ทำไม การฉีดกระตุ้นวัคซีนโควิด-19 ประจำปี อาจกลายเป็นเรื่องปกติ ในอนาคต

ทำไมการฉีดกระตุ้นวัคซีนโควิด-19 ประจำปี อาจกลายเป็นเรื่องปกติ

เพื่อเตรียมรับมือกับโคโรนาไวรัสและเตรียมพร้อมสำหรับไวรัสที่กลายพันธุ์ ประชาชนอาจต้องรับวัคซีนประจำปีเช่นเดียวกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ การฉีดกระตุ้นวัคซีนโควิด-19

ถึงแม้ว่าอเมริกันชนหลายสิบล้านคนจะรู้สึกโล่งอกหลังจากได้รับวัคซีนโควิด-19หนึ่งหรือสองโดสแล้ว บางคนสงสัยว่า การฉีดวัคซีนครั้งเดียวจะเพียงพอหรือไม่ หรือว่าพวกเขาจะต้องฉีดวัคซีนประจำทุกปี การฉีดกระตุ้นวัคซีนโควิด-19

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนโควิด-19 จะคงอยู่ในกลุ่มคนที่ได้รับวัคซีนนานเพียงใด เพราะตั้งแต่การค้นพบสายพันธุ์ดั้งเดิมในช่วงปลายปี 2019 ไวรัสได้กลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง และเกิดสายพันธุ์ใหม่ (ไวรัสชนิดเดียวกัน แต่มีความแตกต่างของสารพันธุกรรมบางตำแหน่ง โดยไวรัสสายพันธุ์ใหม่มีโอกาสที่จะแพร่ได้ง่ายกว่า อันตรายมากกว่า) และสามารถหลบหลีกแอนติบอดีที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อรับมือกับวิวัฒนาการของไวรัส ผู้พัฒนาวัคซีนบางรายกำลังแข่งขันกันออกแบบยาฉีดรูปแบบใหม่ เพื่อต่อกรกับสายพันธุ์เหล่านี้ ในขณะเดียวกันก็กำลังศึกษาถึงระยะเวลาของวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบัน

และผู้เชี่ยวชาญบางท่านกล่าวว่า “การฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันอาจกลายเป็นความปกติใหม่ หรือ New Normal”

การฉีดกระตุ้นวัคซีนโควิด-19, วัคซีนโควิด-19, วัคซีนโควิด, วัคซีน, โควิด-19

การฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันคืออะไร

การฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันคือ “การฉีดวัคซีนที่คุณเคยได้รับไปแล้วอีกหนึ่งรอบ เพื่อกระตุ้นภูมิคุมกันของคุณ” ซูซาน อาร์. ไบลีย์ นักภูมิแพ้วิทยา นักภูมิคุ้มกันคลินิก และประธานของสมาคมการแพทย์อเมริกัน กล่าว ระบบภูมิคุ้มกันจะสร้างความทรงจำที่เอาไว้ต่อสู้กับไวรัสจากการพบเจอซ้ำๆ มันเป็นเรื่องปกติที่การได้รับเชื้อชนิดเดิมครั้งที่สองหรือสาม แอนติเจน (โมเลกุลที่เร่งการสร้างแอนติบดี) จะสร้างการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่ดีกว่าและมีผลยาวนานกว่า ไบลีย์กล่าว

อย่างเช่น วัคซีนของโรคงูสวัดที่ฉีดให้ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรง และมีอาายุมากกว่า 50 ปี ทุกคน โดยจำเป็นต้องฉีดกระตุ้นหลังจากฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้ว 2 ถึง 6 เดือน เพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพร้อยละ 90 สำหรับการป้องกันการติดเชื้อ และผลข้างเคียงของวัคซีน

สำหรับวัคซีนโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์-ไบโอแอนด์เทค และโมเดอร์นา ที่เป็นวัคซีนประเภท mRNA จำเป็นต้องฉีดวัคซีนโดสที่สองห่าจากโดสแรกประมาณ 3 ถึง 4 สัปดาห์ ในปัจจุบัน วัคซีนโควิด-19 ที่อนุญาตให้ใช้สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินในสหรัฐอเมริกา ผลิตโดยบริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน เป็นวัคซีนที่ฉีดเพียงโดสเดียว แต่บริษัทกำลังทดสอบประสิทธิภาพของการฉีดกระตุ้นครั้งที่สองเช่นกัน (ปัจจุบัน สหรัฐฯ ยุติการแจกจ่ายวัคซีนของจอห์นสันแอนด์จอห์นสันชั่วคราว เนื่องจากตรวจพบว่า ผู้ได้รับวัคซีนรายหนึ่งเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งพบได้ยาก) ในเดือนกุมพาพันธ์ ที่ผ่านมา บริษัทไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค ได้เริ่มกศึกษาการฉีดวัคซีนโดสที่สาม ให้กับผู้ที่ได้รับวัคซีนไปแล้วสองโดส และเมื่อเร็วๆ นี้ อัลเบิร์ต เบอร์ลา ซีอีโอของบริษัทไฟเซอร์ กล่าวกับสำนักข่าว CNBC ว่า ประชาชนอาจจะต้องฉีดวัคซีนเข็มที่สาม หลังจากฉีดวัคซีนเข็มที่สองแล้วประมาณ 12 เดือน

การฉีดกระตุ้นวัคซีนโควิด-19, วัคซีนโควิด-19, วัคซีนโควิด, วัคซีน, โควิด-19

วัคซีนแต่ละตัวให้ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจสำหรับการต่อกรกับไวรัสโควิด-19 แต่คำถามที่ยังคงอยู่คือ ภูมิคุ้มกันที่ได้รับจะคงอยู่นานเพียงใด และมีความต้องการสำหรับการฉีดวัคซีนเพิ่มเติมในอนาคต (อันใกล้) หรือไม่ เพื่อรักษาประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อที่อยู่ในระดับสูง

วัคซีนโควิด-19 เป็นเรื่องใหม่ ซึ่งหมายความว่านักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบแน่ชัดถึงระยะเวลาที่วัคซีนจะมีประสิทธิภาพการป้องกันการติดเชื้อ โดยปราศจากปัจจัยอื่นๆ นักวิจัยได้ติดตามประสิทธิภาพของวัคซีนในกลุ่มคนที่ฉีดวัคซีนแล้ว และผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่า วัคซีนเหล่านั้นยังมีประสิทธิภาพดีในช่วงระยะเวลาอย่างน้อยหกเดือน

เป็นเรื่องน่าเสียดายที่หลายคนเข้าใจว่า วัคซีนมีอายุแค่หกเดือน” ไบลีย์กล่าวและเสริมว่า เมื่อ “ข้อมูลทั้งหมดบ่งชี้ว่า วัคซีนจะมีอายุหกเดือน แต่เราคาดว่ามันจะมีอายุมากกว่านั้น” เพื่อทราบข้อมูลที่แน่ชัดถึงระยะเวลาของการป้องกัน “เราแค่ต้องรอและคอยดู

แต่ “ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่า วัคซีนทุกประเภทจะต้องทำการฉีดกระตุ้น” อาเมช อะดาเลีย แพทย์โรคติดต่อ และนักวิชาการอาวุโส สถาบันความปลอยภัยทางสุขภาพ มหาวิทยาลัยจอห์นฮ็อปกินส์ กล่าว

ตัวอย่างเช่น วัคซีนโรคไข้เหลืองสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ตลอดชีวิตหลังได้รับเพียงหนึ่งโดส ในทางกลับกัน วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักต้องฉีดกระตุ้นทุกๆ 10 ปี เพื่อคงประสิทธิภาพของวัคซีน เมื่อเร็วๆ นี้ นักวิจัยเริ่มตั้งคำถามถึงความจำเป็นของการฉีดกระตุ้นเพิ่มเติม

นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนกระตุ้นแตกต่างกับสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์บางคนกำลังทดสอบในปัจจุบัน คือการฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มใหม่มีความเฉพาะเจาะจงกับสายพันธุ์ของไวรัส

