Libra ( ลิบรา ) สกุลเงินดิจิทัลแห่งอนาคตเพื่อคนทั้งโลก - National Geographic Thailand

Libra (ลิบรา) เงินดิจิตอลแห่งอนาคตเพื่อคนทั้งโลก

ลิบรา (Libra) สกุลเงินใหม่ระดับโลกจาก Facebook ที่พร้อมเป็นสกุลเงินเพื่อการใช้จ่ายของคนทั่วโลก แต่ทุกสิ่งย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย

เมื่อคนทั้งโลกเชื่อมต่อกัน การใช้จ่ายของคนทั้งโลกก็เชื่อมต่อตาม

จากในอดีต พฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้คนที่นิยมเดินทางไปที่ห้างสรรพสินค้า หรือตลาดเพื่อเลือกซื้อและจับจ่ายสินค้า แต่ในทุกวันนี้ เราไม่จำเป็นต้องก้าวผ่านประตูบ้านเพื่อให้ได้สินค้าสักชิ้น แค่เพียงเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตกับคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ พิมพ์ประเภทสินค้าที่ต้องการ รวมไปถึง การสั่งสินค้าจากต่างประเทศ ที่ผู้ซื้อสามารถเจรจาซื้อขายสินค้าทุกประเภทกับผู้ขายจากทั่วโลกได้ โดยมีขั้นตอนสำคัญคือการจ่ายเงินผ่านบริการธุรกรรมทางการเงินในระบบดิจิทัล จากนั้นคือการรอรับสินค้าที่บ้าน

พฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบไร้พรมแดนนับวันยิ่งเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ขั้นตอนสำคัญอย่างธุรกรรมทางการเงินในระบบดิจิทัลยิ่งต้องเติบโตมากขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตนี้ อย่างไรก็ตาม ธุรกรรมทางการเงินนี้ยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในแต่ละสกุลเงิน รวมไปถึงรูปแบบธุรกรรมทางการเงินที่ยังเข้าไม่ถึงคนทั่วโลก และต้องพึ่งพาการใช้เงินสดหรือ ต้องพึ่งพาสถาบันการเงินอย่างธนาคาร รวมไปถึงผู้ที่ไม่มีบัตรเครดิต ทำให้เกิดความต้องการวิธีการใช้จ่ายที่เชื่อมต่อกันอย่างไร้ขีดจำกัด และง่ายที่สุด

ลิบรา, Libra
ภาพถ่ายตลาด Fa Yuen Street อันมีชื่อเสียงของฮ่องกง ตลาดแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของผู้ซื้อ ผู้ขาย และสินค้าในการซื้อสินค้ารูปแบบดั้งเดิม ภาพถ่ายโดย ZACHARY LAW, NATIONAL GEOGRAPHIC YOUR SHOT

และนั่นคือแรงบันดาลใจสำคัญที่องค์กรสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook ซึ่งมีผู้ใช้งานนับพันล้านคนตัดสินใจคิดค้นสกุลเงินและวิธีการใช้งานเพื่อทุกคนบนโลกที่เรียกว่า Libra (ลิบรา)

ประวัติศาสตร์แห่งความพยายามในการใช้จ่ายเงินบนโลกดิจิทัล

หลังจากการใช้จ่ายเงินของมนุษย์ล้วนเป็นในรูปแบบเงินสด เช็ค หรือทองคำมาเนิ่นนาน ก็เริ่มมีความพยายามในการเอาเงินสดเข้าไปอยู่ในโลกของดิจิทัล หลังจากการกำเนิดของอินเตอร์เน็ตไม่นาน โดยในปี 1994 สหภาพเครดิตที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลกลางแห่งสแตนฟอร์ด (The Standford Federal Credit Union) ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เสนอบริการธนาคารบนอินเตอร์เน็ต (Online Banking) ให้กับลูกค้าเป็นครั้งแรก แต่วิธีการใช้งานยังคงยุ่งยากและจำนวนผู้ใช้งานยังมีจำกัด เช่นเดียวกับ แอมะซอน (Amazon) บริษัทอีคอเมร์ซยักษ์ใหญ่ในปัจจุบัน ที่เริ่มให้บริการการจ่ายเงินออนไลน์ในปีเดียวกัน

