เทศกาลปามะเขือเทศ เป็นการสิ้นเปลืองอาหารหรือไม่?

เทศกาลปามะเขือเทศเป็นการสิ้นเปลืองอาหารหรือไม่?

เทศกาลปามะเขือเทศ เป็นการสิ้นเปลืองอาหารหรือไม่?

ทุกวันพุธสุดท้ายของเดือนสิงหาคม ในแต่ละปี ที่เมืองบูโยล ในสเปน บรรดานักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลจะแห่กันมาที่นี่เพื่อเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุด นั่นคือ เทศกาลปามะเขือเทศ  หรือ La Tomatina เทศกาลที่เปียกชุ่มและวุ่นวาย ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมามีการออกตั๋วให้สำหรับผู้สนใจเข้าร่วม ด้วยนโยบายใหม่ที่มุ่งหวังสร้างความเป็นระเบียบขึ้น

สำหรับใครที่สนใจเข้าร่วม มีกฏเพียงไม่กี่ข้อที่ให้ปฏิบัติตาม หนึ่งในนั้นคือ ผู้เข้าร่วมต้องบีบมะเขือเทศให้เแหลกก่อนที่จะขว้างปา (เพราะการขว้างมะเขือเทศทั้งลูกก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บได้) นอกจากนั้นผู้เข้าร่วมควรสวมใส่เสื้อผ้าเก่า ที่มั่นใจได้ว่าไม่จำเป็นต้องใช้มันอีกแล้วหลังผ่านสงครามมะเขือเทศมาเป็นร้อยๆ ลูก และสุดท้ายห้ามเริ่มต้นขว้างปาก่อนพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ นั่นคือสัญญาณเสียงจากปืนใหญ่

จุดเริ่มต้นของเทศกาลปามะเขือเทศเกิดขึ้นในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยตำนานและเรื่องเล่าขานมากมายที่ใช้อธิบายถึงมูลเหตุของการขว้างปามะเขือเทศใส่กัน อย่างไรก็ตามเหตุผลหลักที่ยังคงทำให้มีผู้คนจากทั่วโลกเดินทางมาเข้าร่วมในทุกปีนั่นก็คือ ความสนุก

(รู้จักเทศกาลปามะเขือเทศแล้ว อย่าพลาดชมเทศกาลขว้างปาแป้งและไข่ในสเปนเช่นกัน)

แต่หลังจากที่มะเขือเทศลูกสุดท้ายตกลงยังพื้นของจัตุรัสที่ย้อมสีของถนนให้เป็นสีแดงฉาน เกิดคำถามใหญ่ตามมาว่าเทศกาลนี้กำลังเป็นเทศกาลสร้างขยะอาหารครั้งใหญ่หรือไม่? เทศกาลถูกประณามว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ในขณะที่ผู้คนจำนวนหลายล้านคนทั่วโลกยังคงเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหาร ในปี 2016 กระแสดังกล่าวเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ หลังไนจีเรียประสบกับการขาดแคลนมะเขือเทศ อันเนื่องมาจากการสูญเสียผลผลิตรายปีไปถึง 80% แม้ว่าเหตุการณ์ทั้งสองจะไม่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันก็ตาม

มะเขือเทศที่ถูกนำมาใช้ในเทศกาลไม่ใช่มะเขือเทศที่จะไปอยู่ในจานสลัดของคุณ พวกมันเป็นผลผลิตส่วนเกินและส่วนใหญ่กำลังจะเน่าเสีย แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ตาม ยังคงเป็นที่ถกเถียงว่าเป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่ที่อาหารถูกนำมาขว้างปาเล่น?

โดย ฟีโอนา แทป

 