การฉีดกระตุ้นวัคซีนโควิด-19, วัคซีนโควิด-19, วัคซีนโควิด, วัคซีน, โควิด-19

ในขณะนี้ ไวรัส SARS-CoV-2 สายพันธุ์ดั้งเดิม ได้กลายพันธุ์ไปแล้วอย่างน้อย 5 สายพันธุ์ ซึ่งเป็น “สายพันธุ์ที่น่ากังวล” คือ สายพันธุ์ B.1.1.7 ที่ถูกพบครั้งแรกในสหราชอาณาจักร สายพันธุ์ B.1.351 ที่พบในประเทศแอฟริกาใต้ สายพันธุ์ P.1 ที่ระบาดเป็นวงกว้างในประเทศบราซิล และทั้งสายพันธุ์ B.1.427 และ B.1.429 ที่ถูกพบครั้งแรกในรัฐแคลิฟอร์เนีย บริษัทโมเดอร์นาได้ดัดแปลงวัคซีนของบริษัท และกำลังอยู่ระหว่างการทดสอบถึงประสิทธิภาพของวัคซีนกับสายพันธุ์ B.1.351 และโฆษกของบริษัทไฟเซอร์กล่าวกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ว่า บริษัทกำลังอภิปรายถึงความเป็นไปได้ที่จะทดสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัคซีนที่พุ่งเป้าไปยังสายพันธุ์ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้

ถึงปัจจุบัน วัคซีนที่ใช้งานอยู่ได้รับการพิสูจน์ว่าสารถป้องกันทุกสายพันธุ์ที่พบได้ “ผมไม่คิดว่าเราอยู่ในจุดที่เราต้องเลือก เพื่อเปลี่ยนแปลงวัคซีนที่มีอยู่แล้วให้เฉพาะเจาะจงกับสายพันธุ์เหล่านี้” อะดาเลียกล่าว แต่ไม่ใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อทุกคนที่เห็นด้วยกับการประเมินนี้

ความปกติใหม่

แดเนียล ลูซีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อของศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กล่าวว่า การฉีดวัคซีนเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน หรือพุ่งเป้าไปที่สายพันธุ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันหรืออนาคต “มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นความเป็นจริงรูปแบบใหม่” ในร่างกายของบางคน ไวรัสอาจพยายามที่จะกลายพันธุ์ “เพื่อเป็นประโยชน์ต่อความอยู่รอดของมัน” เขากล่าวเสริม และสามารถหลบหลีกภูมิคุ้มกันของวัคซีนได้

ลูซีย์กล่าวเสริมว่า “มันเป็นการต่อสู้อย่างต่อเนื่อง และเป็นสงครามที่กินเวลาหลายปี ระหว่างสายพันธุ์ของ SARS-CoV-2 และวัคซีนของพวกเรา ตั้งแต่ปี 2019 เรากำลังตามหลังอยู่ เราหลับ แต่เหล่าไวรัสไม่ได้หลับไปกับเรา

แมตธิว บี. ฟรายแมน รองศาสตราจารย์ ภาควิชาจุลชีววิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยา โรงเรียนการแพทย์ มหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ ที่ทำงานกับบริษัทโนวาแวกซ์ เพื่อพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ที่กำลังจะออกสู่ตลาด แสดงความเห็นด้วยว่า “มันมีความเป็นไปได้สูงมาก” ที่การฉีดกระตุ้นหรือการฉีดวัคซีนชนิดใหม่ “จะถูกตั้งเป็นข้อกำหนดในอนาคต” เพื่อต่อสู้กับสายพันธุ์ที่เปลี่ยนไปของ SARS-CoV-2 และเสริมว่า “เราต้องการวัคซีนถี่แค่ไหน และมันจะเป็นที่ต้องการของทั้งโลก หรือเฉพาะคนบางกลุ่ม เป็นสิ่งที่เรายังไม่รู้