ในปี 1999 PayPal บริษัทที่ก่อตั้งมาเพื่อการจ่ายเงินในระบบออนไลน์ได้ถือกำเนิดขึ้น และยังคงเป็นช่องทางในการจ่ายเงินออนไลน์มาจนถึงทุกวันนี้ ก่อนที่ธนาคารหลายแห่งทั่วโลกจะเริ่มให้บริการธนาคารบนอินเตอร์เน็ต รวมไปถึงบริษัทที่จำหน่ายสินค้าที่มีระบบการจ่ายเงินเป็นของตัวเอง เช่น Alipay หรือ Apple Pay ซึ่งทำให้ผู้ค้าสินค้ารายย่อยสามารถเข้าถึงการจัดการเงินสดได้โดยตรง แต่ก็ยังมีปัญหาในเรื่องความแตกต่างกันของระบบ อัตราแลกเปลี่ยน และการเข้าถึงบริการที่ไม่เท่าเทียม

ลิบรา, Libra
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเครือข่ายสังคมออนไลน์ Facebook และผู้เริ่มต้นแนวคิดสกุลเงิน ลิบรา ขอบคุณภาพถ่ายจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Mark_Zuckerberg

Libra บริการธุรกรรมทางการเงินเพื่อคนทั่วโลก

หลังจากที่ Facebook ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมต่อคนนับพันล้านคนทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกันอย่างประสบความสำเร็จ ในปี 2019 ก็ได้ขยับตัวเพื่อเสนอบริการในการเป็นตัวกลางเพื่อการใช้จ่ายของผู้คนทั่วโลก โดยการเปิดตัว ลิบรา (Libra) อันเป็นสกุลเงินดิจิทัล (cryptocurrency) ที่มุ่งหวังให้สามารถใช้ร่วมกันได้ทั่วโลก โดยคาดหวังว่าจะเปิดใช้งานเต็มรูปแบบ ในปี 2020

โดย Libra มีขึ้นเพื่อทลายข้อจำกัดในการธุรกรรมทางการเงิน โดยให้ผู้ใช้งานสามารถรับส่งเงินให้กันและกันอย่างง่ายดาย ไม่ต่างจากที่เราส่งข้อความผ่านทางอินเตอร์เน็ต ส่งเสริมให้ลดการใช้เงินสด ทำให้การใช้จ่ายสะดวกขึ้น รวมไปถึงช่วยผู้คนที่ไม่สามารถเข้าถึงสถาบันทางเงินที่อาจเป็นเรื่องยุ่งยากในบางพื้นที่ของโลก ทำหน้าที่เป็นสกุลเงินเพื่อคนทั้งโลกอย่างแท้จริง

วิธีการใช้งานสกุลเงิน Libra นั้นต้องทำผ่านแอปพลิเคชัน Calibra ซึ่งเปรียบเสมือนกระเป๋าเงินดิจิตัลของผู้ใช้งาน โดยผู้ที่ต้องการใช้งานสกุลเงิน Libra ต้องเริ่มโดยการเอาสกุลเงินที่มีอยู่ในโลกปัจจุบันไปแลกเปลี่ยนกับสกุลเงิน Libra และนำมูลค่าเงิน Libra นี้ส่งต่อผ่านแอปพลิเคชันเพื่อการสนทนาอย่าง Messenger หรือ WhatsApp ซึ่งมีกระบวนการไม่ต่างจากการส่งข้อความ โดย Facebook ให้คำมั่นว่าจะเก็บค่าธรรมเนียมในการใช้บริการให้น้อยที่สุด หรืออาจจะไม่เก็บค่าใช้บริการเลย ซึ่งรวมไปถึงการจ่ายเงินเพื่อการใช้งานแอปพลิชันออนไลน์ เช่น Spotify หรือ Uber

