ทำไม การฉีดกระตุ้นวัคซีนโควิด-19 ประจำปี อาจกลายเป็นเรื่องปกติ ในอนาคต

ทำไมการฉีดกระตุ้นวัคซีนโควิด-19 ประจำปี อาจกลายเป็นเรื่องปกติ

เพื่อเตรียมรับมือกับโคโรนาไวรัสและเตรียมพร้อมสำหรับไวรัสที่กลายพันธุ์ ประชาชนอาจต้องรับวัคซีนประจำปีเช่นเดียวกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ การฉีดกระตุ้นวัคซีนโควิด-19

ถึงแม้ว่าอเมริกันชนหลายสิบล้านคนจะรู้สึกโล่งอกหลังจากได้รับวัคซีนโควิด-19หนึ่งหรือสองโดสแล้ว บางคนสงสัยว่า การฉีดวัคซีนครั้งเดียวจะเพียงพอหรือไม่ หรือว่าพวกเขาจะต้องฉีดวัคซีนประจำทุกปี การฉีดกระตุ้นวัคซีนโควิด-19

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนโควิด-19 จะคงอยู่ในกลุ่มคนที่ได้รับวัคซีนนานเพียงใด เพราะตั้งแต่การค้นพบสายพันธุ์ดั้งเดิมในช่วงปลายปี 2019 ไวรัสได้กลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง และเกิดสายพันธุ์ใหม่ (ไวรัสชนิดเดียวกัน แต่มีความแตกต่างของสารพันธุกรรมบางตำแหน่ง โดยไวรัสสายพันธุ์ใหม่มีโอกาสที่จะแพร่ได้ง่ายกว่า อันตรายมากกว่า) และสามารถหลบหลีกแอนติบอดีที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อรับมือกับวิวัฒนาการของไวรัส ผู้พัฒนาวัคซีนบางรายกำลังแข่งขันกันออกแบบยาฉีดรูปแบบใหม่ เพื่อต่อกรกับสายพันธุ์เหล่านี้ ในขณะเดียวกันก็กำลังศึกษาถึงระยะเวลาของวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบัน

และผู้เชี่ยวชาญบางท่านกล่าวว่า “การฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันอาจกลายเป็นความปกติใหม่ หรือ New Normal”

การฉีดกระตุ้นวัคซีนโควิด-19, วัคซีนโควิด-19, วัคซีนโควิด, วัคซีน, โควิด-19

การฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันคืออะไร

การฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันคือ “การฉีดวัคซีนที่คุณเคยได้รับไปแล้วอีกหนึ่งรอบ เพื่อกระตุ้นภูมิคุมกันของคุณ” ซูซาน อาร์. ไบลีย์ นักภูมิแพ้วิทยา นักภูมิคุ้มกันคลินิก และประธานของสมาคมการแพทย์อเมริกัน กล่าว ระบบภูมิคุ้มกันจะสร้างความทรงจำที่เอาไว้ต่อสู้กับไวรัสจากการพบเจอซ้ำๆ มันเป็นเรื่องปกติที่การได้รับเชื้อชนิดเดิมครั้งที่สองหรือสาม แอนติเจน (โมเลกุลที่เร่งการสร้างแอนติบดี) จะสร้างการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่ดีกว่าและมีผลยาวนานกว่า ไบลีย์กล่าว

อย่างเช่น วัคซีนของโรคงูสวัดที่ฉีดให้ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรง และมีอาายุมากกว่า 50 ปี ทุกคน โดยจำเป็นต้องฉีดกระตุ้นหลังจากฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้ว 2 ถึง 6 เดือน เพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพร้อยละ 90 สำหรับการป้องกันการติดเชื้อ และผลข้างเคียงของวัคซีน

สำหรับวัคซีนโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์-ไบโอแอนด์เทค และโมเดอร์นา ที่เป็นวัคซีนประเภท mRNA จำเป็นต้องฉีดวัคซีนโดสที่สองห่าจากโดสแรกประมาณ 3 ถึง 4 สัปดาห์ ในปัจจุบัน วัคซีนโควิด-19 ที่อนุญาตให้ใช้สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินในสหรัฐอเมริกา ผลิตโดยบริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน เป็นวัคซีนที่ฉีดเพียงโดสเดียว แต่บริษัทกำลังทดสอบประสิทธิภาพของการฉีดกระตุ้นครั้งที่สองเช่นกัน (ปัจจุบัน สหรัฐฯ ยุติการแจกจ่ายวัคซีนของจอห์นสันแอนด์จอห์นสันชั่วคราว เนื่องจากตรวจพบว่า ผู้ได้รับวัคซีนรายหนึ่งเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งพบได้ยาก) ในเดือนกุมพาพันธ์ ที่ผ่านมา บริษัทไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค ได้เริ่มกศึกษาการฉีดวัคซีนโดสที่สาม ให้กับผู้ที่ได้รับวัคซีนไปแล้วสองโดส และเมื่อเร็วๆ นี้ อัลเบิร์ต เบอร์ลา ซีอีโอของบริษัทไฟเซอร์ กล่าวกับสำนักข่าว CNBC ว่า ประชาชนอาจจะต้องฉีดวัคซีนเข็มที่สาม หลังจากฉีดวัคซีนเข็มที่สองแล้วประมาณ 12 เดือน

การฉีดกระตุ้นวัคซีนโควิด-19, วัคซีนโควิด-19, วัคซีนโควิด, วัคซีน, โควิด-19

วัคซีนแต่ละตัวให้ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจสำหรับการต่อกรกับไวรัสโควิด-19 แต่คำถามที่ยังคงอยู่คือ ภูมิคุ้มกันที่ได้รับจะคงอยู่นานเพียงใด และมีความต้องการสำหรับการฉีดวัคซีนเพิ่มเติมในอนาคต (อันใกล้) หรือไม่ เพื่อรักษาประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อที่อยู่ในระดับสูง

วัคซีนโควิด-19 เป็นเรื่องใหม่ ซึ่งหมายความว่านักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบแน่ชัดถึงระยะเวลาที่วัคซีนจะมีประสิทธิภาพการป้องกันการติดเชื้อ โดยปราศจากปัจจัยอื่นๆ นักวิจัยได้ติดตามประสิทธิภาพของวัคซีนในกลุ่มคนที่ฉีดวัคซีนแล้ว และผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่า วัคซีนเหล่านั้นยังมีประสิทธิภาพดีในช่วงระยะเวลาอย่างน้อยหกเดือน

เป็นเรื่องน่าเสียดายที่หลายคนเข้าใจว่า วัคซีนมีอายุแค่หกเดือน” ไบลีย์กล่าวและเสริมว่า เมื่อ “ข้อมูลทั้งหมดบ่งชี้ว่า วัคซีนจะมีอายุหกเดือน แต่เราคาดว่ามันจะมีอายุมากกว่านั้น” เพื่อทราบข้อมูลที่แน่ชัดถึงระยะเวลาของการป้องกัน “เราแค่ต้องรอและคอยดู

แต่ “ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่า วัคซีนทุกประเภทจะต้องทำการฉีดกระตุ้น” อาเมช อะดาเลีย แพทย์โรคติดต่อ และนักวิชาการอาวุโส สถาบันความปลอยภัยทางสุขภาพ มหาวิทยาลัยจอห์นฮ็อปกินส์ กล่าว

ตัวอย่างเช่น วัคซีนโรคไข้เหลืองสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ตลอดชีวิตหลังได้รับเพียงหนึ่งโดส ในทางกลับกัน วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักต้องฉีดกระตุ้นทุกๆ 10 ปี เพื่อคงประสิทธิภาพของวัคซีน เมื่อเร็วๆ นี้ นักวิจัยเริ่มตั้งคำถามถึงความจำเป็นของการฉีดกระตุ้นเพิ่มเติม

นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนกระตุ้นแตกต่างกับสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์บางคนกำลังทดสอบในปัจจุบัน คือการฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มใหม่มีความเฉพาะเจาะจงกับสายพันธุ์ของไวรัส

