การบูรณะ นอตเทรอดาม อาสนวิหารอันเป็นที่รัก หลังเพลิงผลาญ

การบูรณะ นอตเทรอดาม อาสนวิหารอันเป็นที่รัก หลังเพลิงผลาญ

การบูรณปฏิสังขรณ์ นอตเทรอดาม อาสนวิหารอันโด่งดังของปารีส จะเคารพรากเหง้าจากยุคกลาง รวมทั้งสถาปนิกผู้ถูกเหยียดหยาม ซึ่งกอบกู้โบสถ์แห่งนี้ไว้ในศตวรรษที่สิบเก้า

อาสนวิหาร นอตเทรอดาม รอดพ้นจากอัคคีภัยเมื่อปี 1831 ก็จริง แต่ผู้ก่อการจลาจลปีนป่ายขึ้นไปบนหลังคา แล้วโค่นกางเขนเหล็กขนาดยักษ์ลงมา พวกเขาทุบกระจกสีจนป่นปี้ ใช้ขวานจามรูปปั้นพระเยซูและทำลายรูปปั้น พระแม่มารี แต่เป้าหมายที่แท้จริงคืออาร์ชบิชอปแห่งปารีสซึ่งไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น พวกเขาจึงกรูกันเข้าไปที่วังของอัครสังฆราชผู้นี้ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของโบสถ์และหันหน้าเข้าหาแม่น้ำแซน จากนั้นจึงจุดไฟเผาวังจนวอดวายสิ้น

มีภาพวาดฉากเหตุการณ์ในคืนนั้น นั่นคือวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปี 1831 จากเกเดอมงต์เบลโล ท่าเรือที่อยู่ อีกฝั่งของแม่น้ำแซน จากฝีมือของเออแจน-เอมมานูแอล วีโอเล-เลอ-ดุก ผู้ซึ่งในอีก 13 ปีต่อมาจะรับหน้าที่บูรณปฏิสังขรณ์อาสนวิหารแห่งนี้โดยใช้เวลา 20 ปี ตอนที่เห็นการโจมตีของฝูงชน วีโอเล-เลอ-ดุกอายุเพียง 17 ปี

ตัดเวลามาในปี 1980 ฟีลิป วีลเนิฟ ซึ่งอายุ 17 ปีเช่นกัน เห็นผลงานของวีโอเล-เลอ-ดุก ที่พิพิธภัณฑ์ และหอนิทรรศการกรองปาเล เขารู้ว่าตัวเองอยากเป็นสถาปนิก และเคยสร้างนอตเทรอดามจำลองอย่างละเอียดซับซ้อนมาแล้ว แต่ตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าจะร่ำเรียนเฉพาะทางด้านอาคารประวัติศาสตร์ได้ ปัจจุบัน เขาเป็นหนึ่งใน 35 “หัวหน้าสถาปนิกด้านอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์” ของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นวิชาชีพที่สำแดงฝีมืออย่างเลื่องลือในตัวของวีโอเล-เลอ-ดุก

นอตเทรอดาม
หลังไฟไหม้ บางคนอยากให้นอตเทรอดามเกิดใหม่ในรูปลักษณ์ใหม่ เป็นแบบร่วมสมัยซึ่งจะประทับตรายุคของเรา และไฟที่ไหม้ครั้งนี้ลงไปในมหาวิหาร แต่อีกหลายคนซึ่งใกล้ชิดที่สุดกับอนุสรณ์สถานแห่งนี้ ต้องการแค่ให้โบสถ์กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์อีกครั้ง ไฟไหม้ “เป็นอุบัติเหตุ” มารี-เอแลน ดีดิเยร์ นักอนุรักษ์ กล่าว