วัคซีนประเภท mRNA ของบริษัทไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค และโมเดอร์นา มีประสิทธิภาพป้องกันสายพันธุ์ B.1.1.7 ที่กำเนิดในสหราชอาณาจักร แต่เป็นสายพันธุ์ที่ระบาดในสหรัฐฯ เป็นหลัก มีงานวิจัยใหม่ที่แสดงให้เห็นว่า สายพันธุ์จากแอฟริกาใต้ B.1.351 จากแอฟริกาใต้ สามารถผ่านทะลวงภูมิคุ้มกันของวัคซีนจากบริษัทไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคได้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังไม่ถูกตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ และในงานวิจัยยังมีเพียงกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กของผู้คนที่ติดเชื้อจากสายพันธุ์นี้

ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา บริษัทไฟเซอร์ฯ และไบโอเอ็นเทค แถลงความคืบหน้าของประสิทธิภาพคซีนโควิด-19 ว่า วัคซีนมีประสิทธิภาพร้อยละ 91 ในภาพรวม และมีประสิทธิภาพร้อยละ 100 สำหรับการป้องกันโควิด-19 ในแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่พบสายพันธุ์ B.1.351 ได้ทั่วไป

อะดาเลียกล่าวว่า ถ้าประสิทธิภาพของวัคซีนลดต่ำลงถึงร้อยละ 50 ในกรณีนั้น การฉีดวัคซีนกระตุ้นอาจกลายเป็นความจำเป็น องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกากล่าวว่า ทางองค์การฯ คาดหวังให้วัคซีนโควิด-19 ทุกประเภทมีประสิทธิภาพป้องกันโรคหรือลดความรุนแรงลง อย่างน้อยร้อยละ 50 ในกลุ่มคนที่ได้รับวัคซีนแล้ว เมื่อพิจารณาถึงการฉีดวัคซีนเพิ่มเติม “ผมว่านั่นจะเป็นตัวเลขมาตรฐานที่ดีที่ควรเก็บไว้พิจารณา” อะดาเลียกล่าว

จรรยาบรรณเรื่องการฉีดวัคซีนกระตุ้น

เทนีลล์ บราวน์ ศาสตราจารย์ด้านกฏหมาย และอาจารย์ด้านยาใช้ภายใน มหาวิทยาลัยยูทาห์ กล่าวว่า “การขอร้อง หรือกำหนดให้ประชาชนต้องรับการกระตุ้นวัคซีน อาจกลายเป็นเรื่องยากสำหรับบางคน” เพราะ “มันสะท้อนถึงภาระหน้าที่ และไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เสร็จได้ภายในครั้งเดียว” ในกรณีของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่แนะนำให้ทุกคนฉีด ประชาชนวัยผู้ใหญ่ชาวอเมริกันเพียงร้อยละ 45 ที่ได้รับการฉีดวัคซีนในช่วงปี 2017 ถึง 2018 และร้อยละ 48 ในช่วงปี 2019 ถึง 2020

ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาไม่ได้บังคับใช้วัคซีนโควิด-19 แต่การบังคับใช้วัคซีนกำลังก่อตัวขึ้น โดยเกิดคำที่เราที่เรียกว่า “พาสสปอร์ตวัคซีน” ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้แสดงสำหรับการเดินทางโดยเครื่องบิน เช่น การเดินทางเข้าไปในต่างประเทศ มหาวิทยาลัยบางแบ่งกำลังสร้างข้อกำหนดให้นักเรียนที่จะเข้าเรียนต้องได้รับวัคซีนแล้ว และนายจ้างสามารถกำหนดให้ลูกจ้างรับวัคซีนโควิด-19 ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีความชัดเจนว่า จะมีผู้ปฎิบัติตามมากน้อยเพียงใด

ถ้าการฉีดวัคซีนกระตุ้นเพิ่มเติมเป็นเรื่องจำเป็น มันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่า การฉีดวัคซีนจะกลายมาเป็นข้อกำหนด การได้รับวัคซีนพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันได้กลายมาเป็นความกังวลเรื่องจริยธรรม เฟธ อี. เฟล็ตเชอร์ นักจรรยาบรรณทางสาธารณสุข ศูนย์จรรยาบรรณทางการแพทย์ และนโยบายทางสุขภาพ วิทยาลัยการแพทย์เบย์เลอร์ กล่าวและเสริมว่า และนั่นจะทำให้สถานการณ์ความไม่เท่าเทียมทางสังคมและสุขภาพที่มีอยู่แล้ว แย่ลงไปอีก