การฉีดกระตุ้นวัคซีนโควิด-19, วัคซีนโควิด-19, วัคซีนโควิด, วัคซีน, โควิด-19

ในขณะนี้ ไวรัส SARS-CoV-2 สายพันธุ์ดั้งเดิม ได้กลายพันธุ์ไปแล้วอย่างน้อย 5 สายพันธุ์ ซึ่งเป็น “สายพันธุ์ที่น่ากังวล” คือ สายพันธุ์ B.1.1.7 ที่ถูกพบครั้งแรกในสหราชอาณาจักร สายพันธุ์ B.1.351 ที่พบในประเทศแอฟริกาใต้ สายพันธุ์ P.1 ที่ระบาดเป็นวงกว้างในประเทศบราซิล และทั้งสายพันธุ์ B.1.427 และ B.1.429 ที่ถูกพบครั้งแรกในรัฐแคลิฟอร์เนีย บริษัทโมเดอร์นาได้ดัดแปลงวัคซีนของบริษัท และกำลังอยู่ระหว่างการทดสอบถึงประสิทธิภาพของวัคซีนกับสายพันธุ์ B.1.351 และโฆษกของบริษัทไฟเซอร์กล่าวกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ว่า บริษัทกำลังอภิปรายถึงความเป็นไปได้ที่จะทดสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัคซีนที่พุ่งเป้าไปยังสายพันธุ์ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้

ถึงปัจจุบัน วัคซีนที่ใช้งานอยู่ได้รับการพิสูจน์ว่าสารถป้องกันทุกสายพันธุ์ที่พบได้ “ผมไม่คิดว่าเราอยู่ในจุดที่เราต้องเลือก เพื่อเปลี่ยนแปลงวัคซีนที่มีอยู่แล้วให้เฉพาะเจาะจงกับสายพันธุ์เหล่านี้” อะดาเลียกล่าว แต่ไม่ใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อทุกคนที่เห็นด้วยกับการประเมินนี้

ความปกติใหม่

แดเนียล ลูซีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อของศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กล่าวว่า การฉีดวัคซีนเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน หรือพุ่งเป้าไปที่สายพันธุ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันหรืออนาคต “มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นความเป็นจริงรูปแบบใหม่” ในร่างกายของบางคน ไวรัสอาจพยายามที่จะกลายพันธุ์ “เพื่อเป็นประโยชน์ต่อความอยู่รอดของมัน” เขากล่าวเสริม และสามารถหลบหลีกภูมิคุ้มกันของวัคซีนได้

ลูซีย์กล่าวเสริมว่า “มันเป็นการต่อสู้อย่างต่อเนื่อง และเป็นสงครามที่กินเวลาหลายปี ระหว่างสายพันธุ์ของ SARS-CoV-2 และวัคซีนของพวกเรา ตั้งแต่ปี 2019 เรากำลังตามหลังอยู่ เราหลับ แต่เหล่าไวรัสไม่ได้หลับไปกับเรา

แมตธิว บี. ฟรายแมน รองศาสตราจารย์ ภาควิชาจุลชีววิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยา โรงเรียนการแพทย์ มหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ ที่ทำงานกับบริษัทโนวาแวกซ์ เพื่อพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ที่กำลังจะออกสู่ตลาด แสดงความเห็นด้วยว่า “มันมีความเป็นไปได้สูงมาก” ที่การฉีดกระตุ้นหรือการฉีดวัคซีนชนิดใหม่ “จะถูกตั้งเป็นข้อกำหนดในอนาคต” เพื่อต่อสู้กับสายพันธุ์ที่เปลี่ยนไปของ SARS-CoV-2 และเสริมว่า “เราต้องการวัคซีนถี่แค่ไหน และมันจะเป็นที่ต้องการของทั้งโลก หรือเฉพาะคนบางกลุ่ม เป็นสิ่งที่เรายังไม่รู้

วัคซีนประเภท mRNA ของบริษัทไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค และโมเดอร์นา มีประสิทธิภาพป้องกันสายพันธุ์ B.1.1.7 ที่กำเนิดในสหราชอาณาจักร แต่เป็นสายพันธุ์ที่ระบาดในสหรัฐฯ เป็นหลัก มีงานวิจัยใหม่ที่แสดงให้เห็นว่า สายพันธุ์จากแอฟริกาใต้ B.1.351 จากแอฟริกาใต้ สามารถผ่านทะลวงภูมิคุ้มกันของวัคซีนจากบริษัทไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคได้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังไม่ถูกตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ และในงานวิจัยยังมีเพียงกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กของผู้คนที่ติดเชื้อจากสายพันธุ์นี้

ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา บริษัทไฟเซอร์ฯ และไบโอเอ็นเทค แถลงความคืบหน้าของประสิทธิภาพคซีนโควิด-19 ว่า วัคซีนมีประสิทธิภาพร้อยละ 91 ในภาพรวม และมีประสิทธิภาพร้อยละ 100 สำหรับการป้องกันโควิด-19 ในแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่พบสายพันธุ์ B.1.351 ได้ทั่วไป

อะดาเลียกล่าวว่า ถ้าประสิทธิภาพของวัคซีนลดต่ำลงถึงร้อยละ 50 ในกรณีนั้น การฉีดวัคซีนกระตุ้นอาจกลายเป็นความจำเป็น องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกากล่าวว่า ทางองค์การฯ คาดหวังให้วัคซีนโควิด-19 ทุกประเภทมีประสิทธิภาพป้องกันโรคหรือลดความรุนแรงลง อย่างน้อยร้อยละ 50 ในกลุ่มคนที่ได้รับวัคซีนแล้ว เมื่อพิจารณาถึงการฉีดวัคซีนเพิ่มเติม “ผมว่านั่นจะเป็นตัวเลขมาตรฐานที่ดีที่ควรเก็บไว้พิจารณา” อะดาเลียกล่าว

จรรยาบรรณเรื่องการฉีดวัคซีนกระตุ้น

เทนีลล์ บราวน์ ศาสตราจารย์ด้านกฏหมาย และอาจารย์ด้านยาใช้ภายใน มหาวิทยาลัยยูทาห์ กล่าวว่า “การขอร้อง หรือกำหนดให้ประชาชนต้องรับการกระตุ้นวัคซีน อาจกลายเป็นเรื่องยากสำหรับบางคน” เพราะ “มันสะท้อนถึงภาระหน้าที่ และไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เสร็จได้ภายในครั้งเดียว” ในกรณีของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่แนะนำให้ทุกคนฉีด ประชาชนวัยผู้ใหญ่ชาวอเมริกันเพียงร้อยละ 45 ที่ได้รับการฉีดวัคซีนในช่วงปี 2017 ถึง 2018 และร้อยละ 48 ในช่วงปี 2019 ถึง 2020

ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาไม่ได้บังคับใช้วัคซีนโควิด-19 แต่การบังคับใช้วัคซีนกำลังก่อตัวขึ้น โดยเกิดคำที่เราที่เรียกว่า “พาสสปอร์ตวัคซีน” ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้แสดงสำหรับการเดินทางโดยเครื่องบิน เช่น การเดินทางเข้าไปในต่างประเทศ มหาวิทยาลัยบางแบ่งกำลังสร้างข้อกำหนดให้นักเรียนที่จะเข้าเรียนต้องได้รับวัคซีนแล้ว และนายจ้างสามารถกำหนดให้ลูกจ้างรับวัคซีนโควิด-19 ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีความชัดเจนว่า จะมีผู้ปฎิบัติตามมากน้อยเพียงใด

ถ้าการฉีดวัคซีนกระตุ้นเพิ่มเติมเป็นเรื่องจำเป็น มันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่า การฉีดวัคซีนจะกลายมาเป็นข้อกำหนด การได้รับวัคซีนพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันได้กลายมาเป็นความกังวลเรื่องจริยธรรม เฟธ อี. เฟล็ตเชอร์ นักจรรยาบรรณทางสาธารณสุข ศูนย์จรรยาบรรณทางการแพทย์ และนโยบายทางสุขภาพ วิทยาลัยการแพทย์เบย์เลอร์ กล่าวและเสริมว่า และนั่นจะทำให้สถานการณ์ความไม่เท่าเทียมทางสังคมและสุขภาพที่มีอยู่แล้ว แย่ลงไปอีก

เช่นกรณีกลุ่มแรงงานขั้นพื้นฐาน กลุ่มคนชาวผิวดำ และกลุ่มแรงงานชาวละตินอเมริกัน เข้าถึงวัคซีนได้ยากลำบากมากกว่าแรงงานที่เป็นคนผิวขาว ถ้าเราไม่หาทางที่จะ “ผลิตวัคซีนให้เพียงพอ และเข้าถึงได้สำหรับประชากรที่มีโอกาสน้อยกว่า” เฟล็ตเชอร์กล่าวและเสริมว่า “เรากำลังจะเห็นความแตกต่างอันยิ่งใหญ่ในทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องนี้” รวมไปถึงวัคซีนโควิด-19 ในอนาคต การบังคับใช้ หรือกรณีอื่น