วีลเนิฟรับหน้าที่ผู้อำนวยการโครงการบูรณะนอตเทรอดามมาตั้งแต่ปี 2013 และต้องทำอย่างเร่งด่วนที่สุดตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิปี 2019 เป็นต้นมา เมื่อเพลิงเผาผลาญส่วนยอดของอาสนวิหาร ตอนนี้โครงสร้างอาคารได้รับการเสริมความแข็งแรงจนอยู่ในสภาพมั่นคงดีแล้ว และงานบูรณะกำลังจะเริ่มขึ้น วีลเนิฟต้องขอบคุณวีโอเล- เลอ-ดุก ผู้ปราดเปรื่องที่รับหน้าที่นี้ก่อนหน้าเขาในหลายๆเรื่อง สำหรับภารกิจปัจจุบันซึ่งถือเป็นศึกใหญ่ในชีวิต การงานของเขา

ในฝรั่งเศสสมัยศตวรรษที่สิบเก้า รัฐบาลตั้งสถาบันต่างๆ ขึ้นมาเป็นลำดับแรกเพื่อรับมืออย่างเป็นเรื่องเป็นราวกับคำถามที่เราทุกคนสนใจ นั่นคือส่วนใดของอดีตที่สมควรเก็บรักษาไว้และส่งต่อสู่คนรุ่นหลัง เรามีหน้าที่อย่างไร ต่อผลงานสร้างสรรค์ต่างๆ ของบรรพบุรุษ การดำรงอยู่ของสิ่งเหล่านี้มอบความเข็มแข็งและเสถียรภาพใดแก่เรา และในทางกลับกัน สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวถ่วงไม่ให้เราก้าวไปสู่อนาคต และสร้างสรรค์โลกของเราเองหรือไม่ คำถามนี้เป็นสิ่งที่พวกเราแต่ละคนต้องเผชิญในจักรวาลเล็กๆของตนเอง ทั้งในหน้าที่การงานและการดำเนินชีวิต เราต้องคอยตัดสินใจว่า สิ่งใดควรยึดเหนี่ยวและสิ่งใดควรจะโยนทิ้ง ควรต่อต้านหรือโอบรับความเปลี่ยนแปลงใด

นอตเทรอดาม
หากทุกอย่างดำเนินไปตามแผน พอถึงปี 2024 โดรนที่บินอยู่ในตำแหน่งเดียวกันนี้จะอยู่เหนือปลายยอดแหลม อันใหม่ของโบสถ์ ซึ่งสร้างจากไม้โอ๊กและตะกั่วตามแบบเดิมของวีโอเล-เลอ-ดุกที่ถูกไฟเผาทำลายทุกประการ ยอดแหลมจะถูกต่อขึ้นไปทีละชิ้นผ่านช่องโหว่ในโครงสร้างทรงโค้งหินที่เกิดจากยอดแหลมอันเดิมหักพังลงมา โดยระหว่างนี้ใช้หลังคาสีขาวปิดกันฝนไว้ก่อน

ในยุคสมัยนั้น นอตเทรอดามถือเป็นสิ่งแปลกใหม่ระดับปฏิวัติวงการ สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่สิบสองต่อศตวรรษที่สิบสาม ขณะที่ฝรั่งเศสกำลังสร้างประเทศ และเมืองหลวงอย่างปารีสก็เป็นเมืองใหญ่ที่สุดในยุโรป นอตเทรอดามเป็นผลงานชิ้นเอกอันยิ่งใหญ่อลังการของสถาปัตยกรรมฝรั่งเศส โดยมีจุดเด่นตรงที่ซุ้มโค้งยอดแหลม (pointed arch) และค้ำยันลอยหรือครีบยันลอย (flying buttress) ช่วยทำให้กำแพงสูงตระหง่านและบางได้ ส่วนหน้าต่างก็ใหญ่โตมโหฬาร เปิดรับแสงอย่างเต็มที ชาวอิตาลีที่นึกริษยาเรียกขานลักษณะเหล่านี้ว่า “กอทิก” (Gothic) ที่พวกเขาหมายความว่า “ป่าเถื่อน” แต่รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของฝรั่งเศสนี้กลับแพร่หลายไปทั่วยุโรป ผู้คนจะรู้สึกถึงการมีอยู่ของพระเป็นเจ้าได้ ก็ในลำแสงอันสูงส่งที่ทอดลงมา