(เชิญรับชมโฆษณาแนะนำสกุลเงิน Libra)

ด้วยความตั้งใจที่จะให้มูลค่าเงินของ Libra สามารถอ้างอิงกับสกุลเงินที่มีอยู่บนโลก จึงมีการกำหนดให้มูลค่าของ Libra นั้นค้ำประกันอยู่กับสินทรัพย์ต่างๆ ที่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้ เช่น สกุลเงินหลักของโลก พันธบัตรรัฐบาล โดยหวังให้มีอัตราการแลกเปลี่ยนระหว่างเงินลิบรากับสกุลเงินหลักของโลกในอัตรา 1:1

และเพื่อให้การกำหนดมูลค่าเป็นไปอย่างชัดเจน และเพื่อให้การบริหารเงิน Libra เป็นไปอย่างโปร่งใส จึงได้มีการก่อตั้ง องค์กรเงินลิบรา (The Libra Association) เพื่อควบคุมดูแลในเรื่องนี้ องค์กรนี้เป็นองค์ที่ไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งในขณะนี้มีสมาชิกก่อตั้งแล้ว 27 องค์กร ซึ่งองค์กรทางชั้นนำซึ่งเป็นที่รู้จัก มีทั้ง Mastercard, Visa, Ebay, Paypal, Spotify, Uber Vodafone รวมไปถึงองค์กรประเภทเทคโนโลยีบล็อกเชน กลุ่มร่วมทุน องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับโลกอื่นๆ

Libra และ Bitcoin ความเหมือนที่แตกต่าง

ลักษณะของ Libra คือการผสมผสานกันของกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) และ สกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) โดย Libra และ บิตคอยน์ (Bitcoin) ล้วนเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ทำงานผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน

เพียงแต่บิตคอยน์เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่เป็นสิ่งที่แทนตัวมันเอง เกิดจากขึ้นจากการขุดบิตคอยน์ ซึ่งหมายถึง การแก้รหัสโดยซอฟต์แวร์ที่ทำให้ธุรกรรมทางการเงินดิจิทัลของของทั้งผู้ให้และผู้รับมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากมูลค่าของธุรกรรมดั้งเดิม ทำให้มูลค่าของบิตคอยน์มีความผันผวนสูงมาก และอ้างอิงมูลค่าของเงินด้วยสมการคณิตศาสตร์ (ในขณะที่สกุลเงินโดยทั่วไปอ้างอิงมูลค่ากับทองคำหรือพันธบัตรรัฐบาล) จึงทำให้นักลงทุนหวังมาลุงทุนกับบิตคอยน์จำนวนมาก

ในขณะที่ Libra เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีการกำหนดค่าเงินที่แน่นอนกับสกุลเงินหลักของโลก มีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการชำระเงินบนโลกออนไลน์ ซึ่งทำให้ค่าเงินไม่ผันผวนมาก จึงอาจไม่เหมาะกับการลงทุนเพื่อเก็งกำไรในส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนเท่าใดนัก

ลิบรา, Libra
แผนภูมิแสดงถึงองค์กรเงินลิบรา (The Libra Association) องค์ที่จะควบคุมดูแลการใช้สกุลเงินลิบราในอนาคต ขอบคุณภาพถ่ายจาก libra.org

ข้อดี ข้อเสีย และความกังวลที่มีต่อ Libra

ข้อดีที่สำคัญของ Libra นั้นตรงกับจุดประสงค์แรกของ Facebook คือต้องการทลายข้อจำกัดของการใช้จ่ายของทุกคนบนโลก โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความแตกต่างทางสถาบันทางการเงิน รวมไปถึงระบบอัตราแลกเปลี่ยน นั่นหมายถึงการใช้จ่ายเงินของผู้คนทั้งโลกที่แทบไม่มีอุปสรรคเลย ซึ่งถือเป็นการพลิกโฉมทางการเงินของทุกคนบนโลก นอกจากนี้ ยังทำให้ Facebook ได้ขยายกิจการของตัวเองจากให้บริการสื่อสังคมออนไลน์เป็นองค์กรที่คล้ายธนาคาร