บราวน์และเฟล็ตเชอร์เห็นด้วยที่ค่าใช้จ่ายของการฉีดวัคซีนในอนาคตควรได้รับการดูแล “มันควรจำเป็นที่ต้องสร้างข้อกำหนดให้มีการฉีดกระตุ้นด้วยการใช้งบประมาณจากหลักประกันสุขภาพ กองทุนที่มีการชำระเงินร่วมกัน หรือไม่อย่างงั้น วัคซีนก็จะถูกแจกจ่างอย่างไม่เท่าเทียม” บราวน์กล่าว “และเราจะเห็นความไม่เท่าเทียมที่บางคนได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้น ส่วนบางคนไม่ได้” ถึงแม้บางคนจะจ่ายเงินเป็นจำนวน 20 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ไม่สามารถรับวัคซีนได้ เธอกล่าว

แต่สำหรับกลุ่มคนที่ไม่ต้องการทำตามข้อบังคับของที่ทำงานสำหรับการฉีดวัคซีนเพิ่มเติมในอนาคต “กฎหมายไม่ได้เข้าข้างพวกเขา” บราวน์กล่าว กฏหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน (ในสหรัฐฯ) อนุญาตให้มีการบังคับใช้ได้ ในขณะเดียวกันก็มีข้อยกเว้นทางการแพทย์ และเหตุผลทางศาสนา เช่น ผู้ที่มีอาการแพ้

อย่างไรก็ตาม บราวน์เปรียบการบังคับใช้ในกรณีนี้เป็นเหมือนกับการขับรถ

ถ้าคุณอยากขับรถ คุณต้องทำใบขับขี่ ทำประกันภัย และอื่นๆ” บราวน์กล่าว “มันไม่ใช่อะไรที่ทำครั้งเดียว การที่คุณจะขับรถได้คุณต้องนำรถของคุณไปขึ้นทะเบียน นำรถไปทดสอบการปล่อยก๊าซ และต้องทำตามกฏจราจรที่เปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง คุณอาจจะไม่เห็นด้วยกับกฎหมายเหล่านี้ แต่นั่นก็ไม่ได้อนุญาตให้คุณเพิกเฉยต่อกฏหมายได้ตามอำเภอใจ

บราวน์กล่าวว่า เธอหวังว่าการควบคุมการแพร่กระจายโควิด-19 ในระดับต่ำๆ จนกลายเป็นเรื่องที่ต้องทำเรื่อยๆ เหมือนกับการต่อใบอนุญาต หรือต่อทะเบียนยานพาหนะ “ฉันคิดว่าธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจะช่วยได้จริงๆ” เธอกล่าวและเสริมว่า เพราะ “การต่อต้านจะจางหายไปตามกาลเวลา และวัคซีนจะกลายเป็นเรื่องการเมืองน้อยลง

เรื่อง จิลเลียน คราเมอร์
แปลและเรียบเรียง นายจอมพล ละมูนกิจ
โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษไทย


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : วัคซีนโควิด-19 ความหวังและทางรอดของประชากรโลก

เรื่องแนะนำ

ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine System)

ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine System) ถือเป็นอีกหนึ่งระบบที่มีความสำคัญต่อร่างกาย โดยเป็นระบบที่จะส่งสารเคมี สร้างและหลั่งฮอร์โมน จากนั้นส่งออกนอกเซลล์โดยผ่านระบบไหลเวียน ทั้งทางกระแสเลือดและน้ำเหลือง เพื่อควบคุมอวัยวะเป้าหมายในร่างกาย ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine System) คือ ระบบภายในที่มีหน้าที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ที่สำคัญภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งเป็นระบบที่ทำงานสอดประสานร่วมกับระบบประสาท (Nervous System) ในด้านต่าง ๆ เช่น การควบคุมปฏิกิริยาเคมี หรือการขนส่งสารเข้า – ออกภายในเซลล์ ซึ่งส่งผลต่อการสร้างและการใช้พลังงานของร่างกายที่นำไปสู่การเจริญเติบโตในด้านต่าง ๆ ทั้งการพัฒนาของโครงสร้างอวัยวะ และระบบภายในอื่น ๆ รวมไปถึงการรักษาสมดุล และการตอบสนองทางด้านอารมณ์ของสิ่งมีชีวิต ต่อมไร้ท่อ (Endocrine Gland) คือ กลุ่มเซลล์หรือกลุ่มเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่สร้าง และผลิตสารเคมีพิเศษที่เรียกว่า “ฮอร์โมน” (Hormone) ให้กับร่างกาย ซึ่งสารดังกล่าวไม่สามารถผลิตได้จากต่อมอื่น ๆ โดยสารเคมีหรือฮอร์โมนเหล่านี้จะถูกส่งเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง โดยไม่ผ่านท่อลำเลียงภายนอก ดังนั้น ต่อมไร้ท่อจึงเป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยเส้นเลือดจำนวนมาก เพื่อทำหน้าที่ลำเลียงสารที่ต่อมผลิตได้ไปยังอวัยวะต่าง ๆ ผ่านการไหลเวียนของน้ำเลือดหรือน้ำเหลืองทั่วร่างกาย ซึ่งฮอร์โมนแต่ละชนิดมีหน้าที่เฉพาะเจาะจงต่ออวัยวะเป้าหมาย (Target Organ) ที่แตกต่างกันออกไป […]

สมาร์ทโฟน ส่งผลอย่างไรต่อวิถีชีวิตของคนในสังคมปัจจุบัน

เจ้าคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา หรือที่เราเรียกกันจนติดปากว่า "สมาร์ทโฟน" สามารถเนรมิตสิ่งมหัศจรรย์มากมายเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส แต่ผลการศึกษาล่าสุดกลับพบว่ามันส่งผลด้านลบต่อชีวิตประวันของเรา มากกว่าที่คิด

แผ่นน้ำแข็งที่นอร์เวย์ละลาย เผยให้เห็นลูกธนูอายุ 6,000 ปี

นักโบราณคดี ค้นพบอาวุธจำนวน 68 ชิ้นจากยุคหินใหม่ถึงยุคไวกิ้ง ช่วยเสริมแนวคิดเกี่ยวกับ วิธีที่น้ำแข็งทั้งรักษาและทำลายหลักฐานทางโบราณคดี นักโบราณคดี ในนอร์เวย์ค้นพบลูกศรหลายสิบดอกซึ่งมีอายุย้อนไปถึง 6,000 ปี การค้นพบครั้งนี้เป็นผลมาจากการละลายของแผ่นน้ำแข็งขนาด 242,811 ตารางเมตร บนภูเขาสูงของภูมิภาค การเดินทางออกสำรวจพืดน้ำแข็ง Langfonne ในปี 2014 และ 2016 โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนที่อากาศอบอุ่นเป็นพิเศษ เผยให้เห็นกระดูกกวางเรนเดียร์และเขากวางจำนวนมาก ซึ่งบ่งชี้ว่านักล่าสัตว์ใช้ประโยชน์ในพื้นที่แห่งนี้ช่วงหนึ่งพันปีที่ผ่านมา กลยุทธ์การล่าสัตว์ของพวกเขายังคงเดิม แม้กระทั่งอาวุธที่เลือกใช้ ซึ่งประดิษฐ์มาจากหินแม่น้ำ และเหล็กแหลม ขณะนี้ ทีมวิจัยรายงานการค้นพบในวารสาร Holocene ในเนื้อหารายงานว่า ค้นพบลูกศรทั้งที่สมบูรณ์และเสียหายบางส่วนทั้งหมด 68 ดอก (และหัวลูกศรห้าดอก) ที่กระจัดกระจายอยู่ทั้งในบริเวณและรอบ ๆ แผ่นน้ำแข็งที่กำลังละลาย ซึ่งมีจำนวนมากกว่าแหล่งโบราณคดีที่อยู่ในพืดน้ำแข็งแหล่งอื่นๆ ของโลก ชิ้นส่วนของอาวุธบางชิ้นมีอายุย้อนไปถึงยุคหินใหม่ ในขณะที่การค้นพบ “ล่าสุด” อาวุธส่วนใหญ่ถูกประดิษฐ์ขึ้นในศตวรรษที่สิบสี่ ในขณะที่จำนวนของอาวุธโบราณเหล่านี้สร้างความประหลาดใจต่อนักโบราณคดี การสำรวจพบโบราณวัตถุในพืดน้ำแข็ง Langfonne ยังได้เพิ่มน้ำหนักให้กับแนวคิดที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปเกี่ยวกับวัตถุทางประวัติศาสตร์ที่ถูกฝังอยู่ใต้น้ำแข็ง และเป็นหลักฐานชิ้นใหม่เกี่ยวกับประสิทธิภาพของน้ำแข็งในเรื่องการรักษาและทำลายโบราณวัตถุตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา น้ำแข็งคือเครื่องย้อนเวลา นับตั้งแต่นักโบราณคดีเริ่มสำรวจอย่างเป็นระบบในแหล่งโบราณคดีที่อยู่ในพื้นที่น้ำแข็งเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา พืดน้ำแข็งจากนอร์เวย์ที่ยาวไปถึงอเมริกาเหนือ เป็นแหล่งเก็บรักษาซากสิ่งประดิษฐ์โบราณที่เกือบสมบูรณ์ […]