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงต้นศตวรรษที่สิบเก้า นอตเทรอดามก็ประสบปัญหา การถูกโจมตีและการปล่อยปละละเลยนานหลายทศวรรษตั้งแต่ก่อนการปฏิวัติใหญ่เมื่อปี 1789 ด้วยซ้ำ ทำให้อาสนวิหารทรุดโทรมเข้าขั้นอันตราย วีโอเล-เลอ-ดุก จึงเข้าร่วมด้วย เขาช่วยกอบกู้นอตเทรอดาม บูรณะค้ำยันและกระจกสี สร้างรูปปั้นแทนของเก่าที่ถูกนักปฏิวัติทุบทำลายและเพิ่มของใหม่ๆ ขึ้นมา ตอนสร้างยอดแหลม (spire) ที่ทำจากไม้ขึ้นมาใหม่ สูงกว่าของดั้งเดิมในยุคกลาง 15 เมตรนั้น เขาเพิ่มรูปหล่อทองแดงของอัครสาวกทั้งสิบสองขนาดใหญ่กว่าจริงมาก สิบเอ็ดองค์หันหน้าออกสู่เมืองปารีส ส่วนรูปที่สิบสองคือนักบุญทอมัสซึ่งเป็นคนช่างสงสัยนั้น วีโอเล-เลอ-ดุกจำลองใบหน้าของตนเองเอาไว้และจัดท่าให้นักบุญผู้นี้จ้องมองยอดแหลม ขณะนี้ โบสถ์อันเป็นสถานที่ประกอบพิธีบูชามิสซาอายุกว่า 800 ปี แห่งนั้นกำลังได้รับการกอบกู้อีกครั้ง

ผู้ชำนาญการด้านการใช้เชือกสวมหน้ากากป้องกันก๊าซพิษเพื่อป้องกันฝุ่นตะกั่ว เตรียมใช้ปูนปลาสเตอร์ยึดก้อนหิน ที่โยกคลอนในโครงสร้างทรงโค้งซึ่งถูกยอดแหลมของโบสถ์หล่นใส่ ไฟซึ่งร้อนสูงถึง 760 องศาเซลเซียสกัดกร่อนเข้าไปถึงยอดโครงสร้างทรงโค้งบางส่วน และมีที่ลึกเข้าไปถึงฝาผนังหินปูนหนา 60 เซนติเมตรด้านบน ทำให้หินกะเทาะหลุดออกไปหลายเซนติเมตร ส่งผลให้เกิดรอยแตกภายใน หินบางส่วนต้องเปลี่ยนใหม่

เย็นวันที่ 15 เมษายน ปี 2019 ก่อนเวลาหนึ่งทุ่มเล็กน้อย ขณะที่วีลเนิฟกำลังรีบร้อนออกจากบ้านของเขา แถบชายฝั่งแอตแลนติกเพื่อขึ้นรถไฟความเร็วสูงเที่ยวสุดท้ายไปปารีสอยู่นั้น ผมกำลังนั่งแท็กซี่ข้ามแม่น้ำแซน การจราจรติดขัดเคลื่อนตัวช้า ภรรยาผมมองออกไปนอกหน้าต่าง “นั่นนอตเทรอดามกำลังไหม้ไฟรึ” เธอถาม ผมพึมพำว่า อีกเดี๋ยวเขาคงดับไฟได้ ครู่ต่อมา เราเห็นเปลวเพลิงทะยานขึ้นไปบนยอดแหลมที่ทำด้วยไม้ ก่อนจะปกคลุมยอดนั้นไว้จนหมด

