฉานเป็นเจ้าหน้าที่งานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ทำหน้าที่นำฉันเยี่ยมชมส่วนต่างๆ ของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เธอพาฉันผ่านไปตามถนนลาดยางสายเล็กที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้ นกหลายชนิดแข่งขันกันส่งเสียงร้อง ขณะที่กระรอกตัวอ้วนพีสองตัววิ่งไล่กันไปตามกิ่งไม้ โดยไม่สนใจผู้คน ห่างออกไปตรงพื้นที่โล่งมีเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวราวสิบคนในชุดเสื้อสีน้ำเงินกำลังสาละวนกับการถอนหญ้าและคัดน้ำเข้าแปลงนาข้าวทดลองที่กำลังปลูกต้นถั่วซึ่งชูยอดเขียวขจี คุณศศิภาเล่าว่า แปลงนาผืนเล็กนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทดลองขับ ”ควายเหล็ก” หรือรถไถแบบสี่ล้อคันแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2504 ด้วยพระองค์เอง เพื่อเตรียมแปลงปลูกข้าว โดยข้าวพันธุ์แรกที่ปลูกคือ ข้าวพันธุ์หอมนางนวล ต่อมาในวันที่ 27 ตุลาคม ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีทำขวัญข้าวหรือขวัญแม่โพสพขึ้น และเมื่อรวงข้าวสุกได้ที่ก็เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง โดยผลผลิตข้าวที่ได้ทรงให้นำไปเก็บรักษาพันธุ์ไว้ที่กรมการข้าวเพื่อใช้ในการเพาะปลูกในปีถัดไป อีกส่วนหนึ่งนำไปใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หากมองอย่างผิวเผิน บรรยากาศโดยรอบของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ดูไม่ต่างไปจากแปลงไร่นาของเกษตรกรไทยทั่วไปนัก แต่ในบริเวณอื่นๆ จะเป็นอาคารทดลองและโรงงาน ที่นี่มีกิจกรรมการศึกษาและการทดลองมากกว่า 35 โครงการ โดยแบ่งเป็นโครงการที่ไม่ใช่ธุรกิจ อาทิ โครงการป่าไม้สาธิต และโครงการนาข้าวทดลอง กับโครงการกึ่งธุรกิจ อาทิ โครงการโรงโคนมสวนจิตรลดา และโครงการเกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร  เป็นต้น นอกเหนือจากกิจกรรมทางการเกษตรและการแปรรูปผลผลิตแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงให้ความสำคัญกับการทดลองและการพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และไบโอดีเซล เป็นต้น โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ริเริ่มโครงการพัฒนาพลังงานทดแทนด้วยการศึกษาแนวทางการนำน้ำมันปาล์มมาใช้งานแทนน้ำมันดีเซล นอกจากนั้นยังได้พระราชทานเงินทุนวิจัยเบื้องต้นเพื่อใช้สร้างอาคารและซื้ออุปกรณ์ในการทดลองผลิตเชื้อเพลิงแอลกอฮอล์จากอ้อยที่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2528 ด้วยทรงเล็งเห็นว่าจะเกิดวิกฤติน้ำมันขึ้นในอนาคต และทรงเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอ้อยสูง อ้อยส่วนที่เกินจากการผลิตอาหารควรนำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ซึ่งก็คือผลิตแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ยังสามารถรองรับในกรณีที่อ้อยราคาตกต่ำได้อีกด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เข้าเยี่ยมชมโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และต้องตื่นเต้นปนฉงนกับเจ้าโคเนื้อสีน้ำตาลแดง และกระบือสีดำตัวย่อมๆที่กำลังยืนเคี้ยวเอื้องทำหน้าตากรุ้มกริ่มอยู่ข้างๆ […]

ในเนเธอร์แลนด์ คุกที่ว่างเปล่า กลายเป็นบ้านสำหรับผู้ลี้ภัย

เรื่อง เมโลดี โรเวล ภาพถ่าย มุฮัมหมัด มูเฮเซน Associated Press ขณะที่อัตราอาชญากรรมในประเทศและประชากรในเรือนจำลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนเรือนจำนับสิบแห่งต้องปิดตัวลงพร้อมกัน  ดังนั้น  เมื่อจำนวนผู้อพยพเริ่มสูงขึ้น  โดยปีที่แล้วเพียงปีเดียวมีผู้อพยพมากกว่า 50,000 รายเดินทางเข้าสู่เนเธอร์แลนด์ และหน่วยงานรับผู้ลี้ภัยกลางหรือซีโอเอ (Central Agency for the Reception of Asylum Seekers; COA)  ก็มองเห็นทางออก ช่างภาพ มุฮัมมัด มูเฮเซน เจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์สองสมัย  และหัวหน้าช่างภาพของ AP ประจำภูมิภาคตะวันออกกลางได้อุทิศเวลาในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาถ่ายภาพวิกฤติผู้อพยพ  “คำถามที่มักผุดขึ้นในหัวของผมคือ จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้” เขากล่าว “การเดินทางไม่ได้หยุดลง เมื่อพวกเขาเดินทางเข้าประเทศ” ฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว มูเฮเซนเริ่มได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับการนำเรือนจำมาเป็นที่พักของผู้อพยพ “ผมยังไม่เข้าใจดีนัก” เขาบอก “ผมคิดว่าพวกเขาน่าจะ รู้สึก เหมือนอยู่ในที่คุมขัง” เขาใช้เวลาหกเดือนในการขออนุญาตเข้าไปถ่ายรูปในเรือนจำแห่งหนึ่ง  สุดท้ายแล้ว มูเฮเซนใช้เวลา 40 วันในการเยี่ยมเยือน คุกเนเธอแลนด์ สามแห่ง เพื่อทำความรู้จักผู้อยู่อาศัยในนั้นและถ่ายภาพชีวิตของพวกเขา “เรากำลังพูดถึงคนหลายสิบเชื้อชาติ” เขากล่าว […]