โควิด-19 ระลอกที่สองในอินเดีย ช่วงเมษายน - การระบาดที่รุนแรงที่สุดในโลก - National Geographic Thailand

โควิด-19 ระลอกที่สองในอินเดีย ช่วงเมษายน – การระบาดที่รุนแรงที่สุดในโลก

จำนวนผู้ติดเชื้อที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน สร้างภาระอันใหญ่หลวงให้แก่กระทรวงสาธารณะสุขอินเดีย เกิดภาวะขาดแคลนเตียงผู้ป่วย ออกซิเจน และยา อีกทั้งยังต้องจัดการกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ การระบาดโรคโควิด-19 ในอินเดีย

กรุงนิวเดลี – ตลอดสองสามสัปดาห์แรกในเดือนเมษายน บัญชีโซเชียลมีเดียของชาวดินเดียเต็มไปด้วยข้อความขอความช่วยเหลือ โรงพยาบาลทวิตข้อความเกี่ยวกับปริมาณออกซิเจนที่ร่อยหรอ และแพทย์ที่ต้องทนเห็นผู้ป่วยค่อยๆ เสียชีวิต ทั้งๆ ที่สามารถป้องกันไม่ให้เสียชีวิตได้ การระบาดโรคโควิด-19 ในอินเดีย

นักข่าวที่ป่วยพยายามร้องขอเตียงที่โรงพยาบาลในขณะที่อาการเขาอาการย่ำแย่ลง แต่กลับถูกปฏิเสธเตียง เขาบันทึกสภาพความเป็นอยู่และอาการของตัวเองลงในทวิตเตอร์กระทั่งเขาเสียชีวิต สถานฌาปนกิจศพต้องทำงานทั้งวันทั้งคืนเพื่อเผาศพให้ทันกับจำนวนศพที่เพิ่มขึ้น จนเตาเผาละลายจากการใช้งานหนัก และเจ้าหน้าที่กำลังก่อสร้างเตาเผาเพิ่มเติมด้านนอก สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การระบาดระลอกที่สองนี้รุนแรงเพียงใด และการได้เห็นภาพนี้เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องหดหู่ใจ การระบาดโรคโควิด-19 ในอินเดีย โ ควิดในอินเดีย

กระทรวงสาธารณสุขอินเดียรายงานว่า จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นในอินเดียสัปดาห์นี้ทุบสถิติโลก โดยจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมากกว่า 330,000 ราย เมื่อกลางเดือนเมษายน และยอดผู้เสียชีวิตใน 24 ชั่วโมงในช่วงนั้น 2,263 ราย โดยทำลายเจ้าของสถิติเดิมคือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งบันทึกตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น 300,669 ราย ในหนึ่งวัน เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2021

โควิดในอินเดีย, การระบาดระลอกสอง, การระบาดโควิด-19, โควิด-19, โรคโควิด-19, การระบาดโรคโควิดในอินเดีย
ยอดตัวเลขผู้ติดเชื้อในอินเดีย : อัตราการติดเชื้อในหนึ่งวันของอินเดียพุ่งสูงกว่าสถิติอัตราการติดเชื้อสูงสุดในโลกของสหรัฐฯ เมื่อเดือนมกราคม 2021
จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นต่อวัน (ค่าเฉลี่ย 7 วัน) ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2020 ถึง 22 เมษายน 2021
แหล่งที่มา: ศูนย์วิทยบริการโคโรนาไวรัส จอห์นฮอปกินส์ (Johns Hopkins Coronavirus Resource Center)

พวกเราคิดว่าการระบาดใหญ่จบไปแล้ว และปล่อยการ์ดตก ทีมเฝ้าระวังและควบคุมโควิดไม่เข้มงวดเท่าช่วงก่อนหน้า” เค. ศรีนาถ เรดดี ประธานมูลนิธิสาธารณะสุขอินเดีย กล่าวและเสริมว่า “ไม่เพียงแต่ประชากรจำนวนมากในเมืองใหญ่ที่เสี่ยงต่อการติดโรคโควิด-19 ประชากรในเมืองและหมู่บ้านที่ไม่เคยสัมผัสกับโรคโควิค-19 เมื่อปีที่แล้วก็กลายมาเป็นกลุ่มเสี่ยงในการระบาดครั้งนี้

ในขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อลดลงในช่วงเดือนกันยายน 2020 ถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2021 รัฐบาลอินเดียนำโดย นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย เพิกเฉยต่อสัญญานของการระบาดระลอกที่สอง ถึงแม้ว่าจะพบไวรัสสายพันธ์ุใหม่ตามรายงานของสื่อตั้งแต่เดือนมกราคมแล้วก็ตาม

เราเตือนอยู่ตลอดว่าการระบาดยังไม่จบ แต่ไม่มีใครฟังเรา” ราเกช มิชรา นักวิทยาศาสตร์อาวุโส และผู้อำนวยการศูนย์ชีววิทยาเซลลูลาร์และโมเลกุลในไฮเดอราบาด ผู้กำลังศึกษาว่าโควิดสายพันธ์ใหม่ B.1.617 เป็นตัวการที่อยู่เบื้องหลังการระบาดระลอกที่สอง หรือไม่

มิชรากล่าวเสริมว่า หลังจากการระบาดรอบแรก ระบบสาธารณะสุขเปลี่ยนไปจัดการเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์อื่นๆ ที่ถูกละเลยในช่วงการระบาดรอบแรก สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่จัดไว้สำหรับรับมือกับโรคโควิด-19 ก็ถูกเปลี่ยนไปใช้ทำหน้าที่อื่น

เดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ไม่กี่สัปดาห์ก่อนจำนวนผู้ติดเชื้อจะพุ่งสูงขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของอินเดียและนายแพทย์ ฮาร์ช วาร์ธาน กล่าวว่า การระบาดของโรคโควิด-19 ในอินเดียอยู่ในช่วง “ใกล้จบ” ส่งผลให้รัฐบาลอินเดียตัดสินใจส่งออกอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปยังประเทศอื่น การส่งออกออกซิเจนของอินเดียเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 734 ในเดือนมกราคม 2021 และยังส่งออกวัคซีน 193 ล้านโดส แต่สถานการณ์ เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นหลังวันที่ 15 เมษายน โดยมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 200,000 รายต่อวัน โรงพยาบาลขาดแคลนออกซิเจน และวันที่ 23 เมษายน สื่ออินเดียรายงานว่า ผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการสาหัส 25 ราย เสียชีวิต เนื่องจากปัญหาขาดแคลนออกซิเจนที่โรงพยาบาลในเดลี

จำนวนผู้ป่วยพุ่งสูงขึ้นโดยที่เราไม่ได้ตั้งตัว และตอนนี้ระบบก็รองรับไม่ไหวแล้ว” มิชรา กล่าว ชาวอินเดียถูกปฏิเสธการเข้ารับวัคซีนเนื่องจากวัคซีนไม่เพียงพอ

โควิดในอินเดีย, การระบาดระลอกสอง, การระบาดโควิด-19, โควิด-19, โรคโควิด-19, การระบาดโรคโควิดในอินเดีย
วันที่ 23 เมษายน 2021 เจ้าหน้าที่สาธารณสุขขนย้ายผู้ป่วยหลังจากเหตุไฟไหม้ในโรงพยาบาลโควิด-19 วิเจย์วัลลภ ในเมืองวิราร์ ใกล้กับมุมไบของอินเดีย เหตุการณ์ไฟไหม้ดังกล่าวส่งผลให้ผู้ป่วยโควิด-19 เสียชีวิต 13 ราย และด้วยยอดผู้ติดเชื้อที่พุ่งสูง ส่งผลให้อินเดียขาดแคลนออกซิเจนและทรัพยากรทางการแพทย์ ภาพโดย ราชันย์ คะเคด (RAJANISH KAKADE) สำนักข่าวเอพี

จากความสงบสู่ความโกลาหลบริเวณชานเมืองนิวเดลี

เช้ามืดของวันที่ 22 เมษายน ที่โรงพยาบาลไกรลาศ ในเขตที่ 71 ของนอยดา ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยอันสงบร่มรื่น มีผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสซาร์ส-โควี 2 สิบราย รอการตรวจ HRCT ซึ่งเป็นการตรวจเอกซเรย์ปอดที่ซับซ้อน เพื่อตรวจสอบอาการอักเสบในปอดของผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มผู้ป่วยมีอายุตั้งแต่ 30 ถึงเกือบ 70 ปี และทุกคนกำลังรอการตรวจวิเคราะห์หาผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นจากไวรัสโควิด-19 และเมื่อเวลาบ่ายโมง จำนวนผู้รอตรวจพุ่งสูงขึ้นกว่า 50 ราย