ทุกคนในฝรั่งเศสต่างจดจำได้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนตอนนอตเทรอดามไฟไหม้ในคืนเดือนเมษายนนั้น ประธานาธิบดีเอมมานูแอล มาครง อยู่ที่พระราชวังเอลีเซ ทำเนียบประธานาธิบดี จึงรีบรุดไปยังอาสนวิหาร นอตเทรอดามคือ “ประวัติศาสตร์ของเรา วรรณคดีของเรา จินตนาการของเรา เป็นศูนย์กลางชีวิตของเรา” เขากล่าว ต่อหน้ากล้องโทรทัศน์ “เราจะร่วมแรงร่วมใจบูรณะมหาวิหารแห่งนี้ด้วยกัน”

นอตเทรอดาม
ต้องใช้เวลากว่าสองปีหลังเพลิงไหม้ในการขนย้ายไม้ที่ไหม้ไฟและซากปรักอื่นๆ รวมทั้งติดตั้งเสาพยุงโครงสร้างทรงโค้งและค้ำยันไม่ให้พังทลายลงมา ภายในอาสนวิหารตอนนี้เต็มไปด้วยนั่งร้าน แล้วในที่สุด การบูรณะก็กำลัง เริ่มขึ้น ขั้นแรกคือการชะล้างฝุ่นและสารพิษปนเปื้อนจากหลังคาตะกั่วที่ละลายเพราะความร้อนออกจากพื้นผิวทั้งหมด

ฤดูร้อนปีที่แล้ว ผมมายืนอยู่อยู่บนนั่งร้าน มองลงไปยังโพรงขนาดยักษ์ซึ่งเกิดจากยอดแหลมที่ตกลงมาใส่โครงสร้างทรงโค้ง (vault) ทำจากหิน ปลายยอดแหลมเจาะลงบนทางเดินโบสถ์จนเป็นหลุม ส่วนอีกหลุมหนึ่งอยู่ตรงปลายปีกตามขวางด้านเหนือ ระหว่างที่ไฟลุกโชนเผาผลาญ “ป่า” อยู่นั้น โครงยึดรูปสามเหลี่ยม (triangular truss) ทำจากไม้โอ๊กที่สูงประมาณสิบเมตรก็ร่วงเป็นทอดๆ ลงมาบนโครงสร้างทรงโค้ง เศษซากที่แตกหักร่วงผ่านหลุมเหล่านั้น ที่จุดศูนย์กลางโบสถ์ ไม้ที่ถูกเผาเป็นเถ้าถ่านและก้อนหินกองทับถมกันสูงกว่าหนึ่งเมตรอยู่บนพื้นอาสนวิหาร

เนื่องจากโครงสร้างทรงโค้งที่ได้รับความเสียหายยังอาจพังทลายลงมาได้ นักวิทยาศาสตร์จึงใช้หุ่นยนต์ ที่ควบคุมจากระยะไกลในการเก็บซากปรักหักพัง ส่วนพวกเขาต้องสวมหน้ากากป้องกันก๊าซพิษเพื่อกันฝุ่น สารตะกั่วและคัดกรองเศษวัสดุอยู่บริเวณทางเดินข้างโบสถ์ เก็บข้าวของทุกชิ้นที่อาจใช้เป็นข้อมูลสำหรับการบูรณะ หรือมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ระหว่างที่การเก็บกวาดพื้นของนอตเทรอดามดำเนินไปนั้น ต้องมีการเสริมความแข็งแรงเพื่อป้องกันไม่ให้ผนังและโครงสร้างทรงโค้งพังลงมา