แต่อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้าน ผู้เชี่ยวชาญด้านสกุลเงินออนไลน์หลายคนมองว่านี่เป็นการเปิดโอกาสให้ Facebook กลายเป็นเผด็จการทางการเงินของผู้คนทั่วโลก โดยการใช้อำนาจควบคุม The Libra Association นอกจากนี้ยังมีความกังวลในเรื่องข้อมูลส่วนตัวและความปลอดภัยของผู้ใช้งาน ที่ Facebook เคยมีกรณีในเรื่องทำข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้งานหลุดไปแล้ว รวมไปถึงการนำข้อมูลผู้ใช้งานไปใช้เพื่อการโฆษณา (อย่างไรก็ตาม Facebook ให้คำมั่นว่าจะไม่ทำเช่นนั้น)

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลในระดับรัฐบาล กล่าวคือ ทำให้รัฐบาลในแต่ละประเทศควบคุมการใช้จ่าย การเก็บภาษีของประชากรในประเทศยากขึ้น รวมไปถึง การเปิดช่องให้ Libra เข้ามาแทรกแซงสกุลเงินท้องถิ่น ทำให้ค่าเงินท้องถิ่นอ่อนค่า สกุลเงินท้องถิ่นค่อยๆ สูญเสียความสำคัญ เช่นในกรณีของคณะกรรมการสภาบริการทางการเงินของสหรัฐอเมริกา (House Financial Services Committee) ที่ได้ขอให้ทาง Facebook ระงับการใช้งาน Libra ไปก่อน เนื่องจากความกังวลในเรื่องความปลอดภัย

ลิบรา, Libra
กราฟฟิกจำลองแสดงให้เห็นถึงวิธีการใช้งานสกุลเงินลิบรา ที่มีความง่ายดายเช่นเดียวกับการส่งข้อความในแอปพลิเคชั่นเพื่อการสนทนา (Chat) ขอบคุณภาพจาก https://newsroom.fb.com/news/2019/06/coming-in-2020-calibra/

ดังนั้น Libra จึงมีอุปสรรคสำคัญที่ต้องผ่านไปให้ได้คือต้องรับการอนุมัติจากรัฐบาลทั่วโลก เพราะถ้า Libra ไม่ได้รับการยอมรับจากรัฐบาลทั่วโลก หรือมีการต่อต้านจากรัฐบาลประเทศใดประเทศหนึ่ง จุดประสงค์ต้องการให้เป็นสกุลเงินเพื่อคนทั่วโลกก็ไม่อาจเป็นจริงได้

ในส่วนของสถาบันทางการเงินแบบดั้งเดิม เช่น ธนาคาร นี่ถือเป็นการ Disruption ทางธุรกิจที่ใหญ่หลวง เพราะจะทำให้พวกเขาสูญเสียบทบาทการให้บริการทางการเงินกับคนทั่วไปอย่างที่เป็นมา ซึ่งต้องดูสถานการณ์ต่อไปว่าสถาบันทางการเงินจะมีนโยบายต่อ Libra อย่างไร

สำหรับในประเทศไทย ยังไม่มีความเห็นจากรัฐบาลว่าจะให้ Libra เข้ามาให้บริการในประเทศไทยหรือไม่ ซึ่งมีขั้นตอนที่สำคัญคือการออกหรือแก้ไขกฎหมายให้รองรับสกุลเงินดิจิทัล รวมไปถึงพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับค่าเงินบาทด้วยเช่นกัน

โดยสรุปแล้ว การเกิดขึ้นของสกุลเงิน Libra คือส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านของโลก ซึ่งจะเป็นไปลักษณะของการเชื่อมต่อกันมากขึ้นและง่ายขึ้น ในอนาคต นอกจากเรื่องของการเงิน เราคนต้องจับตาดูว่า ชีวิตและโลกของเราจะมีการเปลี่ยนแปลงในแง่ใดเพิ่มเติมอีกบ้าง เพื่อเตรียมตัวในการเป็นพลเมืองของ “โลกใบใหม่” ที่กำลังเข้าในมาชีวิตของมนุษย์โลกทุกคนในอัตราเร่ง