ย่านชานเมืองหลวงอันร่มรื่นนี้ อยู่ติดกับรัฐอุตตรประเทศ ซึ่งมีประชากรประมาณ 637,000 คน และมีผู้ป่วยกว่า 3,700 ราย ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนตึกระฟ้าที่มีอยู่ทั่วทั้งเมือง เมื่อวันที่ 18 เมษายน มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 700 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขจำนวนผู้ป่วยรายวันเพิ่มขึ้นสูงสุดของรัฐอุตตรประเทศ นับตั้งแต่การระบาดเริ่มต้นขึ้นเมื่อปีก่อน

สถานการณ์วันนี้ตรงกันข้ามกับปีก่อน เจ้าหน้าที่ดูแลอะพาร์ตเมนต์ต้องคอยรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อ กลุ่มสนทนาออนไลน์เต็มไปด้วยการสั่งอาหาร การร้องขอการทำความสะอาดห้อง และการร้องขอยา และสิ่งของต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด-19 โรงพยาบาลยังคงต้องปฏิเสธผู้ป่วยหนัก และร้านขายยาไม่สามารถจัดหายาสามัญได้ทันความต้องการ เช่น ยาพาราเซตามอล ยาต้านไวรัสฟาวิพีราเวียร์ ซึ่งใช้กับผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่แสดงอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง

เราต้องปฏิเสธผู้ป่วย 10 ถึง 15 คนต่อวัน” โมนู หนึ่งในพนักงานของโรงพยาบาลไกรลาศ กล่าวและเสริมว่า “ไม่มีเตียงว่างแล้ว

ศาลสูงเดลีได้จัดประชุมพิเศษ ตอนสองทุ่มของวันที่ 22 เมษายน ที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาคำร้องขอเร่งด่วนของโรงพยาบาลแม็กซ์ปัตปรคัญ หนึ่งในโรงพยาบาลที่ดีที่สุดของเดลี โรงพยาบาลแจ้งต่อศาลว่า ทางโรงพยาบาลเหลือออกซิเจนเพียง 3 ชั่วโมง ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยโรคโควิด-19 จำนวน 262 ราย จากผู้ป่วยทั้งหมด 400 ราย เสี่ยงต่อการเสียชีวิต

ไวรัสที่กลายพันธุ์สองขั้นในอินเดีย สายพันธุ์ B.1.617 เป็นตัวการที่ทำให้จำนวนผู้ป่วยพุ่งสูงขึ้น จริงหรือไม่

การระบาดระลอกที่สองนี้ส่วนมากเป็นผลมากจากสายพันธุ์ B.1.1.7 ซึ่งพบครั้งแรกในสหราชอาณาจักร เป็นตัวการให้จำนวนผู้ป่วยสูงขึ้นในรัฐปัญจาบ อีกหนึ่งตัวการที่เป็นไปได้คือ สายพันธุ์ที่เกิดในอินเดีย B.1.617 ซึ่งกลายพันธุ์ไปสองขั้น มีต้นกำเนิดมากจากบริเวณที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ รัฐมหาราษฏระ

เชื่อกันว่าสายพันธุ์ B.1.617 เป็นตัวการใหญ่ของการระบาดระลอกใหม่ในประเทศบังคลาเทศ และปากีสถาน ซึ่งทำให้หลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร แนะนำประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังภูมิภาคดังกล่าว