เช่นกรณีกลุ่มแรงงานขั้นพื้นฐาน กลุ่มคนชาวผิวดำ และกลุ่มแรงงานชาวละตินอเมริกัน เข้าถึงวัคซีนได้ยากลำบากมากกว่าแรงงานที่เป็นคนผิวขาว ถ้าเราไม่หาทางที่จะ “ผลิตวัคซีนให้เพียงพอ และเข้าถึงได้สำหรับประชากรที่มีโอกาสน้อยกว่า” เฟล็ตเชอร์กล่าวและเสริมว่า “เรากำลังจะเห็นความแตกต่างอันยิ่งใหญ่ในทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องนี้” รวมไปถึงวัคซีนโควิด-19 ในอนาคต การบังคับใช้ หรือกรณีอื่น

บราวน์และเฟล็ตเชอร์เห็นด้วยที่ค่าใช้จ่ายของการฉีดวัคซีนในอนาคตควรได้รับการดูแล “มันควรจำเป็นที่ต้องสร้างข้อกำหนดให้มีการฉีดกระตุ้นด้วยการใช้งบประมาณจากหลักประกันสุขภาพ กองทุนที่มีการชำระเงินร่วมกัน หรือไม่อย่างงั้น วัคซีนก็จะถูกแจกจ่างอย่างไม่เท่าเทียม” บราวน์กล่าว “และเราจะเห็นความไม่เท่าเทียมที่บางคนได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้น ส่วนบางคนไม่ได้” ถึงแม้บางคนจะจ่ายเงินเป็นจำนวน 20 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ไม่สามารถรับวัคซีนได้ เธอกล่าว

แต่สำหรับกลุ่มคนที่ไม่ต้องการทำตามข้อบังคับของที่ทำงานสำหรับการฉีดวัคซีนเพิ่มเติมในอนาคต “กฎหมายไม่ได้เข้าข้างพวกเขา” บราวน์กล่าว กฏหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน (ในสหรัฐฯ) อนุญาตให้มีการบังคับใช้ได้ ในขณะเดียวกันก็มีข้อยกเว้นทางการแพทย์ และเหตุผลทางศาสนา เช่น ผู้ที่มีอาการแพ้

อย่างไรก็ตาม บราวน์เปรียบการบังคับใช้ในกรณีนี้เป็นเหมือนกับการขับรถ

ถ้าคุณอยากขับรถ คุณต้องทำใบขับขี่ ทำประกันภัย และอื่นๆ” บราวน์กล่าว “มันไม่ใช่อะไรที่ทำครั้งเดียว การที่คุณจะขับรถได้คุณต้องนำรถของคุณไปขึ้นทะเบียน นำรถไปทดสอบการปล่อยก๊าซ และต้องทำตามกฏจราจรที่เปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง คุณอาจจะไม่เห็นด้วยกับกฎหมายเหล่านี้ แต่นั่นก็ไม่ได้อนุญาตให้คุณเพิกเฉยต่อกฏหมายได้ตามอำเภอใจ

บราวน์กล่าวว่า เธอหวังว่าการควบคุมการแพร่กระจายโควิด-19 ในระดับต่ำๆ จนกลายเป็นเรื่องที่ต้องทำเรื่อยๆ เหมือนกับการต่อใบอนุญาต หรือต่อทะเบียนยานพาหนะ “ฉันคิดว่าธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจะช่วยได้จริงๆ” เธอกล่าวและเสริมว่า เพราะ “การต่อต้านจะจางหายไปตามกาลเวลา และวัคซีนจะกลายเป็นเรื่องการเมืองน้อยลง

เรื่อง จิลเลียน คราเมอร์
แปลและเรียบเรียง นายจอมพล ละมูนกิจ
โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษไทย


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : วัคซีนโควิด-19 ความหวังและทางรอดของประชากรโลก

เรื่องแนะนำ

วัคซีนโควิด-19 ความหวังและทางรอดของประชากรโลก

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลับมายังประเทศไทยอีกครั้ง จากการเดินทางเข้าออกประเทศอย่างผิดกฏหมายของแรงงานชาวไทยและเมียนมา นอกจาก ‘สวมหน้ากาก กินช้อนกลาง ล้างมือ’ แล้ว ประเด็นสำคัญอีกหนึ่งเรื่องคือ ทุกคนกำลังเฝ้ารอ วัคซีนโควิด-19 ในขณะเดียวกัน ความหวังสุดท้ายของโลก วัคซีนโควิด-19 ก็เริ่มถูกทยอยฉีดให้บุคคลกลุ่มแรกในหลายประเทศทั่วโลก โดยใช้วัคซีนที่ผลิตจากบริษัทเอกชนชั้นนำของโลก แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยากล่าวว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนยังอยู่ระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูล เท่ากับว่าศึกของมนุษยชาติครั้งนี้ยังไม่ใกล้สิ้นสุด และความท้าทายต่อไปคือ ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงวัคซีนของประชากรโลก ที่ประชากรในประเทศยากจนอาจต้องรอวัคซีนไปอีกหลายปี ทำไม วัคซีนโควิด -19 จึงใช้เวลาเวลาศึกษาวิจัยอย่างรวดเร็ว เมื่อเริ่มแรกของการระบาดโรคโควิด-19 เกิดขึ้นในประเทศจีน เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนสามารถถอดรหัสพันธุกรรมของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้สำเร็จ และเผยแพร่ข้อมูลนี้ไปยังนานาประเทศ เพื่อเป็นฐานข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาโรคอุบัติใหม่นี้ ในกระบวนการผลิตวัคซีนต้องเริ่มศึกษาชีววิทยาของเชื้อไวรัสก่อน และศึกษาหากลไกการติดเชื้อในร่างกายมนุษย์ และหาเป้าหมายของการติดเชื้อเพื่อหาแอนติเจน ลำดับขั้นตอนตั้งแต่พบโรคระบาด กระบวนการผลิตวัคซีน ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้ การพัฒนาวัคซีนในระยะก่อนการศึกษาในคน (Pre-clinical phase) การศึกษากลไกการเกิดโรค การค้นคว้าหาแอนติเจนที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันสามารถป้องกันโรค พัฒนากระบวนการผลิตและวิธีการทดสอบทางห้องปฏิบัติการ ผลิตในห้องปฏิบัติการและทดสอบในสัตว์ทดลองซึ่งผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการจรรยาบรรณการใช้สัตว์ทดลอง การพัฒนาวัคซีนในระยะการศึกษาในคน (Clinical phase) ผลิตในโรงงานกึ่งอุตสาหกรรมและทำการทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 1, 2, 3 ซึ่งได้ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการจรรยาบรรณการใช้ยาในคน […]