แหล่งอ้างอิง
A brief history of digital payments
สะเทือนแบงก์ทั่วโลก! เปิดตัว ‘Libra’ สกุลเงินดิจิทัลของ Facebook พร้อมใช้จริงปีหน้า
เปิดตัวได้ไม่ทันไร งานเข้าแล้ว! Libra ถูกขอให้หยุดการพัฒนาก่อน จนกว่าจะตรวจสอบเรียบร้อย
Facebook ส่ง Libra เขย่าโลกการเงิน ต้นปี 2020 
ปฏิกิริยาทั่วโลกหลัง Facebook เปิดตัวเงินสกุลดิจิทัล Libra: เหรียญนั้นมีสองด้านเสมอ
รู้จัก Libra สกุลเงินดิจิทัลของ Facebook ที่กำลังจะเปลี่ยนโลกการเงิน 
เงินดิจิตอลคืออะไร และมันทำงานอย่างไร? 
เหรียญคริปโต Libra ของ Facebook คืออะไร เก็งกำไรเหมือน Bitcoin ได้ไหม 
Libra คืออะไร? เขย่าวงการการเงินทั่วโลกยังไง!

อ่านเพิ่มเติม เหตุใดหุ่นยนต์ยังไม่สามารถแทนที่การทำงานของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เรื่องแนะนำ

การปฏิวัตินีโอลิทิค คืออะไร

ผู้หญิงกำลังใช้เคียวเก็บเกี่ยวธัญพืชใน Tras os Monte ในโปรตุเกส ภาพถ่ายโดย VOLKMAR K. WENTZEL, NAT GEO IMAGE COLLECTION การปฏิวัตินีโอลิทิคซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า การปฏิวัติเกษตรกรรม คือการเปลี่ยนจากการล่าสัตว์และหาของป่าไปสู่การทำเกษตรกรรม ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงมนุษยชาติไปตลอดกาล เชื่อกันว่า การปฏิวัตินีโอลิทิค (Neolithic) หรือ การปฏิวัติเกษตรกรรม เกิดขึ้นเมื่อราว 12,000 ปีก่อน มันเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างการสิ้นสุดของยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายกับการเริ่มต้นของสมัย (Epoch) ทางธรณีวิทยาที่ในยุคปัจจุบันคือโฮโลซีน (Holocene) การปฏิวัติในครั้งนี้เปลี่ยนแปลงการกินอยู่ และการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ไปตลอดกาล และได้เบิกทางสู่อารยธรรมมนุษย์สมัยใหม่ ในยุคนีโอลิทิค นักล่าหาของป่า (Hunter-Gatheres) เร่ร่อนอยู่ตามธรรมชาติเพื่อตามล่าและหาอาหาร แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น นักล่าอาหารกลายเป็นเกษตรกร และเปลี่ยนแปลงจากวิถีชีวิตนักล่าหาของป่ามาอยู่เป็นหลักเป็นแหล่งมากขึ้น สาเหตุของการตั้งรกราก แม้ว่าช่วงเวลาและสาเหตุที่แน่นอนของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เคยเป็นมาจะยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ โดยมีการคาดเดาว่าการเพาะปลูกของมนุษย์เกิดขึ้นครั้งแรกในบริเวณพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ (Fertile Crescent หรือบริเวณเมโสโปเตเมีย) ในแถบตะวันออกกลาง อันเป็นบริเวณที่ผู้คนหลายกลุ่มพัฒนาการเกษตรตามแบบของตัวเอง จึงเป็นไปได้ว่า “การปฏิวัติเกษตรกรรม” เป็นการปฏิวัติที่มีการพัฒนาในตัวเองอยู่หลายครั้ง มีหลายสมมติฐานที่ให้คำตอบว่าเหตุใดมนุษย์จึงหยุดเร่ร่อนเพื่อหาอาหารและเริ่มเพาะปลูก ความกดดันทางประชากร (Population Pressure) อาจทำให้เกิดการแย่งชิงอาหารที่มากขึ้น […]