สถาบันชี้วัดและประเมินผลด้านสุขภาพ (IHME) มหาวิทยาลัยวอชิงตัน รายงานว่า จากการสำรวจความชุกชุมของโรค ซึ่งวัดโดยการหาร้อยละของผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไวรัสซาร์ส-โควี 2 จากแบบจำลอง ชี้ให้เห็นว่า การระบาดระลอกใหม่นี้เกิดขึ้นจาก “สายพันธุ์ที่หลุดรอด” (escape variants) ซึ่งสามารถทำให้ภูมิคุ้มกันจากสายพันธุ์ก่อนหน้าป้องกันไวรัสชนิดใหม่ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม จากากรทดลองที่สถาบันของมิชรา เมื่อวันที่ 22 เมษายน ที่ผ่านมา พบว่า สายพันธุ์ B.1.617 สามารถป้องกันได้โดยโควิดชีลด์ (หรือที่รู้จักกันในชื่อ วัคซีนแอสตราเซนเนกา) หนึ่งในวัคซีนที่อยู่ในโครงการฉีดวัคซีนของดินเดีย

การระบาดระลอกสองที่ระบาดหนักกว่ารอบแรกเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นทั่วโลก” ราจิบ ดัสกุปตะ (Rajib Dasgupta) นักระบาดวิทยา ประธานศูนย์เวชศาสตร์สังคมและสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยจาวาฮาร์ลัลเนห์รู ในนิวเดลี กล่าวและเสริมว่า เมื่อพบสายพันธุ์ใหม่แล้ว ต้องตรวจสอบการระบาด และเคลื่อนย้ายทรัพยากรที่สำคัญไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการจัดการกับโรคในพื้นที่

จำนวนผู้ติดเชื้อที่พุ่งสูงขึ้น มักเกิดขึ้นโดยเฉพาะบางเขตของแต่ละรัฐ “ต่างกับที่สหราชอาณาจักร ที่ผู้ป่วยติดเชื้อจากสายพันธุ์อังกฤษร้อยละ 70 ถึง 80 ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด” ดัสกุปตะ กล่าวและเสริมว่า “อินเดียมีพื้นที่กว้าง และมีความแตกต่างกันมากในแต่ละพื้นที่ สายพันธุ์ใหม่อาจเกิดขึ้นได้และถ้าหากเกิดขึ้น ต้องเร่งระบุสายพันธุ์และติดตาม

เมื่อไรก็ตามที่ไวรัสสายพันธุ์ใหม่อุบัติขึ้นมา มักสร้างการระบาดได้เร็วกว่าปกติ โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่หลุดรอด การระบุสายพันธุ์และปรับเปลี่ยนวิธีรับมือไปตามสายพันธุ์สามารถช่วยให้การควบคุมโรคมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดัสกุปตะ อธิบายและเสริมว่า “การระบาดหนึ่งครั้งที่แท้จริงแล้วคือการระบาดหลายครั้งในประเทศอย่างอินเดีย ซึ่งจำเป็นต้องมีวิธีการจัดการโรคหลายวิธี 

สถาบันของมิชรายังค้นพบอีกว่า ไวรัสที่กลายพันธุ์ไปแล้วสองขั้นเป็นเพียงสาเหตุของผู้ติดเชื้อเพียงร้อยละ 10 จากทั้งหมดในประเทศ ในรัฐมหาราษฏระที่สายพันธุ์แพร่ระบาดสูง ยังคิดเป็นจำนวนเพียงร้อยละ 30 ของผู้ติดเชื้อทั้งหมดในรัฐ “การระบาดครั้งนี้ผมโทษพฤติกรรมของคนมากกว่า” มิชรากล่าว

โควิดในอินเดีย, การระบาดระลอกสอง, การระบาดโควิด-19, โควิด-19, โรคโควิด-19, การระบาดโรคโควิดในอินเดีย
ภาพแรงงานอพยพรอรถไฟอยู่ด้านนอกสถานีเพื่อกลับภูมิลำเนา ที่สถานีโลกมันยาติลักษณ์ ในมุมไบ ประเทศอินเดีย ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2021 ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเกรงว่าการกลับภูมิลำเนาจำนวนมากนี้จะเร่งการระบาดของโรค ในพื้นที่ที่มีอุปกรณ์การการแพทย์ไม่เพียงพอ
ภาพโดย อะตุล โล้ก (ATUL LOKE) นิวยอร์กไทมส์