อุกกาบาตทำลายล้างไดโนเสาร์ ตกลงในจุดสังหารพอดิบพอดี

อุกกาบาตทำลายล้างไดโนเสาร์ ตกลงในจุดสังหารพอดิบพอดี ในโลกยุคโบราณ บริเวณคาบสมุทรยูกาตัง ของเม็กซิโก คือจุดเลวร้ายที่สุดหากอุกกาบาตดันตกลงมา หลักฐานดังกล่าวถูกแสดงให้เห็นแล้วผ่านเหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อ 66 ล้านปีก่อน หลังอุกกาบาตความกว้าง 12 กิโลเมตรพุ่งเข้าชนกับโลก จนปรากฏเป็นหลุมอุกกาบาตชีคซูหลุบบริเวณเมืองท่าของเม็กซิโกในปัจจุบัน ผลกระทบจากเหตุการณ์นั้นส่งผลให้อาณาจักรของไดโนเสาร์ที่ครองโลกมานานต้องถึงกาลอวสาน ประมาณการณ์ว่าสิ่งมีชีวิตราว 3 ใน 4 จากทั้งหมดบนโลกสูญพันธุ์ไปจากอุกกาบาตลูกนั้น จากการศึกษาระบุว่า การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่เป็นผลมาจากเขม่าควันจากการพุ่งชนที่ลอยขึ้นปกคลุมชั้นบรรยากาศ จนทำให้อุณหภูมิของโลกเย็นลง ค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิในตอนนั้นอยู่ที่ -10 ถึง -7.8 องศาเซลเซียส ลดลงจากเดิมที่ -7.8 ถึง -1.7 องศาเซลเซียส ทั่วพื้นผิวโลกมีเพียง 13% เท่านั้นที่เป็นผืนดิน นั่นหมายความว่าหากอุกกาบาตลูกนั้นตกห่างไปจากจุดเดิม ไดโนเสาร์อาจไม่ล้มหายตายจากไปหมดก็ได้ “ความน่าสนใจก็คือในรายงานระบุว่า ต่อให้อุกกาบาตมีขนาดใหญ่กว่านี้ ผลกระทบจากการทำลายล้างก็อาจไม่รุนแรงเท่าหากอุกกาบาตไปตกที่อื่น” Paul Chodas ผู้จัดการศูนย์การศึกษาวัตถุใกล้โลก จากนาซ่ากล่าว “เราตั้งข้อสังเกตหลายครั้งมากว่าบรรดาไดโนเสาร์โชคร้ายขนาดไหน และพวกเราโชคดีแค่ไหน ในฐานะที่ปัจจุบันเราอยู่เหนือสุดในบรรดาสิ่งมีชีวิตที่เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งปวง”   ธรณีวิทยาเป็นเหตุ Kunio Kaiho หัวหน้าการศึกษาวิจัยครั้งนี้เปิดเผยว่า การพุ่งชนของอุกกาบาตดังกล่าวก่อให้เกิดการเผาไหม้น้ำมันที่อยู่ในชั้นหิน ส่งผลให้ชั้นบรรยากาศเต็มไปด้วยเขม่าควันดำที่มีปริมาณมากถึง 1.7 […]