นอตเทรอดาม
นั่งร้านและปั้นจั่นขนาดยักษ์ดูราวกับจะล้อเลียนความมุ่งมาดของอาสนวิหารในอันที่จะสูงส่งเทียมฟ้า กำแพงโลหะที่มีรั้วลวดหนามติดตั้งอยู่ด้านบนตั้งล้อมรอบพื้นที่หน้างาน แต่โบสถ์แห่งนี้เคยฟื้นจากหายนะมาแล้ว ย้อนหลังไปเมื่อปี 1831 ณ จุดที่มองเห็นภาพชัดเจนจากอีกฝั่งของแม่น้ำแซน เออแจน วีโอเล-เลอ-ดุก เฝ้ามองฝูงชนโจมตีอาสนวิหาร ต่อมาเขารับหน้าที่ดูแลการบูรณะนอตเทรอดามครั้งแรก

การบูรณะให้กลับคืนสู่สภาพเดิมหรือสภาพสุดท้ายเท่าที่ทราบเป็นวิสัยปกติสำหรับนักบูรณะในฝรั่งเศส ตามกฎบัตรเวนิสที่ตราขึ้นเมื่อปี 1964 ในที่ประชุมนานาชาติของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญกำหนดให้ใช้ระบบนี้ โดยระบุว่าเป้าหมายของการบูรณะทางประวัติศาสตร์ มิได้เป็นไปเพื่อให้ได้อาคารสวยงามที่สุด แต่ให้คงความ “ดั้งเดิม” ไว้มากที่สุดเพื่อเก็บรักษารายละเอียดต่างๆ ทางประวัติศาสตร์ไว้

ค่ำเดือนเมษายนวันนั้น ผมกับภรรยาอยู่กับเพื่อนเก่ากลุ่มหนึ่งซึ่งมาเที่ยวปารีสครั้งแรก หลังอาหารค่ำที่ฝั่งขวาของแม่น้ำแซน เราตัดสินใจเดินกลับที่พักบนฝั่งซ้ายของแม่น้ำ ในตอนนั้น สองฝั่งแม่น้ำแซนมีผู้คนยืนเรียงราย มองดูนอตเทรอดามในกองเพลิง
ระหว่างข้ามเกาะอีลแซง-หลุยส์ เราเดินเหยียบสายท่อน้ำซึ่งพนักงานดับเพลิงเดินสายเพื่อสูบน้ำขึ้นมา จากแม่น้ำ บนสะพานปงเดอลาตูร์แนล เราหยุดอยู่ใกล้ๆ กลุ่มนักร้องประสานเสียงที่มารวมตัวกันขับร้องเพลงแบบสดๆ พวกเขาร้องเพลงสดุดีแม่พระด้วยเสียงอันอ่อนโยน ผมชื่นชมทิวทัศน์บริเวณนี้มาแล้วหลายสิบครั้ง และนึกไม่ออกว่าจะเป็นอย่างไร หากอาสนวิหารแห่งนี้จะหายไปตลอดกาล

เรื่อง โรเบิร์ต คุนซิก 

ภาพถ่าย โทมาส แวน ฮูทรีฟ

ศิลปกรรม เฟร์นันโด จี. บัปติสตา

ติดตามสารคดี นอตเทรอดามหลังเพลิงผลาญ ฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกุมภาพันธ์ 2565 

สั่งซื้อนิตยสารได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/540164


อ่านเพิ่มเติม นอเทรอดาม รำลึกอาสนวิหารอันเป็นที่รักของชาวปารีส

เรื่องแนะนำ

บันทึกประวัติศาสตร์ “โชคดีที่ได้เกิดในรัชกาลที่ 9”

เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ ภาพถ่าย จันทร์กลาง กันทอง หลังมีประกาศให้ประชาชนที่จะเข้าร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 สามารถเข้าพื้นที่รอบมณฑลพิธีท้องสนามหลวงได้ตั้งแต่เวลา 05.00น. ของวันที่ 25 ตุลาคม สิ่งที่ฉันเห็นผ่านภาพข่าวและจากการตระเวนสำรวจรอบพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม คือภาพประชาชนทุกเพศทุกวัยจากทั่วทุกสารทิศหอบหิ้วเสื้อผ้าสัมภาระที่จำเป็นเข้ามาจับจองพื้นที่ใกล้เคียงจุดคัดกรองทั้งเก้าจุดเพื่อหวังจะมีโอกาสเข้าไปกราบถวายสักการะเป็นครั้งสุดท้าย บางคนตั้งใจมารอตั้งแต่ช่วงดึกของวันที่ 22 ก็มี ไม่นานนัก ตลอดแนวบาทวิถีและหน้าอาคารพาณิชย์บริเวณนั้นก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนในชุดสีดำ…ที่มีหัวใจดวงเดียวกัน นอกจากต้องลดขั้นตอนการใช้ชีวิตให้ง่ายที่สุด กินน้อย นอนน้อย เข้าห้องน้ำน้อยแล้ว พวกเขายังต้องเผชิญกับบททดสอบจากธรรมชาติมากมาย ตั้งแต่อากาศร้อนอบอ้าว แสงแดดที่แผดเผาจนผิวแทบไหม้และสายฝนที่กระหน่ำเป็นระยะๆไปจนถึงอาการอ่อนเพลียลมแดด และไข้หวัดที่เริ่มเล่นงานหลายคน แต่ทุกคนก็ยัง “ยิ้มสู้” และยืนหยัดรอต่อไป ภาพเหล่านั้นทำให้ฉันคิดในใจว่าจะต้องใช้ความรักมากแค่ไหนกันกว่าที่คนคนหนึ่งจะยอมเสียสละตัวเองได้ถึงเพียงนี้แต่คำถามเดียวกันนี้ก็ทำให้ฉันอดคิดถึงสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำเพื่อปวงชนชาวไทยตลอด 70 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ เพราะความรักที่ทรงมีต่อบ้านเมืองและประชาชนของพระองค์นั่นเอง จุดเริ่มต้นของการมีทุกอย่างทีดีในวันนี้คือการต่อสู้กับความยากจนอันเป็นศัตรูตัวฉกาจของคนไทยเมื่อหลายทศวรรษก่อน ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปยังถิ่นทุรกันดารต่างๆตั้งแต่ดอยสูงเสียดฟ้าจรดชายเลนปากทะเลเพื่อทรงรับฟังปัญหาตรวจตราพื้นที่ และเก็บข้อมูลด้วยพระองค์เอง แม้ข้าราชบริพารหลายคนจะเคยกราบทูลว่าพระองค์ไม่จำเป็นต้องลำบากพระวรกายเช่นนั้น แต่ก็ทรงทำเพราะต้องการให้ประชาชนได้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้งและอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์เสมอ  จนมีคำกล่าวในเวลาต่อมาว่า “ไม่มีที่ใดในผืนแผ่นดินไทยที่พระองค์เสด็จฯไปไม่ถึง” เช้ามืดวันแห่งประวัติศาสตร์  26 ตุลาคม 2560 […]