การนิ่งนอนใจภูมิคุ้มกันหมู่ที่เร็วเกินไป

เป็นเรื่องปกติของโลก เมื่อเกิดการรระบาดระลอกที่สอง ผู้คนมักจะกล่าวโทษว่ามีสาเหตุจากพฤติกรรมมนุษย์ ในช่วงการระบาดระลอกที่สองในสหรัฐฯ ที่กินเวลา 45 วัน ลิสา มารากาคิส ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ เขียนลงในบทความว่า “หลังจากถูกยกเลิกกิจกรรมต่างๆ มากมาย พร้อมกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ และความเครียด ทำให้ผู้คนหงุดหงิดและเบื่อหน่ายกับการเฝ้าระวังโรคโควิด-19” และปัจจัยเหล่านี้ “ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 พุ่งสูงขึ้น

ในอินเดียก็เช่นกัน ความอ่อนล้าหลังจากประสบกับโควิดมาเป็นเวลาหนึ่งปี ทำให้ผู้คนนิ่งนอนใจกับภูมิคุ้มกันหมู่มากเกินไปในขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงในช่วงมกราคม อย่างไรก็ตาม ตามที่เรดดีเคยกล่าวไว้ว่า “ในโลกที่การคมนาคมเป็นเรื่องง่าย ภูมิคุ้มกันหมู่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เว้นแต่ว่าทั้งโลกจะมีภูมิคุ้มกันหมู่แล้ว

โควิดในอินเดีย, การระบาดระลอกสอง, การระบาดโควิด-19, โควิด-19, โรคโควิด-19, การระบาดโรคโควิดในอินเดีย
ประชาชนชาวอินเดียเดินทางเข้าร่วมพิธิกุมภเมลา อย่างเนืองแน่น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลานคนในอินเดียกล่าวว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของการระบาดอันเลวร้ายในรอบที่สอง

โรงภาพยนต์ โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า บาร์ และร้านอาหาร ได้รับอนุญาตให้เปิดได้ช่วงเดือนตุลาคมปีก่อน มีการผ่อนปรนข้อห้ามเกี่ยวกับผู้เข้าร่วมงานแต่งงาน และนักการเมืองออกไปหาเสียงได้อย่างอิสระ เพราะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นในสี่รัฐของอินเดีย

ในรัฐเบงกอลตะวันตก การเลือกตั้งกินเวลาตั้งแต่ 27 มีนาคม ถึง 29 เมษายน และยังคงมีการชุมนุมหาเสียงอย่างต่อเนื่องในขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 1 เมษายน มีผู้ติดเชื้อต่อวันเพิ่มขึ้นในรัฐดังกล่าวถึง 6,519 ราย และ 12,000 ในวันที่ 25 เมษายน ซึ่งคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 20,000 ราย ในช่วงปลายสัปดาห์ ที่กำลังจะมาถึง

เชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เบงกอล เป็นเชื้อที่กลายพันธุ์สามขั้น ซึ่งติดเชื้อได้ง่ายกว่าถูกพบในรัฐเบงกอลตะวันตกและเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในผู้ป่วยหลายราย นายกรัฐมนตรี โมดี ยกเลิกการชุมนุมหาเสียงในรัฐเบงกอลตะวันตกเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ

‘แข่งกับเวลา’

หรือจริงๆ แล้วการระบาดระลอกที่สองสามารถป้องกันได้ ผู้เชี่ยวชาญตอบว่า ไม่ แต่สามารถจำกัดไม่ให้เชื้อแพร่กระจายเป็นวงกว้างได้ “โดยปกติแล้ว การระบาดระลอกที่สองมักจะรุนแรงกว่าการระบาดระลอกแรก เนื่องจากผู้ติดเชื้อระลอกที่สอง มักเป็นคนหนุ่มสาว” ดัสกุปตะกล่าว

การบรรยายสรุปโดยสถาบันชี้วัดและประเมินผลด้านสุขภาพ (IHME) องค์กรอิสระเกี่ยวกับการวิจัยด้านสุขภาพ ที่มีศูนย์อยู่ในมหาวิทยาลัยวอชิงตัน รายงานว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายวันจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับการระบาดใหญ่ครั้งก่อนในเดือนกันยายน 2020 และคาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิดจะเพิ่มเป็นสองเท่า หรือ 665,000 คนภายในวันที่ 1 สิงหาคม 2021

“หากไม่มีมาตรการจัดการที่เข้มงวดเพื่อลดการติดต่อของโรค และเพิ่มการสวมใส่หน้ากากอนามัยแล้ว สถานะการณ์ในอินเดียตอนนี้ดูค่อนข้างน่ากลัวทีเดียว” สถาบันชี้วัดและประเมินผลด้านสุขภาพกล่าวในการบรรยายสรุป