เมื่อขนบธรรมเนียมปล่อยสัตว์กลายเป็นเรื่องไม่ชวนพิสมัย

ชาวพุทธเชื่อว่าการปล่อยสัตว์ที่ถูกกักขัง เพื่อแสดงความเมตตาจะนำมาซึ่งกรรมดี ทว่าในจีนกิจกรรมเชิงพานิชย์เหล่านี้กำลังทำร้ายสัตว์ เพราะส่วนมากพวกมันถูกจับมาจากแหล่งธรรมชาติแบบผิดกฎหมาย และต้องทนอาศัยในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ก่อนที่จะถูกนำไปปล่อย และถูกจับซ้ำอีกครั้ง

เหตุใดหุ่นยนต์ยังไม่สามารถแทนที่การทำงานของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

วิศวกรเครื่องกล Jesse Rochelle ต้องทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ที่ชื่อว่า  Baxter ในหน่วยการผลิตแบบอัตโนมัติของโรงงาน Stenner Pumps ในเมือง Jacksonville มลรัฐฟลอริดา ภาพถ่ายโดย  RICK WILSON เป็นความจริงว่าในอนาคต หุ่นยนต์ จะเข้ามามีอิทธิพลในการทำงาน ดังนั้น อาจถึงเวลาที่เราต้องทบทวนทักษะ “ของมนุษย์” ที่จำเป็นต่อการทำงาน   สังคมกำลังมาถึงจุดของการเปลี่ยนแปลง เมื่อเข้าสู่ยุคการนำเครื่องจักรมาใช้ทำงานแทนทรัพยากรมนุษย์ คนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยที่กำลังกระโจนเข้าสู่ตลาดแรงงานต่างกังวลถึงการมาเยือนของเครื่องจักร หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ ถึงแม้ว่าเครื่องมือและเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังค่อยๆ เข้ามาบทบาทในการทำงาน แต่มนุษย์กลับเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกัน ทุกวันนี้ มีนักธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่กำลังประสบภาวะของการขาดแคลนแรงงาน เช่นในประเทศแคนาดาหรือสหรัฐอเมริกา เป็นเพราะว่าเทคโนโลยีในขณะนี้ไม่สามารถแทนที่บรรดาทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงาน เพราะเทคโนโลยีที่พวกเขาใช้นั้นทำหน้าที่เป็นเพียงผู้สนับสนุนและบูรณาการในการทำงานเท่านั้น ดังนั้นในอนาคต การทำงานในระบบดิจิทัลจะราบรื่นไปได้ต้องผ่านการทำงานควบคู่ไปกับทักษะการรู้หนังสือและการคิดคำนวณของมนุษย์ นี่คือสิ่งที่ได้จากการศึกษาในรายงานที่ชื่อว่า Human Wanted (สิ่งที่ต้องการจากมนุษย์) ของศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจของ Royal Bank of Canada (RBC) ที่ได้ศึกษาตลาดแรงงานของประเทศแคนาดา อันเป็นรายงานที่ได้ศึกษาอาชีพกว่า 300 อาชีพ เพื่อหาคำตอบว่ามีทักษะใดที่จำเป็นต่อการทำงาน ซึ่งออกมาเป็นข้อสรุปดังนี้ ทักษะ 5 อันดับแรกที่จำเป็นต่องานในอนาคต 1. ทักษะการฟังอย่างกระตือรือร้น […]