นักล่าน้ำผึ้ง คนสุดท้ายแห่งเทือกเขาหิมาลัย

เมาลิ ธัน ห้อยต่องแต่งอยู่กลางเวหาสูง 90 เมตรบนบันไดเชือกไม้ไผ่ พลางสำรวจผาหินแกรนิตช่วงที่เขาต้องปีนเพื่อไปยังจุดหมาย นั่นคือรังผึ้งหลวงหิมาลัยใต้หินแกรนิตที่ยื่นออกมา ผึ้งเหล่านี้คอยเฝ้ารักษาน้ำผึ้งเมา (mad honey) ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนสารก่อประสาทหลอน และขายในตลาดมืดเอเชียได้ราคากิโลกรัมละ 30 ถึง 40 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวหกเท่าของราคาน้ำผึ้งทั่วไปที่ขายในท้องตลาดเนปาล สำหรับเมาลิแล้ว การเก็บน้ำผึ้งเป็นเพียงวิธีเดียวในการหาเงินซึ่งเขาจำเป็นต้องใช้ซื้อหาอาหารและสิ่งของจำเป็นบางอย่างที่ทำเองไม่ได้ ซึ่งรวมถึงเกลือและน้ำมันประกอบอาหาร แต่ไม่ว่าเงินจะสำคัญสำหรับเขาและคนอื่นๆในหมู่บ้านของเขาที่อยู่ไกลออกไปเบื้องล่างมากเพียงใดก็ตาม เมาลิคิดว่าถึงเวลาที่จะเลิกทำงานนี้แล้ว ด้วยวัย 57 ปี เขาแก่เกินกว่าจะเสี่ยงกับการเก็บน้ำผึ้งตามฤดูกาลที่อันตรายนี้ หลายศตวรรษมาแล้วที่ชาวกูลุงอยู่อย่างโดดเดี่ยวจากโลกภายนอก เพราะบ้านของพวกเขาอยู่ท่ามกลางป่าทึบภายในโกรกธารลึกซึ่งเกิดจากฝีมือสลักเสลาของแม่น้ำหองคู แม้เมานต์เอเวอเรสต์จะอยู่ห่างออกไปทางเหนือเพียงหุบเขาเดียวจากบริเวณเชิงเทือกเขาหิมาลัยแห่งนี้ ทว่าที่นี่ก็ยังคงโดดเดี่ยวและห่างไกล ทว่าในแต่ละปีโลกภายนอกคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกที มีถนนดินสายหนึ่งที่ย่นเวลาเดินเท้ามาสู่หมู่บ้านสัททีของเมาลิ ได้ภายในสองวัน และกำลังเริ่มทำเส้นทางเดินป่าของนักท่องเที่ยวซึ่งจะเข้าไปลึกถึงตอนบนของหุบเขา เส้นทางนี้จะเชื่อมหมู่บ้านสัททีและหมู่บ้านข้างเคียงอื่นๆกับเส้นทางเดินป่ายอดนิยม สี่สิบสองปีมาแล้วนับตั้งแต่เมาลิฝันเห็นสิ่งที่นำเขามาสู่เส้นทางสายนี้ ตอนนั้นเขาอายุ 15 ปี เป็นคืนหลังจากที่เขาช่วยพ่อเก็บรวงผึ้งครั้งแรก “ผมเห็นผู้หญิงสวยสองคนครับ” เขาเล่า “ทันใดนั้นผมรู้สึกว่าตัวเองติดอยู่ในใยแมงมุมข้างหน้าผาแห่งหนึ่ง ผมพยายามดิ้นให้หลุด ตอนที่เห็นลิงสีขาวตัวใหญ่ตัวหนึ่งอยู่ข้างบน มันหย่อนหางลงมา หญิงสองคนนั้นช่วยผมคว้าหางไว้ได้ ลิงดึงผมขึ้นไป แล้วผมก็หลุดออกมาครับ” เหล่าผู้อาวุโสซึ่งหนึ่งในนั้นคือพ่อของเขาเองบอกเขาว่า ลิงนั้นคือรังเกมิ วิญญาณที่คอยเฝ้าปกปักฝูงผึ้งและลิง บางครั้งก็เป็นพลังงานอันกราดเกรี้ยวที่สิงสถิตอยู่ตามสถานที่อันตรายต่างๆซึ่งน้อยคนจะกล้าย่างกรายเข้าไป พวกผู้อาวุโสพูดให้เขาเชื่อมั่นว่า เขาได้รับการรับรองแล้วว่าจะปีนป่ายหน้าผาไปได้อย่างปลอดภัย […]

คนสูบส้วมแห่งเฮติ – ค้นพบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในงานสกปรก

พวกบายากูหรือคนสูบส้วมในกรุงปอร์โตแปรงซ์ เมืองหลวงของเฮติ ทำงานบริการที่จำเป็ต่อสุขภาวะของเมือง กระนั้น พวกเขากลับจำเป็นต้องเก็บงานของตนไว้เป็นความลับ