สถาบันชี้วัดและประเมินผลด้านสุขภาพคาดว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตรายวันจะสูงถึง 5,600 ราย ในวันที่ 10 พฤษภาคม และกล่าวว่า ถ้าหากอินเดียสามารถให้ทุกคนสวมหน้ากากอนามัยได้ จะสามารถป้องกันไม่ไห้มีผู้เสียชีวิตได้ถึง 70,000 ราย

วันที่ 1 พฤกษภาคม ที่จะถึงนี้ ชาวอินเดียอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไปมีสิทธิ์รับวัคซีน ถ้าหากเป็นไปตามแผน สถาบันชี้วัดและประเมินผลด้านสุขภาพ คาดเดาว่าจะสามารถช่วยชีวิตคนได้ถึง 85,600 คน ภายในวันที่ 1 สิงหาคม

เรดดีกล่าวว่า สองสามสัปดาห์ถัดจากนี้จะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างมากในการจำกัดการติดเชื้อ “นี่เป็นการแข่งกับเวลา

เรื่อง นิลันจนา โบว์มิก

แปลและเรียบเรียงโดย ไท พฤฒิธาดา
โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ทำไมการฉีดกระตุ้นวัคซีนโควิด-19 ประจำปี อาจกลายเป็นเรื่องปกติ

เรื่องแนะนำ

ประวัติศาสตร์กล้วยกล้วย

ประวัติศาสตร์กล้วย กล้วยผลไม้บ้านๆ ที่พบเห็นได้ในหลายประเทศทั่วโลก กล้วยผลไม้ราคาแพงที่ต้องนำเข้าสำหรับหลายประเทศอีกเช่นกันที่ไม่สามารถปลูกได้ ไม่ว่าสถานะของกล้วยจะเป็นอย่างไรปฏิเสธไม่ได้ว่ากล้วยคือผลไม้อันดับต้นๆ ที่ผู้คนนิยมทาน แต่กว่าจะมาถึงสถานะผลไม้ยอดนิยมเช่นทุกวันนี้ กล้วยผ่านอะไรมาบ้างเราไปย้อนชมกัน ย้อนกลับไปเมื่อ 5,000 ปีก่อนคริสต์กาล มนุษย์เราเริ่มรู้จักการเพาะปลูกกล้วยบนเกาะปาปัวนิวกินี กล้วยเป็นผลไม้เมืองร้อนที่เพาะปลูกได้ในหลายพื้นที่ ต่อมาชาวยุโรปมีโอกาสได้ลิ้มลองกล้วยเป็นครั้งแรกเมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชนำกล้วยจากอินเดียเข้ามายังอาณาจักรกรีก ในช่วง 327 ปีก่อนคริสต์กาล คริสต์ศักราชที่ 650 ชาวตะวันออกกลางตั้งชื่อให้ผลไม้สีเหลืองเมื่อสุกแล้วนี้ว่า “Banan” ซึ่งแปลว่านิ้วในภาษาอารบิก จากรูปร่างเพรียวยาวอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน จนกระทั่งในปีคริสต์ศักราชที่ 1516 มิชชันนารีชาวสเปนนำกล้วยเดินทางไปเพาะพันธุ์ยังหมู่เกาะในแคริบเบียน ก่อนที่จะพยายามปลูกพวกมันในฟลอริดา ในปี 1600 แต่น่าเสียดายที่ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากฟลอริดามีสภาพอากาศที่หนาวเย็นเกินไปในหน้าหนาว ชาวอเมริกันมีโอกาสได้พบกับกล้วยเป็นครั้งแรก ในงานเวิล์ดแฟร์ที่จัดขึ้นเมื่อปี 1876 ในฟิลาเดเฟีย อีก 9 ปีต่อมาบริษัท Boston Fruit ก็ผงาดขึ้นด้วยการนำเข้ากล้วยเพื่อตอบสนองความต้องการของชาวอเมริกัน จนเกิดมาเป็นเครือข่ายผลไม้ที่บริษัทอเมริกันเข้าครอบครองพื้นที่ทำสวนกล้วยในหลายประเทศของอเมริกากลาง ปี 1951 Jacobo Arbenz ประธานาธิบดีคนใหม่ของกัวเตมาลาชูนโยบายต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยในประเทศ นโยบายของเขาเกิดขึ้นจริงและชนะในเวลาต่อมา ก่อนที่เขาจะถูกขับไล่ออกจากตำแหน่งในอีก 3 ปีต่อมา จากการปฏิวัติโดยมีซีไอเออยู่เบื้องหลัง และในปี 1985 โรคปานามาที่เคยทำลายผลผลิตกล้วยไปมากในอเมริกากลางเมื่อครั้งอดีต ก็เกิดขึ้นกับผลผลิตกล้วยในเอเชีย […]