เมืองไทยในอดีต : บอกลาเวนิสตะวันออก

เมืองไทยในอดีต : บอกลาเวนิสตะวันออก เมืองไทยในอดีต ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ วิถีสัญจรของบางกอกส่วนใหญ่ฝากไว้กับสายน้ำ ภูมิประเทศแบบที่ลุ่มอุดมไปด้วยลำคลองหนองบึงของกรุงเทพฯ หล่อหลอมให้ชีวิตชาวเมืองผูกผสานกลมกลืนไปกับสายน้ำ เรือสารพัดประเภทสะท้อนภาพความหลากหลายและรสนิยมละเมียดละไมแห่งวิถีชโลธร เช่นเดียวกับพัฒนาการของ “เมืองน้ำ” ซึ่งชาวเมืองส่วนใหญ่ลงหลักปักฐานบนเรือแพสองฝากฝั่ง ทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาและลำคลองสาขา เนื่องจากใช้เป็นเส้นทางสัญจรและขนส่งสินค้าเกษตรได้สะดวก ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นยังมีการขุดคูคลองขึ้นมากมาย อาทิ คลองคูเมือง (คลองบางลำพูหรือ คลองโอ่งอ่าง ขุดในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) และคลองผดุงกรุงเกษม (ขุดในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) อันเป็นผลจากพระบรมราโชบายในการสร้างแนวป้อมปราการป้องกันเมืองและธรรมเนียมการสร้างเมือง คลองหลอดเปรียบเสมือนทางด่วนลัดคลองมหานาคขุดเพื่อเป็นแหล่งบันเทิงยามหน้าน้ำและเชื่อมไปยังปริมณฑล คลองแสนแสบขุดเพื่อเป็นเส้นทางลำเลียงยุทโธปกรณ์ในการศึก คลองภาษีเจริญขุดเพื่อลำเลียงน้ำตาลจากสมุทรสาครเข้ามา นอกจากนี้ยังมีคลองซอยมากมายที่ใช้สัญจรเสมือนถนนในปัจจุบัน แม้ก่อนหน้านั้นจะมีถนนที่สร้างขึ้นในเขตพระบรมมหาราชวัง (ถนนอมรวิถี ถนนจักรีจรัล และถนนเขื่อนขัณฑ์นิเวศน์) แต่ยังไม่มีผลต่อการพัฒนาการของเมืองเนื่องจากใช้สัญจรในพระราชวังเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ถนนซึ่งสร้างล้อมรอบพระราชวังเพื่อเป็นแนวป้องกันพระราชวังกับบ้านเรือนราษฎรจากเพลิงไหม้และเป็นเครื่องประดับพระราชวังตามคติเดิม (ถนนหน้าพระลาน ถนนท้ายวัง ถนนมหาราช และถนนสนามไชยในปัจจุบัน) ก็เป็นปฐมบทแห่งวิถีบก และมีราษฎรนิยมมาเดินเล่นจนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องสั่งห้าม แล้วใครต้องการถนนกันเล่า ผลของสนธิสัญญาเบาว์ริงระหว่างสยามกับอังกฤษเมื่อปี พ.ศ.2398 เปรียบได้กับการเปิดประเทศครั้งใหญ่ สถานกงสุลผุดขึ้นทางใต้พระนครมากขึ้นเช่นเดียวกับจำนวนชาวตะวันตกในกรุงเทพฯ พวกเขานำวิทยาการและวัฒนธรรมใหม่เข้ามาด้วย หนึ่งในนั้นคือรสนิยมชอบขี่ม้าเพื่อหย่อนใจเช่นเดียวกับวิทยาการใหม่อย่าง “รถม้า” ทว่าในสมัยนั้นถนนยังขรุขระและเหมาะสำหรับย่ำด้วยเท้าเปล่า พวกเขาจึงไม่มีถนนสำหรับห้อม้าหรือแล่นรถ บ่อยครั้งที่พวกเขารุกล้ำลานกว้างหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์หรือที่เรียกว่าท้องสนามไชยซึ่งเป็นที่โล่งกว้างสำหรับพระเจ้าลูกยาเธอหัดทรงม้าทรงช้าง สร้างความขุ่นเคืองพระราชหฤทัย จนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องตรัสปลอบประโลมว่า “เขาเป็นชาวต่างชาติไม่รู้ขนบธรรมเนียมกฏหมายไทย” ด้วยเหตุนี้ […]