อ่านเพิ่มเติม

วัตถุดิบน่าเกลียดเหล่านี้เป็นอาหารของคน 5,000 คน

เรื่องแนะนำ

จิตวิญญาณของกังฟู วัดเส้าหลิน ในยุคปัจจุบัน

ใต้ร่มเงา วัดเส้าหลิน อันเป็นตำนานลือเลื่อง เหล่าศิษย์ของปรมาจารย์กังฟูกำลังเผชิญหน้ากับโลกแห่งศิลปะการต่อสู้ที่เปลี่ยนแปลงไป ท่านอาจารย์ทอดร่างใต้ผ้านวมฝีมือการตัดเย็บของภรรยาในวันสุดท้ายของชีวิตในห้องนอนเล็กๆ มีเพียงเสียงลมหายใจแหบพร่าดังเป็นห้วงๆ ตลอดวันที่อากาศเย็นสบายของฤดูใบไม้ผลิ อาคันตุกะหลั่งไหลมายังเมืองเหยี่ยนชือตรงตีนเทือกเขาซงชาน เพื่อคารวะท่านอาจารย์หยางกุ้ยอู่ผู้ถ่ายทอดวิชากังฟู วัดเส้าหลิน ให้พวกตนเป็นครั้งสุดท้าย บ้างนุ่งห่มจีวรพระและสวดให้พรขณะก้าวเข้าสู่บ้าน อิฐหลังน้อยแห่งนี้ ภรรยาท่านอาจารย์เจ้าของเรือนผมสีดอกเลาที่หวีอย่างบรรจง บีบไหล่ของทุกคนแน่นราวกับเป็นลูกในไส้ ก่อนจะเดินนำพวกเขาผ่านครัวที่มีเตาถ่านลุกโชนไปสมทบกับสมาชิกครอบครัวและลูกศิษย์ที่รวมตัวกันข้างเตียงท่านอาจารย์ ผู้เป็นภรรยาโน้มตัวลงหาร่างของสามีที่ซุกอยู่ในผ้าห่มเพื่อแนะนำ ผู้มาเยือนคนหนึ่ง เป็นลูกศิษย์คนสุดท้ายที่ท่านอาจารย์รับเข้าสู่ครอบครัวกังฟูเมื่อ 15 ปีก่อน “หูเจิ้งเชิงมาเยี่ยมค่ะ” เธอบอก หูในวันนี้เป็นหนุ่มใหญ่ วัย 33 ที่ช่วงไหล่ผึ่งผาย สวมชุดวอร์มของไนกี้และรองเท้า ผ้าแบบดั้งเดิม เขาน้อมกายลงหาร่างที่ไหวระริกและเอ่ย ปากเรียก “ชือฟู่” ภาษาจีนกลางที่แปลว่าอาจารย์ อย่างแผ่วเบาและเปี่ยมด้วยความเคารพ “ได้ยินผมไหมครับ” เปลือกตาของชายชราที่ขาวซีดและบางราวกระดาษว่าว กะพริบ ชั่วขณะหนึ่งม่านตาของเขาดูราวกับจับจ้องไปที่ใบหน้าของชายหนุ่ม ก่อนจะกลายเป็นเหม่อลอย ก่อนหน้านี้ ท่านอาจารย์เคยเล่าให้ลูกศิษย์คนสุดท้องคนนี้ฟังหลายต่อหลายครั้งว่า บูรพาจารย์ด้านศิลปะการป้องกันตัวหรือเหล่าหลวงจีนจาก วัดเส้าหลิน ที่ล่วงลับได้มาเข้าฝันและถ่ายทอดภูมิปัญญาที่สั่งสมต่อเนื่องมานานนับศตวรรษ และสืบทอดต่อกันมาในหมู่ศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า ผู้ฝากรอยฝ่าเท้าเป็นร่องลึกบนพื้นหินในหอฝึก และอัฐิได้รับการเก็บรักษาไว้ในป่าเจดีย์(Pagoda Forest) นอกกำแพงวัด บุรุษเหล่านั้นคือบรรดาหลวงจีนผู้อุทิศชีวิตให้กับการฝึกฝนกังฟูด้วยกระบวนท่าที่มีชื่อเรียกอย่างมหัศจรรย์พันลึก อาทิ หมัดดอกเหมย (Plum Flower Fist) […]

เปิดตำนานสารพัด ผีไทย :ความเชื่อหรือเรื่องจริง

ผีไทย : ฮาโลวีนปีนี้ตรงกับออกพรรษา ว่ากันว่าคืนนี้บรรดาภูตผีต่างเฉลิมฉลองการกลับมาเยือนโลกมนุษย์อีกครั้ง ค่ําคืนเดียวกัน จันทร์ กระจ่างอาจยวนใจบรรดาสาวหนุ่มให้รุดหน้าสู่ย่านสถานบันเทิงเพื่อตามหา “วิญญาณเร่ร่อน” ทั้งเธอและเขาอุปโลกน์ตนเองเป็นผีปลอมๆ และ ถ่ายภาพคู่กับแจ๊ก-โอ’-แลนเทิร์น ฟักทองแกะสลักเป็นโคมไฟก่อนบิดกายราวกับถูกทรมานจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มาในรูป ของเสียงดนตรีแผดสนั่นและเครื่องดื่มสีอำพัน เช่นเดียวกับที่หมู่บ้านผึ้งคืนนั้น หลังราตรีคลี่ม่านดำ ห่มคลุมแดนกันดารแห่งอำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ฤดูเกี่ยวข้าวหอบคลีฝุ่นฟุ้งเงาทมิฬ เราเดินผ่านชาวบ้าน ที่กำลังประกอบและตกแต่งปราสาทผึ้งสำ หรับงาน ตักบาตรเทโวในวันพรุ่ง เพื่อมาเยือนเรือนไม้เก่าสองชั้น ของพ่อใหญ่วัง สุวรรณจักร ซึ่งแปรสภาพเป็นสถานที่ จัดงานเลี้ยงใหญ่ประจำปีของบรรดา “ผีฟ้า” หรือ “แถน” เรือนหลังนั้นผสมกันระหว่างไม้กับปูน ชั้นล่าง เป็นคอนกรีต พื้นปูเสื่อนํ้ามันสีสด มีโทรทัศน์ ข้าวของ เบ็ดเตล็ด ชั้นสองสร้างด้วยไม้ทั้งชั้น เนื้อที่ราว 20 ตารางเมตร แบ่งเป็นสองห้อง หนึ่งในนั้นคือหิ้งบูชา ผีฟ้า ดอกไม้มาลัยแขวนระเกะระกะจนแทบไม่เหลือ ที่ว่าง นํ้าแดง นํ้าเขียว นํ้าส้ม สุรา ธูปเทียน แจกัน หมากพลู พานพุ่ม และถ้วยชามรามไห […]