บันทึกนักจับผีเสื้อ

บันทึกนักจับผีเสื้อ ภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้จะพาคุณผู้อ่านไปสัมผัสกระบวนการจับและเปลี่ยนผีเสื้อให้กลายมาเป็นสินค้าและรายได้หลักของชุมชน ออกเดินทางเข้าดงพงไพรไปกับบรรดานักจับผีเสื้อบนเกาะสุลาเวสี ประเทศอินโดนีเซีย อันที่จริงมนุษย์เราจับผีเสื้อสวยๆ มานานแล้วแต่ครั้งโบราณกาล จนกระทั่งเมื่อถึงยุคของอินเตอร์เน็ต นักจับผีเสื้อเหล่านี้ไม่ได้ขายผีเสื้อสตัฟฟ์ให้แก่คนท้องถิ่นหรือนักท่องเที่ยวที่มาเยือนอีกต่อไป แต่พวกเขายังขายความสวยงามเหล่านี้ให้แก่คนต่างประเทศอีกด้วย ทว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจับและค้าผีเสื้อนั้นเต็มไปด้วยความซับซ้อน และสินค้าที่ได้มาอย่างถูกกฎหมายเองก็ยากที่จะแยกแยะออกจากสินค้าตลาดมืด ยกตัวอย่างเช่นในผีเสื้อบางสายพันธุ์นั้นทางการอนุญาตให้ค้าขายได้เฉพาะจากฟาร์มเท่านั้น อย่างไรก็ดีประเด็นนี้ยากที่จะตรวจสอบ มาชมขั้นตอนการเปลี่ยนผีเสื้อตามธรรมชาติให้คงอยู่ชั่วนิรันดร์ในกรอบกระจกกัน ผีเสื้อเหล่านี้มีนักสะสมหรือนักธุรกิจบางคนยอมจ่ายเงินเป็นพันดอลลาร์เพื่อให้ได้ครอบครองความงดงามอันเปราะบางนี้   อ่านเพิ่มเติม ตามติดชีวิตนักจับผีเสื้อ

แพทย์แผนไทย

แพทย์แผนไทย ย้อนหลังไป 50 ปีที่แล้ว  การแพทย์แผนไทยที่หายไปจากท้องถิ่น  การใช้ ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ซึ่งเป็นตำราแพทย์ของไทยภาคกลางในการสอบประกอบโรคศิลปะตั้งแต่ พ.ศ. 2479 ทำให้หมอพื้นบ้านจากภาคอื่นๆ ที่มีความรู้เกี่ยวกับการรักษาและสมุนไพรเฉพาะถิ่นสอบตก หยุดรักษา และบางคนอาจถึงกับต้องเผาตำราทิ้ง เพราะกลัวทางการจับกุม จนอาจเรียกได้ว่าเป็นการล่มสลายของการ แพทย์แผนไทย หากถอยหลังกลับไปไกลกว่านั้น  หลังก่อตั้ง “โรงศิริราชพยาบาล” เมื่อ พ.ศ. 2431 โรงเรียนราชแพทยาลัยเพื่อผลิตแพทย์ก็เกิดขึ้นในอีกสองปีต่อมา ในช่วง 25 ปีแรก มีการเรียนการสอนแพทย์แผนไทยควบคู่ไปกับแพทย์แผนตะวันตก แล้วยุติการสอนแพทย์แผนไทยใน พ.ศ. 2458  การแพทย์แผนไทยจึงจำกัดวงอยู่เฉพาะกลุ่มคนที่เข้าถึงองค์ความรู้และคนที่เข้าไม่ถึงการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่พอมีความรู้การแพทย์พื้นบ้านเท่านั้น แต่ทุกวันนี้  เมื่อหันมาสังเกตรอบตัวจึงพบว่า  สมุนไพรเริ่มกลับมาเป็นของประจำบ้านในรูปบรรจุภัณฑ์ทันสมัย  เมื่อผสมรวมเข้ากับข่าวคราวเกี่ยวกับแพทย์แผนไทยที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ เช่น โครงการเมืองสมุนไพร  การตั้งโรงพยาบาลแพทย์แผนไทย การให้การบริการแพทย์แผนไทยในระดับตำบล  ก็ชวนให้คิดว่า ยุคนี้เป็นยุคที่การแพทย์แผนไทยกำลังหวนกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง จนฉันอยากเรียกเล่นๆ ว่า เป็นยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาของแพทย์แผนไทยเลยทีเดียว พทป. ทวิช ปรีดี  แพทย์แผนไทยประยุกต์ประจำร้านขายยาโพธิเงิน-อภัยภูเบศร โอสถ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เล่าถึงวิธีการรักษาแบบแพทย์แผนไทยของที่นี่ว่า “ตามกระบวนการเริ่มจากซักประวัติ ตรวจร่างกายและวินิจฉัยโรค […]