เทคโนโลยีทางการแพทย์ หลังการระบาดของโควิด-19

การประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อให้สอดคล้องกับการระบาดใหญ่ และวิถีชีวิตแบบปกติใหม่ โรงพยาบาลเป็นหน่วยงานแรกๆ ที่ต้องเร่งปรับตัว และปรับปรุงแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับการระบาดของโรคอุบัติใหม่ อย่างโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงแรกของการระบาด โรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนต่างพยายามนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาให้บริการแก่ผู้ป่วย รวมทั้งการร่วมกันถอดบทเรียนเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ในเวลาเดียวกัน จนเกิดเป็น เทคโนโลยีทางการแพทย์ ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตปกติใหม่ หรือ New Normal เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ป่วยที่มารับบริการของโรงพยาบาล จากการระบาดครั้งใหญ่ เรื่องสำคัญที่สุดที่ทุกโรงพยาบาลควรคำนึงถึงและปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน คือเรื่องความปลอดภัยของผู้มารับบริการ ดังนั้นจึงเกิดการปรับแผนการทำงาน รวมไปถึงการปรับแผนการดำเนินธุรกิจ โดยยึดหลักเรื่องความปลอดภัยให้สูงขึ้น หลายโรงพยาบาลได้ปรับใช้เทคโนโลยีให้เข้ามามีบทบาทในแผนการดำเนินงานมากขึ้น เช่น โรงพยาบาลพรินซ์สุวรรณภูมิ เขตบางนา โรงพยาบาลเอกชนที่คิดค้นบริการใหม่ขึ้นมา 3 รูปแบบ เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตแบบ New Normal และการระบาดของโรคโควิด-19 ได้แก่ 1. Tele-medicine คือบริการให้คำปรึกษาและรักษาผู้ป่วยระยะไกล โดยผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องมาที่โรงพยาบาล เป็นการโทรศัพท์ในระบบวิดีโอผ่านแอปพลิเคชั่น LINE โดยให้แพทย์และคนไข้สามารถตรวจสอบอาการได้เบื้องต้น พร้อมทั้งให้คำแนะนำด้านการปฏิบัติตัวเบื้องต้น จุดประสงค์ของบริการนี้เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ป่วยที่มีประวัติกับโรงพยาบาลไม่ต้องมาโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น แต่แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคผ่านการให้บริการ Tele-medicine ได้อย่างสะดวกและง่ายดาย 2. Drive-thru ตรวจโควิด-19 โดยตั้งจุดบริการไว้ด้านนอกตัวอาคาร เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อในพื้นที่โรงพยาบาล […]

ต้นไม้สื่อสารกันได้

ต้นไม้สื่อสารกันได้ ต้นไม้พูดได้! แต่ไม่ใช่เปล่งคำพูดออกมาให้เราฟังเช่นในภาพยนตร์ การสื่อสารของต้นไม้เกิดขึ้นที่ใต้ผืนดิน ณ เครือข่ายรากของพวกมันต่างหาก ซูซาน ซิมาร์ด นักนิเวศวิทยาป่าไม้ ติดตามสารเคมีจำเพาะบางอย่าง และพบว่าต้นไม้ในป่าสนดักลาสของแคนาดากำลังพูดคุยกันใต้ดิน ด้วยการสร้างความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันที่เรียกว่า “ไมคอร์ไรซา” (mycorrhiza) ร่วมกับราเพื่อส่งสัญญาณต่างๆ และแบ่งปันทรัพยากรระหว่างกัน เริ่มต้นด้วย “ต้นแม่” ต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด สูงที่สุด และได้รับแสงแดดในการผลิตอาหารมากกว่าที่มันต้องการ กลุ่มราหรือไมซีเลียมที่ห่อหุ้มปลายรากของต้นแม่จะส่งธาตุอาหารจากดินให้แลกกับน้ำตาลที่ต้นไม้ผลิตได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ราขาดแคลน จากนั้นราจะส่งน้ำตาลให้กับต้นไม้เล็กกว่าที่อ่อนแอ และอยู่ในร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ด้วยวิธีการนี้ช่วยให้ต้นไม้ใหญ่สามารถแบ่งปันสารอาหารไปยังต้นไม้อื่นๆ ได้ โดยผ่านเครือข่ายของราที่อาศัยอยู่บริเวณราก นอกจากนั้นหากต้นไม้เผชิญกับความเครียดหรือภัยคุกคามก็ยังสามารถส่งสัญญาณเคมีเตือนต้นไม้ต้นอื่นได้ด้วยเช่นกัน ด้านนักวิจัยพบว่าป่าที่มีการเชื่อมโยงเครือข่ายกันในลักษณะนี้จะช่วยให้ต้นไม้อยู่รอดได้ดีกว่า และหากต้นแม่ถูกโค่นลง ต้นไม้เล็กๆ ก็จะตายตามอีกด้วย   อ่านเพิ่มเติม ค้นพบต้นไม้เก่าแก่ที่สุดในยุโรป และยังคงเติบโตอยู่