เส้นพิพาทเหนือขุนเขา อินเดีย-ปากีสถาน บนสมรภูมิที่สูงที่สุดบนโลก

การเปลี่ยนแปลงเพียงน้อยนิดบนแผนที่ของหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ชักนำ อินเดีย-ปากีสถาน สู่สงครามในสมรภูมิที่สูงที่สุดในโลก ใครเปลี่ยนและเปลี่ยนทำไม เป็นปริศนายาวนานที่เพิ่งคลี่คลาย 27 มิถุนายน 1968 จดหมายแอร์แกรมเลขที่ เอ-1245 ถูกส่งไปยังสำนักงานนักภูมิศาสตร์ (Office of the Geographer) หน่วยงานที่แทบไม่มีใครรู้จักซุกตัวอยู่ภายในกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ท้ายที่สุด จดหมายฉบับนี้็ก็ไปอยู่บนโต๊ะของนักภูมิศาสตร์ผู้ช่วยวัย 45 ปี ชื่อโรเบิร์ต ดี. ฮอดจ์สัน จดหมายซึ่งลงนามโดยวิลเลียม เวเทอร์สบี อุปทูตสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงนิวเดลี ขึ้นต้นว่า “ในหลายโอกาส… รัฐบาลอินเดียได้ท้วงติงทางสถานทูตอย่างเป็นทางการว่าด้วยเรื่องแผนที่ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ในอินเดียซึ่งระบุสถานะแคว้นแคชเมียร์เป็น ‘พื้นที่พิพาท’ หรือดูจะแยกขาดจากดินแดนส่วนที่เหลือ ของอินเดีย” จดหมายปิดท้ายด้วยการขอทราบแนวทางว่าควรจะแสดงเส้นพรมแดนของอินเดียบนแผนที่ต่างๆของสหรัฐฯอย่างไร สำหรับ อินเดีย-ปากีสถาน สองชาติที่ถือกำเนิดจากการนองเลือดที่มาพร้อมกับการแบ่งประเทศ (Partition) ศัพท์ทางการที่หมายถึงการยุบและแบ่งดินแดนบริติชอินเดีย แผนที่ถือเป็นเรื่องของอัตลักษณ์ ประจำชาติ แต่สำหรับฮอดจ์สันและทีมงานคนอื่นๆ ที่สำนักงานนักภูมิศาสตร์ แผนที่เป็นทักษะอย่างหนึ่ง ของวิชาชีพ ในแต่ละปี รัฐบาลสหรัฐฯ ตีพิมพ์เผยแพร่แผนที่หลายพันฉบับ จนอาจเรียกได้ว่าเป็นผู้จัดพิมพ์แผนที่ รายใหญ่ที่สุดในโลกตามการประเมินของหลายสำนัก ความรับผิดชอบในการแสดงเส้นแบ่งเขตแดนในทางการเมืองระหว่างประเทศตกเป็นของสำนักงานนักภูมิศาสตร์ […]